The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

โชคดี ปรโลกานนท์ หรือ ลุงโชค คือชายหนวดขาวยาวเฟิ้มเจ้าของ ‘สวนลุงโชค’ สวนวนเกษตรบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ แห่งบ้านคลองทุเรียน ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

เขาใจดี และรักไผ่มาก ดูได้จากกอไผ่ใหญ่น้อยที่ปลูกเรียงรายตั้งแต่ทางเข้าอย่างกับเป็นเจ้าเรือน 

ที่นี่มีไผ่ทั้งหมดกว่า 100 สายพันธุ์ เขามักได้รับสายพันธุ์ไผ่อันหลากหลายจากแขกผู้มาเยือน มีเจ้าไผ่เลี้ยงเป็นตัวเอก ลักษณะกอสูง สง่า สีเขียวเข้มสด และแข็งแรง ไผ่ชนิดนี้เติบโตได้ดีในภาคอีสาน 

ลุงโชคคือผู้ใช้ชีวิตด้วยภูมิปัญญาการใช้ไผ่มาหลายสิบปี และพลิกผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยการทำวนเกษตร หรือการทำเกษตรบนพื้นที่ป่าด้วยการปลูกพืชหลากหลายชนิด แล้วให้พืชพันธุ์เหล่านั้นได้เติบโตอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันตามธรรมชาติ 

เขาตั้งใจลดรอยเท้าทางนิเวศด้วยการผลิตสินค้าจากไผ่ หนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่คุ้มค่ายั่งยืนที่สุด เพราะโคนจรดปลายของไผ่ 1 ต้น ทุกส่วนล้วนนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่เป็นอาหาร ทำข้าวของเครื่องใช้ ไปจนถึงสร้างอาคารขนาดมหึมาได้เป็นหลังๆ 

ทุกครั้งที่ไผ่สักต้นถูกตัด จะไม่มีส่วนใดถูกทิ้งขว้าง ถือเป็นรูปแบบการผลิตที่สร้างทั้งเศรษฐกิจและความยั่งยืนให้เติบโตงอกงาม สวนไผ่ลุงโชคจึงไม่ได้มีแค่ไผ่ แต่มีภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพที่เขาเรียนรู้ สั่งสม และส่งต่อ มาตลอดชีวิต

โต๊ะปูนสีเทาตั้งอยู่กลางสวนพร้อมโคมไฟเล็กๆ คือที่นั่งพูดคุยระหว่างเรากับชายวัย 62 ปี มีฉากหลังเป็นกอไผ่เลี้ยงในจำนวนที่เกินจะนับไหว แสงแดดอุ่นยามเช้า ลมเอื่อยพัดมาไม่ขาดสาย พร้อมน้ำฝางใบเตยอุ่นๆ ช่วยให้ใจรู้สึกสงบลง ก่อนบทสนทนาใต้เงาไผ่อันร่มเย็นจะเริ่มขึ้น เสียงยอดไผ่กระทบกันดังกังวานเหมือนพวกมันกำลังบอกเราอย่างดีใจว่า 

“ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนจากเมืองใหญ่ สู่สวนไผ่ลุงโชค”

01

โชคดีที่มีไผ่

พื้นเพเดิมของลุงโชคเป็นคนพัทลุง เขาเดินทางไปเรียนไกลบ้านเกิดตามค่านิยมของคนใต้สมัยก่อน หลังจากที่เรียนจบ ปวส. ช่างกลเกษตรจากวิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา ลุงโชคก็ออกเดินทางอีกครั้งไปยังแดนเหนือ ร่ำเรียนวิชาเกษตรพืชไร่จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่หลังเรียนจบ เขาก็ไม่กลับพัทลุงตามที่พ่อหวัง 

โชคตัดสินใจมาปักหลักที่โคราชในปี 2525 ช่วยงานขายรถพี่ชายคนโตอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มลงทุนปลูกข้าวโพดบนที่ดิน 100 ไร่ ตามความตั้งใจไฟแรงของเด็กหนุ่มเกษตร 

“ทำๆ ไปมันไม่เหมือนที่เราเรียนมาเลย มีปัจจัยที่คุมไม่ได้เยอะแยะ ปัญหาดินฟ้าอากาศ ดินไม่ดี ราคาไม่ได้ ลุงทำอยู่สี่ปีก็เลิกเลย แล้วมาแต่งงานกับป้าที่เป็นชาวบ้านอยู่ที่นี่ ย้ายเข้ามาอยู่ที่ดินแปลงนี้ขนาดห้าสิบไร่ ภาษาอีสานเขาเรียกที่ดินตรงนี้ว่า มูลมัง หมายถึงสมบัติบรรพบุรุษ เป็นสินสมรสที่ครอบครัวเขายกให้” ลุงโชคเล่าให้ฟัง พลางจิบน้ำฝางจากแก้วใบน้อย  

หลังแต่งงาน ลุงโชคเริ่มปลูกผลไม้ แต่สุดท้ายก็ตายหมดเพราะเมื่อก่อนไม่มีระบบน้ำรองรับในฤดูแล้ง จนเขาได้พบจุดหักเหของชีวิตเมื่อได้รู้จักกับ พ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่ต้องการแก้ปัญหาความล้มเหลวในระบบเกษตรเชิงเดี่ยว นั่นทำให้โชคในวัย 30 ปี ได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำเกษตรใหม่ เป็นรูปแบบวนเกษตรในผืนที่ดินของตน

“แรกๆ ลุงไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเราเรียนในห้องเรียนมาอีกอย่างหนึ่ง พ่อผู้ใหญ่วิบูลย์พูดเรื่องของฐานชีวิต การพึ่งตนเอง แต่เราเรียนมาเพื่อทำเงิน ทำเกษตรต้องให้ได้ปริมาณเยอะ ต้องได้คุณภาพดี ต้องใช้เคมี เครื่องมือ เครื่องจักร และเงินทุน เราถูกสอนมาอย่างนั้น แต่พ่อผู้ใหญ่วิบูลย์บอกว่า ต้องมีกินก่อน เขาบอกว่า ที่โชคทำอยู่ตอนนี้ โชคไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลยนะ ถ้าทำเพื่อตัวเองจริงๆ มันต้องกินได้สิ คุณทำเพื่อไปขายแล้วก็ไปซื้อของกิน เราเข้าใจเลยว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยดูแลตัวเองเลย 

“สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตนอกจากการหายใจคือเรื่องกิน ทำไมเรามีที่ดินแต่เราไม่ปลูกของกินล่ะ ปัจจัยสี่เราต้องสร้างขึ้นมาก่อน มีของกิน มีพืชที่เป็นยาสมุนไพร มีไม้ใช้สอย หลังจากนั้นลุงปรับหมดเลย ผืนดินที่ปลูกอะไรไม่ขึ้น ลุงก็เอาไผ่มาปลูกก่อน เพราะเห็นพ่อตาปลูกไผ่ตรงนี้แล้วมันรอด เราค้นพบว่าที่ดินของเรา อากาศของเรา นิสัยของเรา เหมาะกับไผ่ เพราะไม่ต้องไปยุ่งตัดแต่งรดน้ำ แต่ไม้ผลที่เราเคยหวังนี่ไม่ใช่ แล้วมาดูไผ่สิ ทั่วประเทศเจอปรากฏการณ์เอลนีโญ ไผ่เรายังอยู่ได้” เขาจึงตั้งใจปลูกไผ่และเพาะพันธุ์ไผ่มาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน 

วิถีชีวิตส่วนตัวของลุงโชคในวัยที่กำลังเป็นคุณปู่นั้นเรียบง่ายมาก หลังจากที่เสียภรรยาไป ลุงก็ใช้ชีวิตกับลูกชายทั้งสอง ช่วยกันดูแลงานบ้านและกิจการในสวนไผ่ ลุงโชคคือคนที่พิถีพิถันในกิจวัตรประจำวันของตัวเองมากคนหนึ่ง ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาสอนให้เขาเป็นคนเช่นนี้

“เราชอบใช้ชีวิตสบายๆ แต่ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ชีวิตต้องมีกรอบและเป็นขั้นเป็นตอน ตื่นเช้าขึ้นมาต้องทำสิ่งที่ใกล้ตัวก่อนคือเอาลมหายใจดีๆ เข้าสู่ร่างกายให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอด ช่วยฟอกเลือดให้เป็นเลือดดีและไปหล่อเลี้ยงสมอง คนส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติกันเพราะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เสร็จแล้วก็ล้างหน้าแปรงฟัน ขับถ่าย แล้วก็กินน้ำ 

“พอเราเตรียมตัวเองเสร็จก็จะมาศาลานี้ก่อน ปัดกวาดที่ทำงานให้เรียบร้อย เพราะมันหมายถึงสิ่งแวดล้อม ต้องถูกสุขลักษณะ ถ้าฝนไม่ตกเราก็ไปรดน้ำต้นไม้ เพราะต้นไม้คือผู้ให้ เรามีเพื่อนเป็นต้นไม้ เรากิน เราอยู่กับเขามากกว่าอยู่กับคนซะอีก เราชอบสิ่งไหนเราต้องดูแลสิ่งนั้น ฝึกให้เป็นนิสัยจากสิ่งเล็กๆ ที่ใกล้ตัวในแต่ละวัน 

“ลุงทำงานไปจนถึงสี่โมงเย็น แล้วไปปั่นจักรยาน จะกลับมาอีกทีตอนหกโมงหรือทุ่ม อาบน้ำ ดูโทรศัพท์ ดูข่าวสาร สามทุ่มเข้านอน ลุงไม่กินข้าวเย็นเพราะไม่สบายตัว แต่ก่อนเราไม่ได้ต่างอะไรจากคนอื่นนะ กินเหล้า ดูดบุหรี่ แต่งตัวตามแฟชั่น ใส่กางเกงยี่ห้อแพงๆ รองเท้าแพงๆ แต่พอถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกเองว่าชีวิตแบบนั้นมันไม่ใช่ เราเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบนี้ร่วมสิบปีแล้ว

“คนรุ่นใหม่ ณ ปัจจุบันทำงานหนักมาก เช้ามาต้องรีบไปทำงาน ผ้าห่มที่นอนไม่เคยปัดเลย เรารีบเร่งกับบางอย่างแต่ว่าสูญเสียการดูแลสิ่งใกล้ตัวไป พอเข้าวัยกลางคนก็สุขภาพแย่ บางคนไม่เคยได้อยู่กับพ่อกับแม่เลย ลุงว่าเราต้องดูแลรากเหง้าหรือที่มาของชีวิตเรานะเพราะเขาคือครู ถ้าเราละเลยสังคมที่เล็กที่สุด แล้วจะอาจหาญไปดูแลสังคมใหญ่ได้ยังไง”

02

ไผ่ดีเพราะมีโชค

ไผ่เลี้ยง ไผ่รวก ไผ่มันหมู ไผ่ซางหม่น และไผ่ตง คือพันธุ์ไผ่หลักของสวนแห่งนี้ ลุงโชคเชื่อว่าไผ่เป็นพืชที่ไม่มีทางหายไปจากโลก เพราะโดยลักษณะ ไผ่คือพืชที่เกิดมาคุ้มครองโลก ระบบรากที่ดี ลำต้นสูงขึ้นไปรับแสง ทนต่อโรคและสภาพอากาศ ช่วงหน้าฝนทำหน้าที่เป็นฟองน้ำดูดซับน้ำ ช่วงหน้าแล้งหาวิธีเอาตัวรอดได้ด้วยการทิ้งใบแล้วมีชีวิตอยู่รอดจากคลอโรฟิลล์ตามลำต้น แถมยังอายุยืนตั้งแต่สามสิบปีจนถึงหนึ่งร้อยปี แล้วแต่สายพันธุ์

“ไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์มาก เขาปรับตัวเก่ง แล้งแค่ไหนก็ไม่ตาย พวกเขาหยั่งรู้ได้ว่าปริมาณน้ำฝนจะมีขนาดไหน” ลุงโชคพูดขึ้นพร้อมสายตามองไปยังกอไผ่เลี้ยงข้างโต๊ะ

 “เมื่อก่อนลุงปลูกแบบนักอนุรักษ์ เคยมีคนมาขอซื้อไผ่ลุง ลุงบอกว่า ไผ่ผมเหมือนลูกสาว คนมาซื้อเหมือนคนมาสู่ขอจะแต่งงาน เราต้องรู้ว่าเอาไปทำอะไร ถ้าเอาไปอยู่ริมชายหาดไว้แขวนหอย ลุงไม่ขายหรอก มันไม่เกิดคุณค่าอะไร ถ้าเอาไปทำเก้าอี้หรือบ้านสวยๆ ให้ฟรียังได้เลย 

“สองปีที่ผ่านมาตอนลุงอายุครบหกสิบ มีคำถามจากสังคมว่า ลุงโชคให้ปลูกแต่ต้นไม้แล้วจะอยู่ได้ยังไง มีรายได้ยังไง ลุงเลยคิดว่าเราต้องทำให้ชัดเจนสักที เราปลูกต้นไม้จนสิ่งแวดล้อมมันโอเคแล้ว ดินได้รับการฟื้นฟูแล้ว พายุพัดมาสวนเราก็ไม่เป็นไรเพราะไผ่ป้องกันให้ได้ ช่วงหน้าแล้งใบก็ร่วงมาสร้างหน้าดินให้อุดมสมบูรณ์ มันชัดเจนมากเรื่องตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อม”

“ด้านเศรษฐกิจล่ะทำยังไง เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยมนี่” 

“ลุงมานั่งคิดเลยนะ ถ้าจะตัดไผ่หนึ่งลำส่วนโคนจะเอาทำอะไร ส่วนกลางเอาไปทำอะไร ส่วนปลายจะเอาไปทำอะไร เพิ่มมูลค่าให้เขาดีกว่า ตัดเสร็จเอาไปแช่บอแรกซ์ป้องกันไม่ให้มอดกิน แล้วเอามาทำเป็นเก้าอี้ ที่ใส่เทียน กรอบรูป ไม้แขวนเสื้อ หลอดไผ่ หรือถ่านใบโอชาร์ อย่างน้อยลำหนึ่งขายได้สองร้อยบาท ถ้าตัดขายเฉยๆ ได้ยี่สิบบาทเอง ถ้าใครจะปลูกไผ่เพื่อขายลำ ไปเป็นยามดีกว่า ลุงเปิดโรงเรียนป่าไผ่เพื่อต้องการให้สังคมเข้าใจไผ่อย่างจริงจัง ไม่ใช่ปลูกตามกระแส” 

โรงเรียนป่าไผ่ของลุงโชคถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลข้อเดียว คือลุงโชคอยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น แล้วค่อยแสวงหากำไรสูงสุดจากความสุขในการเพิ่มมูลค่าให้ไม้ไผ่

โรงเรียนป่าไผ่แห่งนี้ต้อนรับแขกแทบทุกวัน ชายผู้นี้ยินดีกับการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้คน ตั้งแต่การปลูกไผ่ การดูแลไผ่ต้นเล็กในโซนอนุบาล การเล่าเรื่องให้ความรู้พันธุ์ไผ่ต่างๆ ทั้งยังมีอาคารแปรรูปสินค้าจากต้นไผ่ที่ได้มาตรฐาน เป็นอาคารแปรรูปไม้ไผ่หลังใหญ่ลักษณะสูงโปร่ง ด้านในมีบ่อแช่ลำไผ่และลานตากแห้ง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ตามแต่จะสร้างสรรค์ ลูกชายคนโตของเขากำลังดูแลงานในส่วนนี้อยู่

“ตอนนี้ถือว่าไผ่ตอบโจทย์เบ็ดเสร็จให้กับตัวลุงนะ ถ้าไม่มีไผ่ ลูกไม่ได้อยู่กับลุง ถึงแม้ว่าลุงจะมีที่เยอะแยะ มีไม้พยุง แล้วจะไปทำอะไรต่อ แต่ไผ่ทำให้ลูกลุงเอาไปต่อยอดงานได้ เพราะฉะนั้น ลุงไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ แต่ลุงอยากอยู่กับลูกต่างหาก อันนี้คือเรื่องใหญ่ในมุมมองของลุง เพราะตอนเด็กเราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เลย พอเราแก่เฒ่าก็ไม่อยากเป็นแบบนั้น ลูกชายลุงเขามีโชคชะตาที่ทำให้ต้องกลับมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน” 

03

การอนุรักษ์ที่กินได้

ไผ่แต่ละชนิดแปลงร่างเป็นได้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันบ้าน สวนลุงโชคแห่งนี้มีผลิตภัณฑ์จากไผ่หลายอย่าง เช่น ถ่านดูดกลิ่น เทียนไผ่ พวงกุญแจ แก้วไม้ไผ่ และที่เราสนใจที่สุดคือหลอดไม้ไผ่

หลอดไม้ไผ่กลิ่นหอมในซองผ้าฝ้าย มีจุดเริ่มต้นในวันที่ลุงโชคเห็นข่าวเต่าทะเลตายเพราะหลอดพลาสติก 

ต้นไผ่ลำเล็กหลายสายพันธุ์สามารถเอามาแปรรูปเป็นหลอดใช้ได้ดี โดยมี เก่ง-บริพัตร สุนทร เป็นลูกทีมคิดค้นหาวิธีการผลิตหลอดไม้ไผ่คุณภาพดีที่ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง

“ไผ่แต่ละสายพันธุ์ทำหน้าที่ต่างกัน เราจึงต้องเข้าใจธรรมชาติการใช้งานของเขา ไผ่จีนเอามาทำเป็นหลอดได้ ไผ่เลี้ยงเอาไปก่อสร้างบ้าน ไผ่ตงเอาไปกินหน่อ ไผ่มันหมูเอาไปทำไม้ตะเกียบหรือไม้เสียบลูกชิ้น และทุกไผ่ที่ลุงเก็บไว้สามารถเอาไปทำเป็นเชื้อเพลิงได้” ลุงโชคอธิบาย ก่อนที่เก่งจะเดินเข้ามาพร้อมผลิตภัณฑ์จากไผ่ที่เขาตั้งใจทำขึ้นมาอย่างประณีต 

ปกติหลอดไผ่สดจะมีอายุไม่เกินสัปดาห์ โจทย์สำคัญของพวกเขาจึงเป็นการยืดอายุการใช้งานวัสดุทดแทนพลาสติกให้ได้ เก่งเลยหาวิธีการทำหลอดไม้ไผ่ให้แห้งโดยไม่ต้องใช้สารเคมี และใช้ใบไผ่แห้งที่มีอยู่เป็นตัวให้ความร้อน

หลังจากตัดไผ่มาทำความสะอาดด้านนอกและด้านในเสร็จแล้ว เก่งจะเอาไผ่ไปต้ม แล้วอบเพื่อไล่ความชื้น ก่อนจะลำเลียงหลอดไผ่ไปตากแดดให้แห้งเพื่อขับสีให้สวย เขาจะเอาหลอดทั้งหมดไปอบอีกครั้งหนึ่ง แล้วแต่งหลอดให้สวยงามในขั้นสุดท้าย ก่อนเก็บในห่อผ้าอย่างดีเพื่อรอขาย ทั้งหมดนี้ใช้เวลาทำเจ็ดวัน ยืดอายุหลอดให้ใช้งานเป็นสามถึงหกเดือน

“มันเป็นแค่หลอดธรรมดาที่ช่วยบ่งบอกว่าคุณช่วยดูแลโลก ไผ่เป็นพืชที่ยั่งยืน มันเติบโตขึ้นมาทดแทนได้ ยิ่งคุณใช้เท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดกลุ่มผู้ปลูกไผ่เพิ่มมากขึ้น มลภาวะที่เกิดจากการใช้หลอดพลาสติกก็ลดลงทีละนิด และเป็นการสร้างวินัยให้เรารู้จักที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า” เก่งว่าอย่างนั้น ซึ่งเราก็เห็นด้วย

ปัจจุบัน เก่งยังคงผลิตหลอดไม้ไผ่ตามออร์เดอร์ที่รับจำนวนจำกัด เพราะเป็นงานทำมือที่ต้องอาศัยเวลาและความใส่ใจในการทำ ซึ่งละเลยขั้นตอนใดไม่ได้

“เราใช้เวลาและมีหลายขั้นตอนในการผลิต ทำให้หลอดมีราคาสูงกว่าท้องตลาด เราตั้งราคาไว้เท่ากับเป็นการส่งเสริมลดมลภาวะจากพลาสติกและส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในตัวด้วยครับ ที่สำคัญคือ คุณไม่ได้ใช้แค่ครั้งเดียว คุณใช้ได้หลายครั้ง แค่มีคนเปลี่ยนจากการใช้หลอดพลาสติกมาเป็นหลอดไม้ไผ่แทน เราก็ดีใจแล้ว” 

พวกเขาทำให้เห็นว่า การอนุรักษ์ที่แท้จริงคือการปลูกความเข้าใจในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกต้องต่างหาก

04

ดิน น้ำ ดง ไพร

สิ่งหนึ่งที่ลุงโชคพยายามบอกกับหลายคนคือ เกษตรกรจำเป็นต้องรู้ว่าที่ดินของตัวเองเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทำเกษตรตามสูตร

“ที่จริงลุงใช้หลักของ ร.9 คือระเบิดจากภายใน ทำจากเล็กไปใหญ่ หมายถึงต้องรู้ตัวเจ้าของ ต้นทุนเราเป็นยังไง ที่ดินเราราบมาอย่างนี้ ตรงนั้นเป็นที่ตาน้ำ ตรงนั้นเป็นที่ดินไม่ดี พื้นที่แต่ละส่วนต้องรู้หมด เราวางระบบว่าพืชตัวไหนต้องการน้ำ ก็ให้มันอยู่ใกล้น้ำ ส่วนพวกไผ่ ไม้พะยูง ไม้ตะเคียน ไม่ต้องการน้ำมาก ก็ปลูกบนที่สูงห่างจากแหล่งน้ำออกมา” ต้นไม้ทั้งหมดอยู่ได้โดยธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น

ถัดจากศาลาภูมิปัญญาไทยไปตามทางเดินเข้าสวน ข้างทางเป็นที่อยู่ของบ่อน้ำที่ลุงโชคขุดเอาไว้ เพราะพื้นที่บริเวณนี้ปลูกพืชไม่ได้เนื่องจากมีน้ำบ่ามาตลอด ลุงเลยต้องขุดบ่อแล้วฝังท่อลงนาข้าวไปตามลำดับ บริเวณนี้จะมีน้ำซึมมาเองตลอดในช่วงฤดูฝน แม้ปีนี้จะแล้งที่สุดในรอบ 50 ปี แต่น้ำในบ่อยังคงมีอยู่เพราะได้ต้นไม้รอบๆ ช่วยพยุงไว้ 

เราเริ่มเดินสำรวจสวนและสัมผัสได้ถึงแดดช่วงเที่ยงที่เริ่มร้อนขึ้น แต่อากาศในนี้ยังคงเย็นสบาย มีเงาจากต้นไม้ใหญ่ริมทางปกร่มให้

ลุงโชคปลูกไม้แดง ไม้พะยูง ตะเคียนทอง ไว้เป็นไม้ระยะยาว ส่วนใต้ไม้ใหญ่มีเหล่าต้นจั๋งใบเขียวสดอยู่เต็มไปหมด ในดงต้นจั๋ง เราสังเกตเห็นร่องน้ำเล็กๆ พร้อมหนองน้ำอีกด้านของทางเดิน

“ตรงนี้เป็นร่องคลองธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นตัวกรองน้ำ น้ำไหลมาตรงที่กักน้ำก็จะตกตะกอน ลุงปลูกพืชน้ำเป็นตัวดูดซับ ทำตามหลักของ ร.9 น้ำจะไหลลงไปข้างล่าง ตรงร่องที่เราขุดให้ลึกขึ้น” ลุงโชคอธิบาย

เราเดินต่อไปตามทางที่มีหญ้ารก อากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมต้นไม้ข้างทางที่หนาทึบ กอดอกก้ามปูสีส้มสดขึ้นข้างทางสวยงาม ต้นชะอมที่ป้าชอบ ตอนนี้สูงชูยอดจนเลยหัวเราเล็กน้อย ส่วนกระท้อน มะเฟือง ลองกอง ที่ลุงเคยตั้งใจไว้ขาย ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งอาหารของกระรอกและกระแต ส่วนต้นไทรใหญ่ใกล้มุมทางโค้งทำหน้าที่เป็นโรงอาหารของเหล่านกป่า

“ลุงปลูกไทร เมื่อก่อนโดนคนหาว่าบ้า แต่เราเห็นว่าไทรเป็นระบบนิเวศให้กับนก นกมากินลูกไทรแล้วกินแมลงด้วย เอาเมล็ดพันธุ์ที่เขากินจากที่อื่นมาที่นี่ด้วย จุดเริ่มแรกของสวนมาจากตรงนี้แหละ ลุงสร้างศาลา ปลูกผัก ปลูกกล้วย ปลูกไม้ผลอยู่ตรงนี้ 

“อันนี้ต้นมะเดื่อปล้อง ส่วนต้นมะค่านี้อายุสามสิบปีแล้ว เมื่อก่อนปลูกจั๋งไว้เป็นไม้ประดับส่งขายในโคราชกับกรุงเทพฯ พร้อมดอกหน้าวัวของป้า แต่ตอนนี้ปลูกไว้เฉยๆ ให้เป็นระบบนิเวศแล้ว” ชายชุดม่อฮ่อมพูดเสร็จ ก็เดินนำเราไปตามทางซุ้มไม้ไผ่กลับไปยังศาลาเพื่อทานข้าว

“เมื่อก่อนตอนป้ายังอยู่ ถ้ามีคนมาหา ป้าจะทำกับข้าวให้กิน แต่ตอนนี้ป้าไม่อยู่แล้ว”  

ลมเย็นพัดผ่านมาอีกครั้งหลังลุงพูดจบ เสียงยอดไผ่กระทบดังระงมทั่วบริเวณ สายตาเราเหลือบไปเห็นกระรอกน้อย 2 ตัวกำลังกระโดดตามยอดไม้ หามื้อเที่ยงกินอย่างสบายใจ  

05

คน ป่า ไผ่

“ลุงว่าตอนนี้ชาวบ้านแถวนี้เขาอยู่กันแบบยั่งยืนหรือยัง” เราถามขึ้นหลังกินข้าวเสร็จ

“ชีวิตอยู่บนเส้นด้าย ไม่มีอะไรพึ่งตนเองเลย ทำอาชีพเหมือนกับเล่นการพนัน ไม่รู้ออกหัวหรือออกก้อย ใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับชีวิตในสังคมเมือง คือต้องมีเงิน เขาไม่ยอมเปลี่ยนมาทำแบบนี้เพราะเห็นผลช้า แต่ถ้าคิดดีๆ แบบของลุงก็ไวนะ ปลูกปีแรกอาจจะต้องลงทุน ยังไม่มีผลตอบแทน แต่พอปีที่สอง ไผ่เริ่มตั้งลำได้ ก็สามารถขยายพันธุ์ได้ เป็นรายได้แล้ว พวกเขาอยู่ในกระแสบริโภคนิยม และไม่รู้ว่าจะปรับตัวให้อยู่กับกระแสนี้ได้อย่างไร

“เราไม่รู้ตัวเลยว่า เราใช้ชีวิตที่ยึดโยงกับร้านค้าสะดวกซื้อไปแล้ว เราบริโภคยาสะดวกและยาสบาย จนคิดว่าการทำอะไรเองยุ่งยาก แค่หุงข้าว ทำกับข้าวยังยุ่งยาก เราเลยติดการซื้อ แล้วต้องเร่งทำงานเพื่อหาเงินให้มากขึ้น ลุงไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อทั้งหมดนะ แต่อยากให้คนปรับตัวกัน ค่อยๆ ปรับทีละนิดทีละหน่อยเดี๋ยวก็เป็นไปเอง ถ้าเราไม่มีสติ ไม่รู้เท่าทัน เราจะกลายเป็นเหยื่อกระแสบริโภคนิยม สมัยก่อนไม่ได้รุนแรงขนาดนี้

“เวลาใครมาหาลุง ลุงจะบอกว่าคุณไม่ต้องทำอย่างผมหรอก คิดอย่างผมสิ แล้วเอาวิธีคิดของผมไปปรับใช้กับวิถีชีวิตของคุณในเมือง ผมไม่ได้บอกให้คุณทำนา แต่คุณกินอะไรก็ให้รู้รากเหง้าว่าสิ่งที่คุณกินมีประโยชน์ขนาดไหน มาจากไหน คุณใช้พลังงาน คุณก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ไม่ใช่สักแต่คิดว่าฉันมีปัญญาจ่ายค่าไฟ ฉันมีปัญญาซื้อน้ำมัน ฉันจะเปิดไฟกี่หลอดก็ได้ ใช้น้ำเท่าไหร่ก็ได้ คิดอย่างนั้นไม่ได้แล้วนะตอนนี้” ลุงโชคอธิบาย

ในช่วงชีวิตหนึ่ง ลุงโชคได้ลงแรงและลงใจฟื้นฟูเขาแผงม้าให้กลับคืนมาเขียวขจีเหมือนเดิม โดยใช้หลักวนเกษตร ความตั้งใจของลุงไม่มีอะไรมาก แค่อยากเห็นผืนป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์จากความรับผิดชอบต่อธรรมชาติของผู้คน

“เราไม่ต้องการเห็นรัฐปลูกป่าที่เป็นแถวเป็นแนว เราอยากเน้นการมีส่วนร่วม เน้นความยั่งยืน เราเหมือนจะปลูกสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ปลูกทิ้งปลูกขว้าง เราดูแล เฝ้าสังเกตธรรมชาติ ฤดูไหนควรทำอะไร สักพักป่าก็กลับคืนมา สัตว์ป่าก็กลับคืนมา เพราะมีอาหาร มีน้ำ มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย”

“ลุงเรียนรู้อะไรจากไผ่บ้าง” เราถามขึ้นพร้อมสังเกตเห็นสีหน้าชื่นใจของลุงโชค 

“เยอะแยะ ดูลำไผ่นะ สีเขียวใช่ไหม หน้าฝนก็เขียว หน้าร้อนก็เขียว แล้งก็เขียว มันไม่เปลี่ยนสีเลยนะ เพราะงั้นคนก็อยากเปลี่ยนสีตาม จะในสถานะหรือฤดูกาลไหนก็ให้เป็นอย่างนั้น ให้คงเส้นคงวา ซื่อสัตย์ซื่อตรงเหมือนไม้ไผ่ ไผ่มันอ่อนน้อมถ่อมตน เราต้องเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนไผ่ และไผ่อยู่กันเป็นกอ เขาเป็นพืชสังคม มีหลายอายุอยู่ด้วยกัน แต่ไม่เคยทะเลาะกัน (หัวเราะ)”

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

“ออร์แกนิกจะไม่ใช่เทรนด์ที่ฉาบฉวยอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นวิถีการกินอย่างยั่งยืน” 

นั่นคือสิ่งที่สุภาพสตรีเบื้องหน้าในชุดพื้นเมืองและคู่ชีวิตของเธอในชุดม่อฮ่อมพยายามสื่อสารกับฉัน

ธง-ธงชัย ปริเตนัง และ ปุ้ย-ศิริลักษณ์ ปริเตนัง สามีภรรยาเจ้าของ ‘Ginger Farm Chiangmai’ ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ทั้งปลูกพืชผลทางการเกษตรและทำโรงเลี้ยงสัตว์เพื่อนำผลผลิตจากการดูแลตามธรรมชาติ ไม่เจือปนสารอันตรายใดๆ มาแปรรูปเป็นอาหารพื้นเมืองแบบท้องถิ่นล้านนาหอมๆ อุ่นๆ และได้คุณค่าจากวัตถุดิบปลอดสารเคมี 

ธง-ธงชัย ปริเตนัง และ ปุ้ย-ศิริลักษณ์ ปริเตนัง สามีภรรยาเจ้าของ 'Ginger Farm Chiangmai'

เพราะวัตถุดิบในจานอาหารของ Ginger Farm Kitchen ที่จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานครมาจากทั้ง Ginger Farm และรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรรายย่อยในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ลูกค้าทั้งหลายติดอกติดใจคุณประโยชน์ในจานอาหารที่ทำให้คิดถึงบ้านผ่านเมนูแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ Ginger Farm Chiangmai ยังเปิดพื้นที่ทางการเกษตรกว่า 20 ไร่ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีทั้งในด้านเกษตรกรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของไทย เพราะมีกิจกรรมที่แฝงองค์ความรู้การทำเกษตรกรรมแบบชาวเหนือดั้งเดิมแต๊ๆ และการดำรงชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติอย่างครบถ้วน รวมถึงบรรยากาศดีๆ ที่นักเรียนในชุดม่อฮ่อมได้รับจากพลังงานจากธรรมชาติบนพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ

Ginger Farm Chiangmai

ตลอดบทสนทนา แววตาของธงและปุ้ยซึ่งเล่าเรื่อง Ginger Farm Chiangmai ให้ฉันฟังเต็มไปด้วยความสุขและอิ่มใจ ที่สองนักธุรกิจได้ลงมือทำบางสิ่งคืนให้โลก ให้สังคม และให้ผู้คน ทั้งการช่วยเหลือทางอาชีพและตระหนักถึงความสำคัญของโลกใบนี้

01

แรงบันดาลใจจากการทำนา

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2540 ธงและปุ้ยทำธุรกิจผลิตสินค้าแบบ OEM และส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ทั้งของตกแต่งบ้าน ของใช้ในครัวเรือน ของใช้สำหรับเด็ก ให้แบรนด์ดังระดับโลกทั้ง ZARA, Habitat และอีกหลายแบรนด์ จนเริ่มสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองในชื่อ Ginger ในปี 2546

ความสำเร็จของธุรกิจนี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ปุ้ยบอกฉันว่า ธุรกิจส่งออกของเธอไปไกลทุกประเทศ ในระดับงานแฟร์ งานเอ็กซ์โปไหน ที่ว่าใหญ่ Ginger ก็ไปมาหมดแล้ว

ในพื้นที่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้ง Ginger Farm Kitchen ปัจจุบันมีโรงงานผลิตสินค้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ธงซึ่งดูแลระบบโลจิสติกส์หลังบ้านของ Ginger มักหลบมาทำกิจกรรมยามว่างอย่างหนึ่งหลังเสร็จสิ้นภาระงาน นั่นคือ

การทำนา

Ginger Farm Chiangmai

เพราะธงเป็น 1 ในพี่น้อง 5 คนที่พ่อเป็นชาวนา ชีวิตส่วนหนึ่งในวัยเด็กของธงอาจไม่ต่างอะไรกับลูกชาวนาทั่วไป ที่นอกจากต้องไปเรียนหนังสือในเวลาทำการ เมื่อกลับบ้านหรือมีเวลาว่างธงเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงของพ่อที่จะช่วยทำนาในแทบทุกกรรมวิธี ดังนั้น ธงจึงมีองค์ความรู้และประสบการณ์ในการปลูกข้าว รวมทั้งรับรู้ปัญหาที่ชาวนาประสบพบเจอมาตลอดหลายสิบปี

“สมัยเด็กๆ ตอนผมทำนามีความลำบาก 2 เรื่อง ก็คือเรื่องน้ำ ถ้าไม่มีน้ำมันก็ปลูกก็ทำนาไม่ได้ ถ้าน้ำเยอะไปก็ไม่ได้ น้ำน้อยก็ไม่ได้ แล้วก็มีเรื่องวัชพืชที่มากัดต้นข้าว ทั้งปูนา ทั้งหอยเชอรี่ ที่มากัดต้นข้าว สมมติว่าเราดำนาวันนี้ ถ้าเราไม่กำจัดหอย พรุ่งนี้เช้าจะไม่เหลือข้าวสักต้นเลย เพราะว่าหอยกินหมด เพราะฉะนั้น ชาวนาก็จะใช้สารเคมีในการฆ่าหอย พอดำนาเสร็จก็ฉีดยา ไม่ใช่หอยตายอย่างเดียว ปู ปลาไหล ในนาก็ตายหมดเลย” ธงเล่าถึงความลำบากในการทำนา

ยิ่งเมื่อต้องนำผลผลิตที่ตรากตรำลำบากทั้งปลูก เกี่ยวไปขายโรงสี ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะหลายครั้งผลผลิตถูกกดราคารับซื้อในราคาที่ต่ำมากจากราคาที่เคยประกันหรือตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ธงที่ยังทำนาเป็นงานอดิเรกก็ยังได้รับผลกระทบนี้

งานอดิเรกที่ควรจะต้องสนุกกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหน้าคิดหลังอย่างรอบคอบ ปุ้ยที่เห็นธงเผชิญปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงใช้แว่นตาของการเป็นนักธุรกิจเข้ามาแก้ปัญหา จึงเริ่มนำผลผลิตขายในชื่อแบรนด์ Ginger ของตัวเอง ซึ่งข้าวกล้องออร์แกนิกล็อตแรกขายหมดภายใน 2 อาทิตย์

Ginger Farm Chiangmai

“เราประกาศในโซเชียลของ Ginger ว่าเรามีข้าวกล้องมาขาย เราซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็กกับเครื่องซีลพลาสติกมาทำกันเอง ตอนนั้นเราขายที่กิโลละ 40 – 50 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับตอนเราเอาไปขายหน้าโรงสีจะได้แค่กิโลกรัมละสิบกว่าบาท”

เมื่อข้าวที่เป็นผลผลิตแรกเริ่มทำกำไร ประกอบกับกิจการอีกหนึ่งอย่างของทั้งสองคือร้าน The House ร้านอาหารสไตล์เอเชียนทวิสต์บนถนนศรีภูมิ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ ต้องการวัตถุดิบหมุนเวียนในร้านอาหาร จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ธงและปุ้ยตัดสินใจใช้พื้นที่หลังบ้านปลูกผลผลิตทางการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ

แต่เพราะประสบการณ์ทางด้านเกษตรกรรมยังน้อยนิด การทดลองปลูกพืชต่างๆ จึงเกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งการควบคุมปริมาณน้ำ ปุ๋ย หรือดินเพาะปลูก ที่ไม่สมดุล ทำให้ผลผลิตช่วงแรกเสียหาย ธงและปุ้ยจึงต้องทำการบ้าน ทั้งหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและแลกเปลี่ยนความรู้กับเกษตรกรตัวจริงที่พบในงานเสวนาต่างๆ

“ช่วงแรกเราปลูกผักอะไรก็ตามที่เราชอบหรือกินในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นแตงกวา มะละกอ แครอท ผักกาด มะเขือยาว พืชผักสวนครัวหรือสมุนไพร เช่น ผักชี ตะไคร้ หรือพืชที่เด็ดกินได้สดๆ จากต้น ส่วนปัญหาที่มี เพราะพี่ธงยังไม่มีองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์จริงๆ ที่ต้องต่อสู้ทั้งสภาพอากาศหรือศัตรูพืช และแมลงต่างๆ ผักบางชนิดก็ปลูกไม่ขึ้น จึงเป็นการแก้ปัญหาที่อาจเสียเวลาปลูกใหม่หลายๆ ครั้ง แต่เราก็ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” ปุ้ยกล่าว

02

พันธมิตรร่วมอุดมการณ์

หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นานสองนาน ปี 2558 ธงและปุ้ยจึงตัดสินใจทำเกษตรกรรมอย่างจริงจัง จนกระทั่งต่อยอดเป็นร้าน Ginger Farm Kitchen ที่โครงการ One Nimman ในปี 2559

ถึงแม้ว่าหลังบ้านของ Ginger Farm Kitchen จะมีวัตถุดิบบางอย่างที่ผลิตได้เอง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะยังขาดวัตถุดิบอีกจำนวนมากเพื่อรังสรรค์เมนูที่หลากหลาย ธงและปุ้ยจึงเริ่มเปิดรับซื้อพืชผลทางการเกษตรจากชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน เลือกจากเกษตรกรรายย่อยที่เพาะปลูกพืชผักพื้นบ้านที่ร้านอาหารต้องใช้เป็นวัตถุดิบหลัก ทั้งผักกูด ผักปั๋ง ผักเชียงดา ทั้งในพื้นที่อำเภอพร้าว อำเภอเชียงดาว อำเภอสารภี และกลุ่มชาวเขาเผ่าปกาเกอะเญอบนดอยอินทนนท์ โดยมีเงื่อนไขในการรับซื้อผลผลิตคือ ผลผลิตทั้งหมดต้องไม่ใช้สารเคมีในกระบวนการปลูกอย่างเด็ดขาด

แต่วัตถุดิบบางอย่างก็ไม่มีในพื้นที่รับซื้อ โชคดีที่ธงได้รับเชิญจากกลุ่มสามพรานโมเดลเพื่อเข้าร่วมสัมมนาเกษตรอินทรีย์ หรือการนัดพบของกลุ่ม Organic Tourism จึงได้พบเกษตรกรรายย่อยหลายๆ กลุ่มที่มีความแตกต่างในการเพาะปลูก ทั้งแง่องค์ความรู้และความหลากหลายของวัตถุดิบ

Ginger Farm Chiangmai

“ช่วงแรกเราเจอสมาชิกเครือข่ายไม่กี่ราย หลังจากนั้นเป็นการบอกต่อว่าคนนี้รู้จักคนนี้ นอกจากตัวเขาปลูกเอง ก็มีเพื่อนบ้าน มีฟาร์มที่ทำ แล้วพอรู้ว่าเอามาขายให้เรา เขาได้เงิน เขาก็จะเริ่มตามๆ กันมา เหมือนเรามีเครือข่ายย่อมๆ อยู่ตลอด มีการซื้อขายผลผลิตทั้งปี ไม่ใช่เป็นฤดูกาล ทำให้กลุ่มขยายเยอะขึ้นๆ ก็เริ่มจัดให้มันมีการบริหารจัดการไม่ให้เหมือนกัน เพื่อจะได้ซื้อของทุกๆ คนทั้งปี

“เราเข้าไปคุยกับเกษตรกรเลย ไม่ผ่านคนกลาง เราเปิดแผนเลยว่าเราใช้ของอะไร เดือนละเท่าไหร่บ้าง ก็ให้เขาปลูกไปตามสิ่งที่เราใช้ ฉะนั้น มันก็เจอกันพอดีเลย ความต้องการก็จะพอดี ก็จะไม่มีเหตุการณ์ผลผลิตล้นตลาดแล้วขายไม่ได้อีก เช่นเราแจ้งว่าเราใช้ข้าวโพดหวานวันละ 30 กิโลกรัม เกษตรกรก็จะเปลี่ยนวิถีใหม่ ใช้การบริหารจัดการใหม่ให้มีของสดสำหรับวันต่อวัน เพราะข้าวโพดหวานถ้าทิ้งไว้เกิน 1 วัน ความหวานก็จะหายไป” ปุ้ยกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตใหม่

03

From Farm to City

คอนเซปต์หลักของ Ginger Farm คือ From Farm to City

เป็นแนวคิดเรียบง่ายที่อยากนำเสนอความสมบูรณ์จากฟาร์มผ่านอาหารในจานที่ทุกคนในเมืองทานได้ อีกทั้ง Ginger Farm เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นล้านนา จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่นำเสนอวัฒนธรรมภาคเหนือผ่านจานอาหารให้ใครหลายๆ คนได้คิดถึงบ้านเกิดของตน

“การพัฒนาเมนูอาหารมีตัวตั้งหลักๆ คือวัตถุดิบ ก่อนที่เราจะเน้นวัตถุดิบตามฤดูกาลและความเป็นพื้นบ้าน ต้องทำยังไงก็ได้ให้ผักเชียงดาหรือผักปั๋งที่เรายี้กัน มันขึ้นไปบนโต๊ะอาหารแล้วกลายเป็นเมนูที่น่ากิน หรือเมนูพื้นบ้านอย่างแกงขนุนที่ขึ้นไปอยู่บนโต๊ะแล้วทำให้คนรุ่นใหม่หรือคนในเมืองได้สัมผัสอาหารแบบนี้ เหมือนพวกเราทุกคนที่อยู่ที่บ้าน ได้กินวัตถุดิบคุณภาพดีๆ จึงเป็นคอนเซปต์ From Farm to City”

Ginger Farm Chiangmai

ความออร์แกนิกเต็มร้อยอาจเป็นจุดขายที่ดีในแง่การตลาด แต่ในทางปฏิบัติ ธงและปุ้ยต้องปรับความเข้าใจกับลูกค้าในบางครั้ง เพราะผลผลิตทางการเกษตรที่ปราศจากสารเคมีหรือการตัดแต่งทางพันธุกรรมใดๆ อาจไม่สวยงามตามภาพประกอบในเมนูอาหาร

นั่นคือความพยายามสื่อสารผ่านอาหารทุกจานว่า เมนูที่มีคุณประโยชน์ อาจอยู่ในวัตถุดิบที่ไม่สมบูรณ์

Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai

“เราอยากสร้างความเข้าใจก่อนว่า บางครั้งผลผลิตที่ออกมาให้เรากินหรือนำไปประกอบอาหารมันไม่สวยงามอย่างที่คาดหวังไว้ เราต้องไปปรับความเข้าใจกับเชฟ เพราะเชฟจะมีมาตรฐานวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร อย่างเช่นมะเขือที่เราปลูกเองจะมีลักษณะที่ไม่ปกติตามที่เชฟต้องการ หรือเราต้องบอกลูกค้าให้เข้าใจธรรมชาติของพืชบางชนิด ที่ไม่สามารถออกผลให้เขากินได้ เพราะเราปลูกพืชตามฤดูกาล หรือหน้าตาอาจไม่สวยงาม แต่นั่นหมายความว่าวัตถุดิบเหล่านั้นจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคเมื่อเขาได้รับประทานเข้าไป” 

หน้าร้าน Ginger Farm ทั้งสองสาขาในจังหวัดเชียงใหม่มีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายตลอดทั้งปี ซึ่งประชากรกรุงเทพมหานครที่แวะเวียนมายังนครพิงค์เชียงใหม่ต่างติดใจรสชาติอาหารพื้นเมืองจากวัตถุดิบสดๆ จนเรียกร้องให้ Ginger Farm เข้าสู่เมืองหลวงสักที หลังจากตัดสินใจอยู่นาน ธงและปุ้ยจึงเปิดหน้าร้านสาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่ 101 The Third Place at True Digital Park เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai

ทั้งสองคงคอนเซปต์ From Farm To City ไว้เหนียวแน่นด้วยการใช้วัตถุดิบจากแหล่งเดิม แต่ปัญหาที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่สูงมากเพราะต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่ ทั้งสองจึงหาแหล่งวัตถุดิบทั้งในกรุงเทพฯ ไข่และหมูออร์แกนิกจากจังหวัดนครปฐม ฟาร์มผักจากจังหวัดสระบุรี เป็นต้น

ถึงแม้ Ginger Farm จะเข้าสู่มหานคร แต่พันธกิจที่อยากส่งเสริมตลาดสินค้าออร์แกนิกให้เติบโตเป็นเรื่องสำคัญของทั้งสอง Ginger Farm’s Market จึงเกิดขึ้น โดยเป็นตลาดให้เกษตรกรทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้มีพื้นที่การขายสินค้า และมี Ginger Farm เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเกษตรกร ซึ่งงานทดลองจัดครั้งแรกที่ 101 The Third Place at True Digital Park ช่วงต้นปีที่ผ่านมา 

Ginger Farm Chiangmai

Ginger Farm’s Market ได้รับการตอบรับที่ดีมากทั้งการซื้อขายของผู้ประกอบการ และโอกาสที่จะเปิดพื้นที่เพื่อต่อยอดธุรกิจของตน อีกทั้งลูกค้าที่ได้สินค้าสดส่งตรงจากแหล่งผลิตในราคาที่สมเหตุสมผล

ปุ้ยบอกฉันว่า Ginger Farm’s Market กำลังจะเกิดขึ้นในซีซั่นต่อไปเร็วๆ นี้

04

ห้องเรียนธรรมชาติ

นอกจากร้านอาหารแล้ว Ginger Farm Chiangmai มีพื้นที่สำหรับเรียนรู้กิจกรรมให้ทดลองทำมากมาย ซึ่งดูๆ แล้วอาจแปลกสำหรับความเป็นร้านอาหารไปสักนิด แต่จุดเริ่มต้นมาจากธงที่อยากให้ลูกๆ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายผ่านการดำนา

“ตอนแรกมันก็เกิดจากที่เราจะทำบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักตากอากาศ แต่มันก็ยังไม่เสร็จดี เราก็ชวนเพื่อนๆ แม่ๆ ที่มีลูกในวัยเดียวกันมาดำนา แล้วเราก็สั่งปิ่นโตมากิน เล็กๆ ง่ายๆ ทีนี้พอแม่ๆ อัพโหลดรูปลงโซเชียล 1 อาทิตย์ต่อมามีคนมาถามพี่ว่า มาดำนาเสียเงินกี่บาท พี่ก็ตกใจ แต่ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะต่อยอดยังไง” พี่ปุ้ยเล่าถึงความบังเอิญที่เรียบง่ายนั้น

Organic Tourism

อีกหนึ่งเหตุการณ์สู่การจุดประกายคือ เมื่อนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงได้มาทานอาหารที่ร้าน แล้วถามว่า “ต้นมะละกอคือต้นไหน” “ต้นลำไยเป็นยังไง” คำถามเหล่านี้ทำให้ทั้งสองเห็นว่าผู้คนไม่มีแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่เข้าถึงได้ง่าย สุดท้ายแล้วเป็นแนวคิดของร่วมกันที่อยากเก็บพื้นที่สีเขียวนี้ไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติหรือเดินชมความเขียวขจีของทุ่งนาโดยไม่เก็บค่าเข้าชมใดๆ 

“ตั้งแต่วันแรกที่เปิดฟาร์ม สิ่งแรกที่ต้องการสื่อให้เห็นคือวิถีชีวิตของเกษตรกรในภาคเหนือนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ชุดแต่งกายที่เป็นชุดม่อฮ่อม รวมถึงอุปกรณ์และกรรมวิธีการเกษตรกรรมที่คนรุ่นเก่าทำจริงๆ จึงแสดงออกตั้งแต่กิจกรรมดำนา ปักต้นกล้า ไถนาโดยใช้ควาย อาบน้ำควาย เพราะเรานำเสนอคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนนี้ให้ผู้ที่มาเยี่ยมได้สัมผัสภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่มีเรื่องราวหรือเหตุและผลของมัน” พี่ปุ้ยกล่าวถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเปิดฟาร์มหลังบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรกรรม

Organic Tourism
Organic Tourism

การเรียนรู้วัฒนธรรมหรือขั้นตอนเกษตรกรรมคือกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกิจกรรมหนึ่ง โดยเฉพาะน้องๆ หนูๆ นักเรียนตัวเล็ก ที่สนุกกับการเป็นชาวนารุ่นจิ๋วด้วยการเดินย่ำดินโคลน เรียนรู้ระบบนิเวศทางธรรมชาติย่อมๆ ผ่านเจ้าปูนาที่เดินขาเกในโคลน หรือปลาไหลที่แหวกว่ายจนไล่จับกันแทบไม่ทัน แต่กิจกรรมที่เจ้าตัวน้อยส่วนมากชอบที่สุดคือ การเล่นสไลด์โคลนที่ไม่ว่าหนูๆ คนไหนก็ต้องขอเล่นอีกรอบ จนน้องๆ บางคนร้องไห้งอแงไม่อยากกลับบ้าน

เพราะพวกเขาน่าจะติดอกติดใจการเล่นสนุกในทุ่งนาแห่งนี้

แหล่งเรียนรู้ของ Ginger Farm มีกิจกรรมอีกมากมาย เช่น ปลูกผัก ทำงานศิลปะ ปลูกต้นไม้ ทำอาหารโดยเก็บวัตถุดิบจากฟาร์มเป็นส่วนประกอบ และเพิ่มเติมอีกมากมายในอนาคต โดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 290 บาทเท่านั้น

Ginger Farm Chiangmai

นอกจากนักท่องเที่ยว โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ มักพานักเรียนมาเรียนรู้ธรรมชาติที่ Ginger Farm นอกจากความรู้ที่นักเรียนได้รับ ความสนุกสนานจากธรรมชาติที่แสนเรียบง่าย การปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของ Zero Waste หรือการเห็นคุณค่าของวัตถุดิบอาหารต่างๆ ไม่ให้เหลือทิ้ง ก็เป็นสิ่งที่นักเรียนตัวน้อยๆ ได้รับผ่านการดำนาหรือวิ่งเล่นในทุ่งนา รวมถึงอาหารเหลือทิ้งจากส่วนร้านอาหาร Ginger Farm ก็มีการจัดการทั้งนำไปเป็นอาหารให้สัตว์ในฟาร์มและหมักทำปุ๋ยชีวภาพปลอดสารเคมีอีกด้วย

05

ความสุขที่แสนเรียบง่าย

จากนักธุรกิจที่เคยมีผลกำไรสูง ปุ้ยบอกฉันว่า เมื่อลงหลักปักฐานทำธุรกิจ Ginger Farm อย่างจริงจัง เธอกลับค้นพบว่าความสุขมันเรียบง่ายกว่าที่คิด เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่เธอทำธุรกิจส่งออกที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คนตลอดเวลา

“เชื่อไหมว่าพี่ต้องกินยานอนหลับในวันที่มีส่งออกถี่มากๆ พี่เครียดมากที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่ในวันนี้ธรรมชาติช่วยบำบัดและทำให้พี่ก้าวผ่านเรื่องเหล่านั้น วิธีคิดในหลายๆ เรื่องของพี่เปลี่ยนไป เราปรับสมดุลในชีวิตให้เจอจุดของความสุขได้ง่ายขึ้น จนไปการทำธุรกิจที่จะไม่เอาเปรียบใคร มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และจริงใจ กับทุกคน แล้วเงินจะตามมาทีหลังเอง” ปุ้ยกล่าวถึงจุดเปลี่ยนหลังจากเจอสมดุลในชีวิต

ส่วนธงที่ใช้ความพยายามเพื่อสื่อสารแนวความคิดผ่านการทำธุรกิจนี้ ฉันถามเขาว่า ที่เขาอยากสื่อสารให้ทุกคนรู้และเข้าใจถึงประโยชน์ ความสำคัญ ของเกษตรกรรมแบบออร์แกนิกนั้น เขาทำสำเร็จหรือยัง

ธงตอบว่า ยังไม่สำเร็จ

ฉันสงสัยว่าเพราะอะไร

“ผมมองว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น จากที่ผมทำเกษตรอินทรีย์มาหลายปี ชาวบ้านหรือเพื่อนบ้านบางส่วนก็ยังไม่เห็นด้วยกับเราอยู่ดี เพราะชาวบ้านเห็นว่ามันยากและใช้เวลานาน และการบริหารจัดการต่างๆ ที่ต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดองค์ความรู้จริง” ธงกล่าว

ก่อนจากกัน ธงและปุ้ยย้ำกับฉันอีกครั้งว่า อาหารออร์แกนิกไม่ใช่กระแสทานอาหารที่ฉาบฉวย เพราะเมื่อมองย้อนไปยังชีวิตประจำวันสมัยอดีต คนไทยยังปลูกพืชผักสวนครัวหรือผักบางชนิดสำหรับรับประทานเอง นั่นถือได้ว่าเป็นออร์แกนิกแล้ว หากแต่ความรวดเร็วของเทคโนโลยีหรือกรรมวิธีการเพาะปลูกอาจทำให้เราเพิกเฉยต่อการลงมือปลูกผักสักชนิด แต่ทั้งสองเชื่อว่า เราจะได้กลับมาทานผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดสารเคมีในราคาที่สมเหตุสมผล เพราะเทรนด์สุขภาพเหล่านี้กำลังกลับมาขยายตัวมากขึ้น

ฉันเห็นด้วยทุกประการ

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load