ก่อนอ่านเรื่องนี้ ขอถามก่อนว่าคุณรู้จักร้าน Locus Native Food Lab กันหรือยัง

ถ้ายังไม่รู้จักร้านอาหาร Chef’s Table แห่งเชียงรายที่ทำอาหารแค่วันละมื้อ รับลูกค้าวันละกลุ่ม และต้องจองล่วงหน้าเท่านั้นเพราะคิวยาวข้ามเดือน ขออธิบายให้ฟังอย่างย่อที่สุดว่า นี่คือร้านอาหารที่เลือกนำวัตถุดิบท้องถิ่น เมนูเก่าแก่ และภูมิปัญญาของคนเชียงราย มาจัดเป็นมื้ออาหารคอร์สหรู ซึ่งจะเปลี่ยนเมนูไปทุกๆ เดือนไม่ซ้ำกัน ตามคอนเซปต์ของเชฟและวัตถุดิบในแต่ละฤดูกาล

เจ้าของร้านอาหารนี้คือ เชฟก้อง-ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร อดีตเชฟอาหารญี่ปุ่นในโรงแรม 5 ดาวที่ผันตัวมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง ร้านเล็กๆ ที่บ้านสันตาลเหลืองนี้ตั้งอยู่นอกเมืองเชียงราย แต่โด่งดังในวงการนักชิมทั้งไทยและต่างประเทศ

อาหารเหนือ

อาหารเหนือ

นอกจากเป็นเจ้าของร้านเชฟส์เทเบิลยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เชฟก้องยังเป็นนักสะสมขลุ่ยไม้ นักสะสมผ้าเก่า นักอนุรักษ์ป่า และล่าสุดยังผันตัวมาจัดทริป Chef’s Journey พานักชิมไปแกะรอยเบื้องหลังอาหารแต่ละจานบนโต๊ะของเขา ซึ่งต่อไปจะจัดเดือนละครั้ง และเหมือนกับอาหารในร้านของเขานั่นแหละ แต่ละเส้นทางจะไม่ซ้ำกันเลย

ในทริป Chef’s Journey no.0 อันเป็นทริปนำร่อง เชฟก้องและทีมงานไม่ได้แค่พาเราไปชิมอาหารดีๆ ตลอด 3 วัน แต่มอบประสบการณ์ใหม่ให้เราทบทวนสิ่งที่เรากินมาทั้งชีวิต และตั้งคำถามกับมื้ออาหารที่จะกินในอนาคต

“ทุกสิ่งที่ได้ทานคุณจะไปเห็นมันกับตา สัมผัสมันเองกับมือ เลิกเล่าเรื่อง แล้วไปอยู่ในเรื่องด้วยกัน มันคือการเดินทางของคนกับเส้นทางของอาหารจากจุดเริ่มต้น”

เจ้าของร้าน Locus เอ่ยในประกาศรับสมัครทริปที่รับคนเพียง 10 คนเท่านั้น

“แพ็กกระเป๋า เอาชุดที่ไม่สวยที่สุด พร้อมเลอะที่สุด หลวมและสบายที่สุด มากับคุณ แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน 3 วัน 2คืน เที่ยวสวนผัก พักแบบคนบ้านนอก กินอาหารที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า เรียนทำอาหารเหนือ กินอาหาร ทานกาแฟออร์แกนิกในสวนที่ปลูก”

จั่วหัวมายั่วกระเพาะขนาดนี้ เราเดินตามหลังเชฟไปเรียนรู้เรื่องอาหารและธรรมชาติอย่างอิ่มท้อง อิ่มตา และอิ่มใจ

นี่คือ 8 เรื่องสั้นๆ ที่เราอยากแบ่งปันให้ฟัง ก่อนคุณจะออกตามหาเส้นทางอาหารของตัวเอง

 

1

ป่าคือครัว

อาหารเหนือ

อาหารเหนือ

สิ่งแรกที่เราทำคือเข้าป่า

ป่าชุมชนของหมู่บ้านโนนสมบูรณ์ ชุมชนชาวอีสานที่อพยพมาเชียงรายราว 50 ปีที่แล้ว คือครัวสีเขียวขนาดยักษ์ขนาด 2,000 ไร่ ที่นี่เป็น Public Space ที่มอบอาหารตามฤดูกาล เช่น ผักป่า เครื่องเทศ เห็ดต่างๆ กบ เขียด ตาน้ำบริสุทธิ์ใช้ดื่มกิน สมุนไพรรักษาโรค และประโยชน์อื่นๆ สารพัด

สำหรับเจ้าของร้าน Locus เขาไม่ได้แค่เข้ามาเก็บวัตถุดิบทำกับข้าว ประโยชน์ที่เชฟก้องได้จากที่นี่คือความเงียบและแรงบันดาลใจในการปรุงมื้ออาหาร 10 คอร์สจากส่วนประกอบ 10 อย่างของต้นไม้ ตั้งแต่รากถึงยอดใบ

ถ้าป่ายังอยู่ดี สิ่งที่คนได้รับจากป่าจะไม่มีวันหมด

ชุมชนตอบแทนด้วยการดูแลป่า มีกองทุนป่าชุมชนสำหรับรักษาพื้นที่สีเขียว และยังบวชต้นไม้ ใช้กุศโลบายผูกเศษจีวรรอบต้นไม้ใหญ่เพื่อกันคนมาตัดป่า

พวกเราในฐานะคณะเยี่ยมครัวของหมู่บ้านจึงเข้ามาคำนับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เรียนรู้เรื่องป่า ดื่มน้ำแร่จากตาน้ำที่ป่ามอบให้ และร่วมบวชต้นไม้ด้วยกัน

 

2

สวนสะอาด ท้องสะอาด

อาหารเหนืออาหารเหนือ

จากครัวยักษ์ เราเข้าสู่ครัวขนาดรองลงมา คือสวนผักออร์แกนิกของชาวหมู่บ้านโนนสมบูรณ์ หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประมาณ 100 หลังคาเรือน เกษตรกร 2 รายที่นี่ปลูกข้าวและผักออร์แกนิกตามฤดูกาล ท่ามกลางแปลงผักอื่นๆ ที่ใช้ปุ๋ยเคมี แปลงผักอินทรีย์เติบโตช้ากว่า ให้ผลผลิตน้อยกว่า ต้องใส่ใจมากกว่าหลายเท่าเพราะศัตรูพืชจะเข้ามากลุ้มรุม แต่ผลที่ได้รับคือกำไรที่มากกว่า

ออย-กรกนก ภูศักดิ์ เกษตรกรรุ่นใหม่ของหมู่บ้านมีแปลงผักทั้งหมดเพียง 2 ไร่ 2 งาน เธอปลูกข้าวเพียง 2 แปลง แต่ได้ค่าตอบแทนเท่านาข้าว 3 ไร่ของคนอื่นๆ เพราะรู้จักขายผักออนไลน์และเจอกลุ่มลูกค้าของตัวเอง คนที่รู้ว่าผักที่สวยน้อยหน่อย มีรอยแมลงกัดบ้าง ปลอดภัยและน่ากินกว่าผักสวยงามในท้องตลาดเป็นไหนๆ

เรากินอาหารเหนือในปิ่นโต ข้าวเหนียวร้อนๆ แกล้มน้ำพริกเห็ดลม น้ำพริกน้ำปู๋ น้ำพริกข่า ปลาเค็ม ไก่ย่าง จิ้นนึ่งหมู ผักสด โรยด้วยห่อทีหล่า ผงโรยข้าวสุดอูมามิของปกาเกอะญอที่ทำจากเฟินต้นน้ำ จิบน้ำต้มใบพริกแก้กระหาย มื้ออาหารข้างทุ่งนาไม่หรูหรา แต่อร่อยสุดๆ เพราะเรารู้ที่มาของทุกจาน

อาหารเหนืออาหารเหนือ

ออยเปิดคอร์สสั้นๆ เพื่อสอนวิชาการเกษตรกลางทุ่งให้คนเมือง ตั้งแต่เก็บผักจากแปลง ห่อผักบุ้งเป็นกำด้วยกาบกล้วยสำหรับไปขายในตลาด เก็บสับปะรดภูแลสดหวานเจี๊ยบมากินเอง แล้วโค่นต้นกล้วยมาสับกับแกลบและรำเพื่อทำอาหารเป็ดและห่าน คนกรุงอย่างเราเพิ่งได้โอกาสจับไข่เป็ดและไข่ห่านมาเปรียบเทียบขนาดกันเป็นครั้งแรก

ความจริงน่าตกใจที่เราฟังแล้วตาโตเป็นไข่ห่าน คือเกษตกรนิยมปลูกผักออร์แกนิกกันทุกบ้าน แต่เก็บไว้กินเอง ส่วนแปลงผักที่ใช้เคมีนั้นใช้ปลูกไว้ขายเข้าท้องตลาด ยิ่งคนกรุงชอบกินผักสวยๆ มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งพาอันตรายเข้าร่างกายมากขึ้นเท่านั้น

 

3

สายรุ้งแห่งไร่รื่นรมย์

อาหารเหนืออาหารเหนือ อาหารเหนือ

‘ไร่รื่นรมย์’ คือศูนย์การเรียนรู้เกษตรเชิงสร้างสรรค์และยั่งยืนที่ เปิ้ล-ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ เป็นผู้ก่อตั้ง ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เชื่อมภูมิปัญญาท้องถิ่นกับคนเมืองอย่างลงตัว

นอกจากมีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้าสินค้าออร์แกนิกสารพัด ที่นี่ยังมีสถานีเรียนการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ เมื่อเก็บดาวเรืองและฝาง พืชท้องถิ่นมาย้อมผสมกับโคลน สารส้ม และปูนแดง สีที่ได้ไล่เฉดตั้งแต่เหลือง เขียว ไปจนถึงชมพู และม่วง หลากสีสันเหมือนสายรุ้งยักษ์ที่ทอดผ่านหุบเขาแห่งไร่รื่นรมย์ เปิ้ลเล่าให้ฟังว่า ทั้งดาวเรืองและฝางเป็นพืชที่มีฤทธิ์เป็นยา นอกจากใช้ย้อมผ้า ยังนำมาทำชาและน้ำสมุนไพรได้ด้วย

อาหารเหนือ

อาหารเหนือ

คืนนั้นเราล้อมวงกินบาร์บีคิวผสมอาหารเหนือใต้แสงดาว อ่อมเนื้อควาย ต้มส้มไก่เมือง หมูผัดผักกวางตุ้งที่เราเก็บเอง สลัดผักราดน้ำผึ้งชันโรงหินลาดใน และเมนูอื่นๆ ถูกปรุงให้กลมกล่อมด้วยบทสนทนาออกรสออกชาติ

ก่อนซุกตัวนอนในกระโจมใหญ่ที่แวดล้อมด้วยขุนเขา เราพอเข้าใจแล้วว่าเส้นทางอาหารและธรรมชาติสัมพันธ์และสำคัญกับเราขนาดไหน

 

4

ลุงที่รวยที่สุดในโลก

อาหารเหนือ

อาหารเหนือ

เป็นเรื่องยากที่จะหาใครคุณภาพชีวิตดีกว่า ลุงเขื่อน-สุภจิณห์ คำสมุทร เกษตรกรตัวอย่างแห่งดอยมะค่า อำเภอแม่ลาว ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ผสมผสานของลุงมีขนาดไม่กี่ไร่ แต่ลุงมีทุกอย่างที่ต้องการที่นี่

สวนปลอดสารของลุงมีมาตราฐาน กรอ. ย่อมาจาก กูรับรองเอง ที่มั่นใจขนาดนี้เพราะลุงกินและใช้ผลผลิตจากสวนนี้ ก่อนจะแบ่งผลผลิตไปขาย ส่วนหนึ่งส่งให้ร้าน Locus ใช้ทำอาหาร

สูตรรวยของลุงง่ายมาก ใจกลางพื้นที่มีต้นมะค่าต้นใหญ่ขนาด 11 คนโอบ ต้นไม้นี้ลุงยกให้เป็นไม้อนุรักษ์ของจังหวัด เป็นสมบัติของสาธารณะที่ห้ามตัดเด็ดขาด เพราะบนต้นมีรังผึ้งหลวงอาศัยอยู่ 22 รัง ผึ้งพวกนี้คือคนสวนของลุงที่ทำงานผสมเกสรให้ต้นไม้ของลุงมีผลผลิตทั้งปี ลุงปลูกกาแฟ ผักสวนครัว ขุดบึงเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้งด้วยหญ้าและเศษอาหาร และเลี้ยงเป็ดไว้ฝูงหนึ่งอย่างอิสระ หิวเมื่อไหร่มันก็โดดลงน้ำไปหาอะไรกินเอง แถมยังออกไข่เรี่ยราดให้ตามเก็บทุกวัน

ลุงมีปลา ผัก ไข่ กาแฟ ไว้กินฟรีตลอดทั้งปี แถมยังเปิดคาเฟ่เล็กๆ หน้าสวน มีกาแฟสดใส่น้ำผึ้งป่าและน้ำมะนาวสดเป็นตัวชูโรง จึงได้เงินจากการเปิดที่ให้คนมาเที่ยวและซื้อกาแฟกลับบ้าน

ถ้าตีมูลค่าวิวงามๆ และอากาศบริสุทธิ์ที่นี่เป็นตัวเงิน ลุงเขื่อนก็เป็นมหาเศรษฐีดีๆ นี่เอง

อาหารเหนือ

อาหารเหนือ

อาหารเหนือ

เราตามตะครุบไข่เป็ดอารมณ์ดี เก็บฝรั่งสดไม่ลืมต้นมากิน ลุงแบ่งมะนาวที่ออกลูกดกพราวจนใช้ไม่ทันมาให้ และยังสอนวิธีหาปลาด้วยการเหวี่ยงแหกับหย่อนจั๋มหรือโครงไม้ผูกตาข่ายให้

ถึงจะจับได้น้ำมากกว่าปลา แต่มื้ออาหารที่บ้านลุงทำให้เราได้รู้จักรสชาติของปลาสด ไข่สด ผักผลไม้สด และกาแฟสด เป็น Farm to Table ของแท้ที่อร่อยมากและทำให้เรารู้จักคำว่าคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

 

5

น้ำพริกที่อร่อยที่สุดในจักรวาล

อาหารเหนือ

อาหารเหนือ

ไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด ที่มั่นใจว่าน้ำพริกมะเขือยาวนี้อร่อยมาก เพราะทุกคนได้ลงมือตำเองในเวิร์กช็อปที่ร้าน Locus เชฟก้องปิดร้าน เปิดครกให้เราตำมะเขือยาวกับปลาสลิดนาปิ้ง ใส่หอมและกระเทียมย่างสักหน่อย ปรุงรสอีกนิด กินแนมกับไข่ต้ม ปลาย่าง และสะระแหน่ อร่อยไม่มีใครเทียมเพราะปรุงเองชิมเองทุกขั้นตอน

คืนนั้นเชฟตักน้ำพริกของทุกคนมาเสิร์ฟแบบปิดชื่อ ให้กินกับปลานิลของลุงเขื่อน แล้วให้ลองชิมเปรียบเทียบกันทุกรส เราได้เรียนรู้ว่าความอร่อยเป็นเรื่องส่วนบุคคล ยิ่งได้ลองสวมบทบาทเกษตรกรก็แล้ว คนทำครัวเองก็แล้ว น้ำพริกที่เราได้ชิมจึงรสล้ำเลิศและมีความหมายพิเศษ

 

6

เจียงฮายดินเนอร์

อาหารเหนือ อาหารเหนือ

คืนสุดท้ายที่ได้อยู่ร่วมกัน สิ่งที่เราได้เรียนรู้มาทั้งหมดแปลงร่างเป็นเชฟส์เทเบิล 10 คอร์ส อาหารในห่อข้าว ในปิ่นโต ในถาดกลางสวนเหล่านั้น ถูกจัดการเสิร์ฟและจัดแต่งเป็นอาหารหรูด้วยวิธีการแบบสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแกงจิ้นส้มผักปังที่เทซุปสดๆ ให้ได้กลิ่นฟืนตรงหน้า มายองเนสแกงตูนใส่เห็ดขอนขาว ยำจิ้นแห้งจับคู่กับไวน์แดง ไปจนถึงของหวานอย่างชิฟฟ่อนโทสต์ขิง ใส่ไอศกรีมใบย่านาง ราดน้ำผึ้งป่าเต็งรังและซอสถั่วเหลือง

อาหารเหนือ อาหารเหนือ อาหารเหนือ อาหารเหนือ

ถึงตอนนี้ คุณค่าของอาหารพื้นๆ และอาหารภัตตาคารหรูถูกสลับจัดเรียงใหม่ จะเลือกให้ความสำคัญกับวัตถุดิบสดสะอาดตามฤดูกาล ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือความสร้างสรรค์แฟนซีก็ตามใจ แต่ว่าอย่าให้ราคาหรือคำโฆษณาเป็นปัจจัยตัดสิน จนกว่าจะรู้จักที่มาที่ไปของอาหารตรงหน้าคุณ

อาหารเหนือ

อาหารเหนือ

นอกจากนั้น เชฟยังเล่าเรื่องการอนุรักษ์ป่าผ่านผึ้ง โดยสร้างโครงการอนุบาลผึ้งที่เวียงป่าเป้า เพื่อให้ผึ้งทำงานผสมเกสรปลูกป่านับพันไร่ให้มนุษย์ เชฟก้องแถมเคล็ดลับเลือกซื้อน้ำผึ้งว่า น้ำผึ้งที่ดีที่สุุดคือน้ำผึ้งป่า ไม่ใช่ผึ้งเลี้ยง วิธีการสังเกตแบบง่ายๆ คือลองจับขวดน้ำผึ้งมาพลิกไปมา ถ้าฟองวิ่งเร็ว ความหนืดต่ำ น่าจะเป็นน้ำผึ้งป่า ส่วนถ้าฟองวิ่งช้าน่าจะเป็นน้ำผึ้งบ้าน เพราะให้ผึ้งกินน้ำตาลความหนืดจึงสูง วิธีการเลือกซื้อน้ำผึ้งที่ดีที่สุดคือต้องชิมก่อนซื้อ และซื้อจากคนรู้จักจะดีที่สุด

 

7

เมียนมาสไตล์

อาหารเหนือ

อาหารเหนืออาหารเหนือ

  ชิมอาหารเหนือผสมสไตล์ชนเผ่ามามากแล้ว เราเรียนรู้อาหารเชียงรายมากยิ่งขึ้นที่ชายแดนไทยเมียนมา เราเข้าตลาดเช้าไปสำรวจวัตถุดิบสนุกสารพัดจากพ่อค้าแม่ขายจากประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ผักผลไม้แปลกๆ เครื่องปรุงสารพัด ไปจนถึงรังต่อและรถด่วนเป็นๆ แถมเชฟก้องยังพาไปวัดดอยเวาเพื่อทานข้าวกั้นจิ้นแสนอร่อยที่เตรียมวัตถุดิบจากพม่า และข้าวซอยน้อย อาหารไทใหญ่คล้ายข้าวเกรียบปากหม้อที่หากินได้ยากด้วย

 

8

ครัวในบ้าน

อาหารเหนือ อาหารเหนือ อาหารเหนือ

ปิดท้ายทริปนี้ด้วยความเชื่อว่าอาหารที่อร่อยที่สุดคืออาหารจากครัวในบ้าน เชฟพาเราไปหา ป้าจิน ชัยวงศ์ ปูชนียบุคคลด้านอาหารเหนือโบราณ และแม่ครัวเอกที่ทำอาหารถวายท่านเจ้าคุณวัดพระธาตุดอยตุงเสมอมา ป้าพาเข้าครัวไปสอนเคล็ดลับทำกับข้าวอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การทำยำผักละ (ชะอม) น้ำพริกเม็ดมะม่วง จอผักกาด ลาบปลาดุก แอ๊บอ่องออหรือสมองหมู และขนมมัน

เราพยายามเรียนรู้การทำอาหารเหนือตำรับดั้งเดิม แต่ถึงจะจดสูตรได้ก็ไม่แน่ใจว่าทำได้อย่างป้าหรือเปล่า เพราะป้าจินเหมือนคนมือทิพย์ จับหม้อไหนก็อร่อยไปทั้งสิ้น รสมือแม่ครัวที่ผ่านการฝึกฝนมาทั้งชีวิตไม่ธรรมดาจริงๆ

ถ้าอ่านเรื่องนี้แล้วหิวจนทนไม่ไหว ตามไปจองโต๊ะอาหารและทริปของเชฟก้องได้ที่นี่ รับประกันได้ว่าไม่เหมือนกันแน่นอน เพราะ Chef’s Journey ครั้งต่อไป ชาว Locus และผู้ร่วมทริปคงจะได้ออกแบบประสบการณ์ที่น่าจดจำร่วมกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“ไปทำไมสิงคโปร์ ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหล่งช้อปปิ้ง ข้าวของก็แพง ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากดูเมืองเก่า ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ดีกว่าเหรอ”

เนื้อถ้อยกระทงความที่ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน เป็นดั่งสายเบรกที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ที่ใฝ่ใจในเรื่องราวสมัยเก่าเช่นผมต้องห้ามความคิดตัวเองจากการจองตั๋วเครื่องบิน ‘กรุงเทพ-สิงคโปร์’ ทุกครั้งในรอบสิบกว่าปีที่ล่วงมา

ชั่วชีวิต 25 ปีนี้ ผมเคยเหินฟ้าไปต่างประเทศมาถึง 19 หน กว่าครึ่งหนึ่งในนั้นมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กลุ่มประเทศและดินแดนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน พูดจีนเป็นภาษาแม่ คงเป็นด้วยความคุ้นเคยส่วนตัว อาหารถูกลิ้น และอุดมไปด้วยประวัติความเป็นมาที่น่าค้นหา

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

หลังจากได้โลดแล่นลั้นลาในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ตลอดจนรัฐที่มีสัดส่วนจำนวนประชากรจีนมากที่สุดในมาเลเซียอย่างปีนังมานับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดต้นปีนี้ ดวงท่องเที่ยวของผมก็โคจรมาชนกับสิงคโปร์จนได้ ช่างประจวบเหมาะกับตรุษจีนปีนี้ที่มาเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้บ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลองยาวนานตั้งแต่ปีใหม่สากลจนถึงปีใหม่จีน

เพื่อเสริมดวงชะตาให้กับตัวเองในวัยเบญจเพส สถานที่แรกที่วาบขึ้นมาในความคิดของผมก็คือ ‘Buddha Tooth Relic Temple and Museum’ ที่คนไทยนิยมแปลชื่อนี้กันว่า ‘วัดพระเขี้ยวแก้ว’ วัดใหญ่ใจกลางไชน่าทาวน์ของประเทศเกาะแห่งนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบันทึกการเดินทางฉบับนี้จะเพิ่มตัวเลือกใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวไทยที่อยากไปสิงคโปร์ แต่เบื่อสิงโตพ่นน้ำ ยักไหล่ให้ไฟในสวน เฉย ๆ กับสวนสนุก หรือขี้เกียจช้อปปิ้งนะครับ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

Chinese Singaporeans Community
ชุมชนชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน

เวลาต้องนึกถึงประเทศและเขตปกครองที่พูดภาษาจีนเป็นหลัก คนไทยอย่างเราคงต้องหันหน้าขึ้นไปทางเหนือ คือภูมิภาคเอเชียตะวันออกซึ่งมีจีนเป็นพี่ใหญ่ พ่วงด้วยดินแดนเกาะและคาบสมุทรเล็กน้อยอย่างไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ที่ประชากรหมู่มากเป็นชาวจีนเหมือนกัน

แต่อีกประเทศหนึ่งที่ผู้คนมักละเลย ลืมไปว่าต้องหันหน้าลงใต้ด้วย ก็คือสิงคโปร์ ประเทศเกิดใหม่อายุไม่ถึง 60 ปี ซึ่งแยกตัวออกจากส่วนอื่น ๆ ของมาเลเซียที่คนส่วนใหญ่เป็นจีน

ชาวจีนรู้จักเกาะสิงคโปร์มาเป็นพันปี หลักฐานเก่าสุดที่จีนบันทึกถึงเกาะนี้เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 10 และเริ่มเดินเรือจากแผ่นดินใหญ่มาค้าขายตั้งแต่ยุคกระโน้น

เมืองสิงคโปร์เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1819 ภายใต้การนำของ เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ (Sir Thomas Stamford Raffles) ข้าหลวงชาวอังกฤษ แต่ก่อนหน้าเซอร์โทมัสกับพลพรรคชาวแดนผู้ดีของเขาจะล่องเรือมายึดเกาะนี้ มีชาวจีนจำนวนหนึ่งอพยพมาอยู่ก่อนแล้ว พวกเขามาที่นี่เพื่อเพาะปลูกสีเสียดบ้าง พริกไทยบ้าง

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
รูปปั้น เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ริมแม่น้ำสิงคโปร์

ครั้นเมื่ออังกฤษพัฒนาสิงคโปร์เป็นอู่ต่อเรือและเมืองท่าเสรี ชาวจีนจำนวนมหาศาลจึงลงเรือมาตายเอาดาบหน้า ณ เกาะเล็กปลายแหลมมลายูแห่งนี้ ภายในเวลาไม่กี่ปี ตัวเลขประชากรจีนก็แซงหน้าทั้งผู้ปกครองชาวอังกฤษ ชาวมลายูที่อยู่บริเวณนี้มาก่อน รวมถึงชาวอินเดียที่อพยพมาพร้อม ๆ กัน

ในปี 1822 แค่ 4 ปีหลังการสถาปนาเมืองสิงคโปร์ แรฟเฟิลส์ผู้เป็นพ่อเมืองต้องวางผังเมืองสิงคโปร์เสียใหม่ ให้ผู้คนแต่ละเชื้อชาติใต้ปกครองของเขาได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง สำหรับชุมชนคนจีนนั้น ได้รับการจัดสรรที่ดินให้อยู่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำสิงคโปร์ เรียกว่า Chinese Campong มีความหมายว่า หมู่บ้านจีน (Campong มาจาก Kampung ในภาษามลายู แปลว่า หมู่บ้าน)

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
แผนที่เก่าสมัยก่อตั้งเมืองสิงคโปร์ ชุมชนจีนจะอยู่ทางซ้ายมือของภาพ
ภาพ : National Museum of Singapore

ภายใน Chinese Campong หรือ ‘กำปงจีน’ นั้นยังแยกย่อยออกเป็นหลาย ๆ โซนเพื่อรองรับผู้อพยพชาวจีนต่างภูมิลำเนากัน จีนที่อพยพมามักเป็นคนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง ทั้ง 3 กลุ่มก็จะถูกจัดให้อาศัยอยู่ในโซนที่พูดภาษาเหมือนกัน มาจากภูมิลำเนาเดียวกัน มีถนนกำหนดขอบเขตชัดเจน ไม่ย้ายข้ามกลุ่มไปอยู่ปะปนกับจีนกลุ่มอื่น

ชุมชนจีนในสิงคโปร์เจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเริ่มมีลักษณะและขอบเขตที่ชัดเจนว่าเป็นย่านจีนประมาณปี 1843 เมื่อมีการปล่อยเช่าและขายที่ดินแก่ผู้อพยพชาวจีนมากขึ้น จนเป็น ไชน่าทาวน์ (Chinatown) ตามความรับรู้ของคนสมัยนี้

อัตราส่วนเชื้อชาติของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันระบุว่ามีคนจีนอยู่ถึงร้อยละ 75.9 หรือราว 3 ใน 4 ของประชาชนสิงคโปร์ทุกหมู่เหล่า ถึงคนสิงคโปร์เชื้อสายจีนจำนวนหนึ่งจะย้ายออกไปอยู่ตามเขตเมืองใหม่หรือพื้นดินที่เพิ่มเติมมาจากการถมทะเล แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนใดในประเทศแห่งนี้ ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษผู้มาจากแดนไกลของเขาก็น่าที่จะเคยพักอาศัยในย่านนี้มาก่อน

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
บรรยากาศประดับตกแต่งฉลองตรุษจีนปี 2566 ซึ่งเป็นปีเถาะ (กระต่าย)

Kreta Ayer, Heart of the Chinatown
ย่านเกรตา อาเยอร์ หัวใจแห่งไชน่าทาวน์

ขอบเขตของไชน่าทาวน์กรุงเทพฯ อยู่ตรงไหน หลายคนคงตอบไม่ได้ บางคนนับแค่ถนนเยาวราช บางคนรวมสำเพ็งหรือทรงวาดเข้าไปด้วย และอีกมากอาจตีเส้นไปถึงตลาดน้อย หัวลำโพง วงเวียน 22 วรจักร ฯลฯ แต่ภาพจำที่เราทุกคนมีต่อย่านชาวจีนในกรุงเทพก็น่าจะเหมือน ๆ กัน คือเป็นภาพของถนนเยาวราชที่มีร้านทอง ร้านอาหาร ภัตตาคาร มากมายแข่งกันประชันแสงป้ายไฟนีออนเหนือท้องถนน

ไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์อาจจะกำหนดขอบเขตได้ชัดเจนกว่าบ้านเรา ด้วยเหตุที่บ้านเขาแบ่งย่านจีนออกมาเป็น 4 พื้นที่ย่อย ได้แก่ Telok Ayer, Bukit Pasoh, Tanjong Pagar และ Kreta Ayer

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

ทั้ง 4 ย่านนี้ ถนนเกรตา อาเยอร์ (Kreta Ayer Road) คือส่วนที่เทียบได้กับเยาวราช ชื่อของย่านนี้เป็นภาษามลายู แปลว่า ‘เกวียนลำเลียงน้ำ’ ส่วนภาษาจีนจะเรียก หนิวเชอสุ่ย (牛车水) แปลว่า ‘เกวียนวัวขนน้ำ’ เนื่องจากในศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคก่อตั้งชุมชนชาวจีนนั้น น้ำประปาในย่านนี้ยังขาดแคลน ต้องพึ่งรถเกวียนเทียมโคกระบือเป็นที่ขนลำเลียงน้ำประปาเข้ามาสู่ย่านบ้านเรือน

ทุกวันนี้ เกรตา อาเยอร์ ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์โดยรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์ แม้ที่นี่จะได้ชื่อว่าเป็นหัวใจแห่งไชน่าทาวน์สิงคโปร์ ทำนองเดียวกับถนนเยาวราชของกรุงเทพ แต่ในความคล้ายก็มีความต่างกันตรงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกรตา อาเยอร์ ดูเงียบสงบ ทางรถวิ่งเป็นเพียงถนนสายเล็ก 4 เลน เต็มไปด้วยร้านค้า ภัตตาคาร บ้านเก่าซึ่งถูกสร้างขึ้นในสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งทางสากลจะรู้จักสถาปัตยกรรมแนวนี้ในชื่อ Strait Eclectic Shophouses กันมากกว่า

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

แม้ว่าตึกแถวทรงชิโน-ยูโรเปียนของสิงคโปร์จะไม่เก่าแก่เท่าในมะละกาซึ่งเป็นเมืองโบราณ มีน้อยกว่าปีนังชนิดทิ้งห่างกันอย่างไม่เห็นฝุ่น แต่ก็เยอะกว่าภูเก็ตรวมถึงอีกหลายจังหวัดในไทย หลายตึกมีรูปแบบสวยงามเฉพาะตัว ไม่เหมือนเมืองไหน ๆ ที่สำคัญคือตึกแถวในย่านนี้ได้ถูกผู้ปกครองอังกฤษสมัยอาณานิคมกำหนดให้สร้างทางเดินหน้าบ้านให้มีมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่ปี 1822 คือต้องมีระยะความกว้าง 5 ฟุตเท่ากัน ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ‘หง่อคาขี่’ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานในการสร้างตึกแถวประเภทนี้ในอีกหลาย ๆ ที่ เป็นต้นว่าย่านเมืองเก่าภูเก็ต

ช่วงที่ผมท่องเที่ยวอยู่นั้น ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนเริ่มประดับประดาบ้านเรือนรอรับตรุษจีนกันแล้ว ร้านค้าในตึกแถวทั่วเกรตา อาเยอร์ ได้พากันปรับโฉมเป็นร้านขายสินค้าสำหรับเทศกาลปีใหม่จีน ไม่ว่ามองไปทางใด นัยน์ตาก็ต้องพร่าเบลอกับสีแดงของสินค้า ทั้งโคมไฟ กระดาษอักษรมงคล กระดาษกลอนคู่ (ตุ้ยเลี้ยง) รวมถึงซองอั่งเปาแบบต่าง ๆ ที่ขายกันทีต้องเหมาพื้นที่หน้าร้านไปทั้งแถบ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

ทุกร้านมีลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อของเยอะเสียจนแม่ค้าแม่ขายไม่ต้องเหนื่อยตะโกนเชียร์ให้เปลืองน้ำลาย เรื่องหนึ่งซึ่งผมเพิ่งเอะใจได้ระหว่างเดินดูของอยู่แถวนั้นก็คือการใช้ภาษาของชาวจีนสิงคโปร์ดูจะแตกต่างจากชาวจีนมาเลเซียที่เคยสัมผัสมา

เพื่อนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเคยเล่าให้ผมฟังว่า เวลาคนจีนมาเลเซียคุยกันเองจะพูดภาษาจีนกลางเสมอ ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะเป็นจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ หรือกวางตุ้ง ทุกคนต้องเรียนจีนกลางจนฟังพูดอ่านเขียนได้ แต่เมื่อไปพบชาวมลายูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของมาเลเซีย หรือคนมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย พวกเขาจึงจะสลับไปพูดภาษามลายูหรืออังกฤษ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

แต่ที่สิงคโปร์นั้นต่างออกไป ต่อให้เป็นคนเชื้อสายจีนด้วยกันแล้วไซร้ ทุกคนก็นิยมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่ดี กระนั้นก็ยังไม่ใช่อังกฤษแท้ ๆ แบบที่ฝรั่งเจ้าของภาษาฟังเข้าใจ แต่เป็นอังกฤษที่มีสำเนียง คำศัพท์ และไวยากรณ์จีนปน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ซิงลิช’ (Singlish) หรืออังกฤษแบบสิงคโปร์นั่นเอง

ภาษานี้เพื่อนคนไทยที่เคยทำงานเป็นไกด์จีนของผมเคยกล่าวถึงด้วยสีหน้าปูเลี่ยน ๆ ว่า “มึงรู้มั้ย กูรับแขกจีนมาทุกกลุ่ม กูไม่เคยมีปัญหา แต่ความมั่นใจในภาษาจีนของกูมาถดถอยลงเพราะเจอสิงคโปร์ กูไม่รู้ว่าแขกกลุ่มนั้นมันพูดจีนหรือพูดอังกฤษกับกูกันแน่!”

ระหว่างที่ผมกำลังเดินดูของขายตรุษจีน ถ่ายภาพตึกชิโน-ยูโรเปียน และเงี่ยหูฟังคนคุยกันเป็นภาษาซิงลิชเพลิน ๆ อยู่นั้น เท้าทั้งสองก็นำพาผมมาถึงจุดหมายสำคัญประจำทริปนี้ คือจัตุรัสเกรตา อาเยอร์ (Kreta Ayer Square) อันมีวัดพระเขี้ยวแก้วสูงเด่นอยู่ตรงหน้า

Buddha Tooth Relic Temple
วัดพระเขี้ยวแก้ว

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

เมื่อมาถึงไชน่าทาวน์แห่งนี้แล้ว ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใดก็ควรจะได้มาเยี่ยมยลวัดพุทธที่ได้ชื่อว่างามและขึ้นชื่อที่สุดในสิงคโปร์เป็นบุญตา

วัดนี้เป็นวัดสาขาของวัดเจดีย์ทอง หรือ Golden Pagoda Buddhist Temple ในเขต Tampines ที่อยู่ห่างออกไป ต่อมาช่วงต้นปี 1997 การท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ทาบทาม พระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว (Venerable Shi Fa Zhao) พระเถระชั้นผู้ใหญ่และเจ้าอาวาสประจำวัดนี้ ให้สร้างวัดแห่งใหม่ขึ้นบนที่ดินแปลงใหญ่ในไชน่าทาวน์ที่ยังว่างเปล่า แม้ทางวัดจะลองเขียนแบบแปลนและส่งข้อเสนอไปในปีถัดมา ทว่าแบบวัดดังกล่าวก็ไม่ได้รับการอนุมัติ

แต่แล้วในปี 2002 วัดเจดีย์ทองได้รับมอบพระทาฐธาตุ หรือพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นเขี้ยวของพระพุทธเจ้ามา แผนจะสร้างวัดหลังใหม่ที่ไชน่าทาวน์จึงได้รับการนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

ภายหลังการหารือที่กินเวลานานปี ในที่สุดวัดแห่งใหม่ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปี 2005 โดยใช้ชื่อว่า Buddha Tooth Relic Temple and Museum

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ว่ากันว่าแต่เดิมวัดนี้จะสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ที่บรรพบุรุษของพุทธศาสนิกชนชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมา แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อชื่อฝ่าจ้าวได้ปรับแบบแปลนใหม่ โดยให้สร้างเป็นวัดสูง 4 ชั้น โดยยึดตามวัดใหญ่สมัยราชวงศ์ถังซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของพุทธศาสนาในจีน และผสมองค์ประกอบบางอย่างของวัดทิเบตเข้าไปด้วย

หลายคนเห็นสีสันและหน้าตาวัดนี้ภายนอก อาจรู้สึกว่าดูเหมือนวัดญี่ปุ่นมากกว่าวัดจีน ซึ่งก็ไม่ผิดที่คุณจะเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น แต่ต้องอธิบายว่าวัดญี่ปุ่นที่หน้าตาละม้ายแบบนี้เพิ่งมีในสมัยนาระและเฮอัน ซึ่งก็ถอดแบบมาจากสถาปัตยกรรมสมัยถังของจีนอีกทอดหนึ่ง

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

วัดนี้เปิดค่อนข้างเช้า คือประมาณ 07.00 น. และปิดตอน 17.00 น. ถึงตอนที่ผมไปจะยังเช้าอยู่มาก แต่ภายในวัดก็เริ่มคึกคักแล้ว มีสาธุชนชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาเดินทางมาไหว้ขอพรไม่ขาดสาย และเพราะภายในวัดติดแอร์ การจุดธูปสักการะจึงทำได้แค่ด้านนอกเท่านั้น

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

นอกเหนือจากความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศที่พรูมาปะทะร่าง ไม่ว่าใครที่เข้ามาในวัด บริเวณที่เรียกว่า ‘หอร้อยมังกร’ หรือ ไป๋หลงเตี้ยน (百龍殿) ก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกัน คือตะลึงงันกับความโอ่อ่าของโถงที่มีความสูงจากพื้นถึงเพดานกว่า 27 ฟุต ตกแต่งด้วยลวดลายและวัสดุสีแดงและทอง ที่นี่เป็นพระอุโบสถ มีพระประธานคือพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าในอนาคตซึ่งมีความสูงถึง 15 ฟุตในปางนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ขวาทำท่าอภัยมุทราอันแสดงถึงความเมตตาและกรุณา มีพระโพธิสัตว์ 2 องค์ประทับขนาบข้าง เป็นพระพุทธรูปที่แลดูสงบ แต่แฝงด้วยความยิ่งใหญ่ ดูน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

กราบพระประธานประจำวัดเสร็จแล้ว สิ่งต่อไปที่น่าจะทำก็คือเดินชมผนังโดยรอบโถงที่ตกแต่งด้วยพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อยนับร้อยนับพัน เป็นภาพแทนของคติมหายานที่เชื่อว่าในจักรวาลมีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มากมายดั่งเม็ดทราย 

แต่ละจุดจะมีพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าองค์สำคัญ ๆ ของชาวจีนแทรกอยู่เป็นระยะ ทุกองค์มีความหมาย คือเป็นผู้คุ้มครองคนที่เกิดในปีนักษัตรต่าง ๆ

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

เมื่อเดินตามพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประจำปีเกิดไปเรื่อย ๆ ผมก็มาถึงโถงด้านหลัง เรียกว่า หอปัญญาจักรวาล หรือ เหยวียนทงเตี้ยน (圓通殿) ซึ่งมีพระประธานคือ จินดามณีจักรอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือพระกวนอิมที่เราคนไทยรู้จักดี

ระหว่างเดินชมความงามของพุทธศิลป์ในวัดอยู่นั้น มีชาวสิงคโปร์แวะเวียนมากราบไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้อยู่เนือง ๆ บางคนให้พระสงฆ์ภายในวัดสวดมนต์ให้ด้วย

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

รอไปอีกสักพัก ก็ได้เวลาทำวัตรเช้าประจำวันพอดี พระสงฆ์ในวัดหลายรูปเดินเรียงแถวหน้ากระดานมาร่วมกันสวดมนต์ที่เบื้องหน้าพระศรีอริยเมตไตรยองค์โต มีพระสงฆ์นั่งลงหน้ากลองจีน ทำให้ได้รู้ว่าพระที่นี่ทำวัตรสวดมนต์กันเป็นท่วงทำนอง และสวดเป็นภาษาจีนกลาง ซึ่งจะแตกต่างจากพระจีนเมืองไทยตรงที่พระจีนบ้านเรายึดถือจารีตแบบพระในมณฑลกวางตุ้ง สวดมนต์เป็นภาษาเก่าของแถบมณฑลกวางตุ้ง

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ฟังพระที่นี่สวดมนต์เป็นทำนองแบบเทปบทสวดมนต์จีน จิตใจผมรู้สึกแช่มชื่นแจ่มใสอย่างบอกไม่ถูก จึงยกมือขึ้นพนมไหว้ ตั้งจิตอธิษฐานต่อบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม ขอพรให้การเดินทางต่อจากนี้มีแต่ความราบรื่นปลอดภัย และมีสิ่งดี ๆ เข้ามาตลอดปีใหม่นี้

…and Museum
…และพิพิธภัณฑ์

ไหว้พระเสริมสิริมงคลเสร็จเรียบร้อย ความอิ่มเอมที่ได้รับทำผมเกือบลืมไปเลยทีเดียวว่าวัดนี้ยังมีอีกหลายชั้นที่ยังไปไม่ถึง ที่ได้สำรวจมานี้ก็แค่ชั้น 1 เพียงชั้นเดียว

และเกือบลืมด้วยว่าชื่อเต็มของวัดนี้ยังมีคำว่า ‘And Museum’ ห้อยท้าย นั่นหมายความว่าชั้นบน ๆ ขึ้นไปต้องเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของชิ้นสำคัญเป็นแน่

เริ่มจากชั้นลอยซึ่งเป็นที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้ง ชีวประวัติ และของเนื่องในพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป ทั้งพระสงฆ์ชาวสิงคโปร์และต่างประเทศ ผมเดินดูรอบชั้น พบว่ามีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของไทยปนอยู่มาก

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดพระเขี้ยวแก้วแห่งนี้มีสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นกับประเทศไทยมาก ท่านยังเคยได้รับประทานยศ ‘เจ้าคุณ’ และสมณศักดิ์แบบไทยมาแล้ว เดินทางมาไทยก็หลายหน บางครั้งเดินดูของในพิพิธภัณฑ์วัดนี้ก็หลงคิดว่าตัวเรายังอยู่แถวบ้านหรือเปล่า เพราะมีทั้งภาษาไทยและข้าวของที่มาจากเมืองไทยเยอะจนนับชิ้นไม่ถ้วน

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
พระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว รับพระราชทานพัดยศจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทย

ตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไปจนถึงชั้นหลังคา แทบทุกชั้นจะซอยพื้นที่แบ่งเป็นบริเวณสำหรับสักการะและพิพิธภัณฑ์ เมื่อมาถึงที่นี่ทั้งที ก็ต้องไม่ลืมไปที่ชั้น 4 ที่มีไว้ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ที่มาของชื่อวัดนี้ด้วย

In Chinatown, Singapore

ในไชน่าทาวน์ สิงคโปร์

เที่ยวชมความงามของศิลปกรรมภายในจนหนำใจ ผมพกพาความอิ่มบุญออกจากวัดพระเขี้ยวแก้ว แล้วเริ่มออกเดินทางต่อ ไปยังบริเวณอื่น ๆ ของไชน่าทาวน์ที่ยังไปไม่ทั่ว

ถ้าไม่นับวัดแห่งนี้ ในชุมชนชาวจีนก็ยังมีศาลเจ้าและศาสนสถานของชนชาติจีนอีกหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในแต่ละถนน บางแห่งเป็นของชาวแต้จิ๋ว บางแห่งเป็นของชาวฮกเกี้ยน กวางตุ้ง หรือไหหลำ แต่ที่มีเหมือนกันคือความคึกคักคับคั่งด้วยเหล่าบรรดาผู้ศรัทธาชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ต้องการมาสร้างบุญเสริมกุศลรับปีใหม่ตามความเชื่อของพวกตน

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ศาลเจ้าเทียนฮกเก็ง ย่าน Telok Ayer เป็นศาสนสถานอีกแห่งที่มีผู้คนมาสักการะจำนวนมาก

นอกจากชาวจีนที่เป็นกลุ่มประชากรส่วนมากของย่านนี้และประเทศสิงคโปร์แล้ว ในไชน่าทาวน์แห่งนี้ยังมีบ้านเรือน ร้านค้า และศาสนสถานของชาวทมิฬจากภาคใต้ของอินเดียที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับชาวจีนอย่างสันติสุขตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน แต่ถ้าให้เล่าเรื่องราวของคนกลุ่มนี้อีก เห็นทีจะต้องแยกข้อเขียนออกเป็นอีกหนึ่งบทความ

ท่ามกลางความสบายใจที่ได้จากการรับพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันขึ้นปีใหม่จีน อีกหนึ่งความรู้สึกที่เบียดแทรกเข้ามาคือความดีใจที่วันหนึ่งตัวเองได้มาเที่ยวประเทศนี้

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

“ไปทำไมสิงคโปร์ ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหล่งช้อปปิ้ง ข้าวของก็แพง ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากดูเมืองเก่า ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ดีกว่าเหรอ” ถ้อยคำในวันเก่าลอยมาตามลม ผมบอกตัวเองได้แล้วว่าคำพูดนี้ไม่เป็นความจริง ประวัติศาสตร์ที่ผมสนใจมีอยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันหรือเปล่า เหมือนเช่นคำสอนว่า “ทุกที่มีดีมีร้าย ขึ้นอยู่กับสายตาเราจะเลือกมอง”

และตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผมชอบมาก และอยากกลับไปเยือนครั้งใหม่ไว ๆ เลยครับ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load