Neilson Hays Library คือห้องสมุดที่มีความพิเศษหลายประการ

ที่นี่เปิดทำการมาแล้วเกือบร้อยปี หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนมากมายที่จัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบในห้องสมุดแห่งนี้ มีอายุหลายเดือนไปจนถึงหลายสิบปี แถมบางเล่มมีอายุเฉียดร้อยปีเสียด้วยซ้ำ

ความพิเศษประการสำคัญคือ สถาปนิกผู้ออกแบบห้องสมุดแห่งนี้เป็นผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคมและอาคารแบบฝรั่งอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ

เมื่อแรกสร้าง สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างอย่างประณีตหลังนี้คงโดดเด่นเตะตาน่าดู เพราะถนนสุรวงศ์เมื่อร้อยปีก่อนนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยรถรา ตึกสูงเสียดฟ้า และผู้คนที่พากันเดินขวักไขว่อย่างรีบร้อนจนลืมสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวเช่นทุกวันนี้

แม้พื้นที่รอบข้างจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ถูกเก็บรักษาและได้รับการดูแลอย่างดีเสมอมา จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2525 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ห้องสมุดแห่งนี้ตัดสินใจปิดปรับปรุงอาคารและพื้นที่รอบรั้วทั้งหมด ถือเป็นการบูรณะใหญ่ครั้งแรกนับจากการบูรณะครั้งล่าสุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือทุกเล่มต้องถูกขนย้ายออก เพื่อให้ขั้นตอนการบูรณะ ตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงฝ้าหลังคาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ตอนนี้ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส โฉมใหม่หลังการปรับปรุง กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

เราจึงอยากชวนคุณมานั่งฟังเรื่องราวตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ก้าวต่อไป และแผนในการปรับตัวของห้องสมุดแห่งนี้ในวันที่คนไม่นิยมอ่านหนังสือกันอีกต่อไป ภายใต้ความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ในรั้วที่เป็นเสมือนโอเอซิสผืนน้อยของย่านสีลม-สุรวงศ์ด้วยกัน

1

แรกรัก

เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2412 สมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ (The Bangkok Ladies’ Library Association) ถูกจัดตั้งขึ้นโดยสุภาพสตรีชาวอังกฤษและอเมริกันจำนวน 13 คน เพื่อให้บริการหนังสือและเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ในสังคมของเหล่าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

ในช่วงแรกเริ่ม สมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ ไม่มีสถานที่ตั้งแน่นอน หนังสือคอลเลกชันแรกๆ จึงถูกเก็บหมุนเวียนไปตามบ้านคน ใครอยากมาอ่านหรือหยิบยืมหนังสือ ก็ต้องมาที่บ้านหลังนั้นๆ โดยเปิดให้บริการเพียง 1 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น

จากสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ เปลี่ยนชื่อมาเป็นสมาคมห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ได้อย่างไร สุภาพสตรีที่กำลังจะกล่าวถึงคือที่มาของชื่อดังกล่าว

เจนนี่ เนลสัน (Jennie Neilson) เป็นชาวเดนมาร์ก ครอบครัวของเธออพยพไปอยู่อเมริกา และต่อมาได้เดินทางเข้ามาเป็นมิชชันนารีในประเทศไทยใน พ.ศ. 2427 เธอพบรักและแต่งงานกับนายแพทย์โทมัส เฮย์วอร์ด เฮย์ส (Thomas Heyward Hays) ใน พ.ศ. 2430

คนกรุงเทพฯ เรียกสามีของเธอว่า ‘หมอเฮย์’ เขาเดินทางมาเข้ารับราชการและได้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพฯ รวมถึงเป็นอาจารย์สอนวิชาแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลศิริราช

เจนนี่เข้ามาทำงานให้กับสมาคมห้องสมุดตั้งแต่ พ.ศ. 2438 เธออุทิศตัวและเวลาอย่างแข็งขันในการทำกิจกรรมมากมายเพื่อให้ห้องสมุดสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เธอทำงานให้กับห้องสมุดเป็นเวลาถึง 25 ปี ก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคอหิวาตกโรคในเดือนเมษายน พ.ศ. 2463

หมอเฮย์เห็นถึงความรักที่ภรรยาผู้จากไปมีต่องานห้องสมุดและหนังสือที่เธออุทิศตัวมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี และมีความประสงค์ที่จะสานต่อเจตนารมย์ของภรรยา เขาจึงตัดสินใจซื้อที่ดินริมถนนสุรวงศ์เพื่อยกให้เป็นสมบัติของห้องสมุด จากนั้นจึงว่าจ้าง มารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกคนสำคัญของกรุงเทพฯ ในยุคนั้น มาออกแบบอาคารถาวรสำหรับใช้เก็บรักษาหนังสือและเป็นที่ทำการห้องสมุด

อาคารหลังใหม่เอี่ยมเลขที่ 193-195 ถนนสุรวงศ์ สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2465 มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับชื่อที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของเจนนี่ เนลสัน ผู้ล่วงลับและ เฮย์วอร์ด เฮย์ส ว่า Neilson Heys

เมื่อหมอเฮย์สิ้นชีวิต เขาทำพินัยกรรมส่งมอบสิทธิ์ในคอลเลกชันหนังสืออ่านเล่นส่วนตัวทั้งหมดให้กับห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส และบริจาคตำราการแพทย์ให้ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2

แรกสร้าง

ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนมารีโอ ตามัญโญ

มารีโอเกิดที่ตูริน ประเทศอิตาลี ภายหลังจบการศึกษาทางสถาปัตยกรรมจากสถาบันประณีตศิลป์อัลแบร์ติน่าแห่งตูริน เขามีโอกาสเดินทางเข้ามารับราชการกับกระทรวงโยธาธิการของสยามที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2443 และทำสัญญาระยะเวลา 25 ปีกับรัฐบาลไทย

เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชนิยมในศิลปะอิตาเลียน ผู้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงานของมารีโอในกระทรวงโยธาธิการจึงเป็นชาวอิตาเลียนเกือบทั้งหมด

ในการรับราชการในราชสำนักสยาม ฝีมือและผลงานของเขาเป็นที่ยกย่อง ผลงานการออกแบบของเขามีมากมาย เช่น สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอภิเษกดุสิตในพระราชวังดุสิต วังบางขุนพรหม ตำหนักปารุสกวัน ตำหนักจิตรลดา สะพานผ่านฟ้าลีลาศ พระที่นั่งราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชวังพญาไท

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นอาคารชั้นเดียวแบบนีโอคลาสสิก ผังอาคารสมมาตรความยาว ความกว้าง เท่ากันทุกด้าน

ทางเข้าเป็นโถงรูปกลมหลังคาโดมสไตล์อิตาเลียนแสนสวย ห้องอ่านหนังสือวางผังเป็นรูปตัว H โดดเด่นที่หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว และความวิจิตรของหัวเสาที่สลักลวยลายทุกต้น ผนังโดยรอบเป็นหน้าต่างบานเกล็ดในซุ้มโค้งคั่นด้วยเสาอิง  

เนื่องจากเป็นห้องสมุด มารีโอจึงออกแบบฐานรากโดยใช้ระบบคอนกรีตประเภทแผ่ฐานรับน้ำหนัก เพื่อการระบายลมและป้องกันความชื้น ห้องอ่านหนังสือสร้างด้วยระบบผนัง 2 ชั้น เพราะบรรจุหนังสือจำนวนนับพันเล่นเอาไว้ จึงต้องมั่นใจว่าภายในห้องแห้ง ระบายความชื้นได้ดี อากาศถ่ายเท เพื่อป้องกันแมลงเข้ามากัดกินหนังสือ และเพื่อป้องกันการเกิดสนิมในภายหลัง มารีโอเลือกใช้ตะปูทองเหลืองสำหรับยึดชั้นหนังสือ 

อาคารนี้มีสัดส่วนที่ลงตัว สง่างาม ด้วยทักษะฝีมือช่างระดับเดียวกับที่ใช้ในการก่อสร้างวัง ตำหนัก และสถานที่สำคัญของประเทศ และมีสภาพสมบูรณ์จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2525 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

มารีโอเคยกล่าวไว้ว่า ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นผลงานการออกแบบที่เขารักที่สุด

3

แรกพบ

เรานัดพบกับ นลิน วนาสิน ประธานคณะกรรมการบริหารห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส และ ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกจากบริษัท Shma ผู้ดูแลการปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านนอกอาคารห้องสมุด เพื่อพูดคุยถึงขั้นตอนยุ่งยากมากมายในการบูรณะอาคารโบราณสถานหลังนี้

นลินเล่าว่า ที่ผ่านมามีการซ่อมแซมและปรับปรุงส่วนต่างๆ ของอาคารอยู่ตลอด เนื่องจากอาคารมีอายุเกือบร้อยปี ทำให้หลายองค์ประกอบผุพังและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังไม่เคยบูรณะครั้งใหญ่ เน้นซ่อมจุกๆ จิกๆ แค่ตามความจำเป็นมากกว่า

การบูรณะใหญ่ครั้งแรกและครั้งเดียวของห้องสมุดแห่งนี้คือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2488

จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พื้นไม้สักของห้องสมุดเกิดทรุดยวบลงไป นลินปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลป์และสถาปนิกหลายคนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้ จนได้พบกับ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการบูรณะตึกเก่า และ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์สถาปัตยกรรม สองผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองเปิดพื้นเพื่อดูโครงสร้างข้างใต้ดู

ที่ต้องเปิดพื้นเพราะผังต่างๆ ของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส หายสาบสูญไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไม่มีข้อมูลว่าโครงสร้างของอาคารหลังนี้ประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง

เมื่อลองเปิดพื้นดูก็พบว่าใต้พื้นด้านล่างมีถังเก็บน้ำล้อมรอบตัวอาคาร ซึ่งปรากฏว่าระดับน้ำนั้นสูงเกิดกว่าที่ควรจะเป็นไปมาก เกิดน้ำสะสมในดินเป็นพื้นที่น้ำขังและเกิดความชื้นปริมาณมหาศาลที่ไม่มีทางไปไหนต่อ จึงระเหยขึ้นด้านบนมาแตะกับตัวโครงสร้างพื้น ทำให้โครงสร้างอาคารมีความชื้นสะสมตั้งแต่ที่พื้นลามไปจนถึงผนัง

เมื่อรู้ต้นตอของปัญหา นลินจึงไม่แปลกใจว่าทำไมผนังและพื้นของห้องสมุดจึงผุพังตลอดเวลา

การซ่อมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆ ที่ซ่อมแค่ตามอาการ ผุก็ฉาบ พังก็ก่อ ใช้ปูนยุคปัจจุบันแทนการใช้ปูนขาวโบราณ โปะเข้าไปที่ผนังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เก็บอัดความชื้นชั้นแล้วชั้นเล่าไว้ตลอดหลายสิบปี การซ่อมครั้งนี้จึงถือเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ เพราะต้องลงไปแก้ไขตั้งแต่ที่รากของปัญหา

ขั้นตอนแรกกินระยะเวลา 6 เดือน ในการสำรวจเพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียดและเขียนแบบ จากนั้นจึงเข้าสู่การบูรณะอาคารอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งใช้เวลาถึง 18 เดือน โดยมี วทัญญู เทพหัตถี และ ดร.ยุวรัต์ เหมะศิลปิน เป็นผู้ควบคุมดูแลอย่างละเอียด ช่วง 6 เดือนสุดท้าย ประพันธ์จึงเข้ามารับไม้ผลัดสุดท้ายในการดูแลปรับปรุงภูมิทัศน์ภายนอกที่จะช่วยส่งเสริมให้โบราณสถานแห่งนี้ทรงคุณค่าและงดงามยิ่งขึ้น

4

แรกบูรณะ

นลินเล่าว่า งบประมาณการบูรณะอยู่ที่ 12 ล้านบาท มาจากการระดมทุนจากองค์กร หน่วยงาน บริษัทเอกชน และบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการทำ Crowd Funding ทางเว็บไซต์ Asiola เพราะนลินอยากให้คนทั่วไป คนตัวเล็กที่ปรารถนาดี ที่ไม่ต้องมีเงินเป็นแสนเป็นล้าน สามารถมีส่วนร่วมกับการซ่อมแซมใหญ่ของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ครั้งนี้ได้ด้วย ซึ่งก็สามารถระดมได้ถึง 8 แสนบาท มีคนบริจาคตั้งแต่หลักร้อยบาทจนถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว

เมื่อเริ่มงานบูรณะ มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ค้นพบหน้างาน ทั้งปัญหาและข้อมูลน่าสนใจของอาคารเก่างามหลังนี้ที่ไม่เคยได้รับการบันทึกมาก่อน

อย่างสีผนังดั้งเดิมที่เพิ่งมาค้นพบเมื่อมีการลอกสีผนังออกมาเป็นชั้นๆ ว่าเป็นสีชมพูและฟ้า ตอนนี้บริเวณด้านหลังสุดของห้องสมุดจึงถูกทาด้วยสีดั้งเดิม เพื่อส่งต่อชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์นี้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ภายในห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เคยมีซุ้มประตูชัยที่ถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเพิ่งค้นเมื่อศึกษาจากภาพถ่ายเก่า การบูรณะครั้งนี้จึงมีการนำประตูชัยตามรูปแบบเดิมกลับมาไว้ในห้องสมุดด้วย

ประพันธ์อธิบายว่า ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ แนวคิดแรกสุดคือ ทำอย่างไรให้อาคารแสนสวยหลังนี้โดดเด่นขึ้น แต่ก่อน เวลาเข้ามาที่เนียลสัน เฮย์ส ต้นไม้และรูปแบบการใช้งานบริเวณลานด้านหน้า บดบังความสง่างามและการเข้าถึงตัวอาคาร สิ่งที่ต้องทำคือปรับแต่งให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและ Functional มากขึ้น

บริเวณทางเข้าอาคาร จากลานด้านหน้า แต่ก่อนเข้าถึงลำบากอาคารลำบาก ทีมภูมิสถาปนิกจึงออกแบบ Deck ไม้เชื่อมต่อพื้นที่ทั้งสองส่วนเสียเลย ส่วนพื้นด้านนอกทั้งหมดก็ปรับระดับเสียใหม่ เพราะพื้นเดิมไม่เรียบเสมอกัน เนื่องจากทรุดโทรมไปตามสภาพและอายุการใช้งาน ตอนนี้ทุกพื้นที่ของห้องสมุดเชื่อมต่อถึงกัน และเป็น Handicap Accessibility หรือพื้นที่ๆ ได้รับการออกแบบให้ผู้พิการหรือผู้ใช้รถเข็นสามารถเข้าถึงได้ด้วย

หากเทียบกับถนนด้านนอกจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระดับถนนสูงกว่าระดับอาคารไปแล้ว เพราะถนนถูกถมให้สูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่อาคารตั้งอยู่ตรงนี้มาเกือบร้อยปีแล้ว เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระดับอาคารได้ ดังนั้น การป้องกันน้ำท่วมขังจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่า Deck ไม้และระดับพื้นที่ทำใหม่นั้นสูงกว่าระดับพื้นดินเดิมอยู่ราว 30 ซม. เพื่อเป็นทางระบายน้ำ เพราะอาคารเก่าส่วนใหญ่จะมีตัวระบายน้ำอยู่โดยรอบอาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงไปสู่ถังเก็บน้ำใต้พื้นอาคาร และทำให้พื้นที่รอบอาคารแห้งอยู่ตลอดเวลา

ต้นกระทิง สารภีทะเล หางนกยูงฝรั่ง คือต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาห้องสมุดแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายสิบปี แทบจะต้องแหงนหน้าจนสุดจึงจะสามารถมองเห็นเรือนยอดของต้นไม้เก่าแก่เหล่านี้ได้ ไม้ประดับที่ใช้ให้อารมณ์เขตร้อนแบบ Tropical ซึ่งเข้ากับรูปแบบอาคารเป็นอย่างดี

ความน่าสนใจในการจัดการสเปซด้านนอก คือการทำให้ความเขียวชอุ่ม และความเป็นโอเอซิสที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้กลางย่านสีลมของเนียลสัน เฮย์ส ยังคงอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่พอสำหรับจัดอีเวนต์ต่างๆ ที่ปกติห้องสมุดรับจัดเพื่อหาเงินเข้ามาจุนเจือทางสมาคม

5

แรกเริ่ม (ใหม่)

สมาคมห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ในการหาทุนเพื่อนำมาใช้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ ของห้องสมุด จึงมาจากการรับสมัครสมาชิก การระดมทุน การรับบริจาค และการจัดกิจกรรมต่างๆ

นลินอธิบายว่า นอกจากให้เช่าพื้นที่จัดอีเวนต์แล้ว สมัยก่อนที่นี่เปิดให้เช่าเป็นพื้นที่ถ่ายละครและภาพยนตร์ แต่ตอนนี้จำเป็นต้องยกเลิกไป เนื่องจากอุปกรณ์ในกองถ่ายละครมีน้ำหนักมาก ทำให้พื้นไม้ได้รับความเสียหาย แต่ถ้าเป็นการถ่ายทำภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวขนาดเล็ก ก็ยังคงเปิดให้เช่าพื้นที่อยู่

ความท้าทายในอนาคตของเนียลสัน เฮย์ส อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันแวดวงคนรักการอ่านหนังสือนั้นย่อเล็กลงอย่างรวดเร็ว ห้องสมุดจึงไม่สามารถจะดำรงความเป็นห้องสมุดเพียงอย่างเดียวได้

ต้องเป็นมากกว่าห้องสมุด… 

เนียลสัน เฮย์ส วางหมุดหมายไว้ว่า อยากเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนย่านบางรัก และเป็นพื้นที่ให้คนไทยได้เข้ามาเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้มากขึ้นผ่านคลังหนังสือภาษาอังกฤษนับหมื่นเล่มและกิจกรรมมากมายที่จะจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี  

ปัญหาที่นลินตระหนักคือ สมัยก่อนกิจกรรมแทบทุกอย่างของเนียลสัน เฮย์ส เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพราะมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ของกลุ่มชาวต่างชาติที่ย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯ เลยอาจทำให้คนไทยที่ภาษาอังกฤษไม่คล่องแคล่วนักกริ่งเกรงที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับทางห้องสมุด

แผนในอนาคตของเนียลสัน เฮย์ส คือ การปรับกิจกรรมและการสื่อสารเป็นระบบ 2 ภาษา คืออังกฤษและไทย เพื่อเปิดกว้างให้คนไทยกล้าเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วยกันมากขึ้น และถือเป็นการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษไปด้วยในตัว

‘การอ่าน การเขียน การเรียนภาษาอังกฤษ’ คือแกนหลักที่จะถูกแตกออกไปเป็นกิจกรรมต่างๆ ของเนียลสัน เฮย์ส  เช่น กิจกรรมบรรยายประวัติศาสตร์ที่เน้นแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น กิจกรรมอ่านนิทานภาษาอังกฤษให้เด็กเล็กที่ห้องสมุดทำติดต่อกันมานานแล้ว

ในปีนี้จะมีกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอีก เช่น เวิร์กช็อปสอนทักษะการเขียนบทความภาษาอังกฤษ รวมถึงสนับสนุนและเปิดพื้นที่ให้อย่างเต็มที่สำหรับผู้ที่อยากโชว์ผลงานด้านศิลปะทุกแขนง เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากัน และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมสำหรับชุมชน

…ให้ห้องสมุดไม่เป็นเพียงแค่ห้องสมุดอีกต่อไป

Neilson Hays Library

ที่อยู่ : 195 ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

เวลาเปิดทำการ : วันอังคาร-วันอาทิตย์ 09.30 – 17.00 น ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

รายละเอียดการเข้าใช้ : สามารถเข้าชมบริเวณโดยรอบห้องสมุดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากต้องการเข้าชมภายในห้องสมุด จะมีค่าบำรุงห้องสมุด 100 บาทต่อท่านในกรณีที่ไม่ใช่สมาชิก หรือจะเข้าไปนั่งคาเฟ่ที่เสิร์ฟกาแฟและขนมอร่อยๆ จาก British Club ด้วยก็ได้

Website : neilsonhayslibrary.org

Facebook : Neilson Hays Library

 

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ในเทปสัมภาษณ์เรื่อง ‘อันจะกินวิลล่า‘ ของฉันมีเสียงนกร้องคลออยู่เบื้องหลัง และหากเครื่องบันทึกเทปเก็บสิ่งอื่นใดได้มากกว่าเสียง มันก็คงหอมกรุ่นกลิ่นอาหาร และอบอวลด้วยบรรยากาศน่าสบายเหมือนอยู่บ้าน

นั่นเพราะ ‘อันจะกินวิลล่า’ สถานที่ที่ฉันได้แวะเวียนไปและอยากกลับไปอีกเหลือเกิน คือบ้านหลังสวยที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นบ้านที่ไม่ใช่แค่อยู่อาศัย แต่ยังเปิดประตูรับผู้คนให้แวะเวียนไปลิ้มรสอาหารฝีมือเจ้าของบ้าน ด้วยโควต้ากะทัดรัด 1 โต๊ะต่อวัน

อันจะกินวิลล่า

พี่ก้อย-กนิษฐกา ลิมังกูร คือเจ้าของบ้านที่ไม่ยอมเรียกตัวเองว่าเป็นเชฟ แต่ที่จริงแล้วพี่ก้อยเคยเป็นพนักงานบริษัทที่หลงใหลการเข้าครัวทำอาหาร คือคนที่ลาออกไปเปิดร้านอาหารจริงจังที่เขาใหญ่ ก่อนจะกลับมาเปิดร้านอาหารชื่อ ‘อันจะกิน’ ที่ย่านสีลมมาก่อน จากนั้น ด้วยหลงรักเชียงใหม่เป็นทุนเดิม พี่ก้อยก็ย้ายถิ่นฐานขึ้นมาอยู่เชียงใหม่พร้อมคุณพ่อ ปักหลักที่ที่ดินซึ่งสวยและเงียบสงบ มี ‘ลำเหมือง’ หรือลำธารสายเล็กไหลผ่านข้างบ้าน พี่ก้อยสร้างบ้าน 2 ชั้นที่โล่งโปร่งน่าสบาย ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ จนร่มรื่น

และเมื่อความรักในอาหารยังคงอยู่ พี่ก้อยจึงคิดจะใช้เวลาหลังเกษียณตัวเองมาทำกิจการขนาดเล็กมากเกี่ยวกับอาหาร แต่แทนที่จะออกนอกบ้านไปทำร้านอาหาร พี่ก้อยเลือกต้อนรับคนเข้ามากินในบ้าน

อันจะกินวิลล่า
อันจะกินวิลล่า
อันจะกินวิลล่า

“คนเราเวลามีบ้านก็ชอบอยู่บ้าน เพราะฉะนั้น เราก็ให้คนอื่นมากินข้าวบ้านเรา” พี่ก้อยอธิบาย ก่อนจะพูดถึงรูปแบบของอันจะกินวิลล่าที่ตั้งใจไว้ “จะเป็นแบบไหนล่ะ French Cuisine เหรอ Fine Dining เหรอ บ้านเราเป็นที่สบายๆ เก้าอี้โต๊ะทานข้าวฝั่งหนึ่งเป็นม้านั่งยาว เราก็เลยกลับมาที่ตัวเองว่า เราชอบกินอาหารแบบไหน เราชอบกินอาหารแบบปาร์ตี้ แล้วเราเป็นพวกร้องประสานเสียง ซึ่งก็จะนัดกินข้าวกันบ่อยๆ โดยเราเป็นคนทำกับข้าวเลี้ยงเพื่อน การทำอาหารเลี้ยงคนเป็นกลุ่มเลยเป็นสิ่งที่เราถนัด”

นั่นคือที่มาของร้านอาหารในบ้าน โดยมีคอนเซปต์คือ ‘วันละโต๊ะ’ อันเป็นขนาดที่กำลังดีสำหรับเธอ และกำหนดปริมาณคนในโต๊ะให้มีจำนวน 4 – 10 คน ในราคาคนละ 850 บาท เพื่อให้คนกินอาหารในบรรยากาศคึกคักและรื่นรมย์เหมือนจัดปาร์ตี้กับเพื่อน

อันจะกินวิลล่า
อันจะกินวิลล่า
อันจะกินวิลล่า
อันจะกินวิลล่า

หากคุณและมิตรสหายจองคิวมาลิ้มรสอาหารที่อันจะกินวิลล่า เมื่อเปิดประตูรั้วเข้ามา เดินตรงไปใกล้อีกไม่กี่ก้าว ก็จะได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอาหารลอยมาแตะจมูก หลังเข้าไปในบ้าน จะเจอกับโต๊ะไม้ตัวยาวที่จัดอุปกรณ์การกินไว้สวยงาม คุณจะนั่งลงพูดคุยกับเพื่อนตรงนั้น หรือเดินไปหยิบหนังสือจากชั้นข้างโต๊ะ (แน่นอนว่าอัดแน่นด้วยตำราทำอาหาร) มานั่งอ่านบนโซฟาหรือบีนแบ็กใหญ่ใกล้โต๊ะยาวก็ย่อมได้

ส่วนใครที่รู้สึกว่ากลิ่นหอมยั่วใจเกินไป ถ้าเดินเลยจากส่วนห้องนั่งเล่นไปชะโงกหน้าตรงห้องครัว จะเจอพี่ก้อยและพี่ไพ แม่บ้านคู่ใจ กำลังเตรียมอาหารง่วนอยู่ พี่ก้อยถนัดทำอาหารฝรั่งจานใหญ่ยักษ์ และรสชาติชวนสบายใจแบบ Comfort Food ขนานแท้ แต่ใครอยากกินอาหารไทยก็บอกได้เช่นกัน คอร์สอาหาร 6 จานหลักแบบมาตรฐานประกอบด้วยซุป สลัด เมนคอร์สที่เป็นปลาและไก่หรือหมู (ถ้ารีเควสต์เนื้อหรือแกะก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มตามมูลค่าของวัตถุดิบนั้น) พาสต้า ก่อนปิดท้ายด้วยขนมหวาน ทุกอย่างเน้นวัตถุดิบดีงามตามฤดูกาล สะอาด หลายอย่างเป็นอินทรีย์ และบางอย่างก็สดใหม่จากแปลงผักข้างตัวบ้าน เช่น ใบสะระแหน่ที่พี่ก้อยเด็ดมาทำซอสสะระแหน่กินคู่กับเนื้อแกะชุ่มฉ่ำ

อันจะกินวิลล่า ร้านอาหารในบ้านสวยริมลำธารนอกเมืองเชียงใหม่ที่ต้อนรับแขกแค่วันละ 1 โต๊ะ
อันจะกินวิลล่า
อันจะกินวิลล่า ร้านอาหารในบ้านสวยริมลำธารนอกเมืองเชียงใหม่ที่ต้อนรับแขกแค่วันละ 1 โต๊ะ

อาหารจะค่อยๆ ทยอยกันมาเสิร์ฟ พร้อมกับคนทำจะบอกเล่าเรื่องราวอาหารแต่ละจานว่ามีที่มาจากไหน จากนั้นก็ถึงเวลาจ้วงช้อน ส้อม มีด หรือมือของคุณลงในจาน ชิมอาหารพร้อมพูดคุยสังสรรค์กับเพื่อนหรือครอบครัวในบรรยากาศเป็นกันเองและเป็นส่วนตัว และที่ขาดไม่ได้คือสนทนากับพี่ก้อย ซึ่งจะคอยดูแลคนมาเยี่ยมเยือนอย่างอบอุ่น

บางทีคุณอาจรู้สึกเหมือนนั่งกินอาหารจานอร่อยอย่างสบายใจในบ้านเพื่อนที่คุ้นเคย-นั่นแหละคือสิ่งที่อันจะกินวิลล่าอยากมอบให้

อันจะกินวิลล่า
อันจะกินวิลล่า, Chef's Table

“เราชอบทำบันทึกไว้เพื่อจะได้ดูว่าใครกินอะไรไปแล้ว จำได้ว่ามีน้องคนหนึ่งมาเป็นหนที่ 17 เวลาทำอาหาร แล้วคนกลับมากินอีก นั่นคือสิ่งที่เรามีความสุข รู้ว่า เฮ้ย เรามาถูกทางนะ” พี่ก้อยเล่าเรื่องราวหนึ่งในคนที่ติดใจอันจะกินวิลล่าให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม

ตอนแรกฉันคิดว่าคนที่แวะเวียนมาที่นี่น่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ติดใจรสมือพี่ก้อยมาก่อน แต่พี่ก้อยบอกว่าคนเชียงใหม่มาอุดหนุนกันเยอะ นั่นเพราะคนที่นี่มีธรรมชาติชอบอุดหนุนคนตัวเล็กที่ทำสิ่งมีเอกลักษณ์ และอาจเพราะอย่างนั้น เราถึงเห็นร้านรวงเล็กๆ หลากหลายรูปแบบเปิดกิจการอยู่ทั่วเชียงใหม่

ซึ่งพี่ก้อยเองพอขึ้นมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็หมั่นไปอุดหนุนเชฟคนอื่นๆ (หลายคนก็ได้แรงบันดาลใจการเปิดร้านวันละโต๊ะจากพี่ก้อยนี่เอง) โดยไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่มองว่าทุกคนคือเพื่อนกัน  

และจะว่าไปแล้ว พี่ก้อยก็ไม่ได้มองว่าอันจะกินวิลล่าคือธุรกิจเลย แต่คิดว่ามันคือการหยิบสิ่งที่ชอบมาต่อยอดในรูปแบบที่กำลังสบายตัวสบายใจ

อันจะกินวิลล่า : ชวนอิ่มท้องและอิ่มใจที่ร้านอาหารในบ้านหลังสวยซึ่งเปิดรับแค่วันละโต๊ะเท่านั้น ซึ่งอยู่นอกเมืองเชียงใหม่

“ถ้าเป็นธุรกิจจริงๆ เราจะต้องทำให้มากกว่านี้ แต่เราไม่มองมันเป็นธุรกิจ ไม่เคยมองว่าคนกินจะต้องเยอะ น้อย เท่าไหร่ หรือจะต้องมีทุกวัน เรามองอย่างเดียวว่า วันละโต๊ะเป็นสิ่งที่ทำให้มีรายได้เข้ามาบ้าง เพราะคนเกษียณแล้วมีรายได้บ้างก็ดี และมันก็สนุกด้วย เราไม่เหนื่อยฟรี มีคนเอาเงินมาให้เราได้อบ Short Rib ได้ทำแกะ ซึ่งชีวิตประจำวันคงไม่ได้กิน เพราะเราอยู่สองคนกับพ่อ” พี่ก้อยบอกกับฉัน

จักรวาลในบ้านสวยระดับมีสื่อมาขอสัมภาษณ์หลังนี้จึงโคจรด้วยจังหวะพอดี เมื่อคนทำพร้อมทำ คนกินพร้อมกิน บ้านของคนสองคนก็จะกลายเป็น ‘อันจะกินวิลล่า’ ที่อบอุ่นด้วยกลิ่นหอมของอาหาร เสียงหัวเราะ และความรักของพี่ก้อยที่ถ่ายทอดลงไปในเมนูแต่ละจาน

เป็นมื้ออาหารขนาด 1 โต๊ะ ที่ผลิบานเป็นความสุขแก่ทุกคน

อันจะกินวิลล่า : ชวนอิ่มท้องและอิ่มใจที่ร้านอาหารในบ้านหลังสวยซึ่งเปิดรับแค่วันละโต๊ะเท่านั้น ซึ่งอยู่นอกเมืองเชียงใหม่
 

อันจะกินวิลล่า

Location:  อันจะกินวิลล่า   ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง เชียงใหม่ 50230
18.728162, 98.914498
Map:

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load