ปัง! หลังจากปิดประตูรถ คนขับเหยียบคันเร่งไปตามแผนที่ที่ฉันปักหมุด รถเลี้ยวซ้ายที เลี้ยวขวาที จากถนนใหญ่ผ่านหมู่บ้านคนพลุกพล่าน จนจำนวนหลังคาบ้านเริ่มน้อยลง ต้นไม้สีเขียวเข้ามาแทนที่ เริ่มลึก…ลึกเข้าไปทุกที ชักจะหวั่นในใจ

รถจอดนิ่ง…โล่งอก ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย ฉันเดินลงจากรถเข้าไปยัง ‘สวนชีววิถี’ เพื่อพูดคุยกับ กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และ บุญฤทธิ์ ขอดิลกรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แปลน แอสโซซิเอตส์ จำกัด เกี่ยวกับสวนการเรียนรู้ทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

พูดให้เข้าใจง่าย คือชวนกันไปเรียนรู้วิถีการกินดี อยู่ดีด้วยพืชผักสวนครัว เครื่องปรุงปลอดสารพิษ และการออกแบบอาคารหลังสวยให้ตอบโจทย์การใช้งานอย่างยั่งยืน

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

1

  “มูลนิธิชีววิถีเป็นองค์กรที่ทำข้อมูลเรื่องการเกษตร เราคิดมาโดยตลอดว่า อยากมีพื้นที่ที่แบ่งปันประสบการณ์ความรู้ได้ มีที่สำหรับปล่อยของของตัวเอง ก็เลยตัดสินใจชวนมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน มาซื้อที่ดินจำนวน 2.5 ไร่ เป็นของมูลนิธิชีววิถี 1.5 ไร่ และเป็นของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน 1 ไร่” กิ่งกรเล่าถึงการจับมือกันของสองมูลนิธิหัวใจสีเขียว

ภายในพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าแบ่งออกเป็น 2 ด้าน อาคารด้านซ้ายเป็นของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน อาคารด้านขวาเป็นของมูลนิธิชีววิถี ทั้งสองอาคารหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางเป็นพื้นที่ใช้ร่วมกัน มีทั้งแปลงพืชผักสวนครัว เรือนเพาะกล้า บ่อปลา เล้าไก่ นิทรรศการพันธุกรรม และร้านกาแฟที่จำหน่ายกะปิ น้ำปลา

ผลงานการออกแบบทั้งหมดเป็นฝีมือของบุญฤทธิ์ ขอดิลกรัตน์ และเพื่อนพ้องร่วมใจกันทำให้ทั้งสองมูลนิธิพี่น้องแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

“เราทำงาน 2 อย่าง งานวิชาชีพก็ทำเพื่อความอยู่รอด แต่เราอยากช่วยเหลือสังคมด้วย เพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้น้องๆ รุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานกับเรา” สถาปนิกหนุ่มเฉลยจุดประสงค์ที่แท้จริงให้ฉันฟัง

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

2

  มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ถนัดทำเกษตรทางเลือกและพยายามลดการใช้สารเคมี ส่วนมูลนิธิชีววิถีเน้นการกิน กินและกิน กินอย่างหลากหลาย ฟื้นฟูการกินของทุกคนให้กลับมาดีกว่าเดิม
“สวนชีววิถีมีครัวเยอะ เรามีทั้งครัวสตาฟฟ์ ครัวจัดเลี้ยง แล้วก็ครัวเวิร์กช็อป”

  หลังจากทราบจำนวนครัว ฉันปักใจเชื่อแล้วว่าสวนชีววิถีให้ความสำคัญกับการกินจริงๆ และเข้าใจความหมายของเครือข่ายกินเปลี่ยนโลก ผ่านการกินอาหารดี ไม่ใช่การกินอาหารหรูหรา เสิร์ฟโดยเชฟยอดฝีมือ แต่เป็นการกินผักดีปลอดสารพิษ เครื่องปรุงดีจากอุตสาหกรรมพื้นบ้าน เป็นมื้อเรียบง่ายที่สบายใจ เพราะเรารู้จักแหล่งที่มาของวัตถุดิบ รู้จักกระบวนการผลิต เชื่อมั่นได้ว่าปลอดภัยหายห่วง

แต่กระบวนการที่จะได้ผักดี ต้องเริ่มจากอะไร ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก เริ่มจากดินดี!

กินดี ดินดี ผักดี เครื่องปรุงดี กิ่งกรนำทุกอย่างมาบวกลบคูณหาร สร้างหลักสูตรการเรียนรู้แบบครบวงจร เหมาะกับการเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับครอบครัว

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

3

กิ่งกรชวนฉันทำความรู้จักกับ 3 หลักสูตร ผ่านการกิน การทำ และการดู

หลักสูตรดินดี

การปลูกพืชปลูกผักฟังดูง่าย เอาดินใส่กระถาง ใส่เมล็ดพันธุ์ลงไป ใครๆ ก็ทำได้ แต่หลักสูตรดินจะพาเราไปทำความเข้าใจเรื่อง ‘ดินดี’ เช่น การบำรุงดิน การเตรียมดินเพื่อปลูกในกระถางสำหรับพืชรากลึกและพืชรากตื้น การเตรียมดินสำหรับปลูกพืชชนิดต่างๆ เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการความชื้น ความร่วนซุยของดิน ไม่เหมือนกัน รวมถึงการเก็บเมล็ดพันธุ์ การเพาะเมล็ดพันธุ์ การเพาะกล้า สำหรับจำหน่ายและแบ่งปัน แถมยังสอนการหมักปุ๋ยจากขยะในครัวเรือนอีกด้วย

หลักสูตรกินดี

หลักสูตรนี้มีเป้าหมายเพื่อให้คนกินผักมากขึ้น เน้นเรื่องการประกอบอาหาร การเลือกวัตถุดิบ มีทั้งหลักสูตรผักตามฤดูกาล หลักสูตรทำอย่างไรให้เด็กกินผักพื้นบ้าน หรือหลักสูตรพ่อแม่ลูกทำครัวด้วยกัน อาจจะมีเวิร์กช็อปเชฟส์เทเบิลขนาดเล็ก คุยกันเรื่องที่มาของวัตถุดิบแบบจริงจัง รวมถึงการจัดการอาหารของคนเมืองแบบรายสัปดาห์ ตอนเย็นเตรียมอุปกรณ์ ตื่นเช้ามาพร้อมปรุง เพื่อช่วยให้การกินมีคุณภาพมากขึ้น สร้างความมั่นใจในการปรุงอาหาร หรือประยุกต์ความเป็นท้องถิ่นกับความเป็นเมืองผ่านมื้ออาหารก็ย่อมได้

หลักสูตรเครื่องปรุงดี

ถ้าใครรู้สึกว่าลิ้นของตนเองไม่สามารถรับรสอาหารแบบธรรมชาติได้สักเท่าไร กินอะไรแล้วไม่นัว ไม่โดนลิ้นเสียที แสดงว่า ‘ลิ้น’ ของคุณกำลังมีปัญหา เพราะปัจจุบันลิ้นกับจมูกของเราถูกทำลายด้วยอาหารที่หน้าตา รสชาติ ละม้ายคล้ายกันไปหมด และเราดันคุ้นกับรสชาติแบบนั้นเสียด้วย หลักสูตรนี้จึงชวนมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ เปลี่ยนทั้งความรู้ เปลี่ยนทั้งลิ้น รู้จักสัมผัส รู้จักรส รู้จักกลิ่น เพื่อเรียกคืนความรู้ เรียกคืนลิ้น เรียกคืนจมูก

  เวิร์กช็อปถัดไป กิ่งกรและเครือข่ายกินเปลี่ยนโลกอยากจะชวนทุกคนไปชิมน้ำปลาเพื่อให้รู้ความต่างของน้ำปลาแต่ละแบบ เค็มมากเค็มน้อยก็สุดแล้วแต่ว่าลิ้นใครจะรับรสได้ดีกว่ากัน และเพื่อบอกเป็นนัยว่า ความเค็มมันเป็นธรรมชาติ แต่ความไม่เค็มที่หลายๆ คนเคยชิมในน้ำปลาบางยี่ห้อ มันไม่เป็นธรรมชาติ อาจเกิดจากกระบวนการผลิตที่ทางโรงงานใส่สารบางอย่างลงไปเพื่อกลบความเค็ม

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

4

  หลังจากพูดคุยพอหอมปากหอมคอ กิ่งกรพาฉันเดินออกกำลังขาสำรวจพื้นที่สีเขียว ผ่านอาคารไม้สองชั้น ด้านบนเป็นออฟฟิศของเครือข่ายกินเปลี่ยนโลก เครือข่ายไทยแพน ฯลฯ ด้านล่างเป็นห้องจัดประชุม สัมมนา คนทั่วไปจับจองใช้บริการได้ ไม่ไกลจากด้านหน้าเป็นครัวเวิร์กช็อป ลักษณะคล้ายครัวของรายการแข่งขันทำอาหารชื่อดัง มีครัวหลักด้านหน้า และสเตชัน สำหรับผู้มาร่วมกิจกรรม ความพิเศษของห้องนี้คือ สามารถเคลื่อนย้ายสเตชันให้กลายเป็นห้องโล่งได้ ผนังด้านหนึ่งมีจอผ้าสีขาวสำหรับฉายหนัง หากมีโอกาสเธอจะชวน Documentary Club มาฉายหนังกันสักหลายๆ รอบ

สถาปนิกยังเสริมด้วยว่า วัสดุทั้งหมดที่ใช้ก่อร่างสร้างอาคารล้วนรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด อย่างไม้ก็เป็นไม้จากบ้านเก่า คละพันธุ์ไม้ คละขนาด สั้นยาวหนาบาง ผนังสีแดงอมส้มฉาบด้วยดินเหนียว เผื่อวันหนึ่งตัวอาคารเสื่อมโทรม วัสดุทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

5

เดินมาถึงสวนเขียวชอุ่มตรงกลางพืชผักสวนครัวละลานตาหลายชนิด มีหนึ่งชนิดที่เธอภูมิใจนำเสนอ ‘คะน้าทางเลือก’ หรือผักไชยา เอาไปใส่ในราดหน้าอร่อยอย่าบอกใคร เพราะจะให้รสกลมกล่อมตามธรรมชาติ การเลือกปลูกพืชผักจะเน้นความหลากหลายของสายพันธุ์ เช่น ปลูกถั่วหลายชนิด ปลูกพริกหลายชนิด ต้องเป็นผักกินได้ เพราะจะสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้และใช้สำหรับกิจกรรมเวิร์กช็อป บริเวณร้านกาแฟเธอก็ปลูกส้มจี๊ด ต้นหม่อน เสาวรส เผื่อวันข้างหน้าเติบโตได้ผลอวบอ้วนก็จะจับมาคั้นน้ำทำเครื่องดื่ม

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

  สวนชีววิถีเน้นความหลากหลายของสายพันธุ์พืชและสัตว์ เพราะมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย ส่งเสริมเรื่องพันธุกรรมมาโดยตลอด และสนับสนุนให้ชาวบ้านจัดการพันธุกรรมได้ด้วยตนเอง โดยมีนิทรรศการพันธุกรรมขนาดย่อมเพื่อการเรียนรู้ไว้บริเวณท้ายสวน

ระหว่างเดินไปเดินมาเธอก็จะสอดแทรกเกร็ดความรู้ให้ฉันตลอดทาง

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

“ในบ่อปลามีหอยเชอรี่ ต้องเลี้ยงเป็ดเอาไว้กินหอยเชอรี่” กิ่งกรชี้ให้ดูบ่อปลา

“ดอกไม้สีสวยรอบๆ ปลูกไว้เพื่อล่อแมลง ล่อมาไว้ตรงนี้ จะได้ไม่ไปกัดกินผักของเรา”

ดีจัง ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีก็ไม่ต้องใช้ ให้ธรรมชาติแก้ปัญหากันเอง ฉันแอบคิดในใจ

ส่วนอาคารของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน มีห้องสมุดและห้องประชุม ห้องพักคล้ายเรือนนอนสำหรับเครือข่ายชาวบ้าน บุญฤทธิ์ตั้งใจออกแบบตัวอาคารให้กลมกลืนกับผู้ใช้งาน คล้ายบ้านไม้ยกสูงของคนไทยสมัยก่อน

นอกจากสวนชีววิถีจะเป็นพื้นที่การเรียนรู้แบบครบวงจร ทั้งด้านการเกษตรและการกินเพื่อชีวิตที่ดี

ในอนาคตสวนชีววิถีจะทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนใกล้เคียง จัดตลาดนัดขนาดย่อม ชวนชาวบ้านนำผลผลิตเข้ามาขาย เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและส่งเสริมให้ชุมชนได้เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ปลอดสารพิษมาแบ่งปันให้พวกเราจับจ่ายใช้สอยกันด้วย

ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร ทอดผ้าป่า, ทำบุญ, วัดนายโรงการเกษตร

สวนชีววิถี Growing Diversity Park

ที่ตั้ง : 3/12 ซอยบางอ้อ 2 ถนนไทรม้า 22 หมู่ 6 ตำบลไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
Facebook สวนชีววิถี Growing DiversityPark
www.gdpark.asia

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load