ซอยเจริญกรุง 36 หรือซอยโรงภาษี เป็นหนึ่งในซอยที่น่าเดินที่สุดในประเทศไทย

ปากซอยมีร้านอาหารฝรั่งเศส คาเฟ่ ร้านเครื่องประดับ และแกลเลอรี่ศิลปะแสนเก๋ เดินเข้าไปอีกนิดจะพบมัสยิดฮารูณและบ้านไม้แสนสวยอายุ 100 กว่าปีของตำรวจน้ำ ก้าวขาต่อไปจะพบสถานทูตฝรั่งเศส และสุดท้ายปลายซอย ศุลกสถานหรือโรงภาษีสไตล์ยุโรปที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ยืนเด่นริมน้ำเจ้าพระยา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ข้นคลั่กทับซ้อนของผู้คนหลายชาติ หลายศาสนา ทำให้การเดินเล่นที่นี่ชวนอิ่มอกอิ่มใจไปทั้งวัน

บ้านเขียวอันยุมัน : บ้านพักครูอายุ 100 กว่าปีที่กำลังจะกลายพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และแกลเลอรี่

ในช่วงเทศกาล Bangkok Design Week 2018 ที่ผ่านมา The Cloud ร่วมมือกับ TCDC จัดทริปเดินเที่ยวเจริญกรุงในยามค่ำคืน เราจึงค้นพบว่าซอยนี้ยังมีสมาคมอันยุมันอิสลาม hidden place เก่าแก่อีกแห่งที่เพิ่งเปิดตัวแก่คนทั่วไป ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้หลากหลายสาขาของชาวมุสลิม ประกอบด้วยสำนักอภิธรรม ชมรมวิทยุ มูลนิธิ และสถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย โดยในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นโรงเรียนอันยุมันอิสลาม โรงเรียนเก่าแก่ชื่อดังที่เปรียบได้กับตักศิลาของชาวมุสลิมไทย เรียกได้ว่าใครอยากมาเรียนเรื่องศาสนา ยุคหนึ่งต้องเดินทางมาเรียนที่บางรัก

ปัจจุบันเราจะเห็นอาคาร 2 หลัง หอประชุมอันยุมันอิสลามรับหน้าที่เป็นสำนักงานของทุกหน่วยงานและมีโถงประชุมใหญ่ ส่วนบ้านเขียวอันยุมัน อาคารไม้ 2 ชั้นหลังเล็กอายุ 100 กว่าปี เป็นอดีตบ้านพักของอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรีผู้แปลพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทย ฉบับพระราชทาน

หอประชุมอันยุมันอิสลาม

บ้านเขียวอันยุมัน

สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทยรับหน้าที่ดูแลบ้านเขียว และกำลังจะปรับปรุงบ้านเก่าที่ปิดตายมานานหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และแกลเลอรี่เล็กๆ สำหรับผู้สนใจเรื่องเกี่ยวกับอิสลาม วรพจน์ ไวยเวทา เลขานุการสถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย และสุนิติ จุฑามาศ นักวิจัยด้านโบราณคดีอิสลาม รวบรวมข้อมูลจากปากคำคนเก่าแก่ในพื้นที่ ภาพถ่าย และบันทึกต่างๆ ของโรงเรียน ก่อนเปิดเผยข้อมูลของที่ดินเก่าแก่ใจกลางซอยเจริญกรุง 36 ที่น้อยคนรู้จักให้เราฟัง

 วรพจน์ ไวยเวทา สุนิติ จุฑามาศ

“สมาคมอันยุมันอิสลามเกิดจากชุมชนพ่อค้ามุสลิมอินเดียที่รวมตัวกันในสมัยรัชกาลที่ 5 มีตัวตั้งตัวตีคือตระกูลนานา ซึ่งเป็นนายห้างค้าผ้ากับราชสำนักสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาธุรกิจของตระกูลนานายังมีอุปกรณ์การเกษตร น้ำตาล และค้าขายที่ดินจนกลายเป็นเศรษฐีที่ดินในเมืองไทย”

สุนิติเล่าว่าเมื่อนายห้างใหญ่หลายตระกูลรวมตัวกันเป็นสมาคม พวกเขาก็อยากให้เยาวชนมุสลิมในยุคนั้นมีสถานที่ศึกษา จึงสร้างโรงเรียนยาเวียขึ้นมาในซอยเจริญกรุง 36 ตอนแรกเป็นอาคารไม้บริเวณโรงภาษี ต่อมาย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้ามสมาคมอันยุมันอิสลามในปัจจุบัน และสุดท้ายชาวมุสลิมก็รวบรวมเงินซื้อที่ดินผืนปัจจุบันเพื่อสร้างโรงเรียนอันยุมันอิสลามเป็นการถาวร

ปัจจุบันที่ดินผืนนี้เป็นของตระกูลนานา นายห้างอาหมัด อิสราฮีม นานา (Ahmed Ebrahim Nana) หรือ เอ อี นานา ทายาทรุ่น 3 ของตระกูลนานา ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้ทั้งหมดเพื่ออุทิศให้ศาสนาอิสลามและสาธารณชน

ยุคแรกอาคารโรงเรียนอันยุมันอิสลามเป็นอาคารไม้ สมาคมฯ ซื้อไม้จากพ่อค้านามสกุลมุขตารี ตระกูลมุสลิมค้าซุงจากบางอ้อ มัสยิดหลายแห่งย่านนี้ก็สร้างขึ้นโดยไม้ที่ชาวบางอ้อบริจาคให้ศาสนสถาน

“ช่วงแรกนักเรียนยังไม่เยอะ ตอนนั้นคนที่มีความรู้ด้านศาสนาสูงคือท่านอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ จริงๆ ท่านไม่ใช่คนที่นี่ แต่เป็นคนบ้านดอน (สุขุมวิท 39) ท่านไปเรียนศาสนาที่ซาอุดิอาระเบีย พอกลับมาทางสมาคมฯ ก็เรียนเชิญให้มาเป็นอาจารย์ใหญ่ และจัดการการสอนทั้งหมดที่นี่”

บ้านเขียวอันยุมัน

บ้านเขียวอันยุมัน

บ้านเขียวอันยุมัน : บ้านพักครูอายุ 100 กว่าปีที่กำลังจะกลายพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และแกลเลอรี่

เริ่มแรกโรงเรียนอันยุมันอิสลามสอนหนังสือชั้นประถม 1 – ม.ศ. 3 ให้เด็กๆ ในย่านเจริญกรุงโดยไม่จำกัดศาสนาและไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อให้โรงเรียนนี้ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกระทรวงธรรมการ ช่วงเช้าจึงสอนวิชาสามัญแบบเดียวกับโรงเรียนทั่วไป มีวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษตามปกติ ตอนเย็นจะสอนภาษาอาหรับ และสอนศาสนาให้เด็กและผู้ใหญ่ชาวมุสลิม และทุกวันศุกร์โรงเรียนจะพานักเรียนมุสลิมไปละหมาดรวมกันที่มัสยิดฮารูณ

ต่อมาเมื่อโรงเรียนมีนักเรียนมากขึ้น โรงเรียนจำเป็นต้องเก็บค่าเล่าเรียน แต่ก็เก็บด้วยอัตราขั้นต่ำสุด เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือโดยไม่เกี่ยงฐานะหรือศาสนา

วรพจน์เสริมว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนอิสลามกับคนต่างศาสนิกในย่านเจริญกรุงเป็นไปด้วยดีมาก ถึงขนาดเมื่อเปิดโรงเรียนอันยุมันอิสลาม อาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ เจษฎาจารย์แห่งโรงเรียนอัสสัมชัญ ผู้แต่งหนังสือ ดรุณศึกษา ก็มากล่าวให้โอวาท และครูทั้งสองโรงเรียนก็เคยแลกข้อสอบกันตรวจ สมาชิกสถาบันศิลปะอิสลามฯ ยังค้นพบเอกสารว่าโรงเรียนเคยส่งจดหมายขอเงินทุนจากรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม มาสร้างสนามเด็กเล่น และได้รับเงิน 3 หมื่นบาทมาสร้างสนามด้วย

โรงเรียนอันยุมันอิสลาม

บ้านเขียวอันยุมัน

ข้างอาคารเรียนหลักคือบ้านเขียวหรือบ้านพักของอาจารย์ต่วน ชั้นล่างเป็นห้องรับแขกและปรึกษากับนักวิชาการศาสนา ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน ด้านนอกเป็นห้องพักครูที่เชื่อมต่อกับอาคารเรียน เมื่ออาจารย์ต่วนได้รับตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามคนที่ 15 ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2490 บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นสำนักจุฬาราชมนตรีและหอประชุมไปโดยปริยาย ต่อมาบ้านหลังนี้ยังเป็นที่อยู่ของท่านผู้หญิงสมร ภูมิณรงค์ บุตรสาวของอาจารย์ต่วน

บ้านเขียวอันยุมัน

น่าเสียดายที่อาคารเรียนที่สร้างจากไม้ผุพังไปตามการใช้งาน จึงต้องรื้อถอนไปในปี พ.ศ. 2507 ชาวมุสลิมและศิษย์เก่าโรงเรียนได้รวบรวมเงินมาสร้างอาคารคอนกรีตทดแทนในปี พ.ศ. 2508 ช่วงนี้เป็นยุคปลายของโรงเรียนอันยุมันอิสลาม อาจารย์ต่วนเข้าสู่วัยชรา ท่านผู้หญิงสมรจึงรับตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนและดูแลโรงเรียนต่ออยู่พักใหญ่แม้บิดาเสียชีวิตลง

ภายหลังโรงเรียนรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหวจึงต้องเลิกกิจการ อาคารหอประชุมกลายเป็นสำนักงานของสำนักอภิธรรม มูลนิธิต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรี และชมรมวิทยุภาคมุสลิม ส่วนบ้านไม้หลังเล็ก ท่านผู้หญิงสมรคืนให้ตระกูลนานาแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อนเสียชีวิต บ้านเขียวหลังนี้จึงปิดมาโดยตลอด

บทใหม่ของบ้านเขียวอันยุมันเริ่มขึ้น เมื่อวรพจน์, สุนิติ และหนุ่มสาวมุสลิมที่มีความรู้เรื่องศิลปะอิสลามรวมตัวกันก่อตั้งสถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปะอิสลาม โดยเฉพาะศิลปะอิสลามในประเทศไทย ตระกูลนานาเอื้อเฟื้อสถานที่ในสมาคมฯ ให้เป็นสำนักงาน และตกลงให้ปรับปรุงบ้านเขียวเป็นแหล่งความรู้ของอิสลามอีกครั้ง

บ้านเขียวอันยุมัน

บ้านเขียวอันยุมัน

บ้านเขียวอันยุมัน

“เราตั้งใจให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ เหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เล่าประวัติศาสตร์ของสมาคมอันยุมันอิสลาม โรงเรียน และตระกูลนานา ผสมกับเป็นห้องสมุดและแกลเลอรี่เล็กๆ ใครสนใจเรื่องศาสนาอิสลาม ศิลปะอิสลาม สถาปัตยกรรมอิสลาม วัฒนธรรมอิสลาม ก็มาที่นี่ได้ และจะจัดกิจกรรมเป็นประจำให้นักวิชาการและคนทั่วไปมาเข้าร่วมด้วย”

อนุสรณ์อันยุมันอิสลาม

หอสมุดอิสลาม

หนังสืออิสลาม

ภาษาอาหรับ

ภาษาอาหรับ

การเปิดบ้านเขียวอันยุมันครั้งแรกในเทศกาล Bangkok Design Week เป็นก้าวแรกของสถาบันศิลปะฯ ที่ประสบความสำเร็จมาก มีการนำอัลกุรอานโบราณหลากหลายฉบับและของเก่าจากโรงเรียนอันยุมันอิสลามมาจัดแสดง พร้อมกับโชว์เสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ชาวมุสลิม และคัด calligraphy จากปากกาไม้ไผ่เป็นของที่ระลึกให้ผู้เยี่ยมชมด้วย

ช่วงเดือนเราะมะฎอนนี้ สถาบันศิลปะฯ จะเปิดบ้านเขียวอันยุมันให้ชมเต็มๆ ก่อนการปิดแปลงโฉมครั้งใหญ่ ติดตามความเคลื่อนไหวของบ้านประวัติศาสตร์หลังนี้ได้ที่นี่ 

หนังสืออิสลามอันยุมันอิสลาม

ภาพ : มณีนุช บุญเรือง, ปฏิพล รัชตอาภา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“การทำยางกับการทำกาแฟ มันมีบางอย่างคล้ายกัน”

เป็นหนึ่งในประโยคบทสนทนาของ เติ้ล-รังสิมันตุ์ ร่วมชาติ เจ้าของร้านกาแฟ The Rubberer หรือทายาทรุ่นสามธุรกิจทำยางในจังหวัดระยองที่สืบทอดต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

คาเฟ่ยางพาราแฝงตัวอยู่ในระยอง ไม่ได้ขายยางพาราและไม่ได้ขายกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่นำสองสิ่งนี้มารวมกันเป็นหนึ่ง ยางกับกาแฟเชื่อมโยงกันอย่างไร การทำสองสิ่งนี้คล้ายกันตรงไหน ที่สำคัญ ระยองมีสวนยางด้วยเหรอ เพราะจังหวัดนี้ขึ้นชื่อเรื่องทุเรียนและผลไม้นานาชนิด รวมไปถึงทะเลสวย ๆ แต่กลับแทบไม่มีภาพจำของสวนยางเลย

เช้าตรู่วันศุกร์ เรารีบออกเดินทางปักหมุดไปยังตำบลมาบข่า อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เพื่อไขข้อข้องใจ แต่ไม่นานความสงสัยก็หายไป เมื่อล้อรถหยุดหมุนจอดอยู่หน้าร้าน พร้อมเสียงของพี่คนขับตะโกนมาว่า “ถึงแล้ว” ความสงสัยได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความประทับใจแรกต่อร้านกาแฟขนาดใหญ่ ลานกว้าง โล่ง โปร่ง สบาย 

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

ด้วยการออกแบบอิงจากโรงยาง ทั้งรูปทรงและวัสดุจากอิฐก้อนใหญ่ รวมทั้งหลังคายาวยื่นพิเศษซึ่งผสมความชอบญี่ปุ่นเล็กน้อยของเติ้ล จึงทำให้ The Rubberer มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์สมชื่อ

เพียงแค่ข้างนอกยังคล้ายโรงยาง แล้วภายในร้านกาแฟพร้อมเสิร์ฟความอร่อยนี้จะมีอะไรเกี่ยวกับยางอีก ไม่รีรอ รีบจ้ำอ้าวเข้าไปดูกัน

ต้นยาง

เติ้ลเป็นคนระยองตั้งแต่เกิด มีธุรกิจติดตัวตั้งแต่วัยเยาว์ ผูกพันกับยางตั้งแต่จำความได้ เพราะทำมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยคุณตาเป็นเกษตรกร มีทั้งสวนผลไม้และสวนยาง ขายส่งมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน จนถึงคราคุณตาได้ถ่ายทอดมอบประสบการณ์ต่อให้คุณพ่อรวมถึงตัวเติ้ลเอง จึงทำให้เขารู้จักกระบวนการและวิธีกรีดยางเป็นอย่างดี 

“ตอนเด็กคุณพ่อชอบพาไปดูว่าทำอะไรยังไง วิธีการกรีดยาง การดูหน้ายาง”

ความสนุก ความสุขของเขาไม่ใช่การทำสวนยาง ทว่าเป็นการได้เข้าไปวิ่งเล่น และใช้เวลาอยู่กับคุณพ่อในสวน เวลาผ่านไป เด็กน้อยซุกซนวิ่งเล่นในสวนคนนั้น ก็ได้รับบทมาช่วยคุณพ่อดูแลธุรกิจครอบครัวและดูแลลูกน้อง ให้ทุกอย่างเรียบร้อยมากขึ้นกว่าเดิม โดยธุรกิจของเขาทำตั้งแต่ปลูกยาง กรีดยาง มาทำเป็นยางแผ่น และนำจำหน่ายทั้งรูปแบบของยางแผ่นและน้ำยางสด แต่ไม่ได้นำไปแปรรูปเป็นหมอนหรืออะไร ส่วนถ้าถามถึงนักทำยางมือทองล่ะก็ คุณพ่อยังคงดำรงตำแหน่งเช่นเคย

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน
The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่สร้างใหม่จึงออกแบบทรงคล้ายโรงยาง และเลือกใช้วัสดุเป็นอิฐสีเทา ส่วนข้างบนหลังคามีช่องใสเล็ก ๆ ให้แสงส่องลงมา อิงจากโรงยางที่ต้องใช้ความร้อนอบยาง เดิมที่นี่เคยเป็นพื้นที่ของสวนมะพร้าว โรงโม่มัน และโรงยางจริง ๆ มาก่อน การออกแบบคาเฟ่จึงไม่เพียงเน้นความสวยงามหรือความเสมือนจริง แต่อบอวลด้วยเรื่องราวความผูกพันของเติ้ลกับยางร่วมกันไปทั้งร้าน

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

โรงยางเดิมซึ่งเอาไว้ใช้อบยาง ทำยางแผ่น อยู่บนพื้นที่โซนด้านหลังร้าน แต่ตอนนี้ได้ทุบทิ้งไปแล้ว โรงยางใหม่สร้างใกล้ ๆ บริเวณโรงยางเดิมแทน 

ส่วนสวนยางจะเขยิบออกไปไกลหน่อย อยู่คนละที่กับโรงยาง ซึ่งสวนของเขาก็ติดกับสวนเพื่อนบ้านละแวกนี้ที่ปลูกยางเหมือนกัน เป็นอีกการการันตีว่าระยองมีคนปลูกยางมากพอสมควร เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นยางมากมายเลยทีเดียว

“ส่วนใหญ่ถ้านึกถึงระยองก็นึกถึงผลไม้ บางคนจะไม่รู้ว่าเรามียางพาราเหมือนกัน แต่ที่ระยองเขาก็ปลูกกันมานานแล้วครับ ตั้งแต่เด็กผมก็จำได้ว่าเป็นสวนยางแบบนี้เลย”

ลูกพี่ลูกน้องหรือญาติ ๆ ของเติ้ลในวัยนั้น หลายคนก็ทำอาชีพขายส่งน้ำยางเช่นเดียวกัน เวลาเลิกเรียนตอนเย็นก็มักมีผู้คนแวะเวียนมาเล่นกับเติ้ลในสวนอยู่บ่อยครั้ง 

“แต่ถ้าเทียบสมัยก่อน ตอนนู้นสวนยางมันก็เยอะกว่านะ มีช่วงหนึ่งยางราคาขึ้นกิโลเป็นร้อย เกษตรกรที่ทำสวนผลไม้อยู่แล้ว ก็เปลี่ยนมาทำสวนยางพาราเพราะราคาดีมาก” เขาพูดไปขำไป แต่ตอนนี้ด้วยพิษเศรษฐกิจทำให้ทุกอย่างกลับกัน เกษตรกรที่เคยทำสวนยาง ก็โค่นยางไปปลูกผลไม้ที่ราคาดีกว่า อย่างทุเรียน

แต่ในความโชคร้ายยังแอบมีสิ่งโชคดีเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ คือความพิเศษของยางที่ไม่อาจหาได้จากการปลูกผลไม้ชนิดไหน

“ยางเขามีอายุนาน 20 – 30 ปี”

นั่นแปลว่าการปลูกยางไม่จำเป็นต้องดูแลเยอะ “ถ้าไม่มีคนกรีดยางก็ไม่เป็นอะไร มันไม่เสียหาย แต่ถ้าเรามีคนกรีด เราก็ได้รายได้จากตรงนั้น” เติ้ลชี้ให้เห็นถึงข้อดีต้นยาง

แต่ก็ต้องเน้นความชำนาญด้วยเช่นกัน “ถ้าเรากรีดยางดี กรีดไม่เข้าแก่นต้น ก็จะทำให้ต้นยางให้น้ำยางเราไปได้นานเลย การกรีดยาง ดูแลหน้ายาง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ต้นยางผลิตน้ำยางออกมาได้นาน”

และความพิเศษอีกอย่าง ถ้าน้ำยางหมดต้นโดยเกิดจากการกรีดยางไม่ดี กรีดแล้วเข้าแก่นยาง ทำให้หน้ายางเสียหาย หรือต้นที่หมดอายุ ไปต่อไม่ไหว เขาสามารถตัดต้นยางนำไปขายได้ต่อแล้วก็ปลูกใหม่ มีความยืดหยุ่น แถมไม่ต้องฉีดยาเยอะแบบผลไม้ให้มากมาย นี่เป็นข้อดีเอกอุของการปลูกยาง

ต้นตอ

เห็นได้ชัดว่าเติ้ลเติบโตและผูกพันกับสวนยางมาตั้งแต่เล็ก จนถึงจุดหนึ่งเขาเริ่มสนใจอยากหาอะไรใหม่ ๆ ทำเพิ่มเติมจากสิ่งเดิมที่มีอยู่ มีความสุขพร้อมสร้างรายได้ไปด้วยกัน

‘การกิน’ เป็นคำตอบของเติ้ล ผู้หลงใหลการได้ลิ้มรสอะไรอร่อย ๆ เอ็นจอยอาหารและเครื่องดื่ม ประจวบเหมาะเป็นช่วงที่ได้ชิมกาแฟรสชาติใหม่แบบที่เขาไม่เคยทานมาก่อน ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าทำไมกาแฟบางตัวถึงมีหลายรสชาติ มีรสต่างกัน ไม่ได้มีเพียงรสเข้ม ๆ ขม ๆ อย่างที่เขาคุ้นเคย

“เฮ้ย! เหมือนเรากินอะไรก็ไม่รู้ มันแปลกดี มีเปรี้ยว มีหอม” 

จากความแปลกกลายเป็นความสนใจ ทำให้หันมาศึกษาด้านนี้อย่างจริงจัง และเริ่มอยากเปิดคาเฟ่เพื่อส่งต่อกาแฟรสชาติในแบบที่ชอบ

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

หลังจากได้ไปลองชิมกาแฟร้านต่าง ๆ อยู่พักใหญ่ เติ้ลก็ได้ไปเจอเมล็ดกาแฟไทยที่ชอบมาจากโรงคั่ว Cozy Factory ที่ทางโรงคั่วได้ไปพัฒนา และดูแลเกษตรกรสวนแม่บู่หย่า จังหวัดเชียงราย เขาเลยมีโอกาสได้ลองศึกษา เรียนรู้ และทำงานร่วมกับโรงคั่ว Cozy Factory ให้ช่วยออกแบบกาแฟเฉพาะของร้าน เป็นกาแฟไทย มีคาแรกเตอร์เอกลักษณ์ ไม่หวือหวามาก แต่มีอาฟเตอร์เทสดี หวาน ทานง่ายในทุกวัน

“กาแฟไทยอร่อยครับ สู้ต่างชาติได้เลย”

และหนึ่งในความสนุกของการทำกาแฟ คือการได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอด เพราะคาแรกเตอร์ของกาแฟแต่ละตัวไม่เหมือนกัน มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น กาแฟบางตัวกลิ่นฟลอรัล บางตัวเป็นฟรุตตี้

แล้วระยองปลูกกาแฟได้ไหม – เราถาม

“ผมว่าน่าจะปลูกโรบัสต้าได้ แต่อาราบิก้า สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ ความสูงของระยอง ไม่เหมาะสมครับ” เขาตอบตามตรง

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

ต้นน้ำ-ปลายทาง

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

“แต่สุดท้ายเราก็ย้อนกลับมาอะไรที่เกี่ยวกับยางอยู่ดี” เขาพูดแซวตัวเอง

เติ้ลตั้งใจนำเรื่องราวยางมาเป็นคอนเซ็ปต์หลัก เพื่อแสดงให้เห็นตัวตนเขาและครอบครัว ให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสความทรงจำดี ๆ ที่มีร่วมกับยาง ผ่านบรรยากาศร้าน สิ่งของ หรือแม้แต่ผ่านกาแฟที่เขาทำ

“เราคิดว่าการทำยางกับการทำกาแฟมีบางอย่างคล้ายกัน ความตั้งใจในการทำ ความประณีต ความใส่ใจ

“เรากรีดยางก็ต้องเป็นคนมีฝีมือกรีด หน้ายางถึงจะสวย ไม่ลึกเข้าไปในเนื้อยาง กาแฟก็เหมือนกัน เราต้องหาสารกาแฟจากต้นน้ำ มันมีความใส่ใจในกระบวนการทำครับ”

หากจิบกาแฟเสร็จ เดินออกมาหลังร้านสักนิด จะเจอมุมให้นั่งพินิจกับความทรงจำก้อนใหญ่ของเติ้ล เพราะสิ่งนั้นคือเครื่องรีดยางสมัยโบราณที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยคุณตา ซึ่งยังคงระบบแมนนวล ต้องใช้มือหมุน มีให้เลือก 2 ลาย และยังใช้งานได้ในปัจจุบัน เครื่องนี้ยังหมุนได้จริง แต่ตอนนี้ล็อกเอาไว้ให้คงอยู่ในสถานะเก็บความทรงจำ

“ยังใช้ได้ แต่อย่าใช้เลย” เติ้ลหัวเราะ

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน
The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

“เหมือนเครื่องบดปลาหมึกยักษ์!” เสียงของพี่ที่มากับเราพูดขึ้นมา

 “มีคนบอกแบบนี้เสมอครับ” เขาตอบกลับอย่างชอบใจ

เจ้าเครื่องบดปลาหมึกยักษ์หรือเครื่องรีดยางนี้ถือว่าเป็นแรร์ไอเท็มมาก น้อยคนที่เคยเห็นและเคยได้ลองใช้ เพราะตอนเติ้ลเกิดมาก็เหลือเพียงเครื่องดั้งเดิมที่ถูกเก็บไว้ และมาใช้เครื่องรีดยางที่มีมอเตอร์แทนในการทำงานแล้ว

“กระบวนการทำยางแผ่น เรานำน้ำยางสดมากรองแล้วใส่ในแบบ ใส่น้ำกรด รอเขาเซ็ตตัว แล้วเอาออกมาจากแบบ นำมาอัดให้แบนยาว แล้วนำไปเข้าเครื่องรีดยางเรียบและลายต่อ ออกมาเป็นแผ่นยางพารา ตากแดดแล้วก็นำมาเก็บเข้าโรงอบยางต่อ”

หากนึกภาพไม่ออก ให้ลองแหงนมองข้างบน จะพบแผ่นยางพาราแขวนเรียงรายตากแดดอยู่บนราวเหล็ก รอการเก็บในตอนเย็น เพราะหากฝนตกอาจทำให้เกิดเชื้อราได้ หน้าฝนจึงไม่ค่อยเห็นแผ่นยางพาราตากอยู่หลังร้าน

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน
The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

คนส่วนใหญ่ที่แวะเวียนมาคาเฟ่แห่งนี้เป็นคนต่างที่ต่างถิ่นและไม่ค่อยคุ้นเคยกับยาง มุมนี้จึงกลายเป็นมุมโปรดของใครหลายคน กลายเป็นพื้นที่ของการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว

“ลูกค้าบางคนที่พาคุณพ่อคุณแม่มา เขาก็ประหลาดใจกับโซนนี้ ได้มาเห็นของโบราณ และทำความรู้จักยางพารา”

เติ้ลรู้สึกอิ่มเอมกับภาพบรรยากาศของผู้คนที่ได้มาลองชิมกาแฟฝีมือตน และมีความสุขร่วมไปกับความทรงจำของเขาที่มีต่อยาง ซึ่งอนาคตเติ้ลเผยว่าอาจจะมีอะไรใหม่ ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เขาได้เปิดร้านกาแฟทำตามฝัน แต่ไม่ทิ้งธุรกิจยางอย่างแน่นอน 

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน
The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

อย่างอร่อย

สุดท้าย ถ้ามา The Rubberer อย่าลืมสั่งกาแฟเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านไปลองชิม เมนูที่เติ้ลตั้งใจทำและคัดสรรมาแล้วว่าดีแน่นอน

‘กาแฟดำ Black’ และ ‘กาแฟนม White’ คาแรกเตอร์เมล็ดกาแฟชัดเจน และผ่านการคิดค้นอัตราส่วน ปริมาณนม ปริมาณกาแฟด้วยความประณีต ใส่ใจอย่างเต็มเปี่ยมในทุกขั้นตอนว่าเหมาะสมกับเมล็ดกาแฟสวนแม่บู่หย่ามากที่สุด

The Rubberer คาเฟ่โรงยางพาราในระยอง เสิร์ฟความทรงจำพร้อมกาแฟฝีมือลูกหลานชาวสวน

ขอแนะนำเมนู ‘BlackPink’ กาแฟลิ้นจี่สีชมพูสดใส ทานแล้วได้ความสดชื่นตามมาในทันที แถมด้วยเมนู ‘Larisa’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงลิซ่าอย่างใด แต่เป็นชื่อลูกของเติ้ล วัยกำลังซนที่ชื่นชอบการดื่มน้ำส้มยูซุเป็นชีวิตจิตใจ คุณพ่อเติ้ลจึงนำความชอบของลูกมาเป็นแรงบันดาลใจ และกลายเป็นกาแฟส้มยูซุแก้วนี้

เยือนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยของกาแฟ ผ่านบรรยากาศร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากยางพาราและของโบราณในวันวาน

หรือถ้าใครอยากได้กาแฟในรูปแบบเมล็ด ที่นี่ก็มีขายโดยตัวยอดนิยม คือ House Blend มีแบบคั่วกลางและคั่วอ่อน

คั่วกลางเป็นการเบลนด์ระหว่าง Washed Process, Honey Process และ Natural Process ให้รสชาติออกโทนดาร์กช็อกคาราเมล กลมกล่อม เปรี้ยวน้อย เป็นรสชาติที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เหมาะสำหรับนำไปทำเมนูกาแฟเย็น

  ส่วนคั่วอ่อน เป็นการเบลนด์ระหว่าง Washed Process และ Natural Process รสชาติออกโทนฟรุตตี้ สดชื่น เปรี้ยว ผลไม้อบอวล และมีอาฟเตอร์เทสหอมหวาน เหมาะสำหรับทำเมนูกาแฟร้อน ใครชื่นชอบรสผลไม้ต้องไม่พลาด

เยือนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยของกาแฟ ผ่านบรรยากาศร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากยางพาราและของโบราณในวันวาน
เยือนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยของกาแฟ ผ่านบรรยากาศร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากยางพาราและของโบราณในวันวาน

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตก ถึงเวลาต้องแยกย้ายกัน ระหว่างทางนั่งรถกลับกรุงเทพฯ เราเริ่มอยากทานกาแฟฝีมือบาริสต้าคนนี้ที่ The Rubberer อีกรอบแล้ว

The Rubberer

ที่ตั้ง : 41/1 ม.3 ตำบลมาบข่า อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-ศุกร์, เวลา 07.00 – 16.00 น. และ วันเสาร์-อาทิตย์, เวลา 08.30 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 4964 8008Facebook : The Rubberer

Writer

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

Photographer

ชาคริสต์ เจือจ้อย

ช่างภาพอิสระและนักปั่นจักรยานฟิกเกียร์ ชอบสั่งกระเพราหมูสับเผ็ดน้อยหวานๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load