แม้ไม่ใช่คอกาแฟ ฉันเชื่อว่าคุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘อาข่า อ่ามา’ แบรนด์กาแฟเพื่อสังคมที่ก่อตั้งโดย ‘ลี-อายุ จือปา’ หนุ่มชาวอาข่า เพื่อขายกาแฟคุณภาพระดับโลกให้ผู้บริโภค และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าผู้ผลิตในเวลาเดียวกัน

หลังถือกำเนิดและเติบโตมาหลายปี อาข่า อ่ามาได้ฤกษ์เปิด Akha Ama Living Factory บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ถือเป็น ‘บ้าน’ หลังแรกที่เป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเช่าพื้นที่ใครอื่น

Akha Ama Living Factory

โรงคั่วและร้านกาแฟ-นี่คงเป็นนิยามง่ายที่สุดของสถานที่นี้

แต่หลังฟังลีและทีมสถาปนิก ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ผู้อยู่เบื้องหลังเล่าวิธีคิด ฉันก็รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โรงคั่วหรือคาเฟ่ทั่วไป

“เราอยากมีบ้านของตัวเอง” ลีเริ่มต้นเล่าจุดกำเนิด และบอกว่าเห็นภาพบ้านหลังนี้ในฐานะพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวกาแฟเพื่อสังคมที่ชื่อ อาข่า อ่ามา ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

สิ่งที่ลีอยากเล่าคือ องค์ความรู้เรื่องกาแฟ กระบวนการทำที่บ่งบอกว่าอาข่า อ่ามา ไม่ใช่แค่กาแฟที่ซื้อมาขายไป แต่ใส่ใจทุกขั้นตอนผลิต ความเป็นท้องถิ่นซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กาแฟทุกเมล็ดเสมอมา และเรื่องของกิจการเพื่อสังคมซึ่งถือเป็นแก่นสำคัญของแบรนด์

ลึกซึ้งกว่านั้น ลีอยากให้ Akha Ama Living Factory สะท้อนความเชื่อของอาข่า อ่ามา เรื่อง `การอยู่ร่วมกัน’ ไม่ว่าจะเป็นวิถีเกษตรของชาวอาข่าที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียวและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่า หรือแม้แต่วิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เกี่ยวพันกับสิ่งอื่นรายรอบอย่างสังคมและสิ่งแวดล้อม

Akha Ama Living Factory

อย่างไรก็ตาม ลีเองก็รู้ตัวว่าเขาไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในใจเป็นรูปธรรมเองได้ เจ้าของแบรนด์กาแฟชาวอาข่าจึงเสาะหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ที่ทำงานออกแบบและวางผังพื้นที่โดยใส่ใจแง่มุมทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ

“ความประทับใจแรกคือ เราถามลีว่าทำไมมาซื้อที่นี่ ลีบอกว่าเพราะมีต้นฉำฉา นี่นายตัดสินใจง่ายขนาดนี้เลยเหรอ” ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอย้อนเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่แน่นอน คำตอบนั้นสะท้อนรสนิยมที่ตรงกัน และพวกเขาก็กลายมาเป็นผู้ร่วมสร้างบ้านหลังนี้

Akha Ama Living Factory

ชาวใจบ้านบอกฉันว่า วิธีการทำงานของสตูดิโอไม่ได้เริ่มจากหาสไตล์ถูกใจ แต่เริ่มจากหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘ชีวิต’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อน ตั้งแต่ต้นไม้จนถึงสภาพแวดล้อมเดิม แล้วออกแบบอาคารและวางผังเข้าไปให้กลมกลืน

พื้นที่สร้าง Akha Ama Living Factory มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ย้อนไปในอดีต บริเวณนี้คือพื้นที่ป่าซึ่งเชื่อมต่อกับภูเขา เป็นที่ให้กำเนิดลำเหมืองหรือสายน้ำไปหล่อเลี้ยงผืนนาและชุมชนใกล้เคียง ระหว่างเตรียมออกแบบอาคาร ชาวใจบ้านจึงลงมือปลูกต้นไม้ท้องถิ่นคืนให้พื้นที่ไปล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวต้นกาแฟซึ่งเติบโตเชื่อมโยงอยู่กับผืนป่าที่มีต้นไม้นานาชนิด (ต้นไม้ที่ปลูกยังช่วยเป็นร่มเงาให้ต้นโกโก้ซึ่งลีอยากปลูกด้วย) และขุดสระน้ำใหญ่เชื่อมโยงกับลำเหมืองที่มีอยู่

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

ส่วนเรื่องโครงสร้างของ Akha Ama Living Factory ลีและชาวใจบ้านตั้งใจให้ใต้ร่มเงาต้นฉำฉากลายเป็นส่วนคาเฟ่ซึ่งเน้นให้คนได้ปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้ ส่วนระเบียงรอบๆ จึงออกแบบให้คนนั่งโดยหันหน้าเข้าหาต้นไม้สูงใหญ่เก่าแก่นี้ และแทนที่จะปล่อยพื้นที่ตรงกลางเป็นหลุมปลูกไม้พุ่มเตี้ยๆ ก็เปลี่ยนเป็นนำตาข่ายมาขึงรอบๆ ให้เด็กปีนป่ายเล่น

เมื่อเดินเลยคาเฟ่แสนน่านั่งไป จะพบอาคารหลักที่ตั้งใจก่อสร้างโดยอุดหนุนวัสดุท้องถิ่น นั่นคืออิฐมอญทำมือแสนสวยที่ชาวบ้านผลิตกันยาวนานถึง 4 รุ่น เมื่อนำมาผสมกับไม้เก่าที่อบอวลด้วยร่องรอยอดีต ก็กลายเป็นการรวมตัวของสิ่งใหม่และเก่าอย่างลงตัว

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

Akha Ama Living Factory

ถ้าผลักประตูเข้าด้านใน จะพบพื้นที่คาเฟ่ในอาคาร ซึ่งเปรียบเหมือนห้องรับแขกซึ่งคนมานั่งจิบกาแฟได้อย่างสบายใจ และได้เรียนรู้ สัมผัสจิตวิญญานการผลิตกาแฟแบบอาข่า อ่ามาเต็มที่ เพราะมีการออกแบบให้บริเวณนี้เห็นโรงคั่วและกระบวนการผลิตกาแฟที่ด้านหลังชัดเจน

แล้วเมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นสอง ก็จะเจอห้องทำงานของลีและพื้นที่เอนกประสงค์ สูงขึ้นไปกว่านั้นคือดาดฟ้าโปร่งโล่งที่มีต้นไม้เขียวสวย

โรงคั่วกาแฟ

โถงบ้าน

หากลองสังเกต จะพบว่า Akha Ama Living Factory เต็มไปด้วยพื้นที่ว่างมากมาย นั่นเพราะลีและชาวใจบ้านอยากให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เพื่อการพูดคุย และส่งต่อความรู้ผ่านกิจกรรมอย่างเวิร์กช็อปซึ่งไม่ได้จำกัดหัวข้อไว้แค่กาแฟ แต่ยังเปิดกว้างสำหรับหัวข้ออื่น เช่น การทำกิจการเพื่อสังคม

“ช่วงหลังเมื่อพวกโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทเยอะ เราไม่ค่อยมีเวิร์กช็อป มีการนัดพบที่คนมาเจอกัน คนจะคุยกันผ่านออนไลน์ แต่เมื่อการพบกันหายไป องค์ความรู้ต่างๆ ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอด ถึงพยายามทำผ่านสื่อออนไลน์ก็ได้แค่สารที่อาจจะสั้น ไม่ลึกซึ้ง และไม่ได้เกิดความสัมพันธ์ต่อกัน” ลีอธิบาย

Akha Ama Living Factory

สิ่งน่าสนใจในบ้านอาข่า อ่ามา ไม่หมดเพียงเท่านี้ ห่างออกไปจากตัวอาคารหลัก เราจะพบโรงครัวไว้ทำอาหารแบบ Slow Food เพราะลีเป็นหนึ่งในสมาชิกของชาว Slow Food Youth Network Thailand หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนเรื่องอาหารอร่อย มีคุณภาพ และยั่งยืน 

หากเดินสำรวจต่อไปยังส่วนหลังสุดของบ้านขนาด 5 ไร่ เราจะพบผืนป่าซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ เผื่อทำกิจกรรมอย่างการแคมปิ้งกลางธรรมชาติ (ชาวใจบ้านเล่าว่ามีกระต่ายป่ามาอยู่ร่วมบ้านเลยทีเดียว)

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งดีงามที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกคน จนถึงระบบการจัดการที่ตั้งใจรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การดักไขมัน บำบัดน้ำ และเน้นใช้แสงธรรมชาติในอาคารเพื่อประหยัดพลังงาน

Akha Ama Living Factory

ความพิเศษอีกอย่างคือ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านหรือชาวชุมชน ตี๋บอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว การสร้างตึกในเชียงใหม่มักเกิดขึ้นโดยคนในย่านไม่รู้มาก่อน ทำให้พวกเขาไม่มีความสุข แถมยังไม่มีการพูดคุยเกิดขึ้น ขณะที่ตอนสร้างบ้านหลังนี้ ชาวบ้านก็กังวลว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน ทีมใจบ้านจึงเข้าไปชี้แจงในที่ประชุมหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านเข้าใจรวมถึงเห็นการปลูกต้นไม้ ความสัมพันธ์ก็ราบรื่น

Akha Ama Living Factory

สิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดและวิธีคิดในบ้านหลังใหม่ของอาข่า อ่ามา พื้นที่ซึ่งลีอยากให้ผู้คนได้มาศึกษา ต่อยอดความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องแนวคิดเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม

“สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเราไม่ได้วางไว้ตอบคำถามทุกอย่าง แต่ทำให้เกิดข้อสงสัย เกิดไอเดีย มีคนรุ่นใหม่โทรมาหา เขียนมาหาผมทุกวันว่า เขาไม่รู้จะเริ่มทำฝันให้เป็นจริงได้ยังไง ผมคิดว่าน่าจะใช้พื้นที่ตรงนี้ในการสื่อสาร เขามาแล้วอาจได้คำตอบกลับไปโดยที่ผมหรือทีมใจบ้านไม่ต้องพูดก็ได้” ชายหนุ่มผู้ก่อตั้งอาข่า อ่ามา ตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ปีบอกเล่าสิ่งที่คิด

ลี-อายุ จือปา

และขณะที่คนทั่วไปได้เรียนรู้ วิธีการสร้าง Akha Ama Living Factory ซึ่งเปิดกว้างทางความคิดและเกื้อหนุนท้องถิ่น ก็ช่วยให้คนร่วมสร้างบ้านได้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่ชาวใจบ้านสตูดิโอ ผู้รับเหมา จนถึงช่างทำอิฐมอญ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ Akha Ama Living Factory ก้าวไปไกลเกินคำว่าโรงคั่วหรือร้านกาแฟ

แต่บางที, ลีอาจไม่ได้สนใจคำนิยาม เขาเพียงปลูกสิ่งที่อาข่า อ่ามา และตัวเองเชื่อมั่นให้มีชีวิตขึ้นบนผืนดิน

Aka Ama Living Factory

Location: ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
Map:

More Information:  facebook l    Akha Ama coffee

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ไม่ต้องสืบสาแหรกตระกูลยาวไกล เราก็มั่นใจว่าชาวตระกูล ‘สุชนก’ แห่งจังหวัดแพร่เป็นศิลปินในสายเลือด

มะปราง-ชิดชนก สุชนก เรียนจบการออกแบบ และเชี่ยวชาญการมัดย้อมฮ่อม

ปลาย-ชฎานุช สุชน เรียนจบการปั้นเซรามิก และเชี่ยวชาญการออกแบบเสื้อผ้ากับปักผ้า

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

คุณพ่อของทั้งคู่เป็นครูสอนศิลปะในโรงเรียน ส่วนคุณแม่เป็นครูสอนนาฏศิลป์และช่างตัดเสื้อ

สองสาวพี่น้องเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และตัดสินใจเลือกทำงานที่รักในบ้านของตัวเอง โดยเปิดคาเฟ่เล็กๆ หน้าบ้านชื่อ ‘บ้านมัดใจ homemade & cafe’ พร้อมจัดพื้นที่จัดเวิร์กช็อปงานศิลปะในบริเวณบ้านตัวเองให้บุคคลที่สนใจ มะปรางสอนมัดย้อมและขายเสื้อผ้าแบรนด์ ‘มัดใจย้อม’ ปลายสอนปั้นเซรามิกและปักผ้า และเสื้อผ้าลินินแบรนด์ ‘ด้ายมัดใจ’ คู่กัน

“ที่นี่ชื่อบ้านมัดใจ เพราะทุกอย่างที่ทำคือโฮมเมด ทำเองทุกอย่างด้วยใจ เผื่อจะมัดใจลูกค้าที่มาไม่มากก็น้อย”

มะปรางกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะพาเราสำรวจทุกซอกมุมของร้านแสนน่ารักที่มัดใจเราอยู่หมัด และมั่นใจว่าทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาจากหลายจังหวัดก็คงติดอกติดใจที่นี่เช่นกัน

บ้านมัดใจ, แพร่

ชื่นใจ

เริ่มต้นจากเรือนไม้เล็กๆ ชั้นเดียวหน้าบ้านที่เป็นคาเฟ่แสนเก๋ ระหว่างดื่มกาแฟเย็นชื่นใจ มะปรางอธิบายว่า จุดประสงค์แรกไม่ได้อยากทำร้านกาแฟ แต่เหตุเกิดเพราะเธออยากจัดงานแต่งงานที่บ้านตัวเอง แฟนน้องสาวของเธอที่เป็นสถาปนิกเลยออกแบบเรือนรับรองและจัดงานขึ้นมา ส่วนพ่อเอาไม้ยางพาราที่ปลูกไว้มาให้สร้าง หลังงานแต่งงานเสร็จสิ้น ช่วงปลายปี 2018 เรือนไม้ที่สร้างเองแทบทุกขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นคาเฟ่บรรยากาศดีของสองพี่น้องในเวลาต่อมา

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

“เราทำทุกอย่างกันเอง ไม่ได้จ้างใครเลย ทั้งดูแลหน้าร้าน ชงกาแฟ ขนมน้องเป็นคนทำ เพราะพ่อเลี้ยงเป็ดที่สวนแล้วเอาไข่เป็ดมาให้ทุกวัน”

บรรยากาศร่มรื่นสบายทำให้ที่นี่มีแขกประจำเป็นคนท้องถิ่นแทบทุกวัน เพราะบ้านสุชนกอยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ไม่ไกล ขับรถมา 15 นาทีก็ได้นั่งชิลล์แล้ว

แต่สำหรับแขกขาจร ส่วนใหญ่ไม่ได้มานั่งจิบกาแฟเฉยๆ เพราะสองพี่น้องไม่ได้ตั้งใจเปิดแค่ร้านกาแฟ แต่อยากให้คนที่มาได้ทำกิจกรรมเรียนรู้หลากหลายที่บ้านนี้ด้วย

บ้านมัดใจ, แพร่

บ้านมัดใจ, แพร่

ปักใจ

ข้างคาเฟ่คือร้านขายเสื้อผ้าสำหรับสาวๆ ทั้งเสื้อผ้ามัดย้อมฮ่อมของมะปราง และเสื้อผ้าลินินปักลายน่าเอ็นดูของปลาย แถมที่นี่ยังเป็นสตูดิโอทำงานปักผ้าด้วย เห็นแล้วตาลุกวาวอยากอุดหนุนมากเพราะน่ารักไปหมดทุกอย่าง เสื้อผ้าในร้านมีจำนวนไม่มาก เพราะทั้งขายดีทางออนไลน์ และแรงงานหลักมีแค่มะปราง ปลาย กับแม่ที่ช่วยตัดผ้าให้เท่านั้น

บ้านมัดใจ, แพร่บ้านมัดใจ, แพร่

“น้องชอบงานปัก เสื้อผ้าของด้ายมัดใจนี่นางปักเองทุกตัวนะ เพราะกลัวคนอื่นทำแล้วงานไม่สวย”

มะปรางแอบกระซิบบอก นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ที่นี่ยังมีของจุกจิกจากเซรามิกที่ปลายปั้นเองขายเองในราคาน่ารัก กลุ่มสาวๆ ที่ชอบช้อปปิ้งจะรักห้องนี้มาก และถ้าสนใจเรียนรู้เรื่องงานปัก ปั้นเซรามิก หรือเพนต์เซรามิกเพิ่มเติม สามารถนัดล่วงหน้าเพื่อจัดคอร์สเรียนเล็กๆ ได้ตามชอบ

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

ย้อมใจ

โซนสุดท้ายคือลานมัดย้อมกลางสวนของมะปราง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดแบรนด์มัดใจย้อมตั้งแต่ปี 2015

บ้านมัดใจ, แพร่

บ้านมัดใจ, แพร่

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ เราไปทำงานกับแบรนด์แฟชั่นที่กรุงเทพฯ เราได้เรียนรู้หลายอย่างจาก Fast Fashion เลยแรงบันดาลใจกลับมาทำงานของตัวเอง ช่วงกลับบ้านเราเห็นแม่ชอบใส่เสื้อผ้ามัดย้อม แล้วเราสงสัยว่าทำไมใส่ได้เฉพาะวัย 40 – 50  ทำไมวัยรุ่นอย่างเราไม่ค่อยใส่ ทำไมเราไม่ปรับแบบให้คนจับต้องได้ง่ายขึ้น”

หญิงสาวยกตัวอย่างเสื้อม่อฮ่อมที่น้องสาวใส่อยู่

“อย่างที่น้องใส่ก็เป็นเสื้อโบราณ เมื่อก่อนคนแพร่เรียกว่าเสื้อก๋าควาย (เสื้อตราควาย) เอาไว้ใส่ไปทำไร่ทำนา กับใส่ตอนสงกรานต์ ใส่วันปีใหม่เมือง เราเลยศึกษาเรื่องฮ่อม ปรับแบบให้ทันสมัยขึ้นแล้วทำเสื้อผ้าเอง

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

“ช่วงแรกๆ ที่พ่อเห็นว่าเราทำงานมัดย้อม เลยพากลุ่มนักเรียนโรงเรียนพ่อมาเรียนที่บ้าน โรงเรียนอื่นๆ เลยตามมาเรียนกัน รับเป็นกลุ่ม 50 – 60 คนก็มี เด็กๆ มาเรียนรู้ว่าม่อฮ่อมเป็นยังไง ใบฮ่อมเป็นยังไง ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เลย แต่ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะมีแขกเป็นนักท่องเที่ยว เขาจะพุ่งมาตรงที่เวิร์กช็อปมัดย้อมก่อน เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ใช้เวลาสั้นๆ ทำได้ ทุกคนจะตื่นเต้นกับการมัดย้อมมากว่าสร้างลายยังไง”

ว่าแล้วมะปรางก็ส่งผ้าขาวให้เราลองมัด หนีบ และสร้างลวดลาย จากอุปกรณ์ที่เธอเตรียมไว้ให้ ก่อนจะจุ่มผ้าผืนใหญ่ลงในม่อฮ่อมสีน้ำเงินเข้ม

บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่ บ้านมัดใจ, แพร่

การเรียนย้อมผ้าที่นี่สามารถเลือกระดับความเข้มข้นจริงจังได้ ตั้งแต่เรียนรู้การมัดย้อมเบื้องต้น ไปจนถึงศึกษาเรื่องต้นฮ่อมที่ต้องปลูกบนดอย และลำดับการก่อหม้ออย่างละเอียด ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน

ด้วยเวลาสั้นๆ ที่มี นักย้อมผ้าอธิบายว่า ฮ่อมเป็นพืชที่ชอบอากาศชื้น มักขึ้นบนภูเขา จึงเป็นสีธรรมชาติที่ชาวเหนือนิยมนำมาใช้ย้อมผ้า ปัจจุบันนี้ความนิยมที่มากขึ้นทำให้ผ้าย้อมฮ่อมมีแบบใหม่ๆ หลากหลายกว่าสมัยก่อนมาก และมัดใจย้อมก็มีกลุ่มลูกค้าหลากหลายวัยอย่างน่าชื่นใจทีเดียว

บ้านมัดใจ, แพร่

บ้านพักใจ

“เร็วๆ นี้บ้านเราอาจจะเปิดเป็นโฮมสเตย์นะคะ อาจจะทำสัก 3 ห้อง รีโนเวตห้องนอนแขกให้กลายเป็นที่พัก คนที่มาพักจะได้เรียนได้เต็มที่เลย”

มะปรางแย้มแผนการในอนาคตของบ้านมัดใจให้ฟัง สมาชิกในบ้านแต่ละคนเป็นช่างศิลป์กันทั้งนั้น แค่คิดว่าจะได้มาเรียนวิชาอะไรบ้างกับบ้านนี้ก็สนุกตื่นเต้น อยากสมัครมาพักแล้วตั้งใจเรียนกันตอนนี้เลย

บ้านมัดใจ, แพร่

บ้านมัดใจ
เปิด 10.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load