หลายคนอาจคุ้นชื่อ ดร.สิงห์ อินทรชูโต ในฐานะสถาปนิกชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ล่าสุด เราได้ข่าวมาว่า ดร.สิงห์ อินทรชูโต ร่วมก่อตั้งคาเฟ่ ความน่าสนใจคือไม่ใช่คาเฟ่เก๋อีโคกลางกรุงเทพฯ แต่เป็นคาเฟ่ในตึกเก่าแก่กลางเมืองเล็กเงียบสงบอย่างลำพูน

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ดร.สิงห์ย้อนเล่าให้ฟังว่าเขาเองใช้ความรู้ที่มีไปช่วยพัฒนาจังหวัดต่างๆ มานานแล้ว ลำพูนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัญหาคือ สินค้าของลำพูนแม้จะหีบห่อจนเก๋ไก๋แค่ไหนก็มักขายไม่ค่อยได้ เขาจึงเห็นว่าควรเปลี่ยนจากการช่วยแต่ฝั่งผู้ผลิต มาสนใจเรื่อง ‘ตลาด’ มากขึ้น

ความคิดนั้นถูกวางพักไว้จน ดร.สิงห์ ได้มีโอกาสได้ ‘เห็น’ ลำพูนเต็มตาเมื่อชาวลำพูนพาเขาเที่ยวรอบเมืองหลังเสร็จงาน

ตอนนั้นเอง เขาประจักษ์ว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยความโดดเด่น ตั้งแต่พระธาตุหริภุญไชยที่งดงามและเก่าแก่นับพันปี ผืนป่าชุมชนอันอุดมที่เป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศ กาแฟคุณภาพระดับโลก จนถึงศิลปินชั้นครูมากมายที่มีลำพูนเป็นบ้านเกิด

แต่ทั้งที่อัดแน่นด้วยของเด็ด ลำพูนกลับเป็นเมืองรองอันเงียบเหงา แถมยังพ่วงด้วยสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในประเทศไทย

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

 

ความย้อนแย้งนี้มาจากไหน? ดร.สิงห์วิเคราะห์ให้ฉันฟังว่าเหตุผลหลักน่าจะมาจากการที่ลำพูนอยู่ใกล้เชียงใหม่มาก นักท่องเที่ยวจึงผ่านไปเที่ยวเชียงใหม่ยอดฮิตกันหมด ถ้ามีแวะมาบ้างก็เป็นเดย์ทริปแสนสั้นที่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร

ผลคือลำพูนซบเซาอย่างที่เห็น แถมนานวันเข้าก็เกิดเป็นวัฏจักรแสนคลาสสิก นั่นคือหนุ่มสาวผละจากบ้านเกิดไปเรียนและทำงานที่อื่นเพราะมองไม่เห็นอนาคตในบ้านตัวเอง คนที่ยังอยู่มีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กน้อย

สิ่งที่ได้เห็นและเข้าใจทำให้ความคิดที่คิดค้างไว้หวนกลับมา เมื่อ ดร.สิงห์ พบตึกเก่าแสนสวยใกล้พระธาตุหริภุญไชย เขาจึงร่วมลงขันกับเพื่อนชาวลำพูนซื้อตึกหลังนั้นเพื่อทำฝันให้เป็นรูปร่างจนคืนชีพให้เมืองได้

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

“ผมตั้งใจว่าจะเอาตึกนี้แหละเป็นที่จุดประกายหรือปลุกวิญญาณสิ่งดีๆ ของลำพูนขึ้นมา” ดร.สิงห์เอ่ยความตั้งใจ แล้วยกตัวอย่างโมเดลในต่างประเทศซึ่งอ้างอิงได้ เช่น เมืองพอร์ตแลนด์ของอเมริกาซึ่งฟื้นตัวได้ด้วยร้านอาหารดีและร้านรวงของ Young Hipster

นั่นคือที่มาของ Temple House สถานที่ซึ่ง ดร.สิงห์ ตั้งใจให้เป็น ‘ตลาด’ หรือ ‘Demand Side’ ที่รองรับและขับประกายของดีเมืองลำพูนในรูปแบบสากลและไม่เชย

คาเฟ่ที่ชั้นล่างจึงไม่ได้สร้างเอาเก๋ แต่เกิดขึ้นเพื่อหยิบวัตถุดิบเด็ดของที่นี่อย่างกาแฟ ผลมัลเบอร์รีเขียว มะเขือเทศอินทรีย์สายพันธุ์อิตาลี ฯลฯ มาหีบห่อเป็นเมนูรสดี รวมถึงวางขายของท้องถิ่นที่ ดร.สิงห์ เคยเข้าไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านหน้าร้านยังมีพื้นที่วางขายผลผลิตสดใหม่ของเกษตรกรในพื้นที่ เผื่อใครอยากซื้อฝากหรือซื้อไปทำกินเองก็ได้

ขณะที่ชั้นสองเป็นแกลเลอรี่จัดแสดงงานหมุนเวียน เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปินลำพูนแต๊ๆ ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่สู่สายตาผู้มาเยือน ส่วนปัญหาไม่มีใครมาพัก หาที่พักไม่ได้ ด้านหลังของที่นี่ก็มีที่พักกะทัดรัดขนาด 2 ห้องไว้ตอบโจทย์

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ความดีงามของ Temple House ไม่ได้อยู่แค่ไอเดียด้านในเท่านี้ แต่ที่นี่คือสเปซของสถาปนิก โครงสร้างอาคารจึงน่าสนใจมากไม่แพ้กัน

ดร.สิงห์เล่าว่าตึกหลังนี้เป็นอาคารยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาก็ตั้งใจเก็บกลิ่นอายยุคนั้น เช่น คงพื้นไม้สักและกรอบหน้าต่างเก่าแก่ไว้ตามเดิม แต่แม้มองเผินๆ แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง อาคารนี้ก็มีไอเดียใหม่สอดแทรกเข้ามา นัั่นคือการเป็นอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทางถนัดของดร.สิงห์ ตั้งแต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประหยัดพลังงาน จนถึงใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มาจากการรีไซเคิล เช่น พื้นผิวเคาน์เตอร์ชงกาแฟนั้นทำด้วยเศษกระดุม ส่วนหลังคาอาคารก็มาจากกล่องนมที่แปรรูปแล้ว

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ทั้งหมดนี้ทำให้ Temple House เป็นพื้นที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ทั้งภายนอกและภายใน ที่สำคัญ คาเฟ่และแกลเลอรี่น้องใหม่นี้บริหารจัดการโดยหนุ่มสาวชาวลำพูนที่ ดร.สิงห์ ชักชวนมา

“เขารักร้านเหมือนเป็นเจ้าของและบอกผมว่าไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนรู้เยอะขนาดนี้” ดร.สิงห์เล่าถึงผลตอบรับจากเด็กๆ ที่ตอนนี้รู้แล้วว่าอยู่ที่บ้านเกิดได้ และไม่ใช่แค่ให้เรียนรู้วิธีทำร้าน เขายังพยายามพัฒนาเด็กด้วยวิธีการ เช่น ให้เรียนอังกฤษเพื่อสนทนากับชาวต่างชาติ และให้อ่านหนังสือต่างประเทศดีๆ เพื่อเปิดโลก

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House เพิ่งเปิดตัวหมาดๆ เมื่อต้นปี มีเป้าหมายหลักคือชาวลำพูนรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยเทศ ดร.สิงห์คาดการณ์จากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจว่าน่าจะใช้เวลา 3 ปีในการวัดผล หากพื้นที่แห่งนี้เฟื่องฟูได้จริง และเมืองเริ่มงอกงาม เช่น ร้านต่างๆ เริ่มพัฒนา ภูมิทัศน์เมืองเริ่มปรับเปลี่ยน นั่นเท่ากับเราได้ต้นแบบ ได้องค์ความรู้ ซึ่งนำไปใช้กับจังหวัดหรือประเทศอื่นได้

แม้เพิ่งเริ่มก้าวเดิน ที่แห่งนี้จึงนับเป็นความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ในการคืนชีวิตให้เมืองที่น่าเอาใจช่วยที่สุด

Facebook l Temple House Lumphun

Writer & Photographer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

บางคนเข้าใจว่าเป็นคาเฟ่ บ้างก็ว่าเป็นร้านอาหาร หาก น้ำตาล-ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านบอกว่า จริง ๆ เธอตั้งใจทำ ‘The Goodcery’ เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต หรือชัดเจนกว่านั้น คือร้านขายของชำ 

“ชื่อร้านเรามาจาก Grocery ที่แปลว่าร้านขายของชำ หรือที่เราคุ้นเคยจากภาษาจีนว่า ‘โชห่วย’ เราอยากเล่นกับความเข้าใจของคนไทยกับคำพ้องเสียงว่า ‘ห่วย’ จึงใช้คำที่มีความหมายตรงข้ามว่า ‘ดี’ หรือ Good และพ้องกับ Goods ที่แปลว่าสินค้า มาใส่ในชื่อ เป็น The Goodcery” น้ำตาลกล่าว

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน
The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

แต่นั่นล่ะ จะมองว่าเป็นร้านอาหารหรือคาเฟ่ก็ไม่ผิด เพราะร้านของน้ำตาลกับเพื่อนก็มีทั้งสองสิ่งที่ว่า แถมยังมีไวน์ลิสต์เจ๋ง ๆ เสิร์ฟอีกด้วย (ในอีกบทบาทหนึ่ง น้ำตาลคือหนึ่งในผู้บริหาร Wine Citizen Chiang Mai ตัวแทนจำหน่ายไวน์ชั้นเลิศจากต่างประเทศในภาคเหนือให้คอไวน์ได้ดื่มด่ำมาหลายปี) และแน่นอน นอกจากไวน์ ขนมปัง ครัวซองต์ แซนด์วิช กาแฟ และเมนูอาหารพร้อมเสิร์ฟ The Goodcery ก็มี พริกดอง ไส้กรอก กะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว เครื่องแกง เส้นก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ขายด้วย… ก็ร้านขายของชำนี่

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

The Goodcery ตั้งอยู่ในอาคาร 4 คูหาที่ใหญ่ราวกับโกดังริมถนนราชวงศ์ เชียงใหม่ ด้านหน้ากรุกระจกใสมองเห็นทะลุเข้าไปภายใน พื้นที่ภายนอกหน้าร้านมีโต๊ะให้นั่งจิบกาแฟริมถนนประหนึ่งคาเฟ่ในปารีส ส่วนภายในร้านตบแต่งอย่างไม่แฟนซี หากนำเสนอพื้นผิวของวัสดุที่ประกอบขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมอันกลมกล่อม – ผนังปูนไม่ฉาบผิว ไม้ เหล็ก คานเปลือยที่ไร้ฝ้าเพดาน และแสงธรรมชาติที่มาจากกระจกใสหน้าร้าน รวมถึงคอร์ทกลางแจ้งหลังร้านที่เป็นสวนหินแบบญี่ปุ่น ร้านโปร่งโล่งและเรียบเท่เสียจนจินตนาการไม่ออกว่าที่นี่เคยเป็นร้านขายวิทยุ

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน
The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

ใช่ครับ จากปากคำเจ้าของใหม่ อาคารตรงนี้เคยเป็นร้าน ‘เอ็จวิทยุ’ ที่จำหน่ายวิทยุและชุดเครื่องเสียง คนเชียงใหม่ที่อยู่มานานหน่อยจะคุ้นเคยดีว่า ย่านราชวงศ์เป็นย่านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอะไหล่ต่าง ๆ เอ็จวิทยุเป็นอีกร้านที่อยู่คู่ย่านมาหลายสิบปี จนร้านปิดกิจการเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตึกก็ถูกปล่อยร้างมากว่า 5 ปี ราวกับรอให้น้ำตาลและเพื่อนมาค้นพบ

“ตึกนี้เป็นของน้า พอพ่อรู้ว่าเรากำลังหาที่ทำร้านก็เลยลองมาดู และพบว่ามันใหญ่มาก ใหญ่จนรู้สึกท้อ แต่พี่เต้ หุ้นส่วนเราบอกว่า นี่แหละเหมาะ มันตอบโจทย์การใช้งานได้หลายอย่างด้วย ทำเลย” น้ำตาลเล่า – “ทำก็ทำ”

พี่เต้ที่น้ำตาลอ้างถึงคือ เต้-ปรีติ สุวรพงษ์ เจ้าของ Taste Café หนึ่งในแบรนด์กาแฟที่กำลังมาแรงที่สุดของเชียงใหม่ เช่นนั้นแล้ว กาแฟที่ The Goodcery เสิร์ฟ ก็เป็นกาแฟชั้นดีมาตรฐานแบบเทสต์ ๆ ซึ่งนอกจากพี่เต้ หุ้นส่วนของที่นี่ยังมี เน-ธัญวดี ธัญวรธรรม, กิ๊ก-วรธรรม ธงนำทรัพย์ และ ตอย-ชลทิศ เขื่อนแก้ว ทั้งหมดเป็นเพื่อนฝูงต่างวัยที่ดึงดูดกันได้ด้วยความรักในการกินดื่ม และความใฝ่รู้ในวัฒนธรรมอาหารเหมือน ๆ กัน

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ยังมี เชฟแนน-ลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ แห่ง Cuisine de Garden ที่แม้ไม่ได้เป็นหุ้นโดยตรง แต่ก็มาช่วยน้ำตาลดูเรื่องเมนูอาหาร รวมถึง พี่เยา-เยาวดี ชูคง จาก Slow Food Chiang Mai และ Maadae Slow Fish ที่รับบทเป็นที่ปรึกษาด้านการคัดสรรวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายที่ร้าน – ไลน์อัปร้ายกาจใช่ย่อย

แต่ถึงไลน์อัปของอาหารและเครื่องดื่มจะไม่ธรรมดา เราก็ยังคาใจในความตั้งใจจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของที่นี่อยู่ดี เพราะถ้ามองในภาพรวม เชียงใหม่มีธุรกิจแบบเดียวกันนี้จากแบรนด์ใหญ่และแบรนด์ท้องถิ่นแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง ไหนจะร้านสะดวกซื้อเจ้าตลาดอีกเพียบ หรือถ้ามองในเชิงพื้นที่ ร้านแห่งนี้ก็อยู่ใกล้กับตลาดสดใหญ่ของเมืองอย่างกาดหลวงและกาดเมืองใหม่ เราจึงสนใจในช่องว่างทางการตลาดที่น้ำตาลเพ่งมอง

“ข้อแรกเลยคือเราไม่ขายสินค้าแบบเดียวกับที่ห้างค้าปลีกหรือซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่มี บางส่วนอาจมีซ้ำกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่มี เพราะเราอยากเป็นตัวเลือกที่แตกต่าง อีกทางหนึ่งเราค่อนข้างต่อต้านการค้าขายแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก แบบที่กลุ่มทุนใหญ่ทำอยู่ ขณะเดียวกัน พอเราแน่ใจแล้วว่าจะมาเปิดร้านตรงนี้ เราจึงไปร้านเกษมสโตร์เป็นอันดับแรกเลย เพราะเกษมสโตร์เป็นร้านขายของชำที่เก่าแก่คู่เมืองและอยู่ใกล้กับเรามาก ๆ เราไปดูว่าเขาขายอะไร เพื่อจะไม่นำสินค้าที่เหมือนกับเขามาขาย แม้ว่ากลุ่มลูกค้าอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เราต้องซื่อสัตย์กับผู้มาก่อน เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของย่าน ของชุมชนนี้ จึงไม่คิดจะขายของแข่งกับเขา รวมถึงร้านค้าอื่น ๆ ในย่านด้วย” น้ำตาลกล่าว

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

ไม่ขายของเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป และไม่เหมือนร้านเพื่อนบ้าน แล้วขายอะไร?

ไล่เรียงสายตาไปบนชั้นวางสินค้าทางซ้ายมือของร้าน The Goodcery น่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าเดียวที่จัดเรียงสินค้าตามภูมิภาคที่สินค้าเหล่านั้นผลิต หาใช่จัดเรียงตามประเภทการใช้งานอย่างที่คุ้นเคย และเกือบทั้งหมดเป็นสินค้าที่กินได้ และใช่ ถ้าไม่นับรวมสินค้าจากคนเชียงใหม่ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เราก็หาพบไม่ได้จากร้านไหนในเชียงใหม่เหมือนกัน 

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

ชั้นที่วางสินค้าของภาคเหนืออยู่ซ้ายมือสุด – เต้าหู้ไทใหญ่ หนังปอง พริกลาบจากแพร่ น้ำพริกข้าวซอย น้ำพริกน้ำเงี้ยวเชียงราย น้ำจิ้มลูกชิ้นทองสุข ฯลฯ 

เชลฟ์ถัดมาอิมพอร์ตจากอีสาน – ต้มจั๊บสำเร็จรูปและหมูยอดาวทองจากอุบลฯ แจ่วบอง ปลาร้า ข้าวหอมมะลิดำหนองคาย ข้าวทับทิมชุมแพ ฯลฯ 

ส่วนเชลฟ์ภาคกลาง – เส้นบะหมี่ชากังราวจากกำแพงเพชร ซอสพริกศรีราชา น้ำตาลดอกมะพร้าวแม่สำราญจากสมุทรสาคร น้ำตาลโตนดเพชรบุรี หลากเครื่องปรุงและอาหารแปรรูปจากเยาวราช ฯลฯ 

และเชลฟ์ภาคใต้ – เกลือหวานปัตตานี อาหารทะเลแปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย น้ำตาลผลตาลโตนดดาวรายจากสงขลา ฯลฯ

The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน
The Goodcery โชห่วยคนรุ่นใหม่ ไม่ขายของซ้ำห้างใหญ่ และไม่แข่งกับร้านเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ในตู้แช่แข็งยังมีผลิตภัณฑ์เกษตร เนื้อสัตว์ และเครื่องดื่ม (ตั้งแต่ลูกชิ้นเนื้อจากร้านช้างม่อยกาแฟ ร้านดังของเชียงใหม่ ไปจนถึงเนื้อทาจิมะวากิวจากวิสาหกิจบุรีรัมย์ เครื่องดื่มรสหวานจากเมล็ดข้าวพันธุ์ไทย YoRice Amazake ไปจนถึงน้ำตาลสดพร้อมดื่มจากเพชรบุรี เป็นต้น) เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนจากจำนวนสินค้ากว่า 300 ชนิดจากทั่วประเทศที่วางจำหน่ายที่นี่ โดยทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน คือเป็นผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องออร์แกนิก แต่ต้องเป็นของผู้ผลิตท้องถิ่น

“ลูกค้ามักคิดว่าเราทำร้านอย่างนี้ ต้องขายสินค้าออร์แกนิกแน่ ๆ แต่ไม่ใช่เลยค่ะ” น้ำตาลเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“เราไม่มีข้อกังขากับประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเลย แต่หัวใจของร้าน คือต้องการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านในประเทศไทย เราจึงไม่เน้นว่าของที่วางขายจะออร์แกนิกหรือไม่ ขอเพียงมีคุณภาพและมีมาตรฐานการผลิตที่สะอาดและปลอดภัย เราพยายามทำให้ทุกคนเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ ซึ่งจริงอยู่ เรายังคงเป็นคนกลาง แต่ก็เชื่อว่าเราสามารถทำธุรกิจที่เป็นธรรมกับผู้ผลิต เป็นช่องทางขายสินค้าให้พวกเขาโดยหักส่วนแบ่งอย่างแฟร์ ๆ”

นอกจากนี้ น้ำตาลยังเล่าเสริม การเลือกขายสินค้าที่ร้านอื่น ๆ ไม่มี หาใช่แค่ช่องทางการตลาด เธอเชื่อว่ายังมีสินค้าของชาวบ้านอีกมากมายที่ต่างไปจากที่กลุ่มทุนใหญ่พยายามขายให้เราผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ หรือพยายามผูกขาดให้เราเชื่อว่าสินค้าที่พวกเขาขายคือคุณภาพและความอร่อยเพียงฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ร้านจำหน่ายให้เลือกซื้อกลับบ้าน ยังเป็นวัตถุดิบที่นำมาเสิร์ฟในเมนูด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้ชิมก่อนเลือกซื้อไป และพร้อม ๆ กับบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของผู้คนในพื้นที่หนึ่ง ๆ เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อย ‘เต้าหู้สามถิ่นทอดเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มไทใหญ่’ ซึ่งมีทั้งเต้าหู้ดอย เต้าหูไทใหญ่ และเต้าหู้ยูนนานจากผู้ผลิตในเชียงใหม่ ‘บาเยีย’ อาหารทานเล่นที่ทำจากถั่วเหลืองทอดกับแกงโรตี จากชุมชนมุสลิมช้างคลาน  ทานคู่กับอาจาดพิเศษ ที่ใช้น้ำส้มโหนดจากสทิงพระ และน้ำตาลมะพร้าวจากสมุทรสาครเพียวสองชนิดเท่านั้น รวมไปถึง ‘ไส้อั่วเนื้อ’ ที่ผ่านกรรมวิถีการทอดแทนการย่างแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้
Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้

ส่วนอาหารจานหลัก ก็เช่น ‘ปาปาแซน้ำเงี้ยวเชียงราย’ หรือขนมจีนน้ำเงี้ยวที่เส้นขนมจีนถูกแทนที่มาด้วยเส้นปาปาแซ เป็นเส้นจากแป้งสดคล้ายอุด้ง ตำรับของชาวจีนมุสลิมจากยูนนาน เคล้ากับแกงน้ำเงี้ยวสูตรแม่มณีจากเชียงราย ‘คั่วจิ๊นส้มพริกลาบกำแพงเพชร’ เมนูผสมผสานระหว่างจิ๊นส้มหรือแหนมของคนเหนือกับพริกลาบจากกำแพงเพชร ‘แกงคั่วไก่’ และ ‘สามชั้นผัดกะปิเกาะลิบง’ สองเมนูอาหารใต้ที่ใช้เครื่องเทศจากไร่ และกะปิจากผู้ผลิตและวิสาหกิจชุมชนทางภาคใต้เท่านั้น

Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้

“เราพยายามผสมผสานวัตถุดิบที่มี เพื่อทำให้เห็นถึงมิติอันหลากหลายของอาหารในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมารวมอยู่ด้วยกันได้อย่างสนุก หรือถ้าเป็นอาหารเหนือ เราก็จะย้ำให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใส่มาในขันโตกก็ได้นะ สตรีทฟู้ดภาคเหนือกินง่ายและถูกปากมีเยอะแยะไป” น้ำตาลเล่า

เมนูที่กล่าวมาทั้งหมดเสิร์ฟเป็นมื้อกลางวัน มื้อเย็นเป็นอาหารตะวันตก ขณะที่ขนมปัง กาแฟ และไวน์มีเสิร์ฟตั้งแต่เช้า จะเลือกนั่งในห้องแอร์ในร้าน หน้าร้านด้านนอก หรือเทอร์เรซด้านหลังริมสวนหิน ก็ชิลล์ไปอีกแบบ โดยน้ำตาลมีแผนจะขยายพื้นที่ขายของชำเพิ่มเติมบริเวณชั้น 2 ส่วนสวนหินด้านหลัง ยังใช้สำหรับจัดกิจกรรมเกี่ยวกับอาหารการกิน ศาสตร์เกี่ยวกับวัตถุดิบ และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์อื่น ๆ ในบางวาระอีกด้วย

Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้
Goodcery.th โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้

“จริงอยู่ ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มต้นและอยู่ระหว่างคัดสรรผลิตภัณฑ์จากที่ต่าง ๆ มาขายเพิ่มให้มากกว่านี้ แต่เรามีภาพฝันไกลไปถึงการเปิดสาขาเลยนะ เพราะถ้าจะสนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่น ก็ต้องหาช่องทางขายให้พวกเขาได้มาก ๆ ใช่ไหม การที่ร้านมีสาขาเพิ่มขึ้นจึงตอบโจทย์ ขณะเดียวกันเราก็อยากเปลี่ยนวิธีคิดของระบบแบบสาขาด้วย จากที่มันรองรับการผลิตและการบริโภคเชิงอุตสาหกรรมในปริมาณมาก ๆ อย่างเดียว ป้อนสินค้าให้ทันความต้องการ ให้กลายมาเป็นการขายที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอตัว ปรับตัว รู้จักตนเอง รู้จักเลือกกินของตามฤดูกาลของวัตถุดิบนั้น ๆ เข้าใจการกินวัฒนธรรมอื่น รู้จักข้อจำกัด หรือตามความสามารถของชุมชนผู้ผลิต 

“แน่นอน ถ้ามองถึงการขายแฟรนไชส์ เราเชื่อว่าไม่มีนักลงทุนไหนอยากมาซื้อแบรนด์ขายของช้า ๆ แบบนี้หรอก (ยิ้ม) ก็เลยคิดว่าเราไม่เน้นการให้นักลงทุนมาฝืนใจ เราจะค่อย ๆ ทำไปด้วยทีมของเราให้แน่นก่อน การเปิดสาขาต่อยอดออกไป อาจจะเป็นเรื่องของการเป็นเจ้าของร่วมของเราและชุมชน เราใช้ความถนัดของเราในการทำธุรกิจ และชุมชนใช้ความหวังของท้องถิ่นผนวกเข้าด้วยกัน ผลกำไรที่ได้ คือสำหรับผู้ลงมือทำด้วยกันทั้งกระบวนการ ทั้งผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้บริโภค ไม่ได้เข้าใครคนไหนที่นอนรอกินกำไรฟรี ๆ 

“แล้วเราก็เชื่อว่า กลไกเศรษฐกิจและเศษฐศาสตร์มหภาคและจุลภาคแบบนี้ ก็สมดุลตามกันไป คุณภาพชีวิต สวัสดิการก็จะดีขึ้นตามมา อาจจะแตะไปจนถึงภาพแบบชาวนาในญี่ปุ่นหรือเกษตรกรในยุโรป ที่มีเงินและมีชีวิตที่ดีได้ไม่ต่างกับอาชีพอื่น ๆ ส่วนผู้คนที่อยู่ใน Supply Chain ก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม”

The Goodcery โชห่วยเชียงใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแฟร์เทรด และร้านอาหารที่แม้จะไม่ออร์แกนิก ก็ช่วยโลกได้

The Goodcery 

ที่ตั้ง : 71 ถนนราชวงศ์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08.00 – 21.00 น. 

Facebook : The goodcery.th

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load