หลายคนอาจคุ้นชื่อ ดร.สิงห์ อินทรชูโต ในฐานะสถาปนิกชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ล่าสุด เราได้ข่าวมาว่า ดร.สิงห์ อินทรชูโต ร่วมก่อตั้งคาเฟ่ ความน่าสนใจคือไม่ใช่คาเฟ่เก๋อีโคกลางกรุงเทพฯ แต่เป็นคาเฟ่ในตึกเก่าแก่กลางเมืองเล็กเงียบสงบอย่างลำพูน

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ดร.สิงห์ย้อนเล่าให้ฟังว่าเขาเองใช้ความรู้ที่มีไปช่วยพัฒนาจังหวัดต่างๆ มานานแล้ว ลำพูนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัญหาคือ สินค้าของลำพูนแม้จะหีบห่อจนเก๋ไก๋แค่ไหนก็มักขายไม่ค่อยได้ เขาจึงเห็นว่าควรเปลี่ยนจากการช่วยแต่ฝั่งผู้ผลิต มาสนใจเรื่อง ‘ตลาด’ มากขึ้น

ความคิดนั้นถูกวางพักไว้จน ดร.สิงห์ ได้มีโอกาสได้ ‘เห็น’ ลำพูนเต็มตาเมื่อชาวลำพูนพาเขาเที่ยวรอบเมืองหลังเสร็จงาน

ตอนนั้นเอง เขาประจักษ์ว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยความโดดเด่น ตั้งแต่พระธาตุหริภุญไชยที่งดงามและเก่าแก่นับพันปี ผืนป่าชุมชนอันอุดมที่เป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศ กาแฟคุณภาพระดับโลก จนถึงศิลปินชั้นครูมากมายที่มีลำพูนเป็นบ้านเกิด

แต่ทั้งที่อัดแน่นด้วยของเด็ด ลำพูนกลับเป็นเมืองรองอันเงียบเหงา แถมยังพ่วงด้วยสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในประเทศไทย

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

 

ความย้อนแย้งนี้มาจากไหน? ดร.สิงห์วิเคราะห์ให้ฉันฟังว่าเหตุผลหลักน่าจะมาจากการที่ลำพูนอยู่ใกล้เชียงใหม่มาก นักท่องเที่ยวจึงผ่านไปเที่ยวเชียงใหม่ยอดฮิตกันหมด ถ้ามีแวะมาบ้างก็เป็นเดย์ทริปแสนสั้นที่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร

ผลคือลำพูนซบเซาอย่างที่เห็น แถมนานวันเข้าก็เกิดเป็นวัฏจักรแสนคลาสสิก นั่นคือหนุ่มสาวผละจากบ้านเกิดไปเรียนและทำงานที่อื่นเพราะมองไม่เห็นอนาคตในบ้านตัวเอง คนที่ยังอยู่มีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กน้อย

สิ่งที่ได้เห็นและเข้าใจทำให้ความคิดที่คิดค้างไว้หวนกลับมา เมื่อ ดร.สิงห์ พบตึกเก่าแสนสวยใกล้พระธาตุหริภุญไชย เขาจึงร่วมลงขันกับเพื่อนชาวลำพูนซื้อตึกหลังนั้นเพื่อทำฝันให้เป็นรูปร่างจนคืนชีพให้เมืองได้

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

“ผมตั้งใจว่าจะเอาตึกนี้แหละเป็นที่จุดประกายหรือปลุกวิญญาณสิ่งดีๆ ของลำพูนขึ้นมา” ดร.สิงห์เอ่ยความตั้งใจ แล้วยกตัวอย่างโมเดลในต่างประเทศซึ่งอ้างอิงได้ เช่น เมืองพอร์ตแลนด์ของอเมริกาซึ่งฟื้นตัวได้ด้วยร้านอาหารดีและร้านรวงของ Young Hipster

นั่นคือที่มาของ Temple House สถานที่ซึ่ง ดร.สิงห์ ตั้งใจให้เป็น ‘ตลาด’ หรือ ‘Demand Side’ ที่รองรับและขับประกายของดีเมืองลำพูนในรูปแบบสากลและไม่เชย

คาเฟ่ที่ชั้นล่างจึงไม่ได้สร้างเอาเก๋ แต่เกิดขึ้นเพื่อหยิบวัตถุดิบเด็ดของที่นี่อย่างกาแฟ ผลมัลเบอร์รีเขียว มะเขือเทศอินทรีย์สายพันธุ์อิตาลี ฯลฯ มาหีบห่อเป็นเมนูรสดี รวมถึงวางขายของท้องถิ่นที่ ดร.สิงห์ เคยเข้าไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านหน้าร้านยังมีพื้นที่วางขายผลผลิตสดใหม่ของเกษตรกรในพื้นที่ เผื่อใครอยากซื้อฝากหรือซื้อไปทำกินเองก็ได้

ขณะที่ชั้นสองเป็นแกลเลอรี่จัดแสดงงานหมุนเวียน เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปินลำพูนแต๊ๆ ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่สู่สายตาผู้มาเยือน ส่วนปัญหาไม่มีใครมาพัก หาที่พักไม่ได้ ด้านหลังของที่นี่ก็มีที่พักกะทัดรัดขนาด 2 ห้องไว้ตอบโจทย์

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ความดีงามของ Temple House ไม่ได้อยู่แค่ไอเดียด้านในเท่านี้ แต่ที่นี่คือสเปซของสถาปนิก โครงสร้างอาคารจึงน่าสนใจมากไม่แพ้กัน

ดร.สิงห์เล่าว่าตึกหลังนี้เป็นอาคารยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาก็ตั้งใจเก็บกลิ่นอายยุคนั้น เช่น คงพื้นไม้สักและกรอบหน้าต่างเก่าแก่ไว้ตามเดิม แต่แม้มองเผินๆ แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง อาคารนี้ก็มีไอเดียใหม่สอดแทรกเข้ามา นัั่นคือการเป็นอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทางถนัดของดร.สิงห์ ตั้งแต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประหยัดพลังงาน จนถึงใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มาจากการรีไซเคิล เช่น พื้นผิวเคาน์เตอร์ชงกาแฟนั้นทำด้วยเศษกระดุม ส่วนหลังคาอาคารก็มาจากกล่องนมที่แปรรูปแล้ว

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ทั้งหมดนี้ทำให้ Temple House เป็นพื้นที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ทั้งภายนอกและภายใน ที่สำคัญ คาเฟ่และแกลเลอรี่น้องใหม่นี้บริหารจัดการโดยหนุ่มสาวชาวลำพูนที่ ดร.สิงห์ ชักชวนมา

“เขารักร้านเหมือนเป็นเจ้าของและบอกผมว่าไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนรู้เยอะขนาดนี้” ดร.สิงห์เล่าถึงผลตอบรับจากเด็กๆ ที่ตอนนี้รู้แล้วว่าอยู่ที่บ้านเกิดได้ และไม่ใช่แค่ให้เรียนรู้วิธีทำร้าน เขายังพยายามพัฒนาเด็กด้วยวิธีการ เช่น ให้เรียนอังกฤษเพื่อสนทนากับชาวต่างชาติ และให้อ่านหนังสือต่างประเทศดีๆ เพื่อเปิดโลก

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House เพิ่งเปิดตัวหมาดๆ เมื่อต้นปี มีเป้าหมายหลักคือชาวลำพูนรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยเทศ ดร.สิงห์คาดการณ์จากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจว่าน่าจะใช้เวลา 3 ปีในการวัดผล หากพื้นที่แห่งนี้เฟื่องฟูได้จริง และเมืองเริ่มงอกงาม เช่น ร้านต่างๆ เริ่มพัฒนา ภูมิทัศน์เมืองเริ่มปรับเปลี่ยน นั่นเท่ากับเราได้ต้นแบบ ได้องค์ความรู้ ซึ่งนำไปใช้กับจังหวัดหรือประเทศอื่นได้

แม้เพิ่งเริ่มก้าวเดิน ที่แห่งนี้จึงนับเป็นความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ในการคืนชีวิตให้เมืองที่น่าเอาใจช่วยที่สุด

Facebook l Temple House Lumphun

Writer & Photographer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

หากพูดถึง Creative Space ใจกลางกรุงเทพฯ คุณคงนึกออกหลายแห่ง แต่พื้นที่สร้างสรรค์ที่ฉันจะเล่าให้ฟังแตกต่างออกไป เพราะเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และสรรค์สร้างสำหรับเด็กและครอบครัวโดยเฉพาะ ชนิดที่คุณพ่อคุณแม่คงแอบยิ้มอยู่ในใจ

ชื่อของสถานที่นี้คือ Bluedoor หรือ ประตูสีฟ้า พูดแล้วหลายคนต้องร้องอ๋อ เพราะนี่คือชื่อของร้านอาหารในร้านหนังสือสุดเก๋ของมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ที่เคยตั้งอยู่แถวย่านเอกมัย ปัจจุบันร้านประตูสีฟ้าย้ายมาพร้อมประตูบานเดิมสู่ย่านพระราม 9 ในรูปแบบบ้านสีฟ้า-ขาว 2 ชั้น สบายตา ร่มรื่นชื่นใจด้วยต้นไม้สีเขียวหลากพันธุ์ สะดุดตาด้วยกำแพงภาพวาดสีสันสดสวยที่สอดแทรกเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ตามเป้าหมายของมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ที่มุ่งหวังจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศของเรา

Bluedoor

Bluedoor

แต่แม้จะชื่อเดิม ประตูบ้านเดิม ตัวร้านก็เติบโตงอกงามสู่ความหมายใหม่

จับลูกปิดประตูให้มั่นแล้วเปิดไปดูกันว่ามีอะไรอยู่ด้านหลัง ‘ประตูสีฟ้า’ บานนี้

“เราสนใจเรื่องเด็ก เยาวชน และหนังสือ เอาทุกอย่างมาผสมรวมกัน เกิดเป็น Creative Space สำหรับเด็กและครอบครัว รวมถึงจิตอาสาของมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ด้วย” แหวน-กิติยา โสภณพนิช เลขาธิการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ เริ่มต้นคลายความสงสัยให้ฉัน แล้วเล่าต่อว่า หลังจากวาดฝัน เธอก็ลงมือทำ โดยชวนเพื่อนพ้องน้องพี่มาร่วมแรงร่วมใจ เช่น บริษัทโฆษณา WHAT IF ที่มาช่วยดีไซน์ และเครือข่ายพ่อแม่ที่เกิดจากการจับมือของพ่อแม่หลายกลุ่มอย่าง พ่อแม่บ้านเรียน และพ่อแม่ของเด็กพิเศษ ที่มาช่วยแบ่งปันไอเดีย

Bluedoor

มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์

บ้าน 2 ชั้นแสนร่มรื่นจึงเริ่มก่อร่างกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กๆ และครอบครัว เมื่อเปิดประตูสีฟ้าเข้ามา เด็กๆ จะเจอ ‘ห้องเกาะ’ ที่มีหนังสือนิทานภาพ หนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็ก หนังสือภาษาต่างประเทศ และบรรดาหนังสืออีกมากมายที่ยกขบวนกันมาจากบ้านของกิติยา จัดสรรปันส่วนอยู่ตามมุมห้อง เพื่อให้เด็กๆ มีพื้นที่สำหรับอ่านหนังสือ (หรือจะเล่นซนก็เชิญได้ตามสบาย) รวมถึงทำกิจกรรมเรียนรู้ศิลปะจากธรรมชาติ เช่น การสร้างสรรค์งานด้วยสีจากใบไม้และดอกไม้

Bluedoor

Bluedoor

“นิทานภาพเป็นการสื่อเรื่องราวที่ซับซ้อน เรามองว่ามันเป็นการสื่อสารที่ไม่ธรรมดาเลย บางทีเด็กไม่สามารถอ่านเข้าใจได้ เขาก็ดูรูปควบคู่กับการอ่านคำ ผสมกันแล้วตีความ” กิติยาอธิบาย “คนไทยส่วนใหญ่มองว่าการอ่านต้องได้ความรู้ แต่เรามองว่ามันพัฒนาคนเป็นคน การอ่านช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องราวที่เขาไม่มีทางไปประสบพบเจอด้วยตัวเอง และช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้สมองให้มีความยืดหยุ่น พลิกแพลงได้ เป็นความจำที่รู้จักประมวลใช้งานตลอดเวลา”

Bluedoor

ต่อกันอีกหนึ่งห้องที่กิติยาภูมิใจนำเสนอ เราขอเรียกว่า ‘ห้องป่า’ มันคือห้องสี่เหลี่ยมคลุมผ้ามืดมิด เจาะรูผ้าขนาดพอดีหย่อนไฟลงไปพร้อมข้าวของเครื่องใช้แบบทึบและโปร่งแสง เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องแสง-เงา เพราะเธอเชื่อว่าแสงเป็นพื้นฐานของทุกชีวิต

“เรามองว่าสิ่งแวดล้อมมันสำคัญมาก การสร้างพื้นที่ขึ้นมาอย่างมีความหมาย มันเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ได้มหาศาลและเขาจะค้นพบอะไรบางอย่างด้วยตัวเขาเอง” กิติยาบอกฉัน

ส่วนห้องสุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด เป็น ‘ห้องนิทรรศการ’ ฟังแค่ชื่อต้องดูจริงจังมากแน่ แต่ความจริงคล้ายเป็นห้องจัดเวิร์กช็อป เปลี่ยนธีมตามความสนใจของเด็กๆ ในแต่ละเดือน โดยเธอไม่ลืมที่จะสอดแทรกความรู้-ความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ป่า และสัตว์ ลงไปด้วย

มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์

Bluedoor

มาถึงห้องสุดท้าย เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีสื่อการสอนคือ ‘ธรรมชาติ’ ที่นี่ไม่มีคุณครูใจดีมาบอกว่าเด็กๆ ต้องทำแบบนั้น ต้องทำแบบนี้ แต่ขอให้เด็กทั้งหลายจงเรียนรู้และค้นพบด้วยตัวเอง

ลองปีนต้นไม้ต้นนั้นดูสิ ก้มมองเจ้าปลาตัวเล็กแวกว่ายในบ่อบัว ขุดดินเล่นทราย ทำตามใจเด็กปรารถนา

Bluedoor

“พื้นที่สำหรับเด็ก เขาต้องเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง เด็กๆ จะต้องได้เล่นในที่ที่เขารู้สึกว่าเป็นของเขาจริงๆ เด็กพูดเสมอว่าไม่ต้องมีอะไรมาก แค่ดิน ทราย แล้วก็น้ำ ต้นไม้หน่อย ก็มีความสุขมากแล้ว” กิติยาทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

สำหรับฉัน ถ้าประตูสีชมพูคือประตูวิเศษของโดราเอมอนที่จะโผล่ไปที่ไหนก็ได้  

ประตูสีฟ้าก็คงจะเป็นประตูที่เด็กๆ ท่องไปในโลกของการเรียนรู้ได้แบบไม่มีวันสิ้นสุด

กิติยา โสภณพนิช

 

Bluedoor

Location:   ซอยพระรามเก้า 54 ถนนพระรามเก้าตัดใหม่ สวนหลวง กรุงเทพมหานคร
เปิด   9:00 – 17:00 น. (ปิดวันจันทร์) 
Facebook l Bluedoor 

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load