จากวิกฤตที่บีบให้ Once Again Hostel ในย่านประตูผีต้องหาทางรอด บวกกับความผูกพันของคนในพื้นที่ใกล้เคียง ผู้ประกอบการโรงแรมจึงตัดสินใจพลิกธุรกิจเดิมให้กลายเป็น Delivery Hub นามว่า ‘Locall’ เพื่อช่วยเหลือร้านอาหารในชุมชนให้รอดไปด้วยกัน 

ฮับนี้ไม่ได้มีดีแค่การส่งอาหารจากหลากหลายร้านในตำนานย่านประตูผี-เสาชิงช้า แต่ยังเป็นธุรกิจที่ต่อลมหายใจให้ร้านอาหารในย่านและร้านอาหารอื่นๆ รอดพ้นวิกฤตที่สาหัสไปได้ด้วยกลไกง่ายๆ ไม่มีเว็บไซต์ ไม่มีแอปพลิเคชัน เพียงแค่คุณโทรหรือสั่งอาหารผ่าน [email protected] ฮับจะคอยประสานกับทางร้านและนำส่งอาหารให้คุณ 

Locall เกิดจากการรวมกันของคำว่า Call ที่หมายถึงการโทร นำมาใส่ในคำว่า Local ที่แปลว่าท้องถิ่นหรือเจ้าถิ่น จนเกิดเป็น ‘Locall Thailand’ หรือ Delivery Hub เจ้าเดียวในย่านประตูผี โดยกลุ่ม SATARANA ซึ่งเป็นการโคจรมารวมตัวกันของคนที่มีใจรักในการพัฒนาชุมชนและพัฒนาเมือง พวกเขาเหล่านี้ทำงานกับชุมชนมานานกว่า 5 ปี 

SATARANA คือกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อใน Inclusive Business ประกอบด้วย Trawell ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน MAYDAY! ทำเรื่องขนส่งสาธารณะ Attention ทำเรื่องการสื่อสารและแบรนดิ้งให้กับชุมชน และ Once Again Hostel ธุรกิจโฮสเทลที่กลมกลืนไปกับชุมชน บนความตั้งใจอยากช่วยเหลือชุมชนและความเชื่อที่ว่า ถ้าธุรกิจเติบโตได้ ชุมชนรอบข้างก็สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ 

พวกเขารับรู้การมาถึงของวิกฤตโรคระบาดเมื่อปีที่แล้ว ร้านค้า-ร้านอาหารในชุมชนที่ผูกพันเริ่มทยอยปิดประตูหน้าร้านลงเรื่อยๆ โจทย์ใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ จะทำอย่างไรให้ร้านในตำนานเหล่านี้ ยังคงกลับมาเปิดครัว เปิดเตา ต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยมีเบื้องหลังความตั้งใจเรียบง่ายคือ การได้กลับไปกินข้าวร้านเดิม

คอลัมน์ The Entrepreneur สัปดาห์นี้ขอพาไปคุยกับสองสาวจาก Once Again Hostel พลอย-เพียงพลอย จิตรปิยธรรม และ มาย-ณัฐวรรณ ล้วนใจบุญธรรม ถึงที่มาที่ไปของธุกิจ รวมถึงบทเรียนที่เปี่ยมสุขและความผูกพันในการทำงานร่วมกับชุมชน

Locall ฮับขนส่งอาหารย่านประตูผีที่ไม่อยากรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

ที่มาและความสำคัญ

Once Again Hostel เจอวิกฤตเดียวกับที่โรงแรมทุกแห่งต้องเจอ คือการลดลงของแขกที่เข้าพัก กว่าครึ่งของแขกปกติคือนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย ยอดจองห้องพักลดลงเรื่อยๆ จนถึงวันที่ต้องปิดตัวชั่วคราว พลอยและพนักงานรีเซปชันอีก 4 คนจึงระดมไอเดียกันว่า ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้พวกตัวเองตกงาน ในขณะเดียวกัน ร้านรวงต่างๆ ในย่านประตูผีก็ต้องรอดไปด้วย 

ครั้นจะให้ทั้ง 5 คนเปิดร้านผัดกะเพราหน้าโฮสเทล ท่ามกลางร้านอื่นๆ ที่ผุดขึ้นมากมายในช่วงโควิด-19 ก็ดูเป็นไปได้ยาก อีกมุมหนึ่ง พวกเขาเห็นว่าพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ใกล้ๆ โฮสเทลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

“ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับร้านค้ารอบๆ เราด้วย โดยที่ร้านพวกนี้อาจได้รับผลกระทบมากกว่าเราอีก เรายังเข้าถึงโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน เข้าถึงแพลตฟอร์ม เรายังมี Digital literacy ในขณะที่รอบๆ เราคือคุณลุง คุณป้า ที่ยังไม่ยอมใช้สมาร์ทโฟน ยังใช้โทรศัพท์บ้านกันอยู่ ในการปรับตัว ลุงๆ ป้าๆ น่าจะปรับยากมากกว่า เราก็เลยคิดว่าจะหาเครื่องมืออะไรให้คุณลุง คุณป้า ปรับตัวไปพร้อมกับเราได้” พลอยเล่า

 Locall Thailand กำเนิดขึ้นในระยะเวลากระชั้นชิด มีภารกิจยิ่งใหญ่คือ การช่วยให้ร้านค้าในชุมชนอยู่รอดและยังไม่ปิดตัวไป ในช่วงที่วิกฤตย่างกรายเข้ามาถึงหน้าประตูร้าน 

พวกเขาจึงสร้างบริการที่มีกลไกง่ายๆ เริ่มจากโฮสเทลเป็นตัวกลางประสานงานระหว่างคนซื้อกับคนขาย เมื่อลูกค้าออเดอร์อาหาร โฮสเทลจะโทรตรงไปที่ร้านเพื่อสั่งอาหารจากร้านในชุมชน ติดตามออเดอร์และส่งอาหารให้กับลูกค้าตามจุดต่างๆ โดยมีไรเดอร์เป็นพี่วินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่ ทำหน้าที่ช่วยส่งต่อของอร่อย 

จนในที่สุด Locall Thailand ก็กลายเป็นสะพานเชื่อมร้านค้าในชุมชนกว่า 300 ร้านกับลูกค้าที่อยากอุดหนุนให้มาเจอกัน

Locall ฮับขนส่งอาหารย่านประตูผีที่ไม่อยากรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

รอดไปด้วยกัน

“ความตั้งใจเราคือ การทำ Inclusive Business ตั้งแต่ต้น อยากเติบโตไปกับเขา รอดไปกับเขา เราไม่ได้มองแค่เขารอดนะ ถ้าเขารอดมันคือ CSR ที่เราให้ แต่ทั้งหมดที่ผ่านมา เราทำเพราะอยากรอดไปด้วยกัน เขาได้เราก็ได้ เป้าหมายหลักคือการรอดไปด้วยกันนี่แหละ”

การพาธุรกิจให้ไปต่อเพื่อให้อยู่รอดได้ในภาวะวิกฤตนับเป็นเรื่องยาก และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การทำให้บริบทรอบๆ ดำรงอยู่และผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกันได้ พลอยเล่าถึงความผูกพันที่เกิดจากการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งในความสัมพันธ์นี้ มีมากกว่าการเป็นธุรกิจในย่านเดียวกัน

“มันเป็นความสัมพันธ์เดิม ไม่ใช่แค่คนที่ไปกินข้าวบ่อยๆ ด้วยซ้ำ แต่มีตั้งแต่คนที่ไปกินข้าวบ่อยๆ พาต่างชาติไปกิน คุยกับเขาเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ช่วยเขาทำอาหาร ไปในนาม Trawell เปลี่ยนเมนูอาหาร Make Over เมนูให้เขา เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ เปลี่ยนรูปให้ใหม่ พาฝรั่งลงไปช่วยดีไซน์ ฝรั่งต้องการเมนูแบบไหนถึงจะสั่งก๋วยเตี๋ยวได้ง่าย

“การทำ Locall มันทำให้ความสัมพันธ์ของเราเป็นมากกว่าโฮสเทลที่ตั้งอยู่ตรงนั้นไปแล้ว กลายเป็นลูก เป็นหลาน กลายเป็นคนที่เขารู้สึกว่าอยากปรึกษา อยากจะพึ่งพา”

การคลุกคลีกับชุมชนเพราะธุรกิจที่ทำนั้นเกื้อหนุนกัน บวกกับความตั้งใจแน่วแน่ในตอนต้น ทำให้พวกเขามองชุมชนเป็นมากกว่าพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ

“มันไม่ใช่แค่ทำให้เราทำงานกับเขาง่ายขึ้น แต่ทำให้ในวิสัยทัศน์ของธุรกิจ เรามีเขาอยู่ตลอดเวลา สมมติเจอปัญหา ต้องไปเข้าเดลิเวอรี่แพลตฟอร์ม แล้วเราแค่เอาตัวเองเข้าไปในเดลิเวอรี่แพลตฟอร์ม จะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ แต่พอเราเจอปัญหา เขาอยู่ใน Vision เลยคิดเสมอว่า ต้องพาเขาไปด้วยตลอด พอมันเป็นแบบนั้นเลยเกิดโซลูชันแบบนี้ได้

 “การที่ทำงานร่วมกับเขามาตลอด ทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ ทำให้คิดวิธีการแก้ปัญหาแบบนี้อีก ถ้าเราไม่เคยเจอกัน ไม่เคยทำงานร่วมกัน ไม่เคยมีอะไรร่วมกันมาก่อน เราคงไม่คิดที่จะพาเขารอดไปด้วย”

Locall ฮับขนส่งอาหารย่านประตูผีที่ไม่อยากรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน
Locall ฮับขนส่งอาหารย่านประตูผีที่ไม่อยากรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

ทีมจิ๋วสร้างงานแจ๋ว

เบื้องหลังของ Locall Thailand ที่ทำทั้งระบบ Delivery Hub และทำเพจสื่อสารเรื่องราวของร้านอาหารย่านประตูผี เกิดจากกลุ่มคนตัวเล็กๆ เพียงแค่ 4 คน ผู้ทำหน้าที่รีเซปชันของโฮสเทล แต่ทุกคนล้วนเป็นคนมีของ 

“เรารับรีเซปชันที่ถ่ายรูปได้ เขียนคอนเทนต์ได้ ทำบัญชี ดูระบบหลังบ้านให้เราได้ เรารับรีเซปชั่นที่ไปคุยกับคุณลุงคนขับมอเตอร์ไซค์ ให้เขามาสมัครเป็นคนขับของเราได้ ดังนั้น เป็นเรื่องน่าทึ่งเหมือนกันที่รีเซปชั่นของเราทำได้ทุกอย่างขนาดนั้น และทำจนมันเวิร์ก เราทำสี่คนมาสี่เดือน จนกลายเป็นเจ็ดคน”

พวกเขาเป็นทีมเล็กๆ ที่อยากให้ร้านค้าที่ผูกพันยังคงเปิดขายของเหมือนเดิมได้ ทีมพยายามช่วยชุมชนเท่าที่ทำได้ ตามความสามารถและความถนัดของคนในทีม แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเกินกว่าที่คาดไว้ จากบริการเล็กๆ ที่ตั้งใจทำสุดความสามารถ เริ่มได้รับการกล่าวถึงและบอกต่อๆ กัน จนค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น พร้อมๆ กับความท้าทายและขอบเขตงานที่ใหญ่ขึ้น

แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

“ความยากของเฟสแรกคือการที่อยู่ดีๆ มันก็ตู้มต้าม แค่อาทิตย์เดียว ยอดเยอะขึ้น เราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันยิ่งใหญ่ เราทำเล็กๆ Operation จึงไม่ได้เผื่อว่ามีออเดอร์จนเรารับไม่ไหว ดังนั้น ความยากในตอนนั้นคือ การจะรักษาคุณภาพในการบริการลูกค้า” พลอยกล่าวถึงความท้าทายในช่วงแรก

“เราทำงานโดยไม่ได้ออกไปเจอร้านค้า ทั้งๆ ที่การออกไปเจอมันทำให้คุยง่ายกว่า อย่างบางร้านที่ป้าเขาไม่มีสมาร์ทโฟน ใช้โทรศัพท์บ้าน ออเดอร์เข้ามาร้อยออเดอร์ เราก็ต้องขานว่าชื่อนี้มีกี่กล่องจนครบ แล้วก็เขาไม่มีแอปฯ โอนเงิน พอเงินเข้าเขาต้องเดินไปอัปบัญชีที่ธนาคารแล้วโอนกลับให้เรา เราพยายามปรับให้ดีขึ้น รวมยอดทีเดียว ป้าจะได้ไม่ต้องไปบ่อยๆ” มายเสริม

สิ่งที่ยากไม่แพ้กันคือ การสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจถึงความตั้งใจจริงของพ่อค้าแม่ค้า เพื่อให้เกิดการอุดหนุนที่ยั่งยืน 

แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

“เป็นความยากที่แตกต่าง รอบแรกพลอยบอกกับน้องตลอดเวลาว่า อย่าเขียนอะไรให้ป้าดูน่าสงสาร เราไม่ได้ขอใครกิน เรายังขายของได้ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเขามีศักดิ์ศรี พ่อค้าแม่ค้าตรงนั้นเป็นตำนานในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้น จะไม่เขียนอะไรให้คนมาซื้อเพราะรู้สึกว่าสงสารเลย คุณอยากกินเพราะมันอร่อย ค่อยซื้อ คุณอยากกินเพราะสตอรี่น่ารัก มันอบอุ่นหัวใจ ค่อยซื้อ”

ทุกเนื้อหาบนเพจเฟซบุ๊กของของ Locall Thailand จึงเน้นเรื่องราวในมุมของเจ้าบ้านหรือเจ้าของร้าน มิใช่มุมของนักกิน คอนเทนต์แทบทั้งหมดบนเพจจึงเป็นเรื่องราวน่ารักๆ จากพ่อค้าแม่ค้าที่สื่อถึงความตั้งใจในการทำอาหารและการทำในสิ่งที่รัก

“คอนเทนต์ที่เห็นเป็นคอนเทนต์ของเจ้าบ้าน เม้ามอย เล่าเรื่อง ทุกอันที่เราทำจะไม่ได้บอกว่าน้ำซุปใส ลูกชิ้นเด้ง เส้นเหนียว เราไม่ได้มีอะไรแบบนั้น เราจะพูดเรื่องป้ากับลุงเจอกันได้ยังไง แมวใครหาย เพราะเราไม่ได้เล่าจากมุมนักกิน มันเป็นคอนเทนต์อาหารที่ไม่ได้เล่าจากมุมนักกิน เราเล่าจากคนในบ้านที่อยากให้รู้ว่าคนในบ้านเราน่ารักยังไง เกิดอะไรขึ้นในชีวิต”

แคมเปญช่วยเหลือร้าน

นอกจากจะทำ Delivery Hub ในย่านประตูผี-เสาชิงช้า และย่านใกล้เคียงในช่วงที่มีการล็อกดาวน์รอบที่ 1 และ 2 แล้ว ในวิกฤตรอบที่ 3 ที่สาหัสกว่าทั้งสองรอบที่ผ่านมา ร้านที่เคยสู้และเคยอยู่ได้ก็เริ่มทยอยอำลาสังเวียนการต่อสู้ครั้งนี้ Locall Thailand จึงฮึดสู้อีกครั้ง ด้วยการลุกขึ้นมาทำแคมเปญช่วยเหลือร้านที่ยังอยู่ให้อยู่รอดต่อไปได้ ภายใต้แคมเปญที่มีชื่อว่า ‘ไทยมุง รุมกันสั่ง’ 

มายเล่าถึงแคมเปญนี้ในฐานะผู้ริเริ่มและผู้ดูแลว่า “เรื่องมันเริ่มมาจากที่คุณลุง ลูกสาวไม่ทำเดลิเวอรี่ให้ เขาก็โทรมาหาออฟฟิศเรา ถามว่าไปทำให้เขาได้ไหม นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารวมกัน โทรหาร้านค้าต่างๆ ว่า คุณป้า สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง จากที่แบ่งกันโทรกับน้องฝึกงาน เราก็ได้เรื่องมาว่า คุณป้าคนนี้ติดโควิด ร้านนี้ปิดไปแล้ว ที่สำคัญ กว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนร้านย่านประตูปีก็ปิดไปแล้ว

แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

“รอบนี้เราไม่อยากให้น้องลงไปเก็บอาหารหรือไปติดต่อเยอะๆ แบบนั้น เราก็เลยระดมสมองกันในออฟฟิศว่าจะทำแบบไหนได้ โอเค เอาแบบนี้ วันหนึ่งจะมีแค่ร้านเดียวที่เราซับพอร์ต แล้วร้านนั้นต้องการยอดเท่าไหร่ให้บอกมา แล้วเราจะสื่อสารออกไป สุดท้ายแล้วถ้าเรารวมออเดอร์ไม่ได้ เราก็จะช่วยทุกร้านเท่าที่คุณบอกว่า อยากให้เราช่วยเท่าไหร่ที่คุณพอจะอยู่รอด พอคุณครบแล้ว เราจะเอาร้านคุณออก แล้วเอาร้านคนอื่นเข้าไปแทน เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า เราได้กระจายการช่วยเหลือแล้ว” พลอยเสริม

แคมเปญต่อเนื่องจากไทยมุง รุมกันสั่ง คือแคมเปญ ‘ไทยมุง รุมกันแจก’ โดย Locall Thailand เป็นตัวกลางเชื่อมให้คนที่อยากบริจาคอาหารกล่องช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน กับร้านที่รับทำข้าวกล่องมาเจอกัน 

แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน
แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

“เราเห็นอุปสงค์อีกพาร์ตหนึ่งที่เกิดขึ้น คืออยากสั่งอาหารไปช่วยคนอื่น เลยคิดว่าน่าจะเป็นตัวกลางได้ในการจัดการสิ่งนี้ รวมไปถึงยอดอันเดิมที่เราตั้งไว้ว่าจะช่วยร้านแต่ละร้าน มีเป้าหมายเป็นจำนวนที่ชัดเจน เลยกลายเป็น ไทยมุง รุมกันแจก มีการติดต่อกับหน่วยงานและคนที่ต้องการอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าจำนวนเท่าไหร่ วันไหน อย่างไร ประสานกับร้านค้าแล้วส่งไปให้เขา”

นอกจากสองแคมเปญดีๆ ยังมีโครงการ STAY aLIVE เป็นการรวมตัวกันของอินฟลูเอนเซอร์กว่า 20 คน ทั้งนอกและในวงการ มาเชิญชวน เชิญแชร์ เรื่องราวของร้านที่ต้องการเป้า พร้อมชวนกันมาบริจาค เพื่อช่วยให้ร้านที่ยังสู้ รอดและผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน โดยเป็นการรวมตัวกันผ่านไลฟ์ทุกๆ วันศุกร์ เวลา 19.00 น. ซึ่งยอดเงินทั้งหมดในโครงการนี้ Locall Thailand ส่งต่อให้กับร้านโดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ 

“เราอยากให้เขารู้สึกว่าการบริจาคครั้งนี้ เราไม่ได้ไปโฟกัสที่ปลายเหตุหรือปลายทางว่ามันจะไปถึงใคร แต่เราโฟกัสว่าเราอยากจะพยุงให้คนที่ยังสู้ ยังทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อคือการขายอาหาร ให้ยังทำต่อได้ 

“เราไม่ได้อยากให้เงินคุณเพื่อที่จะทำบุญ ทำทาน เราอยากให้คุณอุดหนุนร้านที่เขายังสู้เพื่อศักดิ์ศรีของเขา แล้วเอาอาหารจากคนสู้ไปให้คนที่ต้องการเหมือนกัน”

แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

ความผูกพันและการได้ช่วยเหลือเกื้อกูล

ทั้ง SATARANA, Locall Thailand และธุรกิจในเครืออื่นๆ ยึดหลักเดียวกัน คือ Inclusive Business และการที่ธุรกิจสามารถเติบโตไปข้างหน้าพร้อมกับชุมชน โดยไม่ได้มองว่าตัวเองทำเพื่อสังคม 100 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่พวกเขาเชื่อคือการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน พวกเขาไม่ได้มองชุมชนโดยรอบเป็นเพียงบริบทแวดล้อม แต่มองว่าทุกคนคือทีม ทุกคนคือครอบครัว ส่วนคนใน Locall ก็คือลูกหลานของชุมชน

“ทีมไม่ใช่แค่น้องๆ ที่เราดูแลกันมา แต่หมายถึงลุงป้าด้วย วันที่เราดูแลนักท่องเที่ยวที่มา Once Again Hostel ก็ไม่ใช่แค่โฮสต์ที่ดูแล แต่หมายถึงพี่แอนที่ทำความสะอาด พี่ทองสุขที่ขับแท็กซี่ หมายถึงลุงป้าที่รับซักผ้า เจ้าของสถานที่ท่องเที่ยวที่เราพาเขาไป

“เขาทำกับข้าวก็ทำเผื่อเรา เขาไปเที่ยวที่ไหนก็ซื้อของมาฝาก ทำเมนูใหม่ก็เอามาให้เราชิม ให้เราคอมเมนต์ เป็นเรื่องที่น่ารัก เรื่องเงินทองกลายเป็นเรื่องรองไปเลย เขาทำกับข้าวหม้อใหญ่ๆ เผื่อเรา ทำเผื่อมาเป็นหม้อๆ เราได้กินน้ำเงี้ยวจากร้านที่ขายเย็นตาโฟ เขาไม่ได้ขายน้ำเงี้ยว แต่เขาทำกินกันในบ้านแล้วเขาคิดถึงเรา”

แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน
แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

การวาง Positioning ในฐานะลูกหลาน ผลที่ได้คือ ทำงานกับชุมชนเหมือนการทำงานกับญาติผู้ใหญ่ เกิดความสนิทสนม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน มิใช่การให้หรือกอบโกย

“ทุกคนพึ่งพาอาศัยกันในบริบทที่เราอยู่กันได้ ไม่ใช่การที่เราช่วยเขาทั้งหมด ทุกอย่างต้องคิดถึงตัวเองทั้งนั้นแหละ แต่เราคิดแล้วว่าถ้าเราทำสิ่งนี้แล้ว อะไรรอบๆ มันจะดีขึ้น

“เสน่ห์ของมันคือการทำงานกับมนุษย์ และเป็นมนุษย์ที่เขารู้จัก Give and Take”

แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

ความยั่งยืนในระยะยาว

แม้ Locall Thailand จะเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่กระชั้นชิด แต่พวกเขาเป็นทีมเล็กๆ ที่อยากเห็นความยั่งยืนเกิดขึ้นในระยะยาว ขณะเดียวกันก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างกับร้านในชุมชน

“เราอยากทำให้คุณลุงคุณป้ารู้สึกว่าเขาไม่ได้ตกรถไฟ ให้เขารู้สึกว่าใช้มือถือ มี Digital literacy และเข้าไปสู่ระบบออนไลน์ได้ อันนั้นคือความยั่งยืนที่เกิดขึ้น ซึ่งมีหลายร้านที่ทำแบบนั้นนะ มีร้านที่ไปขายอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ ซึ่งเราดีใจมากๆ

“วันหนึ่งถ้าเขามีปัญหาแบบอื่น เราก็อยากรวมตัวกันไปเรียกร้องสิทธิ์ของเขา ถ้าวันหนึ่งประเทศเข้าสู่สถานการณ์ปกติ เขาอยากจะมีเฟสติวัลของเขา เราก็จะร่วมกันทำมันขึ้นมา เขาอยากจะมีงานผีๆ ของคนประตูผี วันฮาโลวีนขึ้นมา เราก็จะทำให้มันเกิดขึ้น ดังนั้น เราไม่ใช่ Delivery Platform แต่เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงชุมชนและทำงานร่วมกันเท่านั้นเอง” พลอยกล่าว

ทีมซุ่มซ้อมพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อส่งมอบไม้ต่อให้กับร้าน ในวันข้างหน้า หากสถานการณ์ดีขึ้น เมื่อร้านสามารถกลับมาเปิดเตา เปิดประตูต้อนรับลูกค้าได้เช่นเดิม 

อาจจะไม่มีมาย ไม่มีพลอย ไม่มีทีม Locall แต่เครื่องมือนี้จะช่วยให้เขาสร้างเครือข่ายของเขากันเองได้

แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

ถอดบทเรียน

การตัดสินใจลงมือทำ Delivery Hub ในวันนั้น ทำให้ทั้งมาย พลอย และทีมงาน Locall Thailand ได้ช่วยเหลือร้านอาหารหลายร้านให้อยู่รอดในช่วงวิกฤต ส่งต่อลมหายใจให้ร้านในตำนานให้ยังคงเปิดประตูมาทำในสิ่งที่เชื่อ แม้จะไม่ใช่การต้อนรับในแบบที่คุ้นเคย แต่ก็สามารถปรับตัวได้ และขยับขยายสู่เดลิเวอรี่แพลตฟอร์มที่กลุ่มลูกค้าเข้าถึงได้มากขึ้น

ในตอนนี้มายยังคงเป็นรีเซปชัน หรือโฮสต์ที่ตั้งตารอวันที่นักท่องเที่ยวจะแวะเวียนกลับมาอีกครั้ง ในระหว่างที่รอประตูของ Once Again Hostel เปิดออก แต่การที่เธอได้มาทำ Locall Thailand ก็ทำให้เธอได้เห็นมุมที่ต่างออกไป 

“เราได้สื่อสารกับคนและทำงานกับชุมชน ปกติบางร้านเราเดินผ่านไปเลยด้วยซ้ำ พอได้รู้จัก เรายิ่งประทับใจว่าเขาตั้งใจทำอาหารขนาดนี้เลยเหรอ เป็นร้านตามสั่งทั่วไป แต่เขาตื่นตั้งแต่ตีสาม ผัดมาหกสิบปีแล้ว เรารู้สึกเห็นความสำคัญมากขึ้น”

ส่วนพลอยยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมพ่อค้าแม่ค้าในย่านประตูผี และยังคงดูและระบบหลังบ้านเพื่อรอวันที่จะได้กลับไปเป็นเจ้าบ้าน เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนได้อีกครั้ง เธอทิ้งท้ายกับเราถึงบทเรียนที่ได้จากการขยับปรับเปลี่ยนมุมมองมาทำ Locall Thailand ไว้ว่า

“การยึด Core Value ไว้ให้ดีไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะอยากรอดไปในทิศทางไหน ยึด Core Value ของบริษัทไว้ให้ดีๆ ถ้ามันแข็งแรงจริงๆ เราจะรอดเพราะสิ่งนั้น และมันก็จะรอดอย่างมีความหมาย

“สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ บางทีเราก็ต้องทำแบบที่ไม่พร้อมนั่นแหละ ธุรกิจจะรอให้มันพร้อมทุกอย่างแล้วค่อยเริ่มทำ อาจจะสายเกินไป”

Locall แพลตฟอร์มขนส่งอาหารย่านประตูผีโดยพนักงาน Once Again Hostel ที่ไม่อยากให้ธุรกิจตัวเองรอดคนเดียว แต่ต้องรอดด้วยกันทั้งชุมชน

Lessons Learned

  • ให้ความสำคัญกับชุมชนที่ธุรกิจเข้าไปตั้ง มองว่าเป็นมากกว่าแวดล้อมโดยรอบ แต่เป็นชีวิต เป็นลมหายใจ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเราอยู่รอด ใช้หลักการเติบโตไปด้วยกัน ช่วยผลักดันไปข้างหน้า ถ้าชุมชนโต เราก็จะโต
  • แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยแนวคิดที่ยั่งยืน เห็นปัญหา ออกไปหาวิธีแก้ไข แล้วลองดูว่าจะทำให้เป็นระบบที่ยั่งยืนและอยู่ต่อไปได้อย่างไร 
  • ไม่ต้องรอพร้อมทุกอย่างก็เริ่มทำได้เลย และควรเตรียมใจรับความเสี่ยง โดยหาแนวทางแก้ไขเบื้องต้นไว้ก่อน
  • จดจำ Core Value ของธุรกิจไว้ให้แม่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเรายึดหัวใจสำคัญของธุรกิจไว้ได้ จะเจอทางแก้ที่เป็นไปอย่างความตั้งใจ และจะเป็นการอยู่รอดที่มีความหมายมากขึ้น

ภาพ : Locall Thailand

ร่วมอุดหนุนลุงๆ ป้าๆ ได้ที่

Facebook : Locall Thailand

Email : [email protected]

Line ID : @locall.bkk (อย่าลืมใส่ @ ด้วยนะ) หรือลิงก์ https://lin.ee/mvYtOUt

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ใครไป 7-Eleven บ่อย ๆ แล้วชอบเลือกซื้อสินค้าในตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร Ready to Eat น่าจะเคยหยิบข้าวโพดฝัก V Farm ในบรรจุภัณฑ์สีเขียวสดลงตะกร้า อุ่นทานร้อน ๆ แกะซองออกมาพบว่าหวาน หอม อร่อย เหมือนแกะเปลือกกินสด ๆ จากต้นแบบไม่ต้องลุ้น

เริ่มต้นจากข้าวโพด แตกลายสินค้าจากพืชชนิดเดียวกันเป็นหลายอย่าง ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในรูปแบบพร้อมทานอย่างแห้วหรือมันหวานญี่ปุ่น และล่าสุดปีที่ผ่านมา มีอาหารพร้อมทานกลุ่ม Plant-based ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

ธุรกิจนี้ก่อตั้งในปี 2014 ภายใต้ชื่อบริษัท V Foods Thailand โดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไอเดียตั้งต้นคือการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จนได้ไปอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ซึ่งตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยคอร์เนล บทความเล่าถึงคุณประโยชน์ของข้าวโพดต้มสุกที่ยังไม่รู้ทั่วในวงกว้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กินเพื่อรสชาติอร่อย เป็นอาหารทานเล่นทั่วไป ไม่ได้ทานในเชิงคุณประโยชน์แบบ Functional Benefits”

V Farm ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร ได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมรางวัลในมือมากมาย อาทิ 7-Eleven Innovation Awards และ 7-Eleven Thai SMEs Sustainability Awards จากซีพี ออลล์, Innovative House Awards ประเภทผู้ประกอบการดีเด่น จากสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในด้านเศรษฐกิจประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง National Innovation Awards จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

พี-อนรรฆ โกษะโยธินเริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อในแผนกการตลาดเมื่อหลายปีก่อน และจะมารับหน้าที่เล่าเรื่องการเดินทางของแบรนด์นี้ให้เราฟัง

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

01

ธุรกิจข้าวโพดของ V Farm มีจุดเริ่มต้นอยู่ 2 เรื่อง คือผลิตภัณฑ์มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและตลาดในเมืองไทยคนรู้จักข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารการให้ความรู้นั้นง่ายกว่า

ตอนเริ่มต้นธุรกิจบริษัทยังไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง จึงต้องสร้างเครือข่ายกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรที่ได้คุณภาพมาเป็นคู่ค้า 

ด้วยความที่สินค้ามี Low Shelf Life หรืออายุในการเก็บรักษาระยะสั้น โมเดลธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายสินค้าเป็นที่สุด คำตอบคือการจำหน่ายใน 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทุกหัวเมือง แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพีบอกว่า

“หัวใจของสินค้าเราคือ Fresh from farm to you ถ้าไม่ใช้โมเดลนี้ เราไม่มีทางกระจายสินค้าทั่วประเทศได้ทุกวัน”

กระบวนการผลิตของข้าวโพด V Farm เริ่มตั้งแต่ช่วงตี 4 เกษตรกรจะออกไปไร่เพื่อตัดข้าวโพด ที่ต้องไปแต่เช้ามืดเพราะแดดกลางวันทำให้ผลผลิตเสียง่ายขึ้น พวกเขาใช้เวลาราว ๆ 8 ชั่วโมงในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะนำมาเข้ากระบวนการทำความสะอาด ปอกเปลือก แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง

นั่นแปลว่าภายใน 12 ชั่วโมง ผลผลิตจะอยู่ในแพ็กเกจพร้อมส่ง และกระจายไปยัง 7-Eleven นับหมื่นสาขา

เรียกได้ว่าต้องอาศัย Know-how ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร และการกระจายสินค้าที่จะตอบโจทย์ธุรกิจนี้

“ตั้งแต่ตัดออกมาจากต้น ผู้บริโภคสามารถกินได้เลยในวันเดียวกัน สินค้าของเราจึงสด ใหม่ อร่อย สินค้าที่ส่ง 7-Eleven จะผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนนม นมยูเอชทีในกล่องกับนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่ตู้เย็น เวลาดื่มจะรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างกัน ของเราก็เป็นแบบนั้น”

ข้อดีของการพาสเจอไรซ์คือคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ขณะที่ข้อเสียคือ Shelf Life ต่ำกว่ามาก สินค้าส่วนใหญ่มีอายุแค่ 7 วัน บางอย่างโชคดีหน่อยก็ 12 วัน และจำเป็นต้องอยู่ในตู้เย็น 

“ข้อจำกัดคือเราไปขายที่อื่นไม่ได้ เช่น ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพราะสินค้าที่ห้างต้องมี Shelf Life นานหน่อย เพราะคนเดินห้างช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น Business Model สินค้านี้มันเหมาะกับ 7-Eleven ซึ่งพอจะไปขายที่อื่น เราก็ต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่”

การเป็นคู่ค้ากับร้านสะดวกซื้อเจ้าเดียวก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดในด้านแบรนดิ้ง เพราะลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ รู้จักแต่ ‘ข้าวโพดเซเว่น’

พีและทีมจึงผลัดกันสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึงรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ พัฒนาเว็บไซต์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง และเปลี่ยนจากที่เคยใช้ชื่อเฉพาะสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น V Corn กับข้าวโพด และ V Farm กับฟาร์มโปรดักต์อื่น ๆ มาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันในชื่อ V Farm ทั้งหมด

02

ข้าวโพดไม่ใช่ของใหม่ในตลาดและหาซื้อได้ทั่วไป แต่ V Farm เล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครเคยตอบรับ

“มันเป็นจุด Unmet Needs เราพัฒนาจากข้าวโพดที่ซื้อได้ทั่วไป มาเป็นข้าวโพดสายพันธุ์พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวโพดที่อร่อย สะอาดกว่า สดกว่า เราให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ และวิธีปลูก ไปจนถึงกระบวนการผลิตแบบพาสเจอไรซ์

“เรามอบความแน่นอนให้ผู้บริโภค ด้วยแหล่งที่มาคุณภาพ ผลผลิตได้มาตรฐาน ไม่ต้องลุ้นขนาดฝักว่าจะเล็กหรือใหญ่ ครั้งนี้จะเท่ากับที่ซื้อครั้งก่อนไหม หวานเหมือนกันทุกฝัก และมีขายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้แม่ค้าจะมาหรือไม่มา” พีหัวเราะ

“เราเลยไม่เคยเปรียบเทียบว่าของเราดีกว่า แต่มีจุดยืนอยากทำให้คนเห็นประโยชน์จากข้าวโพด มากกว่ากินแค่เพราะอร่อย และพยายามสื่อสารเรื่องข้อดีของมันมาตั้งแต่วันแรก”

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

03

โปรดักต์หลักของ V Farm คือข้าวโพดสายพันธุ์ Golden Sweet Corn ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าปลูกได้ดี ได้ผลสม่ำเสมอ และเป็นสินค้ากินง่ายที่คนคุ้นเคยกันดี แต่หากลองดูรายการสินค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าของแบรนด์นี้ทั้งสนุกและตอบโจทย์ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

ปี 2014 ข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก เมล็ดข้าวโพดคลุกเนยแบบถ้วย

ปี 2015 ข้าวโพดหวานแบบฟักตัด 3 ท่อน น้ำนมข้าวโพด

ปี 2016 เมล็ดข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิแบบถ้วย

ปี 2017 เมล็ดข้าวโพดพร้อมทานแบบถ้วย

ปี 2018 ชุดรวมนึ่งหรือ Healthy Mix ประกอบด้วยข้าวโพด มันม่วง ฟักทอง นึ่ง

ปี 2019 ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงแบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล) ข้าวโพดฝักรสซอสต๊อด (ทำงานร่วมกับTODD Sauce) น้ำฟักทอง 

ปี 2020 ส้มตำข้าวโพดสูตรตำมั่ว (ทำงานร่วมกับTUMMOUR) น้ำนมข้าวโพดสูตรเพิ่มเนื้อ น้ำนมข้าวโพดสูตรน้ำตาลน้อยกว่า มันหวานญี่ปุ่นนึ่ง ลูกเดือยอบกรอบ

ปี 2021 อาหารพร้อมทานที่ทำจากพืชในซีรีส์ Plant-based Bites Classic Thai Taste แห้วนึ่งพร้อมทาน ข้าวโพดเทียนทิพย์แบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล)

พีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่สินค้าบางอย่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น ชุดรวมนึ่งตั้งแต่ยุคที่คลีนฟู้ดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นของว่างที่อิ่มท้องและมีสารอาหารเพียงพอ หาซื้อง่าย กินได้เร็ว หรือน้ำนมข้าวโพดที่แต่ก่อนไม่มีเมล็ดข้าวโพด แต่จากการสอบถามพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบกิน ก็เลยใส่เพิ่มเข้าไป เป็นต้น

สินค้าบางอย่างก็ตอบโจทย์ธุรกิจไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างสายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดทั้งหลายที่นอกจากถูกใจคนกิน ยังใช้ประโยชน์จากข้าวโพดได้ทุกส่วน ฝักที่ได้เกรดเอนำไปขายทั้งฝัก ส่วนฝักที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานแทนที่จะเสียเปล่า ก็มาคิดต่อว่ามีวิธีไหนที่แก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ยังเสิร์ฟได้เหมือนเดิม ทั้งกินง่ายขึ้น เลยนำมาตัดเป็น 3 ท่อน รวมถึงน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดคลุกเนยที่เสิร์ฟในถ้วย เพื่อให้มีส่วนที่เหลือจากการผลิตให้น้อยที่สุด

เขาคิดไปถึงขั้นที่นำซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการรูดเมล็ดทำน้ำนม ต่อยอดเป็นถ่านฟืนออกมาขาย และวันหนึ่งถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ทอจากไหมข้าวโพดก็ไม่ต้องแปลกใจ

สินค้า Collaboration อย่างข้าวโพดกับซอสต๊อดและส้มตำข้าวโพดก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก ข้าวโพดกับซอสต๊อดเกิดจากที่แบรนด์มองหาความสดใหม่จากเทรนด์ชอบกินเผ็ด ออกมาเป็นข้าวโพดเสียบไม้คลุกซอสทานง่าย

ส่วนส้มตำข้าวโพดได้ร้านตำมั่วเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ พัฒนาซอสส้มตำในแพ็กเกจจิ้งเป็นถ้วย แยกวัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่าง เขย่าให้เข้ากันและกินได้เลย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ V Farm แบ่งออกเป็น3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สินค้าจากข้าวโพด สินค้าจากฟาร์มอย่างแห้ว มันหวานญี่ปุ่น มันม่วง หรือฟักฟอง และสินค้ากลุ่มอาหาร Plant-based พร้อมทานที่ทำจากพืช

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

Plant-based Food เกิดจากการที่บริษัทไปร่วมลงทุนในบริษัท Foodtech Startup เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อที่ทำจากพืช More Meat และนำมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมทานที่ทำจากพืช V Farm Plant-based Bites รสชาติไทย ๆ เช่น ลาบทอด ต้มยำทอด และทอดมันข้าวโพดเนื้อปู โดยใช้โปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลืองและเห็ดแครง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และยังเป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรที่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของ V Farm เพราะเป็นโปรดักต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังสะดวก

“ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรายกให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ยุคก่อนเวลาหากลุ่มเป้าหมาย ก็มักจะยึด Demographicต่าง ๆ เพศอะไร อายุเท่าไหร่ มีรายได้ต่อเดือนแค่ไหน ทาร์เก็ตของเราในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า Urban Healthy Lifestyle หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุบลฯ หรือภูเก็ต คนในหัวเมืองจะมีวิถีใกล้เคียงกัน คนทำงานใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง 

“สินค้าของเราไปทาง Mass อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ทาร์เก็ตอีกกลุ่มอย่างคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วงหลังมานี้ จนตอนนี้มีแบบที่เรียกว่า Flexitarian ซึ่งมาจาก Flexible กับ Vegetarian คนเหล่านี้จะยืดหยุ่นมากกว่า ทานผักมากกว่าเนื้อ ซึ่งนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนมากินผัก แต่เราทำอะไรที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันสะอาด ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ใครกินก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเขา”

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

04

สายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดยังขายอยู่ที่เดียวที่ 7-Eleven เพราะมีข้อจำกัดเครื่องการกระจายสินค้าเพื่อคงความสดใหม่ ส่วน Farm Product ที่พัฒนาให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และ Plant-based Food ซึ่งมีอายุยืนกว่า เริ่มกระจายไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบนร้านค้าออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศเช่นอังกฤษและฮ่องกงในปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดฝักตัด 3 ท่อนจำนวนหมื่นกว่าแพ็ก แห้วพร้อมทานจำนวนหมื่นกว่าแพ็ค และข้าวโพดถ้วยคลุกเนยจำนวนเกือบ 2 หมื่นแพ็ก ถูกกระจายไปทั่วประเทศในทุก ๆ วัน

ด้วยยอดการผลิตที่สูงและสม่ำเสมอในทุกวัน V Farm จึงต้องการคนร่วมอุดมการณ์ในการทำธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าไปส่งเสริมครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอีสานกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี

“ถ้าเกษตรกรปลูกข้าว 10 ไร่ จะได้สูงสุด 2 รอบต่อปี และมีผลกำไร 80,000 บาท แต่ถ้าปลูกข้าวโพดจะได้ 2 – 3 รอบ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 210,000 บาทต่อปี

“เครือข่ายเกษตรกรทุกรายจะได้ทำข้อตกลง Contract Farming เราจะเข้าไปให้ความรู้ ให้ Know-how ในการปลูก เข้าไปช่วยพัฒนาให้ฟาร์มทันสมัยมากขึ้นเป็น Smart Farming เราใช้โดรนในการเพาะปลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีการรับประกันราคาให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการจ้างงาน”

พียังบอกว่า ในเร็ว ๆ นี้ V Farm จะเริ่มทำฟาร์มทดลองของตัวเองที่โคราช เพื่อทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ แก้ปัญหาที่พบมาตลอด คือการันตีเรื่องจำนวนหรือคุณภาพของผลผลิตตามฤดูกาลไม่ได้ เพราะสินค้าตามฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก พอปลูกได้ไม่มากแถมยังเป็นของใหม่ เกษตรกรก็ไม่กล้าเสี่ยง 

“เราเคยมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงวางขาย เราเคยมีข้าวโพดเทียนของอีสานด้วย แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมันจัดการยาก”

ฟาร์มทดลองจะช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ สนุก ๆ มากขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรในเครือข่าย สร้างความมั่นใจ เพิ่มโอกาสในการทำเกษตรของเขา และมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นฟาร์มประจำแบรนด์ไปได้ด้วย ในทางกลับกัน อาจช่วยดึงดูดให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับช่วงต่อฟาร์มครอบครัว แล้วพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและสินค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

05

ในสมัยผู้เป็นพ่อตั้งใจสร้างแบรนด์อาหารที่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค มายุคของลูกชาย เขามอง V Farm ไกลไปกว่านั้น

ไม่ใช่ธุรกิจอาหาร แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมว่าพอเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ก็ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า มากกว่าที่จะบอกว่า ฉันเป็นแบรนด์อาหาร ฉันเป็นแบรนด์เสื้อผ้า ถ้าสังเกตแบรนด์ใหญ่ ๆ ในปัจจุบันต่างขยับมาแตะเรื่องไลฟ์สไตล์หมดแล้ว ซึ่งจริง ๆ หัวใจสำคัญเราไม่เคยเปลี่ยน เราให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตคนมาตั้งแต่วันแรก โดยเริ่มจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

ถ้าลองไล่ดูการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ จะเห็นเลยว่า V Farm พยายามสื่อสารเรื่องไลฟ์สไตล์มาโดยตลอด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับเมนูใหม่ ๆ ที่ทำจากข้าวโพด หรือคำอธิบายถึงประโยชน์ของผลิตผลแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ V Farm เลยไม่ใช่แค่สินค้าที่สรรค์สร้างออกมา แต่คือเป้าหมาย คือชีวิต คือหัวใจของลูกค้า อนาคตของธุรกิจนี้จึงไร้ข้อจำกัด พวกเขาอาจจะร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า ออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง หรือทำโปรเจกต์สนุก ๆ กับศิลปินสักคน

06

การขยายตัวของธุรกิจทำให้มีพนักงานเจเนอเรชันใหม่เข้ามาร่วมทีม เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่มีคนหลายรุ่น 

“เราต้องทำให้ทีมรักกัน ให้เขารู้สึกต่อกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไม่ใช่คนนี้แก่ คนนี้เด็ก” พีเล่าพลางเปิดรูปกิจกรรมมากมายที่ยืนยันว่าในทีมมีคนทุกวัย ไม่ว่าจะเวิร์กชอป Team Building หรือทริปทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมากคือV Farm Running Club แบ่งทีมวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะเอาระยะทางมารวมกัน แล้วคำนวณเป็นระยะทางของสถานที่ที่บริษัทจะพาไปเที่ยว

แล้วปีนั้นได้ไปเที่ยวไหน – เราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ 

เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เกาหลีใต้

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

07

ครั้งก่อนที่คุยกันเร็ว ๆ พีบอกว่าอยากเห็น V Farm เติบโตไปเป็น Global Thai Brand ซึ่งหมายถึงแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพระดับโลก มาวันนี้เขาบอกว่านั่นไม่ใช่วิสัยทัศน์หลัก แต่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

“เราอยากให้แบรนด์อยู่ไปได้กับทุกยุคสมัย จะด้วยวิธีการผลิต วิธีการเลือกสรร หรือวิธีการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุดในแต่ละวัน ถ้าเป็น Global Thai Brand ได้จริง ๆ ก็คงเป็นผลพลอยได้ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เขาแอบเล่าให้ฟังถึงโปรดักต์ใหม่จากวิสัยทัศน์ที่เขาอยากให้ V Farm เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก่อนสิ่งใด และจะนำไปขายที่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX 2022  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้

“ทีมงานวิจัยที่อเมริกาบอกว่า อีกไม่กี่ปีคนจะมองหาสินค้า Plant-based ที่มีกระบวนการผลิตและแปรรูปน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า Low Processed Food และหันมาบริโภคสินค้าในรูปแบบ Whole Food มากขึ้น 

“ปีนี้ เราเลยจะออกสินค้า Plant-based ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พืชและผักในรูปแบบจากธรรมชาติจริง ๆ ทั้งหมด แต่ยังอร่อยและกินง่าย ตัวแรกคือ Buffalo Cauliflower Wings เหมือนปีกไก่ทอดคลุกซอส แต่เป็นดอกกะหล่ำทั้งหัวแทน อีกตัวคือ Mushroom Nuggets ที่ทำจากเห็ดออร์แกนิคทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็น Plant-based Food เวอร์ชันใหม่ ที่ทานง่ายและจะช่วยให้คนหันมาทานพืชผักมากขึ้นมากขึ้น”

แม้มีโมเดลธุรกิจ แนวคิดตั้งต้น สินค้าที่ผลิตออกมา และรางวัลที่น่าภูมิใจกันทั้งบริษัทอย่าง SMEs Sustainability Awards อยู่เต็มสองมือ พียังพูดไม่ได้เต็มปากว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่รับปากเอาไว้ว่าจะมีวันนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load