เส้นทางสาย ‘ไหม’

หากกล่าวถึง ‘ไหม’ หลายๆ คนอาจะนึกถึงเสื้อผ้าหรือซิ่นหลากสี แต่ไหมที่เราจะพูดถึงในวันนี้ ไม่ใช่เส้นไหมที่นำไปทอผ้าลวดลายสวยสดที่เรามักเห็นกัน  

Socoon Socoon

‘ไหม’ ที่เราจะพูดถึงคือเส้นทางของรังไหมจากแบรนด์ Socoon (โซคูน) ที่นำรังไหมนับร้อยรังมาเย็บต่อกัน จนเกิดเป็นงานศิลปะหลากรูปทรง ทั้งพวงกุญแจ กล่อง กระเป๋า และที่โดดเด่นที่สุดคือโคมไฟรังไหมทรงก้อนเมฆ สวยจนตาลุกวาว อยากซื้อมาประดับห้องนอนแสนรกให้เก๋ไก๋ซะตอนนี้เลย

โคมไฟรังไหม Socoon

แค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอก เราก็เทใจให้โคมไฟโมเดิร์นนี้ไปแล้ว และอยากให้อ่านเรื่องข้างล่างเพิ่มอีกสักนิด เผื่อว่าหลังอ่านจบแล้วเดินไปซื้อโคมไฟนี้ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังจะไม่ได้ร้องกรี๊ดแค่เพราะความสวยงามของมัน แต่ยังต้องร้องว้าวให้ความประณีตและเรื่องราวการเติบโตของวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ย่อท้อ พัฒนาของที่ระลึกราคาหลักสิบบาทประจำหมู่บ้าน เป็นงานศิลปะที่ได้ราคาสมกับความอุตสาหะของช่างฝีมือ

Socoon

เมื่อถึงตอนนั้น คุณอาจไม่ทันสังเกตว่าไม่เพียงแค่คุณที่กำลังยิ้มอยู่หน้าโคมไฟก้อนเมฆ แต่มีชาวสระบุรีอีกจำนวนหนึ่งยิ้มอยู่เหมือนกัน

 

รู้ไหม (ในวันนี้ไม่เหมือนเก่า)

หนึ่ง-กิติศักดิ์ ขจรภัย กรรมการกลุ่มรังไหมประดิษฐ์ เล่าให้เราฟังว่าภาคกลางมีศูนย์หม่อนไหมถึง 21 ที่ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าสระบุรีก็มีศูนย์หม่อนไหม แต่ก่อนสำนักงานเกษตรนครราชสีมาส่งอาจารย์มาสอนชุมชนทำพวงกุญแจ ทางวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ก็รับไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรี มาทำของที่ระลึกเล็กๆ นี้มาสิบกว่าปีแล้ว

หนึ่งคลุกคลีกับรังไหมมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณแม่เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เมื่อโตขึ้นรู้สึกว่าอยากอยู่กับชุมชนและพัฒนาให้ค่อยๆ โตไปด้วยกัน จึงกลับมาสืบทอดงานแปรรูปรังไหมที่บ้าน

“ตอนเด็กๆ โตมากับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เราก็ช่วยกันออกแบบพวงกุญแจรังไหมเป็นรูปค้างคาว พวงกุญแจใส่เหล็กดัดฟัน จากที่มี 4 – 5 แบบก็กลายเป็น 20 – 30 แบบ ตอนนั้นของขายดีเพราะนโยบาย OTOP แต่ก็เป็นของมูลค่าสิบบาท กำไรไม่สูงมาก” นักพัฒนาชาวสระบุรีเท้าความถึงสถานการณ์ดั้งเดิม

พวงกุญแจ

หลังจากทำพวงกุญแจรังไหมเพียงอย่างเดียวมาเป็นเวลานับสิบปี การคิดต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเรื่องยาก เมื่อหนึ่งกลับมาช่วยงานชุมชนจึงพยายามสมัครเข้าโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนได้เข้าร่วมโครงการ OTOP ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ได้นักออกแบบมาช่วยคิดต่อยอดมูลค่าสินค้า จากพวกกุญแจอันละ 10 บาทเป็นโคมไฟมูลค่าหลักพัน

“อาจารย์ที่กรมส่งเสริมสินค้าระหว่างประเทศแนะนำให้ทำ แต่ว่ามันยากมากๆ เพราะแต่ก่อนเราทำพวงกุญแจติดกาว พอเปลี่ยนมาเย็บแล้วขึ้นรูปเป็นทรงก้อนเมฆอีก เราเลยต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นคือเราต้องเชื่อมเหล็กเองทั้งๆ ที่เราไม่มีพื้นฐานมาก่อน แล้วก็ต้องทดสอบโคม ไปที่สถาบันสิ่งทอเพื่อทดสอบความทนไฟและการกันน้ำ พอได้โคมมาแล้ว เราก็ต้องออกแบบให้มีความหลากหลายอีก”

Socoon

จากพวงกุญแจ 10 บาท กลายเป็นโคมไฟมูลค่า 2,900 บาท (12 นิ้ว) หรือหากเป็นโคมไฟขนาดใหญ่ตามโรงแรมมูลค่าจะสูงถึง 12,000 บาท นอกจากนี้ Socoon ยังแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพายทรงก้อนเมฆเล็กๆ ที่เก๋น่าอวด ราคาที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและที่สำคัญคือ ‘ใจ’ ของชาวบ้าน

“ทุกอย่างเกิดจากคนในชุมชนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตอนแรกเราก็ทำไม่เป็น คนในชุมชนก็ทำไม่เป็น เราเป็นคนรุ่นหนึ่ง เขาเป็นคนรุ่นหนึ่ง ทำยังไงให้คน 2 รุ่นมาเจอกันแล้วไปด้วยกันได้ ต้องทำงานด้วยกันไปทุกขั้นตอนจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง”

 

ทำไหม

โคมไฟรังไหม

กระบวนการทำโคมไฟรังไหมไม่ได้ง่ายดาย ก่อนทำโคมต้องสั่งรังไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรีก่อน 3 – 4 เดือน โดยใช้เวลาเลี้ยงมากกว่า 30 วันต่อ 1 รัง และในเวลานี้จะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เลย

เมื่อได้รังไหมคุณภาพดีมาแล้วจึงนำมาเก็บใส่รังไว้เพื่อกันมด แล้วนำขี้ไหมออกให้ได้รังไหมที่สะอาดและทดลองย้อมสีธรรมชาติ เช่น คราม แค คูน และกระเจี๊ยบ ให้ได้โทนที่ต้องการ รังไหมที่ไม่ผ่านเกณฑ์การย้อมจะถูกคัดทิ้ง ส่วนรังไหมสีสวยจะนำมาตากแดดและตัดแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ใช้นำไปทำเป็นพวงกุญแจ ของฝากออริจินัล อีกส่วนที่ใช้นำมาเย็บด้วยมือเป็นกลีบกระทง 22 กลีบ เป็นทรงกลมหรือทรงตั้งอย่างประณีต ใส่ฐาน โดยจะใช้เวลา 3 – 4 วันต่อหนึ่งโคม

Socoon

ข้อดีของโคมไฟรังไหมเย็บมือคือเมื่อมองผิวเผินเป็นโคมไฟทรงก้อนเมฆจะแขวนหรือตั้งก็ได้ และสามารถกด ย่อ ขยาย เอียงขวา เอียงซ้ายได้ตามต้องการ ย่อให้เล็กเพื่อประหยัดพื้นที่เวลาขนส่ง จาก 12 นิ้ว เหลือ 3 นิ้วได้ และปกติรังไหมจะโชว์ผิวนอก แต่รังไหมที่นี่โชว์ด้านในเพื่อเน้นความมันวาว มากไปกว่านั้นคือการนำรังไหมมาใช้ เป็นการปาดรังมาโดยไม่ได้ฆ่าตัวไหม จึงนำไหมไปขยายพันธุ์ต่อได้

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร แต่พอเราไปออกร้านแล้วเจอลูกค้าญี่ปุ่น ถึงรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องที่เราไม่ได้ต้มไหมให้ตายเพื่อนำมาสาวไหม” หนึ่งกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

Socoon

โคมไฟรังไหมแสนเก๋นี้ได้รับรางวัล Demark ดีไซน์ดีมาก ปี 2017 สาขาสินค้าไลฟ์สไตล์ จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และได้รับรางวัลไทยเท่ ประเภทของใช้ รางวัลชนะเลิศที่ 1 ระดับประเทศ จากรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปี 2017 ทำให้ Socoon ได้ไปแสดงสินค้าที่โอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น และกำลังจะได้ไปอวดโฉมให้ชาวอิตาลีได้จับจองกันในปีนี้

 

ขายไหม

โคมไฟรังไหม

ผลิตภัณฑ์ของ Socoon ไม่ได้วางขายแค่ในงานแฟร์ทั่วไป แต่ยังวางขายที่สยามพารากอน ชั้น Exotic Thai และกำลังจะนำไปวางที่สยามดิสคัฟเวอรี่ โซน Ecotopia โดยแต่ละที่จะวางสินค้าลวดลายไม่ซ้ำกัน

“เราต้องพัฒนาสินค้าตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ข้อดีของการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการแข่งขัน เราก็จะไปเดินดูสินค้าแล้วนำข้อมูลไปแลกเปลี่ยนกับคนในจังหวัดสระบุรีว่าตอนนี้มันเป็นแบบนี้” ชาวสระบุรีรุ่นใหม่พูดด้วยแววตามุ่งมั่น

 

ทำไหม..ทำไม

ในวันนี้ Socoon หรือ วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ โตจากปี 48 ที่มีสมาชิกเพียง 5 คน เป็นตอนนี้มีสมาชิก 30 คน จากเดิมคนในพื้นที่ได้ค่าแรงวันละร้อย ตอนนี้ก็สามารถได้ถึงวันละ 300 – 500 บาท เพราะหนึ่งเน้นว่าชุมชนต้องได้ค่าแรงเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้

Socoon

“เราจะพัฒนาต่อไปทุกปี หยุดไม่ได้ เพราะเราทิ้งคนในจังหวัดเราไม่ได้ เราทำไปแล้วเราก็นำข้อมูลนี้กลับมาเผยแพร่ให้กลุ่มโอท็อปกลุ่มอื่นๆ ฟัง จะได้เดินไปด้วยกันได้ และให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคน มีจัดอบรมบ่อยๆ และให้เยาวชนมาร่วมทำด้วย จะได้สืบต่อกันไป และชุมชนเลี้ยงตัวเองได้”

จบบทสนทนา เราเห็นรอยยิ้มของหนุ่มผู้ทำไหม พร้อมได้ยินเสียงตัวเองตะโกนในใจว่า “อยากได้ไหม!” ที่ไม่ได้เป็นประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า

 

สนใจไหม
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook |  Socoon ผลิตภัณฑ์รังไหม
วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ 68/1 ม.6 ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
090-429-3609

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

มองในแวบแรก สิ่งที่อยู่ในมือฉันคือกระเป๋าผ้าที่ทั้งสวยเก๋และร่วมสมัย แต่เมื่อมองให้ละเอียดขึ้น จะเห็นความไม่สมบูรณ์แบบของผืนผ้าและลวดลายปักแปลกตา อันเป็นความงดงามของงานทำมือ และเมื่อได้ฟังเรื่องราว ฉันก็รู้ว่าผู้สร้างสรรค์กระเป๋าเหล่านี้คือหลากหลายชนเผ่าภาคเหนือ ซึ่งมีภูมิปัญญาการปักและถักทอผืนผ้าสั่งสมมายาวนาน

Ethnica คือแบรนด์กระเป๋าที่ก่อตั้งโดย ยุจเรศ สมนา, เขมิยา สิงห์ลอ และ ชัยวัฒน์ เดชเกิด มันไม่ใช่แค่กระเป๋าดีไซน์สวย แต่คือธุรกิจเพื่อสังคมที่เข้าไปหยิบภูมิปัญญาชนเผ่ามาหีบห่อให้ถูกใจคนซื้อ เพื่อให้แบรนด์เติบโตได้และชนเผ่าผู้ลงมือทำอยู่รอด ในแต่ละผืนผ้า แต่ละลวดลายจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวและความหมายที่มากไปกว่าสินค้าในระบบอุตสาหกรรม

ฉันวางมือสัมผัสผืนผ้า ลูบไล้ลายปัก แล้วตั้งใจฟังสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าแต่ละใบ

Ethnica: เก็บภูมิปัญญาชนเผ่าภาคเหนือไว้ในกระเป๋าเพื่อสังคมใบสวย

1.

ผ้าสำเร็จรูปมันไม่มีหัวใจอยู่ข้างใน

Ethnica เริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยก้าวแรกที่ไม่ต่างจากแบรนด์กระเป๋าอื่นนัก

ยุวเรศซึ่งเรียนจบสาขาศิลปะไทยจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมกับนักการตลาดรุ่นใหม่ตั้งแบรนด์กระเป๋าในสไตล์ New-Boho มุ่งส่งขายสหรัฐอเมริกา-ตลาดที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบงานฝีมือ โดยค้นคว้าหารูปทรงกระเป๋าที่ตลาดต้องการ แล้วเลือกใช้ผ้าจากตลาดที่ปักลวดลายจากชนเผ่าภาคเหนือซึ่งเธอชื่นชอบเป็นทุนเดิม

แต่เมื่อกระเป๋าล็อตแรกออกมา ยุวเรศพบว่าเธอยังต้องเพิ่มคุณค่าให้สินค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษ ด้วยผ้าทอที่ต่างจากผ้าตามท้องตลาดทั่วไป

“ใครก็ใช้ผ้าเหมือนเราได้ มันทำให้เราไม่มีเอกลักษณ์ และต่อให้มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ มันก็ไม่มีหัวใจอยู่ข้างใน” ยุวเรศอธิบาย

ด้วยเหตุนี้ นักออกแบบสาวจึงเริ่มมองหาหนทางอื่น ระหว่างนั้น เธอได้ไปลงเรียนคอร์สการออกแบบสิ่งกับ TCDC เชียงใหม่ ที่สอนโดย ธีระ ฉันทะสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ไทยชื่อดัง ในห้องเรียน รุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นได้แนะนำให้เธอไปเจอกับบัว-ชำนาญ คำปวง หญิงชาวชาวปกาเกอะญอในแถบพื้นที่ทุ่งหัวช้างซึ่งมีฝีมือในการทอผ้า หญิงสาวจึงลองให้พี่บัวช่วยทอผ้าแบบที่อยากเห็น ซึ่งมีความเป็นงานฝีมือพื้นบ้านอบอวลอยู่

ผลที่ได้จากกี่ของพี่บัวน่าประทับใจ แม้ลายเส้นอาจไม่ราบเรียบเสมอกัน แต่ความงามนั้นคือสิ่งที่ทำให้ผ้าทำมือแต่ละผืนมี ‘หัวใจ’

แล้วระหว่างการร่วมงาน เมื่อนักออกแบบสาวลองถามว่า ช่างฝีมือซึ่งบ้านอยู่ห่างไกลตัวเมืองคนนี้ต้องการอะไรในชีวิต แทนที่คำตอบจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างมือถือ หรือของจำเป็นอย่างเสื้อผ้า

คำตอบของพี่บัวคือ งาน

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างนักออกแบบสาวและช่างฝีมือชนเผ่า เพื่อนำจิตวิญญานของชนเผ่ามาปรับใช้ตอบโจทย์คนยุคใหม่

คือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Ethnica อย่างที่เป็นทุกวันนี้

Ethnica: เก็บภูมิปัญญาชนเผ่าภาคเหนือไว้ในกระเป๋าเพื่อสังคมใบสวย Ethnica: เก็บภูมิปัญญาชนเผ่าภาคเหนือไว้ในกระเป๋าเพื่อสังคมใบสวย

2.

เราทำงานให้ชนเผ่า ไม่ใช่ชนเผ่าทำงานให้เรา

จากวันนั้น ยุวเรศทยอยหยิบงานมาให้พี่บัวทำไม่ขาด แล้วจากคน 2 คน พี่บัวก็แนะนำให้ยุวเรศรู้จักชุมชนข้างเคียงที่มีทักษะการย้อมสีธรรมชาติ

ทีละน้อย, Ethnica ค่อยๆ ขยับขยายเครือข่ายไปสู่ชุมชนอื่น ชนเผ่าอื่นที่กว้างออกไป

อย่างไรก็ตาม การทำงานของนักออกแบบสาวไม่ใช่รูปแบบบังคับให้ได้อย่างใจ เธอรู้ดีว่าแต่ละเผ่า รวมถึงแต่ละชุมชนมีทักษะไม่เหมือนกัน ชาวปกาเกอะญอเชี่ยวชาญทอผ้า ชาวอาข่าฝีมือจัดเรื่องการปัก บางชุมชนมีทักษะย้อมฝ้ายและตีฝ้าย ขณะที่อีกหลายชุมชนไม่มี และแต่ละชุมชนก็มีวัตถุดิบให้สีที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่สีจากต้นคราม ผลมะเกลือ หรือต้นขนุน

เพราะฉะนั้น ผ้าแต่ละผืนจึงอาจเป็นการผสมผสานภูมิปัญญาของหลากชุมชน หลายชนเผ่า หีบห่อด้วยดีไซน์จากนักออกแบบสาว และการจบงานแบบตามมาตรฐานจากโรงงาน ตัวอย่างเช่น คอลเลกชันหนึ่งของ Ethnica ใช้ลายปักของชาวลั๊วะที่เป็นลายจารึกโบราณ แต่ลองผสมสีใหม่ เอาโทนสีของใบไม้เข้ามาร่วมเพื่อให้เข้ากับการเป็นคอลเลกชันรับฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจบด้วยการเก็บงานให้สวยเนี้ยบพร้อมวางขาย

ที่สำคัญคือ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานความเต็มใจและสบายใจของทุกฝ่าย

“เราก็บอกเขาว่าอยากให้ทอผ้า เอาให้เขาดูว่าคนเมืองเขาใส่กันแบบนี้นะ และนี่ก็ผ้าทอของเรา แต่ทำไซส์แบบนี้ ลองทำสิ สวยนะ พอทำออกมาเขาก็ดีใจ เริ่มเห็นภาพ พอเขาเริ่มชินแล้ว ก็จะได้ลองอะไรใหม่ๆ เส้นยืนแบบนี้ เส้นพุ่งแบบนี้ เขาก็เริ่มสนุก เริ่มหันมาทำกันมากขึ้น แต่ว่าเราออกแบบบนพื้นฐานที่เขาถนัดนะ ถ้าเขาไม่ถนัดแล้วไปฝืน เขาก็ไม่ทำ มีตัวอย่างอยู่หลายทีเหมือนกัน บางทีดีไซน์เนอร์เอาเทคนิคของชนเผ่าหนึ่งไปให้อีกชนเผ่าทำ มันทำให้เขาอึดอัดและทำได้แค่ตัวอย่าง พอมีออร์เดอร์มาคือเสียหมดเลยเพราะเขาทำไม่ทัน เราก็จะยึดตามวิถีชีวิตเขาเคยอยู่ยังไง แล้วก็ปรับตัวเอง คือเราทำงานให้เขามากกว่า ไม่ใช่ให้เขามาทำงานให้เรา” นักออกแบบสาวเล่าให้ฉันฟัง

ผ้าแต่ละผืนที่ Ethnica ได้มาจึงมีความงามเป็นเอกลักษณ์

และแน่นอน มีมวลความสุขของคนทำสอดแทรกอยู่ในนั้น

Ethnica: เก็บภูมิปัญญาชนเผ่าภาคเหนือไว้ในกระเป๋าเพื่อสังคมใบสวย Ethnica: เก็บภูมิปัญญาชนเผ่าภาคเหนือไว้ในกระเป๋าเพื่อสังคมใบสวย Ethnica: เก็บภูมิปัญญาชนเผ่าภาคเหนือไว้ในกระเป๋าเพื่อสังคมใบสวย

3.

เมื่อเราบอกว่าลูกค้าซื้อกระเป๋าไปแล้วนะ แววตาเขาเป็นประกาย

Ethnica เติบโตขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ยุวเรศบอกว่า ตอนนี้ฉันพบกระเป๋าของเธอได้ทั้งในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และร้านในตัวเมืองเชียงใหม่ของเธอเองที่ชื่อว่า Craft de Quarr ซึ่งรวมหลายแบรนด์ท้องถิ่นไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ Ethnica ยังจับมือกับธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อสังคมเพื่อนซี้อย่าง Local Alike จับทริปลงชุมชนที่ทำงานผ้าให้กับแบรนด์ด้วย

ในความงอกงามของกระเป๋าเพื่อสังคมเจ้านี้  ฉันพบว่ามีสิ่งสำคัญซ่อนอยู่ในผลงานแต่ละใบ

นั่นคือ ‘ความยั่งยืน’

เริ่มกันจากระดับเล็กจิ๋วที่สุด  การเติบโตของ Ethnica ไม่ใช่แค่คนซื้ออย่างเราได้ของสวยถูกใจ แบรนด์ได้กำไร แต่ชุมชนและชนเผ่าต่างๆ ยังมีรายได้ซึ่งทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา และทำให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกันที่บ้าน ไม่ต้องแยกย้ายไปทำงานที่อื่น

“สถาบันครอบครัวก็กลับมา พ่อบ้านไปปลูกฝ้าย แม่บ้านทอผ้า แล้วจากที่เด็กสาวๆ ไม่สนใจแล้ว จะไปเล่นมือถือ ไปทำงาน ไปเที่ยวข้างนอก เขาก็เริ่มสนใจกลับมาทอผ้าเพราะเห็นว่ามีรายได้ เริ่มอยู่บ้าน ทำงานและเรียนจากคนในครอบครัวมากขึ้น บางทีเราไปก็ไปช่วยเขาย้อม ช่วยเขาตีฝ้ายนะ อยู่กันเหมือนครอบครัว” ยุวเรศเล่าประสบการณ์ตรงให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม

นอกจากนั้น การที่ชาวชนเผ่าซึ่งทำงานร่วมกับ Ethnica มีรายได้จากสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชนทั้งวัตถุดิบและองค์ความรู้ ก็ทำให้วิถีชีวิตชนเผ่าของพวกเขายังดำเนินต่อไปได้อย่างที่เคยเป็น และภูมิปัญญาที่อาจเคยถูกทอดทิ้ง ใกล้สูญหายก็กลับกลายเป็นสิ่งมีค่า

ไม่ใช่แค่เพราะมันช่วยสร้างรายได้ แต่เพราะองค์ความรู้เก่าแก่นี้คือสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งผู้ใหญ่และหนุ่มสาวรุ่นหลัง

“เวลาที่ทอผ้าออกมาได้กระเป๋า 1 ใบ แล้วเราบอกเขาว่า กระเป๋าผ้าของพี่ลูกค้าซื้อไปแล้วนะ แววตาของเขามันเป็นประกายมาก นอกจากได้เงิน เขาดีใจและภูมิใจว่าสิ่งที่เขาทำมา ที่เขาคิดว่าขี้เหร่ กลับขายให้กับกลุ่มคนที่ชื่นชอบได้ งานชนเผ่ามันไม่ใช่งานคลาสสิก งานเนี้ยบ แต่มีเสน่ห์ตรงความเป็นพื้นบ้าน” ยุวเรศบอกฉัน

ในภาพใหญ่ การสร้างรายได้ให้ชนเผ่าในวิธีของ Ethnica ยังช่วยปกป้องธรรมชาติ เพราะภูมิปัญญาของพวกเขานั้นแสนจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหลายครั้ง งานที่ทุกคนต้องแยกย้ายไปทำก็ส่งผลร้ายต่อธรรมชาติ เช่น การทำไร่เชิงเดี่ยวอย่างไร่ข้าวโพดซึ่งทั้งทำลายป่าและใช้สารเคมีหนักหน่วง

ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบมาถึงฉันและคุณ เพราะเราล้วนเชื่อมโยงถึงกัน

เพราะอย่างนี้  การเติบโตของกระเป๋าแบรนด์ Ethnica จึงหมายถึงการขับเคลื่อนวงจรความยั่งยืนที่งดงามให้หมุนต่อไป ทั้งชุมชน เจ้าของแบรนด์ และผู้บริโภคกำลังเดินไปข้างหน้าโดยไม่มีใครนำหน้าใคร

เป็นการก้าวไปพร้อมกันอย่างสง่างาม

Ethnica: เก็บภูมิปัญญาชนเผ่าภาคเหนือไว้ในกระเป๋าเพื่อสังคมใบสวย Ethnica: เก็บภูมิปัญญาชนเผ่าภาคเหนือไว้ในกระเป๋าเพื่อสังคมใบสวย

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load