เส้นทางสาย ‘ไหม’

หากกล่าวถึง ‘ไหม’ หลายๆ คนอาจะนึกถึงเสื้อผ้าหรือซิ่นหลากสี แต่ไหมที่เราจะพูดถึงในวันนี้ ไม่ใช่เส้นไหมที่นำไปทอผ้าลวดลายสวยสดที่เรามักเห็นกัน  

Socoon Socoon

‘ไหม’ ที่เราจะพูดถึงคือเส้นทางของรังไหมจากแบรนด์ Socoon (โซคูน) ที่นำรังไหมนับร้อยรังมาเย็บต่อกัน จนเกิดเป็นงานศิลปะหลากรูปทรง ทั้งพวงกุญแจ กล่อง กระเป๋า และที่โดดเด่นที่สุดคือโคมไฟรังไหมทรงก้อนเมฆ สวยจนตาลุกวาว อยากซื้อมาประดับห้องนอนแสนรกให้เก๋ไก๋ซะตอนนี้เลย

โคมไฟรังไหม Socoon

แค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอก เราก็เทใจให้โคมไฟโมเดิร์นนี้ไปแล้ว และอยากให้อ่านเรื่องข้างล่างเพิ่มอีกสักนิด เผื่อว่าหลังอ่านจบแล้วเดินไปซื้อโคมไฟนี้ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังจะไม่ได้ร้องกรี๊ดแค่เพราะความสวยงามของมัน แต่ยังต้องร้องว้าวให้ความประณีตและเรื่องราวการเติบโตของวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ย่อท้อ พัฒนาของที่ระลึกราคาหลักสิบบาทประจำหมู่บ้าน เป็นงานศิลปะที่ได้ราคาสมกับความอุตสาหะของช่างฝีมือ

Socoon

เมื่อถึงตอนนั้น คุณอาจไม่ทันสังเกตว่าไม่เพียงแค่คุณที่กำลังยิ้มอยู่หน้าโคมไฟก้อนเมฆ แต่มีชาวสระบุรีอีกจำนวนหนึ่งยิ้มอยู่เหมือนกัน

 

รู้ไหม (ในวันนี้ไม่เหมือนเก่า)

หนึ่ง-กิติศักดิ์ ขจรภัย กรรมการกลุ่มรังไหมประดิษฐ์ เล่าให้เราฟังว่าภาคกลางมีศูนย์หม่อนไหมถึง 21 ที่ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าสระบุรีก็มีศูนย์หม่อนไหม แต่ก่อนสำนักงานเกษตรนครราชสีมาส่งอาจารย์มาสอนชุมชนทำพวงกุญแจ ทางวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ก็รับไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรี มาทำของที่ระลึกเล็กๆ นี้มาสิบกว่าปีแล้ว

หนึ่งคลุกคลีกับรังไหมมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณแม่เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เมื่อโตขึ้นรู้สึกว่าอยากอยู่กับชุมชนและพัฒนาให้ค่อยๆ โตไปด้วยกัน จึงกลับมาสืบทอดงานแปรรูปรังไหมที่บ้าน

“ตอนเด็กๆ โตมากับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เราก็ช่วยกันออกแบบพวงกุญแจรังไหมเป็นรูปค้างคาว พวงกุญแจใส่เหล็กดัดฟัน จากที่มี 4 – 5 แบบก็กลายเป็น 20 – 30 แบบ ตอนนั้นของขายดีเพราะนโยบาย OTOP แต่ก็เป็นของมูลค่าสิบบาท กำไรไม่สูงมาก” นักพัฒนาชาวสระบุรีเท้าความถึงสถานการณ์ดั้งเดิม

พวงกุญแจ

หลังจากทำพวงกุญแจรังไหมเพียงอย่างเดียวมาเป็นเวลานับสิบปี การคิดต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเรื่องยาก เมื่อหนึ่งกลับมาช่วยงานชุมชนจึงพยายามสมัครเข้าโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนได้เข้าร่วมโครงการ OTOP ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ได้นักออกแบบมาช่วยคิดต่อยอดมูลค่าสินค้า จากพวกกุญแจอันละ 10 บาทเป็นโคมไฟมูลค่าหลักพัน

“อาจารย์ที่กรมส่งเสริมสินค้าระหว่างประเทศแนะนำให้ทำ แต่ว่ามันยากมากๆ เพราะแต่ก่อนเราทำพวงกุญแจติดกาว พอเปลี่ยนมาเย็บแล้วขึ้นรูปเป็นทรงก้อนเมฆอีก เราเลยต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นคือเราต้องเชื่อมเหล็กเองทั้งๆ ที่เราไม่มีพื้นฐานมาก่อน แล้วก็ต้องทดสอบโคม ไปที่สถาบันสิ่งทอเพื่อทดสอบความทนไฟและการกันน้ำ พอได้โคมมาแล้ว เราก็ต้องออกแบบให้มีความหลากหลายอีก”

Socoon

จากพวงกุญแจ 10 บาท กลายเป็นโคมไฟมูลค่า 2,900 บาท (12 นิ้ว) หรือหากเป็นโคมไฟขนาดใหญ่ตามโรงแรมมูลค่าจะสูงถึง 12,000 บาท นอกจากนี้ Socoon ยังแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพายทรงก้อนเมฆเล็กๆ ที่เก๋น่าอวด ราคาที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและที่สำคัญคือ ‘ใจ’ ของชาวบ้าน

“ทุกอย่างเกิดจากคนในชุมชนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตอนแรกเราก็ทำไม่เป็น คนในชุมชนก็ทำไม่เป็น เราเป็นคนรุ่นหนึ่ง เขาเป็นคนรุ่นหนึ่ง ทำยังไงให้คน 2 รุ่นมาเจอกันแล้วไปด้วยกันได้ ต้องทำงานด้วยกันไปทุกขั้นตอนจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง”

 

ทำไหม

โคมไฟรังไหม

กระบวนการทำโคมไฟรังไหมไม่ได้ง่ายดาย ก่อนทำโคมต้องสั่งรังไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรีก่อน 3 – 4 เดือน โดยใช้เวลาเลี้ยงมากกว่า 30 วันต่อ 1 รัง และในเวลานี้จะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เลย

เมื่อได้รังไหมคุณภาพดีมาแล้วจึงนำมาเก็บใส่รังไว้เพื่อกันมด แล้วนำขี้ไหมออกให้ได้รังไหมที่สะอาดและทดลองย้อมสีธรรมชาติ เช่น คราม แค คูน และกระเจี๊ยบ ให้ได้โทนที่ต้องการ รังไหมที่ไม่ผ่านเกณฑ์การย้อมจะถูกคัดทิ้ง ส่วนรังไหมสีสวยจะนำมาตากแดดและตัดแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ใช้นำไปทำเป็นพวงกุญแจ ของฝากออริจินัล อีกส่วนที่ใช้นำมาเย็บด้วยมือเป็นกลีบกระทง 22 กลีบ เป็นทรงกลมหรือทรงตั้งอย่างประณีต ใส่ฐาน โดยจะใช้เวลา 3 – 4 วันต่อหนึ่งโคม

Socoon

ข้อดีของโคมไฟรังไหมเย็บมือคือเมื่อมองผิวเผินเป็นโคมไฟทรงก้อนเมฆจะแขวนหรือตั้งก็ได้ และสามารถกด ย่อ ขยาย เอียงขวา เอียงซ้ายได้ตามต้องการ ย่อให้เล็กเพื่อประหยัดพื้นที่เวลาขนส่ง จาก 12 นิ้ว เหลือ 3 นิ้วได้ และปกติรังไหมจะโชว์ผิวนอก แต่รังไหมที่นี่โชว์ด้านในเพื่อเน้นความมันวาว มากไปกว่านั้นคือการนำรังไหมมาใช้ เป็นการปาดรังมาโดยไม่ได้ฆ่าตัวไหม จึงนำไหมไปขยายพันธุ์ต่อได้

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร แต่พอเราไปออกร้านแล้วเจอลูกค้าญี่ปุ่น ถึงรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องที่เราไม่ได้ต้มไหมให้ตายเพื่อนำมาสาวไหม” หนึ่งกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

Socoon

โคมไฟรังไหมแสนเก๋นี้ได้รับรางวัล Demark ดีไซน์ดีมาก ปี 2017 สาขาสินค้าไลฟ์สไตล์ จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และได้รับรางวัลไทยเท่ ประเภทของใช้ รางวัลชนะเลิศที่ 1 ระดับประเทศ จากรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปี 2017 ทำให้ Socoon ได้ไปแสดงสินค้าที่โอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น และกำลังจะได้ไปอวดโฉมให้ชาวอิตาลีได้จับจองกันในปีนี้

 

ขายไหม

โคมไฟรังไหม

ผลิตภัณฑ์ของ Socoon ไม่ได้วางขายแค่ในงานแฟร์ทั่วไป แต่ยังวางขายที่สยามพารากอน ชั้น Exotic Thai และกำลังจะนำไปวางที่สยามดิสคัฟเวอรี่ โซน Ecotopia โดยแต่ละที่จะวางสินค้าลวดลายไม่ซ้ำกัน

“เราต้องพัฒนาสินค้าตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ข้อดีของการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการแข่งขัน เราก็จะไปเดินดูสินค้าแล้วนำข้อมูลไปแลกเปลี่ยนกับคนในจังหวัดสระบุรีว่าตอนนี้มันเป็นแบบนี้” ชาวสระบุรีรุ่นใหม่พูดด้วยแววตามุ่งมั่น

 

ทำไหม..ทำไม

ในวันนี้ Socoon หรือ วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ โตจากปี 48 ที่มีสมาชิกเพียง 5 คน เป็นตอนนี้มีสมาชิก 30 คน จากเดิมคนในพื้นที่ได้ค่าแรงวันละร้อย ตอนนี้ก็สามารถได้ถึงวันละ 300 – 500 บาท เพราะหนึ่งเน้นว่าชุมชนต้องได้ค่าแรงเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้

Socoon

“เราจะพัฒนาต่อไปทุกปี หยุดไม่ได้ เพราะเราทิ้งคนในจังหวัดเราไม่ได้ เราทำไปแล้วเราก็นำข้อมูลนี้กลับมาเผยแพร่ให้กลุ่มโอท็อปกลุ่มอื่นๆ ฟัง จะได้เดินไปด้วยกันได้ และให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคน มีจัดอบรมบ่อยๆ และให้เยาวชนมาร่วมทำด้วย จะได้สืบต่อกันไป และชุมชนเลี้ยงตัวเองได้”

จบบทสนทนา เราเห็นรอยยิ้มของหนุ่มผู้ทำไหม พร้อมได้ยินเสียงตัวเองตะโกนในใจว่า “อยากได้ไหม!” ที่ไม่ได้เป็นประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า

 

สนใจไหม
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook |  Socoon ผลิตภัณฑ์รังไหม
วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ 68/1 ม.6 ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
090-429-3609

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

‘น่ารัก’

เมื่อเห็นสินค้าของ ‘ภูคราม’ (Bhukram) ครั้งแรก คำอุทานนี้ก็หล่นจากปากและดังก้องในสมอง ฉันอยากพุ่งตัวไปจับจองผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ไปจนถึงเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติของแบรนด์จากสกลนครในบัดดล ไม่ใช่แค่เพราะสีน้ำเงินจากครามหรือดำจากมะเกลือที่ดึงดูดใจ แต่ลวดลายเล็กที่สาวๆ ชาวภูพานบรรจงปักบนผ้าฝ้ายทอมือต่างหากที่ทำให้ฉันตกหลุมรัก ดอกไม้ใบหญ้าที่กระจายตัวสร้างความงดงามบนผืนผ้าได้แรงบันดาลใจจากอุทยานแห่งชาติภูพาน ความเก๋ของลายผ้าจากบ้านเกิดที่ไม่มีทางซ้ำกันซักผืนช่างถูกจริตคนชอบงานฝีมือและธรรมชาติ

เมื่อได้โอกาสพูดคุยกับมะเหมี่ยว-ปิลันธน์ ไทยสรวง ผู้ก่อตั้งแบรนด์แสนป๊อปในกลุ่มคนรักสินค้าธรรมชาติและแม่บ้านญี่ปุ่น ฉันถึงได้รู้ว่าภูครามไม่ได้เกิดขึ้นจากความฝันของดีไซเนอร์เก๋ไก๋ แต่ผลิบานจากนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่อยากกลับบ้าน

ภูคราม ภูคราม

ภูคราม

1

ค่อยๆ กลับบ้าน

มะเหมี่ยวเป็นคนอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร แต่เข้ากรุงเทพฯ มาทำงานเป็นนักประวัติศาสตร์ชุมชน การลงพื้นที่คลุกคลีกับชาวบ้านหลายจังหวัดทำให้เธอเข้าใจวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น ยิ่งพบปะผู้คนมากขึ้น หญิงสาวก็เริ่มตั้งคำถามถึงชุมชนบ้านเกิดที่ตนเองจากมา

“เราทำงานกับชุมชนเยอะ และใช้ความรู้เชิงบูรณาการของตัวเองเพื่อพัฒนาชุมชนอื่นๆ จนรู้สึกเหมือนเป็นลูกหลานบ้านนั้นบ้านนี้ แต่ไม่ได้คลุกคลีกับชุมชนบ้านเกิดเลย แม้กระทั่งกลับไปบ้าน ก็แทบไม่รู้จักใครหรือจำชื่อคนไม่ได้แล้ว อยู่บ้านเฉยๆ กับครอบครัว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับใคร เลยคิดว่าทำไมถึงไม่กลับไปใช้ความรู้ของเราพัฒนาที่บ้านบ้าง รวมกับความรู้สึกอยากกลับบ้านเพราะว่าอยู่กรุงเทพฯ มานาน และอยากกลับไปดูแลครอบครัวด้วย”

ความคิดถึงบ้านของเธอก่อตัวตั้งแต่เห็นชาวบ้านภูพานกลับมาทอผ้ามากขึ้นเพื่อทำผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ย้อมครามเพื่อส่งขาย หลังจากที่หยุดทอผ้าถุงใช้เองและเลิกย้อมครามมานานหลายปี หญิงสาวช่วยรับของจากป้าๆ น้าๆ ที่อายุมากมาขายในออฟฟิศที่กรุงเทพฯ ผลตอบรับที่ดีเกินคาดทำให้เธอเริ่มจริงจัง และในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกเพื่อกลับบ้านและทำธุรกิจร้านผ้าย้อมครามอย่างเต็มตัว แม่ค้ามือใหม่เข้าอบรมด้านดีไซน์และธุรกิจแบบ Social Enterprise เพื่อค้นหาว่าจุดเด่นที่จะทำให้แบรนด์ของเธอแตกต่างจากคนอื่นๆ คืออะไร

คำตอบรอคอยเธออย่างสงบอยู่ที่บ้าน ภูมิปัญญาการปลูกฝ้าย เข็นฝ้าย ทอฝ้าย และย้อมครามอยู่ที่ภูพานมาเนิ่นนานแล้ว มะเหมี่ยวละทิ้งการขายผ้าเรยอนทอตามแพตเทิร์นที่แพร่หลายในสกลนครในขณะนั้น และชักชวนชาวบ้านให้กลับไปทำสิ่งที่พวกเขาเคยเชี่ยวชาญอีกครั้ง

ภูคราม ภูคราม

2

ปักป่าบนผืนผ้า

ผ้าฝ้ายทอมือโดดเด่นก็จริง แต่เอกลักษณ์ของภูครามเกิดจากการทดลองง่ายๆ ครั้งหนึ่งของมะเหมี่ยวที่ภูพาน

เราเป็นคนชอบธรรมชาติ คือเราเห็นผ้า เห็นเข็ม เห็นหลอดฝ้าย อยู่ข้างๆ ก็เริ่มมานั่งคิด ตอนเเรกอยากจะดีไซน์ธรรมชาติลงบนผืนผ้า ในสมองไม่ได้คิดอะไรเยอะ ก็เลยร้อยเข็มแล้วปักดอกไม้ที่เราเห็นรอบข้างในชุมชน พอโพสต์ภาพผ้าลง Facebook ปรากฏว่าคนชอบ มันแปลกดี น่ารักดี เลยคิดว่าทำแบบนี้ดีกว่า”

เนื่องจากงานปักมือไม่เคยอยู่ในวิถีดั้งเดิมของชาวภูพาน ช่วงแรกๆ เจ้าของไอเดียต้องจ้างช่างฝีมือที่กรุงเทพฯ แต่ต่อมาก็ค้นพบมือปักชั้นยอดในบ้านเกิด คือ ดา-คุณแม่ที่อยากหารายได้เสริมระหว่างเลี้ยงลูก 3 คนไปด้วย

“งานปักมันมีเยอะมาก ใครๆ ก็ทำได้ แต่เราอยากจะสะท้อนพื้นที่เราอยู่และมุมมองของคนในพื้นที่ให้คนได้รู้จักผ่านงาน ตอนดาบอกว่า ‘พี่เหมี่ยว ดาเลี้ยงลูกในทุ่งนา น้องจับดอกนี้ขึ้นมา แล้วดาเลยลองปัก’ เราเลยค้นพบว่า เฮ้ย ในผืนผ้าแต่ละผืนของเรามันมีเรื่องราวของคนปัก มีแรงบันดาลใจที่เขาได้จากธรรมชาติรอบตัว นี่แหละ concept หลักของเรา”

ภูคราม ภูคราม

“พอเริ่มจาก 1 คน คนอื่นก็เห็นดามีรายได้ ซึ่งต้องให้ราคาสูงพอสมควรสำหรับการทำงานปัก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่ได้มีในชุมชนมาก่อน พวกเขาก็สนใจ ตอนแรกคงอยากได้เงินก่อน แต่พอเขาปักไปเรื่อยๆ เราให้ความสำคัญว่าทุกคนมีผลงานของตัวเอง มีอิสระในการดีไซน์ เพราะแรงบันดาลใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขาก็เกิดความภูมิใจว่านี่คือชิ้นงานของเขา มีการนำเสนอลวดลาย  บางทีก็มีป้ามาสะกิด ‘ป้าไปเก็บเห็ด แล้วป้าเห็นเห็ด เห็นโขดหิน ป้าจะปักอันนี้’ เพียงแค่ว่าเขาไม่ได้ใช้โทรศัพท์มาถ่ายภาพแล้วเอามาเปรียบเทียบก่อนปัก แต่เขาจำผ่านมุมมองของเขาแล้วเขาปักลงไปเลย

เราเป็นคนดีไซน์ภาพรวมก็จริง แต่ไม่จับมือเขียนแบบให้ชาวบ้าน คนที่ฝังฝีเข็มลงไปคือพวกเขาเอง แต่ละคนมีศักยภาพเยอะมาก ดูถูกไม่ได้เลยนะ ถ้าเขามีโอกาสทำ เขาก็เป็นศิลปินได้”

มือปักตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงานร่วมพัฒนาลวดลายด้วยกัน ร่วมคิดเทกนิคให้ผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ใช้ได้ทั้งสองด้าน จนดอกไม้ป่า ดอกหญ้าฤดูร้อน และกลีบบอบบางสารพันฟุ้งกระจายในภูคราม อาจดูดิบซื่อ ตรงไปตรงมา แต่รอยปักเหล่านี้ไม่ใช่แค่ดอกไม้อ่อนหวาน หากซ่อนคำว่าธรรมชาติไว้ในทุกฝีเข็ม

3

ผลลัพธ์ของความเชื่องช้า

สมัยนี้ถ้าอยากกินผลไม้ เดินเข้าห้างไปซื้อมาสักกิโลก็ได้ชิมรสหวาน ถ้าใจร้อนอยากได้ชุดสวย สั่งเสื้อสำเร็จรูปก็ได้ของเร็วทันใจ วิถีสะดวกสบายมีข้อดีนานัปการ

แต่ความอดทนมีดอกผลงดงามในแบบของมัน

เบื้องหลังผลผลิต 1 ผืนของภูคราม เปรียบเหมือนการปลูกผลไม้ทั้งสวนไว้ล่วงหน้า และรอคอย 2 – 3 เดือนกว่าชิ้นงานจะปรากฏ เริ่มจากปลูกฝ้าย รอไร่ครามเติบโต เก็บฝ้ายที่มีและรับซื้อฝ้ายจากบริเวณใกล้เคียงมาเข็นฝ้ายสำหรับทอ อาจผสมฝ้ายโรงงานเท่าที่จำเป็น และใช้สีย้อมธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสีจากต้นคราม เปลือกมะม่วง เปลือกประดู่ แก่นต้นเข หรือผลมะเกลือ แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการตัดเย็บและปักผ้า โดยมะเหมี่ยวจ้างช่างตัดเสื้อจากกรุงเทพฯ มาสอนเรื่องแพตเทิร์นและเทคนิคต่างๆ ให้คนท้องถิ่นโดยเฉพาะ และรับช่างฝีมือดีที่กลับมาอยู่บ้านเข้าทำงาน เพื่อให้การผลิตทุกขั้นตอนของแบรนด์มาจากชาวภูพานจริงๆ

ภูคราม ภูคราม

“ตั้งแต่แรกที่เราร่วมกันทำกับชาวบ้าน เราเน้นความสุขในการทำงาน เพราะเราอยู่ได้เมื่อชาวบ้านมีความสุข เราเคยคิดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเยอะๆ พอมาคำนวณดู ถ้าเพิ่มเยอะแล้วความสุขจะลดลงมั้ย คุยกับชาวบ้านตลอดจนรู้ใจกัน เขาเริ่มรู้แล้วว่าเหมี่ยวจะไปได้ เขาก็ต้องทำของที่ดีมีคุณภาพ

“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าภูครามจะได้เงินมากๆ แต่สิ่งที่วางแผนไว้คืออยากจะอยู่กับชุมชนที่ทุกคนมีความสุข มันอาจจะเป็นภาพฝันหน่อย แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เขามีรายได้ เรามีรายได้ เราเอื้อกันและกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็เติบโตไปด้วยกันในเชิงพัฒนาคุณภาพชีวิต เราต้องเห็นและเข้าใจจริงๆ ว่าชุมชนต้องการอะไร ไม่ใช่แค่เราคนเดียว ในเมื่อเราลงมือทำกับชุมชนแล้ว เราทิ้งเรื่องนี้ไม่ได้”

รายได้ที่สม่ำเสมอตลอดทั้งปีจากภูคราม ช่วยให้ผู้หญิงในชุมชนไม่ต้องรอเงินก้อนจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาล พวกเธอช่วยเหลือครอบครัวได้มากขึ้นจากการแบ่งเวลามาทอผ้าหรือปักผ้า ในขณะเดียวกันก็ยังใช้ชีวิตประจำวัน เก็บเห็ด ดำนา และเลี้ยงลูก ไปตามปกติ

จังหวะชีวิตที่ต้องสอดคล้องกันทั้งชุมชนดูเชื่องช้าในโลกที่หมุนเร็วจี๋ แต่ระบบนิเวศของภูครามกำลังเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อใจเย็น รอคอย และแบ่งปัน

ผลลัพธ์ของมันหอมหวานไปทั้งอุทยานภูพาน

ภูคราม ภูคราม ภูคราม

4

ส่งต่อธรรมชาติ

ปัจจุบันภูครามมีหน้าร้านออนไลน์และออกร้านตามตลาดสินค้าดีไซน์ ของออร์แกนิก สินค้าชุมชน รวมถึงวางจำหน่ายชั่วคราวในห้างสรรพสินค้าและส่งผ้าคลุมไหล่สำหรับกิโมโนไปญี่ปุ่น ขอเพียงลูกค้ามีเวลารอคอยกระบวนการสักหน่อย ภูครามจะรับออเดอร์ผ้าฝ้ายปักดอกไม้น่ารักแบบดิบๆ ตาม signature ของแบรนด์

“เรานั่งถามตัวเองว่าภูครามขายสินค้าอะไร รู้สึกว่าขายธรรมชาติในมุมมองของเรา ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอน วิถีชีวิตของชาวบ้าน หรือกระทั่งการปักลายธรรมชาติรอบตัว บางทีคนซื้อชอบมาก เราก็จะดีใจมาก เพราะกว่าจะได้ผืนหนึ่งมันยากมากเลย อย่างพวกเสื้อ เวลาออกแบบช่างกับเราจะช่วยกันเยอะมาก พยายามทำให้มันใส่ง่าย ใส่สบาย และสวยงามตรงใจตลาด ลูกค้าส่วนมากของเราเป็นลูกค้าเดิมที่กลับมาซื้อซ้ำ เป็นคนรักธรรมชาติ ชอบงานผ้า งานอนุรักษ์ และอยากสนับสนุนเรื่องนี้ เราก็พยายามออกแบบรูปแบบใหม่ๆ ให้พวกเขาใช้ได้”

มะเหมี่ยวตบท้ายด้วยรอยยิ้ม ฉันลูบผ้าคลุมไหล่สีน้ำเงินลายดอกไม้ป่าที่เธอวางขายแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ รอยปุ่มป่ำนุ่มนวลที่มือสัมผัสมีโลกธรรมชาติบรรจุอยู่ทั้งใบ

ภูคราม

FB | ภูคราม Bhukram

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load