เส้นทางสาย ‘ไหม’

หากกล่าวถึง ‘ไหม’ หลายๆ คนอาจะนึกถึงเสื้อผ้าหรือซิ่นหลากสี แต่ไหมที่เราจะพูดถึงในวันนี้ ไม่ใช่เส้นไหมที่นำไปทอผ้าลวดลายสวยสดที่เรามักเห็นกัน  

Socoon Socoon

‘ไหม’ ที่เราจะพูดถึงคือเส้นทางของรังไหมจากแบรนด์ Socoon (โซคูน) ที่นำรังไหมนับร้อยรังมาเย็บต่อกัน จนเกิดเป็นงานศิลปะหลากรูปทรง ทั้งพวงกุญแจ กล่อง กระเป๋า และที่โดดเด่นที่สุดคือโคมไฟรังไหมทรงก้อนเมฆ สวยจนตาลุกวาว อยากซื้อมาประดับห้องนอนแสนรกให้เก๋ไก๋ซะตอนนี้เลย

โคมไฟรังไหม Socoon

แค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอก เราก็เทใจให้โคมไฟโมเดิร์นนี้ไปแล้ว และอยากให้อ่านเรื่องข้างล่างเพิ่มอีกสักนิด เผื่อว่าหลังอ่านจบแล้วเดินไปซื้อโคมไฟนี้ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังจะไม่ได้ร้องกรี๊ดแค่เพราะความสวยงามของมัน แต่ยังต้องร้องว้าวให้ความประณีตและเรื่องราวการเติบโตของวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ย่อท้อ พัฒนาของที่ระลึกราคาหลักสิบบาทประจำหมู่บ้าน เป็นงานศิลปะที่ได้ราคาสมกับความอุตสาหะของช่างฝีมือ

Socoon

เมื่อถึงตอนนั้น คุณอาจไม่ทันสังเกตว่าไม่เพียงแค่คุณที่กำลังยิ้มอยู่หน้าโคมไฟก้อนเมฆ แต่มีชาวสระบุรีอีกจำนวนหนึ่งยิ้มอยู่เหมือนกัน

 

รู้ไหม (ในวันนี้ไม่เหมือนเก่า)

หนึ่ง-กิติศักดิ์ ขจรภัย กรรมการกลุ่มรังไหมประดิษฐ์ เล่าให้เราฟังว่าภาคกลางมีศูนย์หม่อนไหมถึง 21 ที่ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าสระบุรีก็มีศูนย์หม่อนไหม แต่ก่อนสำนักงานเกษตรนครราชสีมาส่งอาจารย์มาสอนชุมชนทำพวงกุญแจ ทางวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ก็รับไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรี มาทำของที่ระลึกเล็กๆ นี้มาสิบกว่าปีแล้ว

หนึ่งคลุกคลีกับรังไหมมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณแม่เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เมื่อโตขึ้นรู้สึกว่าอยากอยู่กับชุมชนและพัฒนาให้ค่อยๆ โตไปด้วยกัน จึงกลับมาสืบทอดงานแปรรูปรังไหมที่บ้าน

“ตอนเด็กๆ โตมากับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เราก็ช่วยกันออกแบบพวงกุญแจรังไหมเป็นรูปค้างคาว พวงกุญแจใส่เหล็กดัดฟัน จากที่มี 4 – 5 แบบก็กลายเป็น 20 – 30 แบบ ตอนนั้นของขายดีเพราะนโยบาย OTOP แต่ก็เป็นของมูลค่าสิบบาท กำไรไม่สูงมาก” นักพัฒนาชาวสระบุรีเท้าความถึงสถานการณ์ดั้งเดิม

พวงกุญแจ

หลังจากทำพวงกุญแจรังไหมเพียงอย่างเดียวมาเป็นเวลานับสิบปี การคิดต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเรื่องยาก เมื่อหนึ่งกลับมาช่วยงานชุมชนจึงพยายามสมัครเข้าโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนได้เข้าร่วมโครงการ OTOP ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ได้นักออกแบบมาช่วยคิดต่อยอดมูลค่าสินค้า จากพวกกุญแจอันละ 10 บาทเป็นโคมไฟมูลค่าหลักพัน

“อาจารย์ที่กรมส่งเสริมสินค้าระหว่างประเทศแนะนำให้ทำ แต่ว่ามันยากมากๆ เพราะแต่ก่อนเราทำพวงกุญแจติดกาว พอเปลี่ยนมาเย็บแล้วขึ้นรูปเป็นทรงก้อนเมฆอีก เราเลยต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นคือเราต้องเชื่อมเหล็กเองทั้งๆ ที่เราไม่มีพื้นฐานมาก่อน แล้วก็ต้องทดสอบโคม ไปที่สถาบันสิ่งทอเพื่อทดสอบความทนไฟและการกันน้ำ พอได้โคมมาแล้ว เราก็ต้องออกแบบให้มีความหลากหลายอีก”

Socoon

จากพวงกุญแจ 10 บาท กลายเป็นโคมไฟมูลค่า 2,900 บาท (12 นิ้ว) หรือหากเป็นโคมไฟขนาดใหญ่ตามโรงแรมมูลค่าจะสูงถึง 12,000 บาท นอกจากนี้ Socoon ยังแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพายทรงก้อนเมฆเล็กๆ ที่เก๋น่าอวด ราคาที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและที่สำคัญคือ ‘ใจ’ ของชาวบ้าน

“ทุกอย่างเกิดจากคนในชุมชนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตอนแรกเราก็ทำไม่เป็น คนในชุมชนก็ทำไม่เป็น เราเป็นคนรุ่นหนึ่ง เขาเป็นคนรุ่นหนึ่ง ทำยังไงให้คน 2 รุ่นมาเจอกันแล้วไปด้วยกันได้ ต้องทำงานด้วยกันไปทุกขั้นตอนจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง”

 

ทำไหม

โคมไฟรังไหม

กระบวนการทำโคมไฟรังไหมไม่ได้ง่ายดาย ก่อนทำโคมต้องสั่งรังไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรีก่อน 3 – 4 เดือน โดยใช้เวลาเลี้ยงมากกว่า 30 วันต่อ 1 รัง และในเวลานี้จะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เลย

เมื่อได้รังไหมคุณภาพดีมาแล้วจึงนำมาเก็บใส่รังไว้เพื่อกันมด แล้วนำขี้ไหมออกให้ได้รังไหมที่สะอาดและทดลองย้อมสีธรรมชาติ เช่น คราม แค คูน และกระเจี๊ยบ ให้ได้โทนที่ต้องการ รังไหมที่ไม่ผ่านเกณฑ์การย้อมจะถูกคัดทิ้ง ส่วนรังไหมสีสวยจะนำมาตากแดดและตัดแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ใช้นำไปทำเป็นพวงกุญแจ ของฝากออริจินัล อีกส่วนที่ใช้นำมาเย็บด้วยมือเป็นกลีบกระทง 22 กลีบ เป็นทรงกลมหรือทรงตั้งอย่างประณีต ใส่ฐาน โดยจะใช้เวลา 3 – 4 วันต่อหนึ่งโคม

Socoon

ข้อดีของโคมไฟรังไหมเย็บมือคือเมื่อมองผิวเผินเป็นโคมไฟทรงก้อนเมฆจะแขวนหรือตั้งก็ได้ และสามารถกด ย่อ ขยาย เอียงขวา เอียงซ้ายได้ตามต้องการ ย่อให้เล็กเพื่อประหยัดพื้นที่เวลาขนส่ง จาก 12 นิ้ว เหลือ 3 นิ้วได้ และปกติรังไหมจะโชว์ผิวนอก แต่รังไหมที่นี่โชว์ด้านในเพื่อเน้นความมันวาว มากไปกว่านั้นคือการนำรังไหมมาใช้ เป็นการปาดรังมาโดยไม่ได้ฆ่าตัวไหม จึงนำไหมไปขยายพันธุ์ต่อได้

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร แต่พอเราไปออกร้านแล้วเจอลูกค้าญี่ปุ่น ถึงรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องที่เราไม่ได้ต้มไหมให้ตายเพื่อนำมาสาวไหม” หนึ่งกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

Socoon

โคมไฟรังไหมแสนเก๋นี้ได้รับรางวัล Demark ดีไซน์ดีมาก ปี 2017 สาขาสินค้าไลฟ์สไตล์ จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และได้รับรางวัลไทยเท่ ประเภทของใช้ รางวัลชนะเลิศที่ 1 ระดับประเทศ จากรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปี 2017 ทำให้ Socoon ได้ไปแสดงสินค้าที่โอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น และกำลังจะได้ไปอวดโฉมให้ชาวอิตาลีได้จับจองกันในปีนี้

 

ขายไหม

โคมไฟรังไหม

ผลิตภัณฑ์ของ Socoon ไม่ได้วางขายแค่ในงานแฟร์ทั่วไป แต่ยังวางขายที่สยามพารากอน ชั้น Exotic Thai และกำลังจะนำไปวางที่สยามดิสคัฟเวอรี่ โซน Ecotopia โดยแต่ละที่จะวางสินค้าลวดลายไม่ซ้ำกัน

“เราต้องพัฒนาสินค้าตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ข้อดีของการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการแข่งขัน เราก็จะไปเดินดูสินค้าแล้วนำข้อมูลไปแลกเปลี่ยนกับคนในจังหวัดสระบุรีว่าตอนนี้มันเป็นแบบนี้” ชาวสระบุรีรุ่นใหม่พูดด้วยแววตามุ่งมั่น

 

ทำไหม..ทำไม

ในวันนี้ Socoon หรือ วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ โตจากปี 48 ที่มีสมาชิกเพียง 5 คน เป็นตอนนี้มีสมาชิก 30 คน จากเดิมคนในพื้นที่ได้ค่าแรงวันละร้อย ตอนนี้ก็สามารถได้ถึงวันละ 300 – 500 บาท เพราะหนึ่งเน้นว่าชุมชนต้องได้ค่าแรงเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้

Socoon

“เราจะพัฒนาต่อไปทุกปี หยุดไม่ได้ เพราะเราทิ้งคนในจังหวัดเราไม่ได้ เราทำไปแล้วเราก็นำข้อมูลนี้กลับมาเผยแพร่ให้กลุ่มโอท็อปกลุ่มอื่นๆ ฟัง จะได้เดินไปด้วยกันได้ และให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคน มีจัดอบรมบ่อยๆ และให้เยาวชนมาร่วมทำด้วย จะได้สืบต่อกันไป และชุมชนเลี้ยงตัวเองได้”

จบบทสนทนา เราเห็นรอยยิ้มของหนุ่มผู้ทำไหม พร้อมได้ยินเสียงตัวเองตะโกนในใจว่า “อยากได้ไหม!” ที่ไม่ได้เป็นประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า

 

สนใจไหม
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook |  Socoon ผลิตภัณฑ์รังไหม
วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ 68/1 ม.6 ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
090-429-3609

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

อาหารหนึ่งจานคือโลกหนึ่งใบ

ไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเปรยที่แค่ต้องการความจับใจ แต่เพราะทุกอย่างหมายความตามนั้นจริงๆ ทั้งข้าว พืชผัก เนื้อสัตว์ พริก เกลือ น้ำปลา มะนาว วัตถุดิบต่างๆ จากธรรมชาติที่รวมตัวกันเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตเราในแต่ละมื้อ แต่ยิ่งไปกว่านั้น อาหารในจานได้กระซิบบอกเรื่องราวการหมุนเวียนของจักรวาลในระดับย่นย่อด้วย ตั้งแต่การก่อกำเนิดของผลผลิต การเก็บเกี่ยว การถางหรือเผาเพื่อสร้างแปลงปลูกใหม่ การหมุนเวียนไปใช้ไร่นาส่วนอื่น การฟื้นฟูป่า จนวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

ทว่า การจับจ่ายซื้อหาในตลาด การขยายตัวของซูเปอร์มาร์เก็ต หรือการเข้าร้านอาหาร ได้เอื้อให้ทุกอย่างมาวางอยู่ตรงหน้าเราอย่างง่ายดายเกินไป เราจึงอาจหลงลืมไปว่าอาหาร ธรรมชาติ หมุนวนเป็นวัฏจักรจักรวาล มีสายสัมพันธ์ละเอียดอ่อนต่อกันอย่างคาดไม่ถึง

ต่ะ เอาะ เลอะ คึ’ (Taj Auf Le Quv) ภาษาปกาเกาะญอที่แปลว่า อาหารในไร่หมุนเวียน เป็นอีกหนึ่งเสียงกระซิบที่เปล่งออกมาจากหุบเขา สะกิดชักชวนเราไปทำความรู้จักแหล่งผลิตอาหารอันอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่เกษตรกรรมหมุนเวียนที่บริหารจัดการกันภายในชุมชนเล็กๆ ของชาวปกาเกอะญออย่างมีประสิทธิภาพมาหลายชั่วอายุคน ด้วยปัจจัยหนุนนำจากความมหัศจรรย์ในระบบนิเวศ ความเข้าใจป่าจากองค์ความรู้ของผู้เฒ่าผู้แก่ ผสมผสานกับนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่ ได้ทำให้ชาวปกาเกอะญอรู้คุณค่าของผลผลิตในชุมชนที่กลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตได้ตลอดทั้งปี

ด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารเรื่องราวความสมบูรณ์ของป่าที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวปกาเกอะญออกไปให้กว้างขึ้นนี่เอง จั๊ม-ณัฐดนัย ตระการศุภกร ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่ ร่วมกับบรรดาเชฟในกลุ่ม Those Fcuking Chef จึงร่วมกันสร้างตำราอาหารในชื่อ ‘ต่ะ เอาะ เลอะ คึ’ หรือ Cooking in Rotational Farm เพื่อให้หลายคนซึบซับความสำคัญของวัตถุดิบและตระหนักถึงที่มาของอาหารให้มากขึ้น

ป่าเขา

ไร่ผัก ผักพื้นบ้าน

กำเนิดจักรวาล

ก่อนจะมาเป็นตำราอาหารจากป่าของชาวปกาเกอะญอที่กำลังจะเผยแพร่ในช่วงเดือนมีนาคม 2561 นั้น จั๊มเล่าถึงที่มาแต่แรกเริ่มว่า “ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรมีทุนสนับสนุนเกี่ยวกับการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวปกาเกอะญออยู่แล้ว แต่เรารู้สึกว่าเมื่อพูดถึงโครงการเกี่ยวกับปกาเกอะญอ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การสู้เพื่อสิทธิ เราอยากสื่อสารให้คนนอกเข้าใจภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราผ่านอาหาร ผ่านองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรมากกว่า เราเลยคุยกับเชฟว่าจะทำตำราอาหารขึ้นมา”

ขั้นตอนถัดมาคือ การเลือกชุมชนที่จะเป็นตัวแทนบอกเล่าเมนูและแหล่งที่มาของวัตถุดิบพื้นถิ่น จนสรุปออกมาเป็น 3 ชุมชนด้วยกัน คือ ชุมชนบ้านแม่ลายเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนที่ยังมีภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมแบบครบครัน นำเสนออาหารต้นตำรับของชาวปกาเกอะญอ ถัดมาคือ บ้านขุนแม่หยอด จังหวัดเชียงใหม่ เล่านวัตกรรมเกี่ยวกับอาหาร การเอาวัตถุดิบมาทำเป็นอาหารหน้าตาใหม่ๆ และสุดท้ายคือ ชุมชนบ้านหินลาดใน จังหวัดเชียงราย บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า การดูแลจัดการป่าด้วยผึ้งที่ส่งผลให้วัตถุดิบของชุมชนนี้มีรสชาติเฉพาะตัว

ดอย

ดอย

ตะลุยจักรวาล

โจทย์ของตำราอาหารเล่มนี้ คือการชักชวนให้เหล่า Those Fcuking Chef ที่มีประสบการณ์ด้านอาหารแตกต่างกันเข้าไปสำรวจแต่ละชุมชนอย่างใกล้ชิด และเก็บเกี่ยววัตถุดิบในป่าแบบสดๆ มารังสรรค์เป็นอาหารจานใหม่

เชฟเข้าไปเรียนรู้กับผู้รู้เป็นวันๆ เลยครับ” จั๊มเล่าย้อนถึงความสนุกสนานและความตื่นเต้นของเชฟที่ได้ทำความรู้จักวัตถุดิบที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน “โจทย์ของเราคือเชฟต้องใช้วัตถุดิบทั้งหมด อุปกรณ์ และครัว จากในชุมชน มีเท่าไหนก็ใช้เท่านั้น ห้ามใช้วัตถุดิบจากข้างนอก เมนูต่างๆ ที่เชฟทำจึงเป็นการฟิวชันระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของเชฟกับวัตถุดิบหลักที่ไปเก็บมาได้เองตามฤดูกาล กลายเป็นเมนูรูปแบบใหม่ที่เราไม่เคยเห็นตามตำราอาหารหรือร้านอาหารทั่วไป”

ทำอาหาร ไร่บนดอย

ปกาเกอะญอ ชาวดอย

จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาของการสังสรรค์ระหว่างเจ้าของบ้านและแขกผู้มาเยือน

“เราทำเป็น Chef’s Table โต๊ะยาวจนเหมือนเป็นเทศกาลเล็กๆ เลย เชฟทำอาหารเสิร์ฟให้คนในชุมชน ชาวบ้านก็ทำอาหารให้เชฟเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระหว่างมื้อเราก็ได้พูดคุย เปิดมุมมองกัน เชฟได้รู้จักวัตถุดิบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนชาวบ้านเองก็ได้เรียนรู้วิธีใหม่ในการใช้วัตถุดิบ ภูมิใจที่ตัวเองมีความรู้ในการจัดการป่า ส่วนเยาวชนที่เรามอบหมายให้เป็นผู้ช่วยเชฟก็ได้เห็นคุณค่าของวัตถุดิบที่ตัวเองคุ้นเคย”

วิถีชีวิต

ชาวเขา

ส่วนผสมลับ

แต่ละชุมชนในตำราอาหารเล่มนี้มีจุดเด่นทางวัตถุดิบที่แตกต่างกันตามลักษณะของไร่หมุนเวียน เมนูอาหารในแต่ละบทจึงแตกต่างไปตามกัน เช่น เมนูอาหารจากชุมชนบ้านแม่ลายเหนือจะเป็นเมนูพื้นถิ่นทั้งหมด ปรุงโดยผู้เฒ่าผู้แก่ เช่น การต้มเหล้าตามพิธีดั้งเดิมของชาวปกาเกอะญอ หรือวัตถุดิบน่าทึ่งอย่างฮอวอ พืชตระกูลมินต์

“ผมรับรองว่าฮอวอเป็นพืชที่ยังเสิร์ชไม่เจอในกูเกิลครับ เพราะเป็นพืชท้องถิ่นของที่นี่เท่านั้น มีรสชาติเฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างตะไคร้ สะระแหน่ มะกรูด รวมกัน ใช้เป็นเครื่องเทศหลักเกือบทุกเมนู ฮอวอขึ้นอยู่ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเท่านั้น พืชชนิดนี้ไม่ได้หยอดตามหลุม เพราะเป็นดอก แต่จะเอาไปติดบนไม้ไผ่ที่ใช้ขุดหลุมหยอดข้าว” จั๊มแจกแจงคุณสมบัติพิเศษ

เรานึกภาพฮอวอบานสะพรั่งเต็มไร่ตามคำบอกเล่า สมแล้วที่ฮอวอได้รับบทเด่นตลอดกาลในนิทานพื้นบ้าน และการร้องเพลงทา เพลงพื้นบ้านที่ร้องรำกันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

ผักพื้นบ้าน ผักพื้นบ้าน

ส่วนวัตถุดิบหลักของชุมชนบ้านแม่หยอดคือพริกกะเหรี่ยงพันธุ์ท้องถิ่น เม็ดเล็ก หอม จนถูกร่ำลือว่าพริกกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนมีคุณภาพดีที่สุด

“ชาวบ้านจะเอาพริกไปตากแห้งบนหลังคาบ้าน แล้วตำมือจนละเอียด ผสมกับพืชตามฤดูกาลแต่ละเดือนลงไปด้วย เช่น งา ขมิ้น ข่า งาขี้ม่อน ใช้เป็นผงโรยข้าวที่มีรสชาติต่างกันออกไป” จั๊มเล่าต่อว่า หากมีผงโรยข้าวเหลือเก็บก็จะถูกส่งออกไปนอกชุมชน หลายครั้งเช่นกันที่คนซื้อเข้ามาสอบถามพูดคุยถึงวัตถุดิบและไร่หมุนเวียนอย่างใคร่รู้ “กลายเป็นว่าวัตถุดิบสื่อเรื่องราวชองชุมชนให้คนนอกเข้าใจได้ด้วย ไม่ได้เป็นการให้ความรู้แบบยัดเยียด แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านรสชาติมากกว่า”

เครื่องเทศ พริกแห้ง ครก

ชุมชนหินลาดในมีเอกลักษณ์ชัดเจนกว่าชุมชนอื่น เพราะแม้จะมีประชากรแค่ 107 คน แต่ชาวบ้านกลับดูแลป่า 22,000 กว่าไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับรางวัล United Nations Forest Heroes Award แต่ความสำเร็จของไร่หมุนเวียนนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากผึ้ง– นักผสมเกสร ผู้ช่วยดูแลป่าตัวน้อย และแนวคิดในการเก็บผลผลิตจากป่าที่ว่า ‘ธรรมชาติให้เท่าไหน ก็ใช้เท่านั้น’

จุดเด่นของชุมชนนี้คือผึ้งที่ทำให้วัตถุดิบของที่นี่มีรสชาติไม่เหมือนที่อื่นเลย เพราะผึ้งจะเข้าไปผสมเกสรกับพืชต่างๆ จนกลายเป็นรสชาติของหินลาดใน เช่น มะนาวที่มีรสคล้ายส้มโอ นอกจากนี้เรายังมีกฎในการเก็บน้ำผึ้งแค่ช่วงเดือน 4 – 5 เท่านั้น เพราะต้องการให้ผึ้งขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้ที่นี่เป็นชุมชนที่เข้าใจการดูแลป่า และป่าก็เข้าใจชุมชนจนหยิบยื่นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาให้เราด้วย”

ปกาเกอะญอ

อาหารจากป่า

อัศจรรย์จักรวาล

เราอาจสงสัยว่าภูมิปัญญาการดูแลป่าและการทำไร่หมุนเวียนทำให้ชาวปกาเกอะญอมีอาหารพอเพียงตลอดทั้งปีจริงหรือ แต่จั๊มก็ได้ยืนยันถึงการใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับไร่หมุนเวียนที่สืบทอดหลายชั่วอายุคนจนทำให้ป่าเป็นต้นธารของวัตถุดิบอย่างไม่มีวันสิ้นสุดว่า

เราแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7 พื้นที่ ย้ายพื้นที่ไปเรื่อยๆ ในแต่ละปี กระบวนการของไร่หมุนเวียนดูจะขัดกับการทำเกษตรแบบอื่นๆ ที่คนนอกเข้าใจ เพราะมีการถางต้นไม้และเผาป่า แต่เราใช้ความรู้ที่สืบทอดกันมานะครับ ก่อนถางต้นไม้จะต้องฟังเสียงจักจั่น ถ้ามีเสียงจักจั่นแปลว่าเราถางต้นไม้ได้ เพราะจักจั่นเป็นเหมือนตัวบ่งชี้ว่าต้นไม้ดูดซับน้ำไปเพียงพอหรือยัง ก่อนเผาป่าเราก็ทำแนวกันไฟ เคลียร์ใบไม้กิ่งไม้ให้เป็นทาง เพื่อที่ไฟจะไม่ลามออกไปข้างนอก เราเผาจาก 4 มุมของไร่ให้เข้ามาชนกันตรงกลาง วิธีนี้จะทำให้ไฟดับภายใน 8 – 10 นาที การเผาป่าคือภูมิปัญญาตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีปุ๋ย ถือเป็นปุ๋ยชั้นดีก็ว่าได้”

ไร่หมุนเวียน

เราหมุนเวียนไปใน 7 ปี กว่าจะกลับมาไร่แรก พื้นที่นั้นก็กลายเป็นป่าใหญ่แล้ว นอกจากนั้นเราไม่ได้ทิ้งให้แต่ละพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม ไร่ที่ทิ้งไว้ยังมีพุ่มไม้ พืชพรรณยังเติบโตให้สัตว์ป่าขนาดเล็กหลบซ่อนตัวและผสมพันธุ์ จะเห็นเลยว่าช่วงปีที่ 5 – 6 พื้นที่นั้นจะเริ่มกลายเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้สูงขึ้น สัตว์ป่าขนาดใหญ่เข้ามาหาอาหาร ทำให้ป่า active ตลอด ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่ป่าฟื้นตัวก็ยังเป็นแหล่งอาหาร ทำให้ระหว่างนั้นเราเข้าไปเก็บวัตถุดิบอย่างพวกเผือก มัน พริก ได้ตลอด

เราหาอาหารจากป่าได้ตลอดทั้งปี เราแทบไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาวัตถุดิบ เช่น เห็ดถอบที่ขายกันกิโลละหลายร้อย ชาวปกาเกอะญอกลับหาเก็บได้จากหลังบ้าน เราแทบไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปซื้อหาอาหารในเมืองเลย”
ผักพื้นบ้าน

อาหารจากจักรวาลตู้เย็น

เนื่องจากวัตถุดิบทั้งหมดในตำราอาหารเล่มนี้มาจากป่าจนชุมชน จนดูไม่น่าจะเชื่อมโยงกับคนภายนอกที่จะหาวัตถุดิบเหล่านั้นมาปรุงตามได้ แต่จั๊มย้ำถึงเจตนาในการทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาว่า

จริงๆ แล้ว ต่ะ เอาะ เลอะ คึ ไม่ใช่ตำราอาหารซะทีเดียวนะครับ ช่วงต้นของหนังสือจะเป็นเชิงสารคดี เล่าเรื่องไร่หมุนเวียน หลักคิดของชาวปกาเกอะญอ ต่อด้วยการเดินทางของเชฟเข้าไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อไปหาวัตถุดิบ แลกเปลี่ยนกับคนในชุมชน จนกลายเป็นอาหาร”

อาหารท้องถิ่น

อาหารท้องถิ่น ผักพื้นบ้าน

ถึงที่สุดแล้ว ต่ะ เอาะ เลอะ คึ จึงไม่ได้เป็นเสมือนบันทึกเมนูชุมชนอย่างเดียว แต่เป็นการเปิดโลกให้แก่คนอ่านว่าเรื่องของอาหารไม่ได้ประกอบแค่ 1 จานที่วางตรงหน้า

“เราจะพาคนอ่านไปดูว่า ก่อนเป็น 1 จานต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง คนในชุมชนดูแลวัตถุดิบเหล่านี้อย่างไร ทำให้คนอ่านได้เห็นตั้งแต่ต้นกระบวนการของอาหารจนถึงปลายทางที่เชฟรังสรรค์เมนูขึ้นมา”

ทั้งหมดนี้จะสะท้อนกลับมาที่วัตถุดิบที่เราเห็นในตลาด บางอย่างอาจมีราคาถูก มัดละแค่ 5 บาท 10 บาท แต่มันไม่ใช่แค่วัตถุดิบที่แลกมาได้ด้วยเงิน เราควรรู้ว่าคนที่ปลูก ขึ้นแปลง หรือกว่าจะได้วัตถุดิบมาต้องใช้เวลามากแค่ไหน น่าจะทำให้คนอ่านตระหนักมากขึ้นว่า ก่อนกินต้องคิด สิ่งที่เรากินคืออะไร คิดถึงคนที่ส่งวัตถุดิบเหล่านี้มา นอกจากนี้ น่าจะเป็นการเปิดโลก ลองเอาไอเดียนี้ไปลองทำกับวัตถุดิบที่แต่ละบ้านมี เราจะเอาของในตู้เย็นที่บ้านมาผสมเข้ากันได้ยังไงให้มีคุณค่ามากที่สุด”

ภาพ : ชลิต สภาภักดิ์, Realframe, บุญศรี ฉลักกนก และ PASD

Writer

ณวรา หิรัญกาญจน์

พัวพันกับหนังสือทั้งงานประจำและความคลั่งไคล้ส่วนตัว เทใจให้วรรณกรรม ภาพยนตร์ งานฝีมือ อาหารดีๆ ง่ายดาย เชื่อว่าโลกขับเคลื่อนได้ด้วยพลังของวัฒนธรรมย่อย ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์อุบัติซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load