เส้นทางสาย ‘ไหม’

หากกล่าวถึง ‘ไหม’ หลายๆ คนอาจะนึกถึงเสื้อผ้าหรือซิ่นหลากสี แต่ไหมที่เราจะพูดถึงในวันนี้ ไม่ใช่เส้นไหมที่นำไปทอผ้าลวดลายสวยสดที่เรามักเห็นกัน  

Socoon Socoon

‘ไหม’ ที่เราจะพูดถึงคือเส้นทางของรังไหมจากแบรนด์ Socoon (โซคูน) ที่นำรังไหมนับร้อยรังมาเย็บต่อกัน จนเกิดเป็นงานศิลปะหลากรูปทรง ทั้งพวงกุญแจ กล่อง กระเป๋า และที่โดดเด่นที่สุดคือโคมไฟรังไหมทรงก้อนเมฆ สวยจนตาลุกวาว อยากซื้อมาประดับห้องนอนแสนรกให้เก๋ไก๋ซะตอนนี้เลย

โคมไฟรังไหม Socoon

แค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอก เราก็เทใจให้โคมไฟโมเดิร์นนี้ไปแล้ว และอยากให้อ่านเรื่องข้างล่างเพิ่มอีกสักนิด เผื่อว่าหลังอ่านจบแล้วเดินไปซื้อโคมไฟนี้ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังจะไม่ได้ร้องกรี๊ดแค่เพราะความสวยงามของมัน แต่ยังต้องร้องว้าวให้ความประณีตและเรื่องราวการเติบโตของวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ย่อท้อ พัฒนาของที่ระลึกราคาหลักสิบบาทประจำหมู่บ้าน เป็นงานศิลปะที่ได้ราคาสมกับความอุตสาหะของช่างฝีมือ

Socoon

เมื่อถึงตอนนั้น คุณอาจไม่ทันสังเกตว่าไม่เพียงแค่คุณที่กำลังยิ้มอยู่หน้าโคมไฟก้อนเมฆ แต่มีชาวสระบุรีอีกจำนวนหนึ่งยิ้มอยู่เหมือนกัน

 

รู้ไหม (ในวันนี้ไม่เหมือนเก่า)

หนึ่ง-กิติศักดิ์ ขจรภัย กรรมการกลุ่มรังไหมประดิษฐ์ เล่าให้เราฟังว่าภาคกลางมีศูนย์หม่อนไหมถึง 21 ที่ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าสระบุรีก็มีศูนย์หม่อนไหม แต่ก่อนสำนักงานเกษตรนครราชสีมาส่งอาจารย์มาสอนชุมชนทำพวงกุญแจ ทางวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ก็รับไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรี มาทำของที่ระลึกเล็กๆ นี้มาสิบกว่าปีแล้ว

หนึ่งคลุกคลีกับรังไหมมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณแม่เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เมื่อโตขึ้นรู้สึกว่าอยากอยู่กับชุมชนและพัฒนาให้ค่อยๆ โตไปด้วยกัน จึงกลับมาสืบทอดงานแปรรูปรังไหมที่บ้าน

“ตอนเด็กๆ โตมากับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เราก็ช่วยกันออกแบบพวงกุญแจรังไหมเป็นรูปค้างคาว พวงกุญแจใส่เหล็กดัดฟัน จากที่มี 4 – 5 แบบก็กลายเป็น 20 – 30 แบบ ตอนนั้นของขายดีเพราะนโยบาย OTOP แต่ก็เป็นของมูลค่าสิบบาท กำไรไม่สูงมาก” นักพัฒนาชาวสระบุรีเท้าความถึงสถานการณ์ดั้งเดิม

พวงกุญแจ

หลังจากทำพวงกุญแจรังไหมเพียงอย่างเดียวมาเป็นเวลานับสิบปี การคิดต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเรื่องยาก เมื่อหนึ่งกลับมาช่วยงานชุมชนจึงพยายามสมัครเข้าโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนได้เข้าร่วมโครงการ OTOP ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ได้นักออกแบบมาช่วยคิดต่อยอดมูลค่าสินค้า จากพวกกุญแจอันละ 10 บาทเป็นโคมไฟมูลค่าหลักพัน

“อาจารย์ที่กรมส่งเสริมสินค้าระหว่างประเทศแนะนำให้ทำ แต่ว่ามันยากมากๆ เพราะแต่ก่อนเราทำพวงกุญแจติดกาว พอเปลี่ยนมาเย็บแล้วขึ้นรูปเป็นทรงก้อนเมฆอีก เราเลยต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นคือเราต้องเชื่อมเหล็กเองทั้งๆ ที่เราไม่มีพื้นฐานมาก่อน แล้วก็ต้องทดสอบโคม ไปที่สถาบันสิ่งทอเพื่อทดสอบความทนไฟและการกันน้ำ พอได้โคมมาแล้ว เราก็ต้องออกแบบให้มีความหลากหลายอีก”

Socoon

จากพวงกุญแจ 10 บาท กลายเป็นโคมไฟมูลค่า 2,900 บาท (12 นิ้ว) หรือหากเป็นโคมไฟขนาดใหญ่ตามโรงแรมมูลค่าจะสูงถึง 12,000 บาท นอกจากนี้ Socoon ยังแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพายทรงก้อนเมฆเล็กๆ ที่เก๋น่าอวด ราคาที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและที่สำคัญคือ ‘ใจ’ ของชาวบ้าน

“ทุกอย่างเกิดจากคนในชุมชนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตอนแรกเราก็ทำไม่เป็น คนในชุมชนก็ทำไม่เป็น เราเป็นคนรุ่นหนึ่ง เขาเป็นคนรุ่นหนึ่ง ทำยังไงให้คน 2 รุ่นมาเจอกันแล้วไปด้วยกันได้ ต้องทำงานด้วยกันไปทุกขั้นตอนจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง”

 

ทำไหม

โคมไฟรังไหม

กระบวนการทำโคมไฟรังไหมไม่ได้ง่ายดาย ก่อนทำโคมต้องสั่งรังไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรีก่อน 3 – 4 เดือน โดยใช้เวลาเลี้ยงมากกว่า 30 วันต่อ 1 รัง และในเวลานี้จะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เลย

เมื่อได้รังไหมคุณภาพดีมาแล้วจึงนำมาเก็บใส่รังไว้เพื่อกันมด แล้วนำขี้ไหมออกให้ได้รังไหมที่สะอาดและทดลองย้อมสีธรรมชาติ เช่น คราม แค คูน และกระเจี๊ยบ ให้ได้โทนที่ต้องการ รังไหมที่ไม่ผ่านเกณฑ์การย้อมจะถูกคัดทิ้ง ส่วนรังไหมสีสวยจะนำมาตากแดดและตัดแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ใช้นำไปทำเป็นพวงกุญแจ ของฝากออริจินัล อีกส่วนที่ใช้นำมาเย็บด้วยมือเป็นกลีบกระทง 22 กลีบ เป็นทรงกลมหรือทรงตั้งอย่างประณีต ใส่ฐาน โดยจะใช้เวลา 3 – 4 วันต่อหนึ่งโคม

Socoon

ข้อดีของโคมไฟรังไหมเย็บมือคือเมื่อมองผิวเผินเป็นโคมไฟทรงก้อนเมฆจะแขวนหรือตั้งก็ได้ และสามารถกด ย่อ ขยาย เอียงขวา เอียงซ้ายได้ตามต้องการ ย่อให้เล็กเพื่อประหยัดพื้นที่เวลาขนส่ง จาก 12 นิ้ว เหลือ 3 นิ้วได้ และปกติรังไหมจะโชว์ผิวนอก แต่รังไหมที่นี่โชว์ด้านในเพื่อเน้นความมันวาว มากไปกว่านั้นคือการนำรังไหมมาใช้ เป็นการปาดรังมาโดยไม่ได้ฆ่าตัวไหม จึงนำไหมไปขยายพันธุ์ต่อได้

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร แต่พอเราไปออกร้านแล้วเจอลูกค้าญี่ปุ่น ถึงรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องที่เราไม่ได้ต้มไหมให้ตายเพื่อนำมาสาวไหม” หนึ่งกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

Socoon

โคมไฟรังไหมแสนเก๋นี้ได้รับรางวัล Demark ดีไซน์ดีมาก ปี 2017 สาขาสินค้าไลฟ์สไตล์ จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และได้รับรางวัลไทยเท่ ประเภทของใช้ รางวัลชนะเลิศที่ 1 ระดับประเทศ จากรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปี 2017 ทำให้ Socoon ได้ไปแสดงสินค้าที่โอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น และกำลังจะได้ไปอวดโฉมให้ชาวอิตาลีได้จับจองกันในปีนี้

 

ขายไหม

โคมไฟรังไหม

ผลิตภัณฑ์ของ Socoon ไม่ได้วางขายแค่ในงานแฟร์ทั่วไป แต่ยังวางขายที่สยามพารากอน ชั้น Exotic Thai และกำลังจะนำไปวางที่สยามดิสคัฟเวอรี่ โซน Ecotopia โดยแต่ละที่จะวางสินค้าลวดลายไม่ซ้ำกัน

“เราต้องพัฒนาสินค้าตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ข้อดีของการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการแข่งขัน เราก็จะไปเดินดูสินค้าแล้วนำข้อมูลไปแลกเปลี่ยนกับคนในจังหวัดสระบุรีว่าตอนนี้มันเป็นแบบนี้” ชาวสระบุรีรุ่นใหม่พูดด้วยแววตามุ่งมั่น

 

ทำไหม..ทำไม

ในวันนี้ Socoon หรือ วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ โตจากปี 48 ที่มีสมาชิกเพียง 5 คน เป็นตอนนี้มีสมาชิก 30 คน จากเดิมคนในพื้นที่ได้ค่าแรงวันละร้อย ตอนนี้ก็สามารถได้ถึงวันละ 300 – 500 บาท เพราะหนึ่งเน้นว่าชุมชนต้องได้ค่าแรงเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้

Socoon

“เราจะพัฒนาต่อไปทุกปี หยุดไม่ได้ เพราะเราทิ้งคนในจังหวัดเราไม่ได้ เราทำไปแล้วเราก็นำข้อมูลนี้กลับมาเผยแพร่ให้กลุ่มโอท็อปกลุ่มอื่นๆ ฟัง จะได้เดินไปด้วยกันได้ และให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคน มีจัดอบรมบ่อยๆ และให้เยาวชนมาร่วมทำด้วย จะได้สืบต่อกันไป และชุมชนเลี้ยงตัวเองได้”

จบบทสนทนา เราเห็นรอยยิ้มของหนุ่มผู้ทำไหม พร้อมได้ยินเสียงตัวเองตะโกนในใจว่า “อยากได้ไหม!” ที่ไม่ได้เป็นประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า

 

สนใจไหม
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook |  Socoon ผลิตภัณฑ์รังไหม
วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ 68/1 ม.6 ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
090-429-3609

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ในยุคที่กระแสการรักสิ่งแวดล้อมมาแรง การเกิดขึ้นของสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่สินค้าของ PAD.Banana Leaf Product กลับสะดุดตาสะดุดใจฉันมาก

PAD.Banana Leaf Product

อย่างแรกคือของใช้แบรนด์นี้ตั้งแต่กระเป๋าเงินถึงโคมไฟนั้นสวยน่าใช้ที่สุด

อย่างที่สองคือในบรรดาวัสดุรักโลกมากมาย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นคนหยิบ ‘ใบตองแห้ง’ (ไม่ใช่ใบตองสดด้วยนะ) มาใช้

อย่างที่สามคือนี่ไม่ใช่แค่แบรนด์ของเก๋ แต่เบื้องหลังคือการช่วยให้ชุมชนใกล้เคียงมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

ลูกปัด-พัชรียา แฟงอ๊อด หญิงสาวผู้ก่อตั้งแบรนด์สวยและยั่งยืนเล่าว่า เธอเป็นสาวอุตรดิตถ์ที่สนใจงานฝีมือของชาวบ้านและของใช้ที่รักสิ่งแวดล้อม เมื่อเข้าเรียนด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และต้องการมองหาวัสดุใหม่ๆ มาทำโปรเจกต์ส่งอาจารย์ ลูกปัดซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 จึงสนใจวัสดุธรรมชาติ

PAD.Banana Leaf Product

“ที่บ้านเรามีสวนอยู่ และเคยมีคนบอกว่าต้นกล้วยเป็นพืชที่มีประโยชน์ทุกส่วน เราก็ดูว่าแต่ละส่วนมีคนเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง ส่วนที่เหลือใช้ของต้นกล้วยจริงๆ คือส่วนไหน แล้วก็ไปเห็นใบตองแห้งที่ตกอยู่ตามพื้นสวน เลยเกิดแรงบันดาลใจอยากลองทำให้ใบตองที่แห้งกรอบเหลือแค่รอเวลาย่อยสลายกลับมามีชีวิต” ลูกปัดย้อนเล่าจุดเริ่มต้นเรื่องราว

PAD.Banana Leaf Product

PAD.Banana Leaf Product

หลังจากนั้น นักออกแบบสาวก็หยิบใบตองแห้งมาทดลองเพื่อหาความเป็นไปได้ แต่การเคลือบด้วยสารเคมีทั่วไปให้ผลไม่ค่อยน่าพอใจ เธอจึงทบทวนจนนึกออกว่าเคยใช้ใบตองสดมารองรีดผ้า เพราะน้ำมันในใบตองเมื่อโดนความร้อนจะระเหยขึ้นมาเคลือบเตารีด ทำให้เตารีดกับเนื้อผ้าไม่ติดกัน

ลูกปัดเลยลองนำใบตองแห้งมารีดดูและพบว่าใบตองแห้งนั้นยังมีน้ำมันระเหยเหลืออยู่ ซึ่งเมื่อทดสอบก็พบว่าน้ำมันนี้เมื่อโดนความร้อนจะช่วยให้ใบตองแห้งหอมเหมือนขนมไทย กันแมลง กันน้ำ อีกทั้งยังเพิ่มความยืดหยุ่น นักออกแบบสาวจึงหยิบใบตองแห้งไปผสานกับผืนผ้า เกิดเป็นแผ่นวัสดุชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติดีงาม มีเฉดสีสวยหลากหลายยิ่งกว่าใบตองสด เพราะแต่ละส่วนของใบตองแห้งย่อมผ่านการโดนแดดไม่เท่ากัน ที่สำคัญคือมีความเป็นธรรมชาติปราศจากสารเคมี

PAD.Banana Leaf Product

วัสดุใหม่เอี่ยมจากธรรมชาติถูกหยิบมาทดลองขึ้นรูปเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันชิ้นเก๋อย่างสมุดสเกตช์ ซองใส่มือถือ และกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก เป็นโปรเจกต์ส่งอาจารย์ พร้อมกันนั้นเธอก็ลองทดสอบฝีมือตัวเองด้วยการส่งผลิตภัณฑ์จากใบตองแห้งเข้าประกวดงาน Thailand Green Design Award ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

PAD.Banana Leaf Product

ผลงานของเธอได้รับเสียงตอบรับดีเยี่ยมจากกรรมการจนคว้ารางวัลที่ 2 สร้างความมั่นใจให้นักออกแบบสาวจนหยิบมันมาขยายต่อเป็นโปรเจกต์จบ โดยเพิ่มงานออกแบบของแต่งบ้านอย่างแจกัน หมอนอิง และโคมไฟเข้าไป และแน่นอน ธีสิสไม่เหมือนใครชิ้นนี้ก็ได้รับการตอบรับน่าชื่นใจจากคณาจารย์

“จากความอยากลองทำ กลายเป็นการลองที่คนอื่นชอบด้วย เราก็รู้สึกว่าทิ้งตรงนี้ไม่ได้แล้ว เรารักมันแล้ว” ลูกปัดอธิบายสิ่งที่รู้สึกในใจ

PAD.Banana Leaf Product

ผลงานการออกแบบในรั้วสถานศึกษาจึงถูกต่อยอดกลายเป็น PAD.Banana Leaf Product แบรนด์ของใช้แสนสวยจาก ‘ใบตองแห้ง’ ที่แค่เพียงได้เห็น หยิบจับ ดมกลิ่น ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติที่น่าหอบหิ้วกลับบ้านที่สุด

หากลูกปัดไม่ได้มองแบรนด์นี้เพียงธุรกิจสร้างรายได้ แต่เธอมองว่าสิ่งที่ทำมีศักยภาพกว้างไกลกว่านั้น

“เราเป็นคนอุตรดิตถ์ที่สุดท้ายก็อยากกลับบ้าน เรารู้สึกว่าที่บ้านมีทรัพยากรรออยู่และอยากกลับมาทำงาน อย่างน้อยก็กับคนในชุมชน” เธออธิบายแล้วเล่าต่อว่า คนในละแวกบ้านปลูกกล้วยอยู่แล้วทุกครัวเรือน แต่เป็นการปลูกแบบทิ้งๆ ไว้เผื่อได้กินผล ส่วนใบตองไม่ค่อยมีใครสนใจเพราะคิดว่าไม่มีราคา เธอจึงเริ่มทำงานกับชุมชนด้วยการเปิดรับซื้อใบตองแห้ง ทำให้เขารู้สึกว่าของที่ไม่น่าขายได้กลับมีมูลค่า จากนั้นสำหรับใครที่สนใจมากกว่านั้น เธอก็เข้าไปสอนวิธีอัดใบตองให้กลายเป็นแผ่นวัสดุ

PAD.Banana Leaf Product

PAD.Banana Leaf Product

“การให้ชุมชนรวมกลุ่มกันค่อนข้างยาก เพราะวิถีชีวิตเขาเป็นการทำสวนทำไร่ เราเลยเริ่มจากหาคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่ยังไม่มีอาชีพหรือไปทำงานที่อื่นไม่ไหว คนที่อายุเยอะๆ เขาก็ได้มาล้าง เช็ด ตัดใบตอง ทำงานที่ไม่หนักแต่ยังมีรายได้ ทุกคนก็ได้เงินตรงนี้จนมีคนสนใจทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ลูกปัดเล่าถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เพราะอย่างนี้ ผลิตภัณฑ์จากใบตองแห้งของ PAD.Banana Leaf Product แต่ละชิ้นจึงไม่ใช่แค่ของใช้สวยงาม 1 ชิ้น แต่หมายถึงการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้ชาวชุมชนในอุตรดิตถ์ และในอนาคตนักออกแบบสาวก็อยากให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันได้เข้มแข็ง เพื่อที่แบรนด์อายุ 1 ปีกว่าของเธอจะได้เติบโตไปพร้อมกันด้วยวิถีทางที่คงเสน่ห์งานฝีมือไว้ ไม่ต้องเข้าสู่การผลิตระบบอุตสาหกรรม

PAD.Banana Leaf Product

และแน่นอน ระหว่างทางสู่เป้าหมายนั้น เธอก็ยังเดินต่อไปด้วยไฟเต็มเปี่ยมทุกวัน

“ตั้งแต่ตอนเรียนในมหาวิทยาลัย เรารู้สึกว่าการเข้าไปทำงานบริษัทอาจไม่ใช่ตัวเรา อาจต้องหาอะไรทำเป็นของตัวเองสักอย่าง เมื่อได้ทำแบรนด์นี้ก็รู้สึกว่าเป็นไปตามที่หวังไว้ และตอนนี้ก็ยังสนุกกับมัน หยุดไม่ได้หรอก วันนี้ออกแบบเป็นสมุด ก็รู้สึกว่ามันเป็นอย่างอื่นได้ในวันข้างหน้า” นักออกแบบสาวเอ่ยถึงสิ่งที่เธอหลงใหลทิ้งท้าย

Facebook l   Pad.Banana Leaf Product

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load