เส้นทางสาย ‘ไหม’

หากกล่าวถึง ‘ไหม’ หลายๆ คนอาจะนึกถึงเสื้อผ้าหรือซิ่นหลากสี แต่ไหมที่เราจะพูดถึงในวันนี้ ไม่ใช่เส้นไหมที่นำไปทอผ้าลวดลายสวยสดที่เรามักเห็นกัน  

Socoon Socoon

‘ไหม’ ที่เราจะพูดถึงคือเส้นทางของรังไหมจากแบรนด์ Socoon (โซคูน) ที่นำรังไหมนับร้อยรังมาเย็บต่อกัน จนเกิดเป็นงานศิลปะหลากรูปทรง ทั้งพวงกุญแจ กล่อง กระเป๋า และที่โดดเด่นที่สุดคือโคมไฟรังไหมทรงก้อนเมฆ สวยจนตาลุกวาว อยากซื้อมาประดับห้องนอนแสนรกให้เก๋ไก๋ซะตอนนี้เลย

โคมไฟรังไหม Socoon

แค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอก เราก็เทใจให้โคมไฟโมเดิร์นนี้ไปแล้ว และอยากให้อ่านเรื่องข้างล่างเพิ่มอีกสักนิด เผื่อว่าหลังอ่านจบแล้วเดินไปซื้อโคมไฟนี้ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังจะไม่ได้ร้องกรี๊ดแค่เพราะความสวยงามของมัน แต่ยังต้องร้องว้าวให้ความประณีตและเรื่องราวการเติบโตของวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ย่อท้อ พัฒนาของที่ระลึกราคาหลักสิบบาทประจำหมู่บ้าน เป็นงานศิลปะที่ได้ราคาสมกับความอุตสาหะของช่างฝีมือ

Socoon

เมื่อถึงตอนนั้น คุณอาจไม่ทันสังเกตว่าไม่เพียงแค่คุณที่กำลังยิ้มอยู่หน้าโคมไฟก้อนเมฆ แต่มีชาวสระบุรีอีกจำนวนหนึ่งยิ้มอยู่เหมือนกัน

 

รู้ไหม (ในวันนี้ไม่เหมือนเก่า)

หนึ่ง-กิติศักดิ์ ขจรภัย กรรมการกลุ่มรังไหมประดิษฐ์ เล่าให้เราฟังว่าภาคกลางมีศูนย์หม่อนไหมถึง 21 ที่ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าสระบุรีก็มีศูนย์หม่อนไหม แต่ก่อนสำนักงานเกษตรนครราชสีมาส่งอาจารย์มาสอนชุมชนทำพวงกุญแจ ทางวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ก็รับไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรี มาทำของที่ระลึกเล็กๆ นี้มาสิบกว่าปีแล้ว

หนึ่งคลุกคลีกับรังไหมมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณแม่เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เมื่อโตขึ้นรู้สึกว่าอยากอยู่กับชุมชนและพัฒนาให้ค่อยๆ โตไปด้วยกัน จึงกลับมาสืบทอดงานแปรรูปรังไหมที่บ้าน

“ตอนเด็กๆ โตมากับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เราก็ช่วยกันออกแบบพวงกุญแจรังไหมเป็นรูปค้างคาว พวงกุญแจใส่เหล็กดัดฟัน จากที่มี 4 – 5 แบบก็กลายเป็น 20 – 30 แบบ ตอนนั้นของขายดีเพราะนโยบาย OTOP แต่ก็เป็นของมูลค่าสิบบาท กำไรไม่สูงมาก” นักพัฒนาชาวสระบุรีเท้าความถึงสถานการณ์ดั้งเดิม

พวงกุญแจ

หลังจากทำพวงกุญแจรังไหมเพียงอย่างเดียวมาเป็นเวลานับสิบปี การคิดต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเรื่องยาก เมื่อหนึ่งกลับมาช่วยงานชุมชนจึงพยายามสมัครเข้าโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนได้เข้าร่วมโครงการ OTOP ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ได้นักออกแบบมาช่วยคิดต่อยอดมูลค่าสินค้า จากพวกกุญแจอันละ 10 บาทเป็นโคมไฟมูลค่าหลักพัน

“อาจารย์ที่กรมส่งเสริมสินค้าระหว่างประเทศแนะนำให้ทำ แต่ว่ามันยากมากๆ เพราะแต่ก่อนเราทำพวงกุญแจติดกาว พอเปลี่ยนมาเย็บแล้วขึ้นรูปเป็นทรงก้อนเมฆอีก เราเลยต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นคือเราต้องเชื่อมเหล็กเองทั้งๆ ที่เราไม่มีพื้นฐานมาก่อน แล้วก็ต้องทดสอบโคม ไปที่สถาบันสิ่งทอเพื่อทดสอบความทนไฟและการกันน้ำ พอได้โคมมาแล้ว เราก็ต้องออกแบบให้มีความหลากหลายอีก”

Socoon

จากพวงกุญแจ 10 บาท กลายเป็นโคมไฟมูลค่า 2,900 บาท (12 นิ้ว) หรือหากเป็นโคมไฟขนาดใหญ่ตามโรงแรมมูลค่าจะสูงถึง 12,000 บาท นอกจากนี้ Socoon ยังแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพายทรงก้อนเมฆเล็กๆ ที่เก๋น่าอวด ราคาที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและที่สำคัญคือ ‘ใจ’ ของชาวบ้าน

“ทุกอย่างเกิดจากคนในชุมชนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตอนแรกเราก็ทำไม่เป็น คนในชุมชนก็ทำไม่เป็น เราเป็นคนรุ่นหนึ่ง เขาเป็นคนรุ่นหนึ่ง ทำยังไงให้คน 2 รุ่นมาเจอกันแล้วไปด้วยกันได้ ต้องทำงานด้วยกันไปทุกขั้นตอนจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง”

 

ทำไหม

โคมไฟรังไหม

กระบวนการทำโคมไฟรังไหมไม่ได้ง่ายดาย ก่อนทำโคมต้องสั่งรังไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรีก่อน 3 – 4 เดือน โดยใช้เวลาเลี้ยงมากกว่า 30 วันต่อ 1 รัง และในเวลานี้จะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เลย

เมื่อได้รังไหมคุณภาพดีมาแล้วจึงนำมาเก็บใส่รังไว้เพื่อกันมด แล้วนำขี้ไหมออกให้ได้รังไหมที่สะอาดและทดลองย้อมสีธรรมชาติ เช่น คราม แค คูน และกระเจี๊ยบ ให้ได้โทนที่ต้องการ รังไหมที่ไม่ผ่านเกณฑ์การย้อมจะถูกคัดทิ้ง ส่วนรังไหมสีสวยจะนำมาตากแดดและตัดแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ใช้นำไปทำเป็นพวงกุญแจ ของฝากออริจินัล อีกส่วนที่ใช้นำมาเย็บด้วยมือเป็นกลีบกระทง 22 กลีบ เป็นทรงกลมหรือทรงตั้งอย่างประณีต ใส่ฐาน โดยจะใช้เวลา 3 – 4 วันต่อหนึ่งโคม

Socoon

ข้อดีของโคมไฟรังไหมเย็บมือคือเมื่อมองผิวเผินเป็นโคมไฟทรงก้อนเมฆจะแขวนหรือตั้งก็ได้ และสามารถกด ย่อ ขยาย เอียงขวา เอียงซ้ายได้ตามต้องการ ย่อให้เล็กเพื่อประหยัดพื้นที่เวลาขนส่ง จาก 12 นิ้ว เหลือ 3 นิ้วได้ และปกติรังไหมจะโชว์ผิวนอก แต่รังไหมที่นี่โชว์ด้านในเพื่อเน้นความมันวาว มากไปกว่านั้นคือการนำรังไหมมาใช้ เป็นการปาดรังมาโดยไม่ได้ฆ่าตัวไหม จึงนำไหมไปขยายพันธุ์ต่อได้

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไร แต่พอเราไปออกร้านแล้วเจอลูกค้าญี่ปุ่น ถึงรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องที่เราไม่ได้ต้มไหมให้ตายเพื่อนำมาสาวไหม” หนึ่งกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

Socoon

โคมไฟรังไหมแสนเก๋นี้ได้รับรางวัล Demark ดีไซน์ดีมาก ปี 2017 สาขาสินค้าไลฟ์สไตล์ จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และได้รับรางวัลไทยเท่ ประเภทของใช้ รางวัลชนะเลิศที่ 1 ระดับประเทศ จากรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปี 2017 ทำให้ Socoon ได้ไปแสดงสินค้าที่โอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น และกำลังจะได้ไปอวดโฉมให้ชาวอิตาลีได้จับจองกันในปีนี้

 

ขายไหม

โคมไฟรังไหม

ผลิตภัณฑ์ของ Socoon ไม่ได้วางขายแค่ในงานแฟร์ทั่วไป แต่ยังวางขายที่สยามพารากอน ชั้น Exotic Thai และกำลังจะนำไปวางที่สยามดิสคัฟเวอรี่ โซน Ecotopia โดยแต่ละที่จะวางสินค้าลวดลายไม่ซ้ำกัน

“เราต้องพัฒนาสินค้าตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ข้อดีของการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการแข่งขัน เราก็จะไปเดินดูสินค้าแล้วนำข้อมูลไปแลกเปลี่ยนกับคนในจังหวัดสระบุรีว่าตอนนี้มันเป็นแบบนี้” ชาวสระบุรีรุ่นใหม่พูดด้วยแววตามุ่งมั่น

 

ทำไหม..ทำไม

ในวันนี้ Socoon หรือ วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ โตจากปี 48 ที่มีสมาชิกเพียง 5 คน เป็นตอนนี้มีสมาชิก 30 คน จากเดิมคนในพื้นที่ได้ค่าแรงวันละร้อย ตอนนี้ก็สามารถได้ถึงวันละ 300 – 500 บาท เพราะหนึ่งเน้นว่าชุมชนต้องได้ค่าแรงเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้

Socoon

“เราจะพัฒนาต่อไปทุกปี หยุดไม่ได้ เพราะเราทิ้งคนในจังหวัดเราไม่ได้ เราทำไปแล้วเราก็นำข้อมูลนี้กลับมาเผยแพร่ให้กลุ่มโอท็อปกลุ่มอื่นๆ ฟัง จะได้เดินไปด้วยกันได้ และให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคน มีจัดอบรมบ่อยๆ และให้เยาวชนมาร่วมทำด้วย จะได้สืบต่อกันไป และชุมชนเลี้ยงตัวเองได้”

จบบทสนทนา เราเห็นรอยยิ้มของหนุ่มผู้ทำไหม พร้อมได้ยินเสียงตัวเองตะโกนในใจว่า “อยากได้ไหม!” ที่ไม่ได้เป็นประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า

 

สนใจไหม
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook |  Socoon ผลิตภัณฑ์รังไหม
วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ 68/1 ม.6 ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
090-429-3609

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

หากเอ่ยถึง ‘ครามสกลนคร’ ผู้อ่านชาวก้อนเมฆหลายคนคงร้อง อ๋อ เพราะต้องเคยคุ้นตาผ่านการอ่านหรือสัมผัส ผ่านของขวัญของฝากแทนใจ จากคนสนิทมิตรสหายที่ไปเยี่ยมเยือนถิ่นสีครามกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ จนถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

แต่มีชายคนหนึ่งจากอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร หยิบสิ่งที่เกษตรกรทิ้งขวาง มาสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่า เพื่อสื่อสารผ่านผลิตภัณฑ์ว่า ต้นไม้หนึ่งต้นมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน อยู่ที่คุณจะมองเห็นหรือเปล่า 

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

ติงลี่-คมกฤช ภู่ทอง เจ้าของแบรนด์ Khramer สกินแคร์จากรากคราม ที่ตั้งใจพาครามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนรุ่นใหม่ ด้วยการทำให้ครามเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ง่าย เหมาะกับยุคสมัย และมุ่งมั่นแน่วแน่ว่าจะไม่ขอใช้ส่วนอื่นๆ ซึ่งสร้างประโยชน์ไปแล้ว อย่างกิ่ง ก้าน ใบ นำไปย้อมผ้าให้สีเด็ดขาด แต่จะใช้ ‘ราก’ ส่วนที่เป็นเศษซากทางการเกษตร เพื่อบอกว่าต้นไม้ 1 ต้น ได้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าแล้ว แถมช่วยลดมลพิษจากการเผาทิ้งทำลายด้วย

Khramer ชื่อนี้เกิดจากการสมาสชนและสนธิเชื่อมขึ้นของคำ 3 คำ คือ 

Khram (คราม), Farmer (เกษตรกร) และ Charmer (คนมีเสน่ห์)

คราม เกษตรกรและคนมีเสน่ห์ ร้อยเรียงเป็น Khramer ได้อย่างไร นี่คือเรื่องราวทั้งหมด

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

Khramer

ติงลี่เป็นคนอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่จับพลัดจับผลูมาเรียนต่อแดนอีสานในหลักสูตรเภสัชกรรมแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ฝันลึกๆ ในใจเขาอยากเรียนสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เขาได้แต่เก็บความชอบไว้ลึกสุดใจ และหลังเรียนจบ ติงลี่ผันตัวไปทำธุรกิจนำเข้า-จำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ จนวันดีคืนดีมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ความชอบในวัยเด็กของเขาหายไป’ งานที่ทำอยู่ไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนที่เขาเคยฝัน 

ติงลี่สนใจทำธุรกิจส่งออกเพื่อสร้างสมดุลจากธุรกิจนำเข้าเดิมที่ทำอยู่แล้ว บวกกับได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างที่เคยอยากใช้มาตลอด เขาพุ่งเป้าไปที่ ‘คราม’ สินค้าเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงในตลาดสากล

และโจทย์แรกที่เขาตั้งต้นในการทำธุรกิจคือ ธุรกิจนี้ต้องเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น

“ต้องบอกก่อนว่าเราทอผ้าไม่เป็น ก็เลยไม่ไปแตะเรื่องการย้อมผ้า ทอผ้า เพราะมีกลุ่มคนที่สนับสนุนงานออกแบบพวกนี้อยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่เราพยายามสร้างคุณค่าใหม่ขึ้นมากับกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง

“ช่วงเริ่มคิดหาผลิตภัณฑ์ เราลงพื้นที่ไปดูชุมชนว่าเขาทำอะไรบ้าง คุยกับเกษตรกรว่าเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วเขาเหลืออะไรบ้าง แต่พอเข้าไปในพื้นที่ เราเห็นกองรากครามก็รู้เลยว่าเขาไม่ได้ใช้แน่ๆ จึงเป็นโจทย์ให้เราไปคิดต่อว่า จะเอารากครามไปทำอะไรได้บ้าง ซึ่งสิ่งที่เราจะทำคือ Circular Design สร้างมูลค่าให้มันเป็นมากกว่าขยะหรือปุ๋ย 

“ที่สำคัญ ต้องมีคนได้ประโยชน์มากกว่าตัวเราเอง และเรามองถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดด้วย” ติงลี่เล่าจุดเริ่มต้นและเป้าประสงค์ของการหยิบใช้ส่วนที่หยั่งลึกที่สุดของต้นครามให้เราฟัง 

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

นักทำแบรนด์มือใหม่เล่าว่าเมื่อศึกษาอย่างเข้มข้น พบว่ามีงานวิจัยหลายตัวที่บ่งบอกคุณสมบัติของครามเรื่องป้องกันแสง UV เขายกตัวอย่างคนไทยที่ทำไร่ ทำนากลางแดด มักสวมเสื้อผ้าย้อมคราม เพราะช่วยป้องกันการไหม้จากแดดได้ดี และคนสมัยก่อนจะใช้ธรรมชาติในการดำรงชีพ เช่น เด็กแรกเกิดจะถูกห่อตัวด้วยผ้าย้อมครามเพื่อลดการอักเสบ ลดความเจ็บปวด อย่างเข้าป่าแล้วเกิดแมลงสัตว์กัดต่อย ก็บดขยี้ใบครามมาโปะแผล 

และครามก็โลดแล่นในตลาดสากลมาเนิ่นนาน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ ต่างมีวัฒนธรรมครามในแบบที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่เด่นที่เครื่องแต่งกาย และอีกส่วนที่ติงลี่ทราบจากงานวิจัยคือ อินเดียใช้รากครามในการทำยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร ญี่ปุ่นใช้ดอกครามมาสกัดเป็นครีมบำรุงผิว ฝรั่งเศสใช้ใบครามแก่จัดมาทำสารสกัด ฯลฯ 

‘ธรรมชาติบำบัด’ เป็นคอนเซ็ปต์หลักของ Khramer ที่มีแรงบันดาลใจจากประโยชน์ทั้งต้นของคราม

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

ติงลี่ลงมือทำวิจัยเพื่อทำให้ของดีจากธรรมชาติมีมาตรฐานยิ่งขึ้น จากการวิจัยเปรียบเทียบใบและราก เพื่อดูว่าส่วนใดมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) มากกว่ากัน ทำการทดสอบ Anti-bacteria, Skin Moisture และการปกป้องแสงแดด ซึ่งผลเป็นอย่างที่คิด รากครามมีสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นกว่าใบ เพราะครามเป็นพืชตระกูลถั่ว สะสมอาหารไว้ที่รากอย่างเข้มข้น รวมถึงตรวจสอบค่า SPF ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ

ติงลี่ได้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดรากคราม 2 ประเภท ได้แก่ Indigo Root Extract Facial Sunscreen SPF50 PA ห่มครามให้ผิวหน้าเพื่อป้องกันแสงแดดและน้องยูวี แถมปรับผิวหน้าให้สมดุล Indigo Root Extract Facial Serum เอสเซนส์น้ำนมช่วยบำรุง ปลอบประโลม และปรับสมดุลให้กับผิวหน้า ที่สำคัญ สกินแคร์ของแบรนด์ปราศจากส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ พาราเบน ซิลิโคน ไม่แต่งกลิ่น ไม่แต่งสี และไม่ผสมสารเคมี

ติงลี่เฉลยว่าการเป็นศิษย์เก่าแพทย์แผนไทยช่วยเขาในการตั้งต้นความคิด ด้วยหลักการการมองส่วนต่างๆ ของพืชมาปรุงยา ราก ดอก ใบ ฯลฯ ล้วนมีสรรพคุณต่างกัน และเขายังแนะเทคนิคเก็บเกี่ยวให้ได้ประสิทธิภาพดีให้ด้วย

“ตามที่เราศึกษามา รากควรจะเก็บในเวลายามสี่ ช่วงบ่ายสามถึงหกโมงเย็น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของสารเคมีต่างๆ ที่อยู่ในราก ส่วนใบครามเก็บช่วงเช้ามืด ตีสี่ถึงตีห้า เพราะใบยังไม่โดนแสงแดด เมื่อย้อมแล้วจะให้สีชัด”

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต
Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

Framer

เมื่อถามถึงคราม ทำไมต้องเจาะจงเลือกใช้ ‘ครามสกลนคร’ 

“เราทราบมาว่าจังหวัดสกลนครเป็นแหล่งเพาะปลูกครามที่มีประสิทธิภาพ มีชื่อเสียง แล้วก็ได้รับรองเป็น GI ของจังหวัด จากการศึกษาของเรา ภูมิประเทศของสกลนครมีองศาของแดดและปริมาณน้ำฝนต่อปีเหมาะสมกับการปลูกคราม และพื้นที่นี้ก็มีประวัติศาสตร์เรื่องการใช้ครามในกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย เราเลยเลือกครามสกลเป็นวัตถุดิบหลัก”

ไม่เพียงแต่ดินดี น้ำดี ผลผลิตดี เรื่องราวประวัติศาสตร์พื้นที่ก็สอดคล้องกัน และหลาย ‘ดี’ ที่ว่าก็เป็นข้อมูลที่น่าพูดถึงและนำเสนอให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาที่ไป เป็น Storytelling ซึ่งขยายภาพ Khramer ชัดเจนยิ่งขึ้น

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว
แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

ติงลี่เข้าไปทำงานกับเกษตรกร สกลนคร ในฤดูเก็บเกี่ยวและเล่าสู่กันฟังว่า รากครามมีประโยชน์นะ ไม่ต้องทิ้ง ไม่ต้องเผา มันจะกลายเป็นมลพิษ เขาจึงขอรับซื้อ เพราะปกติแล้วชาวบ้านจะปลูกคราม รอจนโตเต็มที่แล้วตัดกิ่ง ก้าน ใบ ไปใช้ประโยชน์ ทำแบบนี้ 2 – 3 ครั้งจนเหลือตอส่วนที่เป็นรากใต้ดินที่ไม่มีใครนำไปใช้งาน เพราะต้องออกแรงขุดขึ้นมา สุดท้ายก็จบชีวิตที่กองไฟเผาขยะ เมื่อสนิทสนมกับคนปลูก ก็เหมือนได้แบ่งปันความรู้เรื่องครามซึ่งกันและกัน

“ความรู้ ความคิด เราไม่ได้เก่งไปกว่าชาวบ้านที่เขาอยู่กับต้นครามมาหลายเจเนอเรชัน แต่เราคอยสังเกตและรับฟังมากกว่า อย่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวก็เสนอให้เขาทำแบบนี้ดีมั้ย เพื่อให้เหลือขยะน้อยลง ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น และเราไม่อยากให้ชาวบ้านเพิ่มปริมาณพื้นที่เพาะปลูกจากเดิม หรือเลิกทำนาเพื่อส่งรากครามให้เรา

“เราอยากให้ชุมชนคงวิถีของเขา และเรารับซื้อจากชุมชนดีกว่า เพื่อช่วยกระจายรายได้ให้เขาด้วย”

จากการพูดคุยมาสักพัก เราสัมผัสถึงไอเดียและความเป็นเจ้าพ่อโปรเจกต์จากนักทำแบรนด์มือใหม่คนนี้อย่างจัง เพราะนอกจากครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิวที่ Khramer ร่วมงานกับชุมชน เขายังมีอีกหลายโครงการในหัว

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว
แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

“มีอีกหลายโปรเจกต์ที่เราทำร่วมกับชุมชน เช่น กระเป๋าจากเศษผ้าครามที่เหลือจากการตัดเย็บชุด เราจะรับซื้อเศษผ้าเล็กๆ มาทำเป็นถุงผ้าใส่สินค้าให้กับลูกค้า ให้ลูกค้านำกลับไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งคุณป้าที่เราไปรับซื้อ เขาดีใจมากที่มีคนมาซื้อเศษผ้าพวกนี้ แต่ตอนนี้คุณป้าติดทำนา เราเลยรอ เพราะไม่อยากเปลี่ยนวิถีเขาแล้วทำสินค้าให้เรา” ติงลี่เล่าถึงความตั้งใจที่ไม่รีบร้อน และไม่คิดจะเปลี่ยนหรือเร่งเร้าอะไร แต่มีเบื้องหลังเป็นความหวังดีและความห่วงใยที่ปรารถนาสร้างรายได้และรอยยิ้มให้กับชุมชนจังหวัดสกลนคร อีกทาง

“อนาคตเราอยากจะเข้าไปใกล้ชิดชุมชนให้มากกว่านี้ อยากสร้างพื้นที่พื้นที่หนึ่งขึ้นมาโดยไม่ขัดแย้งกับชุมชน เพื่อทดลองเกี่ยวกับคราม รวมถึงรับฟังชุมชนว่าเขามีปัญหาอะไรระหว่างการทำงาน แล้วก็นำมาแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมา สมมตินะ เราอาจนำยอดอ่อนใบครามมาคั่วเป็นชาจากคราม แล้วมันไม่กระทบวิถีชุมชน เพราะชาวบ้านก็ยังเก็บใบครามไปย้อมสีได้เหมือนเดิม เพียงแต่เราเลือกหยิบส่วนที่เขาไม่ได้ใช้มาทำประโยชน์”

แค่คิดก็น่าสนุกแทนชาวบ้านสกลนคร และตื่นเต้นแทนผู้บริโภคอย่างเราๆ 

Charmer

กลุ่มคนมีเสน่ห์ที่ติงลี่ตั้งเป้าหมายให้เป็นกลุ่มลูกค้าหลักคือหนุ่มสาวเจเนอเรชันวาย ผู้ชื่นชอบและต้องการรู้แหล่งที่มาที่ไปของวัตถุดิบ ใส่ใจและให้คุณค่ากับผลิตภัณฑ์ที่รักสิ่งแวดล้อมทั้งกระบวนการ ซึ่งตอนนี้ Khramer อยู่ในช่วงแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก เป็นน้องใหม่ของวงการที่รอคุณมาทดลองใช้และสนับสนุนกลับไปเติมเสน่ห์ที่บ้าน

และตั้งแต่สนทนากัน เจ้าของแบรนด์มือใหม่ทำเราเซอร์ไพรส์กับแนวคิดเท่ๆ จนเราเพลิดเพลินที่ได้ฟังเรื่องราวของเขาอยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจจนขอยอมรับ และนิยามให้ Khramer เป็นแบรนด์ที่สนุกในทุกกระบวนท่าและลีลาทางความคิด เพราะทุกอย่างที่สื่อสารล้วนรักและใส่ใจโลกใบนี้อยู่เสมอ 

ขอบคุณจากหัวใจที่หลงใหลเสน่ห์ของธรรมชาติ และมองเห็น ‘ราก’ ส่วนที่หยั่งลึกที่สุดในดิน ขอบคุณที่พัฒนาและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดการผลิต

 “เราอยากให้คนจดจำ Khramer ว่าเป็นแบรนด์ที่มองเห็นและให้คุณค่ากับพันธุ์พืช ให้คนตระหนักว่า ต้นไม้หนึ่งต้นหรือสิ่งของหนึ่งอย่างทำประโยชน์ได้มากมาย ถ้าคนมองเห็นสิ่งนี้จากแบรนด์ของเรา ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วประทับใจจนอยากสั่งจองมาครอบครอง ตอนนี้ทางแบรนด์เปิดขายเฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น และมีแผนจะวางตลาดในปีหน้า ส่วนสายผจญภัยที่รักการดำน้ำ อดใจรออีกนิด เพราะ Khramer ก็มีไอเดียครีมกันแดดกันน้ำ รักสิ่งแวดล้อมและเป็นมิตรกับเพื่อนพ้องใต้ทะเล แถมอนาคตยังคิดต่อยอดจาก ‘ธรรมชาติบำบัด’ ให้เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Wellness ที่เป็น Mega Trend ของโลก โดยพูดถึงการเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวมด้วย

ไม่แน่ว่าคุณอาจเห็นน้ำมันรากครามทาถู และแผ่นประคบเย็นแก้ปวดเร็วๆ นี้ก็ได้ (บอกใบ้แล้วนะ)

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

Khramer

เว็บไซต์ : www.khramer.com

Facebook : KHRAMER

Writers

พลอยไพลิน กลิ่นบัวงาม

นักหัดเขียนสายคาเฟ่ รักการอบขนม เสพติดการหอมหมา และเชื่อว่าวันที่ดีจะเริ่มต้นด้วยชาเขียวเย็นในแก้วเก็บอุณหภูมิ

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load