12 พฤศจิกายน 2561
33 K

หากใครแวะเวียนไปแอ่วหลายจังหวัดภาคเหนือ คงเคยเห็นเด็กนักเรียนชายหญิงสวมชุดพื้นเมืองเป็นประจำทุกวันศุกร์ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยทอฝ้ายนุ่งซิ่นอู้กำเมืองใส่กัน หรือการเรียนการสอนวิชาฟังพูดอ่านเขียนภาษาล้านนาในหลายสถานศึกษา ล้วนเป็นสัญญาใจบอกว่า ‘ล้านนา’ ยังไม่หายไปไหน

ความเป็นจริง กาลเวลาเปลี่ยนแปลง ยุคสมัยเปลี่ยนไป เยาวชนคนรุ่นใหม่อาจหลงลืมวัฒนธรรมเก่าแก่ของบรรพบุรุษไปบ้าง แต่ในอีกห้วงขณะก็มีคนรุ่นใหม่ความจำดีอย่าง กล้า-ศุภกร สันคนาภรณ์ เจ้าของแบรนด์ที่เปิ้นฮ้องว่า ‘LONG GOY’ (ลองกอย) กล้าหาญชาญชัยลองกอยด้วยตนเอง เขาสร้างลูกคลื่นขนาดเล็กในอุตสาหกรรมแฟชั่น เปลี่ยนล้านนาเป็นรันเวย์!  

กล้าบอกว่า ‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู
ส่วน Long ในภาษาอังกฤษแปลว่า ยาวนาน สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ล้านนา

กล้ารันวงการแฟชั่นด้วยสายเลือดล้านนา เอาความเก่าเข้าหาผู้คนด้วยความใหม่ คล้ายเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมล้านนาให้ออกเดินทางไปกับผู้สวมใส่ผ่านเสื้อผ้าในทุกคอลเลกชันของเขา

“เราอยากให้คนจดจำว่าเราเป็นแบรนด์ที่เล่าเรื่องล้านนา มากกว่าจะจำว่าเราเป็นแบรนด์อินดิโก้”  

แม้เอกลักษณ์ของลองกอยจะเป็นผ้าทอมือสีน้ำเงินจากต้นครามฮัก แต่หัวใจหลักของแบรนด์คือการบอกเล่าวัฒนธรรมล้านนารูปแบบใหม่ บนถิ่นกำเนิดของล้านนาโดยคนล้านนาแต๊ๆ จากเชียงใหม่

ธีสิสข้น…

กล้าเรียนจบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เขาผ่านด่านธีสิสด้วยการหยิบยกความเป็นล้านนาของบ้านเกิดมานำเสนอในมุมมองทันสมัยผ่านเสื้อผ้าแนวสตรีทแฟชั่น

“เราเป็นคนเชียงใหม่ไปเรียนในกรุงเทพฯ ก็เลยอยากทำธีสิสเกี่ยวกับเชียงใหม่ เราสังเกตว่าล้านนาใกล้จะสูญหาย วัยรุ่นไม่ค่อยให้ความสนใจ ทั้งที่ล้านนามีความเป็นตัวเองสูง แต่ยังขาดการเล่าเรื่องแบบใหม่ แล้วเรามีเทคนิคอยู่ในใจก็เลยเอาล้านนามาเล่าร่วมกับเทคนิคนั้น”

กล้ายกตัวอย่างภาษาละติน พอเราไม่ได้พูด ไม่ได้ใช้ ก็หายไป อยู่แต่ในชื่อวิทยาศาสตร์ ภาษาล้านนาก็เหมือนกัน มักจะอยู่ตามป้ายชื่อกำกับหน่วยงานหรือเทศกาลสำคัญ แต่เขาปิ๊งไอเดียเอาอักษรล้านนามานำเสนอใหม่ กล้าไม่ได้หวังให้คนพบเห็นอ่านออก เขียนได้ ขอเพียงแค่เห็นด้วยตาแล้วรู้ทันทีด้วยใจว่าเป็นภาษาล้านนา ถ้าสนใจแล้วลองศึกษาต่อ ก็เท่ากับว่าภารกิจของกล้าสำเร็จ ไชโย!

เมื่อธีสิสจบ แต่กล้าไม่จบ (เพียงเท่านี้) เขายังคงทดโจทย์ปัญหา ‘ล้านนา’ เอาไว้ในใจ พัฒนาต่อจนสร้างแบรนด์เสื้อผ้าล้านนาแนวสตรีทแฟชั่นภายใต้ชื่อที่เปิ้นฮ้องว่า ‘ลองกอย’

…เลือดล้านนาไม่จาง

‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู คล้ายกับตัวของกล้าที่ลองสักตั้ง ลองทำแบรนด์ดูสักครั้ง โดยมีคุณแม่เป็นผู้สนับสนุนหลักใจดี

คุณแม่ของกล้าเป็นอดีตพยาบาลคนสวย ก่อนจะผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการ ‘บัวเขียวผ้าฝ้าย’ ขายส่งเสื้อผ้าท้องถิ่นสำเร็จรูปกระจายทั่วประเทศเป็นเวลานานพอๆ กับอายุของกล้า จากธุรกิจครอบครัวที่เชี่ยวชาญการตัดเย็บและย้อมสีผ้ามากว่า 20 ปี รวมกับภูมิความรู้เรื่องล้านนาที่มีอยู่เต็มตัวคุณแม่ ลองกอยของกล้าจึงไม่ต่างจากการถ่ายทอดและแบ่งปันเรื่องราวจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

“คุณแม่เป็นคนยุคเก่าแต่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ เขาจะมีเรื่องราวเฉพาะของล้านนามาเล่าให้เราฟัง และการที่เรารู้เรื่องราวจริงๆ จะทำให้เห็นกิมมิกบางอย่างที่น่าหยิบมาใช้ได้ เพราะถ้าจะทำเสื้อผ้าล้านนาร่วมสมัยแบบเดิมๆ ก็มีคนทำเยอะมากอยู่แล้วในตลาด” กล้าเล่าที่มาของลองกอย แบรนด์ลูกรักของเขาที่ทั้งแตกต่างและน่าสนใจ

ภาษา อากาศหนาว ภูเขาสูง ความอ่อนหวาน เชื่องช้า ประวัติศาสตร์

“ถ้าอยากให้ล้านนาไปไกลกว่าเดิม ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย เราหยิบล้านนามานำเสนอแบบใหม่ ใส่การออกแบบและลวดลายกราฟิกลงไป แต่ก็ยังรักษาเอกลักษณ์ของล้านนาเอาไว้ด้วยการใช้วัสดุอุปกรณ์และผ้าทอมือในท้องถิ่น เพื่อให้เรื่องเล่าของเรามีพลังมากขึ้น” กล้าอธิบายเป้าหมายของแบรนด์ ก่อนจะเล่าถึงกระบวนการถอดรหัสลับชุดคำใบ้ล้านนา

คำใบ้จากแบบสอบถามของวัยรุ่นกลุ่มเป้าหมายบอกนักทำแบรนด์มือใหม่ว่า

‘ภาษา อากาศหนาว ภูเขาสูง ความอ่อนหวาน เชื่องช้า ประวัติศาสตร์’

“เราถอดรหัสทั้งด้านอารมณ์ความรู้สึก สภาพอากาศ และภาษา ด้วยการดัดแปลงและลดทอนความหมายนามธรรมให้เป็นฟอร์มหรือรูปร่าง แล้วใส่ความเป็นมิตรลงไปเพื่อลดความดิบเถื่อน”

กล้านำทักษะจากวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ สร้างอักษรล้านนาขึ้นมาใหม่ด้วยการร่างแบบในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แทนตัวอักษรเดิมที่ดูคล้ายอักขระยันต์ ส่วนดอกไม้ลวดลายกราฟิกแทนความอ่อนหวานซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของชาวล้านนา รวมทั้งทรงเสื้อผ้าอย่าง ‘เสื้อม่อฮ่อม กางเกงเล’ ที่ถูกแช่แข็งมานาน จนเป็นภาพจำของพ่ออุ๊ย ควาญช้าง และสล่าหลายแขนง

กล้ามัดรวมทรงเสื้อแบบเก่ายัดเข้าไมโครเวฟจนกลายเป็นทรงเสื้อผ้าร่วมสมัย แต่คงกลิ่นอายความเป็นล้านนาด้วยผ้าฝ้ายทอมือ และสีครามสบายตา ความเป็นไทยยังอยู่ แต่เป็นสากลมากขึ้น

เสื้อม่อฮ่อม x กิโมโน

เสื้อผ้าทุกคอลเลกชันของลองกอยเป็นแนวสตรีทร่วมสมัย ส่วนหนึ่งมาจากความชอบส่วนตัวของกล้า จึงง่ายต่อการออกแบบ เพราะการแต่งกายแนวสตรีทมีทรงเสื้อผ้าให้เลือกประยุกต์หลากหลาย แถมเข้าถึงผู้คนได้ง่าย คล้ายกล้าเป็นพ่อครัวใหญ่ คอยหยิบส่วนผสมของเรื่องราวล้านนามาปรุงให้อร่อยและกลมกล่อม ยิ่งรสมือดี ถูกปากคนทาน ก็ยิ่งอยากทานบ่อยๆ อ้อ! ภาชนะของกล้ายังรักษ์โลกด้วยนะ

“ทุกวันนี้ Fast Fashion ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรมแฟชั่น ถ้าเราจะทำทั้งทีก็ไม่อยากเป็นอีกหนึ่งตัวการเพิ่มตัวเลข ซึ่งวัตถุดิบของเราเป็นแฮนด์เมดและค่อนข้างเฉพาะทาง”

กล้าเปิดตัวคอลเลกชันแรก ‘The Story of Lanna’ ด้วยการเล่าภาพรวมของล้านนา ตั้งแต่ภาษา ภูมิอากาศ และดอกไม้ ผ่านสีครามเข้มของผ้าทอมือล้อกับสีเครื่องแต่งกายของล้านนาอย่างเสื้อม่อฮ่อม

“คอลเลกชันแรกจะเป็นกิโมโนทั้งหมดเลย แล้วก็ประยุกต์ทรงมาเป็นสูทด้วย รูปทรงเสื้อผ้าจะค่อนข้างแรง เหมือนเราแนะนำแบรนด์เต็มตัวว่าเป็นล้านนาแนวใหม่ นำเสนอแบบใหม่ รูปทรงก็ไม่เหมือนเดิม เราสร้างกระแสและแรงกระเพื่อมเพื่อให้คนจดจำ”

การสร้างลวดลายบนผืนผ้าทอย้อมสีธรรมชาติของเขาก็ไม่ธรรมดา บางตัวลายไม่ซ้ำกัน! เพราะทำมือเองทุกชิ้น เขาประยุกต์นวัตกรรมสมัยใหม่อย่างการเลเซอร์แผ่นอะคริลิกใสมาทำเป็นบล็อกลวดลายร่วมสมัย แล้วทาบลงบนผืนผ้า พ่นด้วยแอร์บรัชบรรจุด่างทับทิม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เขาบอกว่า เป็นกระบวนการดั้งเดิมในการฟอกสียีนส์ในอุตสาหกรรมยุคเก่า

ให้ดอกไม้บานทุกฤดูกาล

ขอสารภาพเลยว่าเราหลงรักคอลเลกชัน ‘คำดอก’ ของเขามาก เป็นการเจาะลึกเฉพาะภาษาล้านนาเพื่อบอกว่าภาษาล้านนาอ่อนหวานชวนฟังเหมือนกับดอกไม้ สีสันของเสื้อผ้ายังคงเอกลักษณ์สีครามเข้ม เขาจับตัวอักษรล้านนาผสมกับรูปทรงของดอกไม้ ก้านและเกสรเป็นตัวหนังสือ กลีบเป็นดอกไม้ มากไปกว่านั้นลวดลายบริเวณต่างๆ บนเสื้อผ้ายังซ่อนความหมายเรียกรอยยิ้มเอาไว้ด้วย

กล้ายกตัวอย่างลายดอกไม้บริเวณแขนเสื้อ เป็นการเพิ่มความมั่นใจ ถ้าต้องติดต่อธุรกิจแล้วมีการจับมือ จะเสมือนการยื่นดอกไม้ให้กับคนคนนั้น หรือทรงเสื้อแบบมีฮู้ด ตรงหมวกจะเป็นลายดอกไม้ คล้ายว่าใส่ฮู้ดไปด้วยฟังไปด้วย เป็นการฟังผ่านดอกไม้ ถ้อยคำจะสมูธและอ่อนหวาน  

ขอออกคอลเลกชันต่อ ไม่รอแล้วนะ

นอกจากกล้าจะออกคอลเลกชันตามฤดูกาล ยังออกตามเทศกาล แถมเล่นสีสันและลวดลายไม่น้อยหน้ากันสักนิด ยกตัวอย่างพอหอมปากหอมขอ ไม่ว่าจะเป็น ‘รัก รวย’ รวมสองเทศกาล ทั้งเทศกาลแห่งความรักและการเฉลิมฉลองตรุษจีน เป็นการอวยพรให้คนใส่ร่ำรวยเงินทอง พร้อมร่ำรวยความรัก

ส่วน ‘สังกรานต์’ ต้อนรับซัมเมอร์ด้วยเทศกาลสงกรานต์ แรงบันดาลใจจากการสาดน้ำสุขสันต์บริเวณคูเมืองรอบเชียงใหม่ สีสันของเสื้อผ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเป็นตัวแทนของอิฐคูเมือง บนเสื้อผ้าพิมพ์ลวดลายดอกไม้มงคลที่ดัดแปลงมาจากดอกไม้ในจิตรกรรมฝาผนังของวัดทั่วเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

ลองดูก่อน

‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู คล้ายกับคำเชิญชวนให้ลูกค้าลองเข้ามาเลือก ลอง เข้ามาดูสินค้าของลองกอย

กล้าบอกกับเราว่า ก่อนจะทำแบรนด์กลุ่มเป้าหมายของลองกอยเป็นวัยรุ่น หลังจากเป็นแบรนด์เต็มตัวกลุ่มเป้าหมายก็เปลี่ยนแปลงตามราคาและไลฟ์สไตล์ของสินค้า

“กลุ่มลูกค้าของเราจะเป็นคนพลัดถิ่น เช่น คนเชียงใหม่ไปทำงานในกรุงเทพฯ เขาจะซื้อไปใส่ในกรุงเทพฯ หรือคนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยก็จะซื้อกลับไปใส่ประเทศเขา เราจะสังเกตตลอดว่าลูกค้าเราเป็นใคร

“เราเคยไปออกงานที่สิงคโปร์ คนเขาจะไม่ค่อยจับงานเราเลย แต่จะชมว่าสวยดีในเชิงศิลปะ เราไม่ได้ว่าเขานะ สิงคโปร์เขาไม่ได้โตมาจากรากฐานของวัฒนธรรม เขาไม่ค่อยมีประเพณี ผ้าทอมือเขาก็ไม่รู้จัก แต่คนต่างชาติที่อยู่ในสิงคโปร์อย่างจีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง เขาจะชอบมาก มาจับ มาซื้อ เพราะเขาเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมนั้นๆ บนโลกใบนี้”

กล้าแอบกระซิบว่า ลูกค้าคนไทยบางกลุ่มก็ชอบนะ แต่แพงจัง ลองกอยเลยพยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนความคิดของคนไทยให้เข้าใจใหม่ว่า ‘ของไทยมีดี มีคุณค่า ราคาสูงบ้างก็ไม่แปลก’

ล้านนา come in

สินค้าของลองกอยจะวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของกรุงเทพฯ กล้าเฉลยด้วยเหตุผลว่า

“การพางานไปถึงจุดที่คนเข้าถึงได้ก็สำคัญเหมือนกันนะ พอเรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ขายราคาเท่าไหร่ เราเลยต้องเลือกจุดที่จะวางสินค้า ถ้าไปอยู่ตามจตุจักรอาจจะขายไม่ได้เลย แต่พอไปอยู่ในห้างกลุ่มลูกค้าเราเขาสามารถซื้อได้ พอเข้าห้าง เราก็เริ่มขายออนไลน์ได้ เพราะการวางหน้าร้านจะทำให้เราดูเป็นมืออาชีพ เหมือนเป็นการการันตี ตอนนี้เราก็เริ่มมีแฟนคลับบ้างแล้ว”

ส่วนเชียงใหม่เขาก็แอบเอาผลงานไปวางขายตามแกลเลอรี่

ทำไมต้องแกลเลอรี่ เราถาม
“เพราะขายได้หลายเชิง เชิงศิลปะก็ได้ เชิงเสื้อผ้าก็ได้ ถ้าขายในแกลเลอรี่เราจะโชว์ในลักษณะ

ของแต่งบ้านมากกว่า เพราะชุดกิโมโนคนก็เอาไปแต่งบ้านอยู่แล้ว ก็ทำผลิตภัณฑ์ให้เป็นเชิงศิลปะแทน”

กล้าแอบกระซิบว่า ในงานเชียงใหม่ดีไซน์วีก เขาจะออกคอลเลกชันงานศิลปะเต็มรูปแบบ

“เราจะโชว์ความเป็นล้านนาแบบใหม่ด้วยสล่ายุคไฮเทค (สล่า แปลว่า ช่าง) ผมมองว่าเชียงใหม่มีช่างฝีมือเยอะมาก แล้วในพื้นที่หนึ่งของเชียงใหม่เป็นแหล่งรวมช่างเลเซอร์คัต รับตัดป้ายด้วยความชำนาญ เราว่าเขาเป็นสล่าเหมือนกัน แต่เป็นสล่ายุคใหม่

“เราจะเล่าเรื่องราวจากขยะในร้านเขา ด้วยโครงสเตนซิลที่เหลือจากการตัดป้าย เราเอามาสร้างลวดลายด้วยเทคนิคของเรา เราว่ามันเป็นการบอกเล่าความสามารถของช่างยุคใหม่ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงความเจริญเติบโตในแง่เศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ด้วย”

ป้ายใหญ่โตมักเป็นสัญญาณเตือนการมาถึงของกิจการหลากประเภท เทรนด์ร้านกาแฟมาแรง ธุรกิจโฮสเทลแซงทางโค้ง ขณะเดียวกันความคิดของคนรุ่นใหม่แพสชันแรงก็เป็นสัญญาณเตือนการมาถึงของการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในสังคมให้ก้าวกระโดดดึ๋งไปข้างหน้า

ปลุกความเป็นล้านนาในตัวคุณ!

สัมผัสวัฒนธรรมล้านนารูปแบบใหม่ได้ที่
King Power Rangnam / CAZH Siam Discovery / ICONSIAM / Zane Gallery At Nimman Soi 9

Facebook : LONG GOY
Instagram : @LONGGOY

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“ลองนิก่ะ” ประโยคทางเหนือที่แปลเป็นภาษากลางได้ว่า “ลองอันนี้สิ” ดังขึ้นจากหนุ่มลำพูนเบื้องหน้าฉัน 

เราเจอกันในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ภายใต้การดูแลของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่รวบรวมหลากหลายธุรกิจในชุมชนต่าง ๆ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่การสร้างผลกำไรเชิงธุรกิจควบคู่กับกำไรทางสังคม จนเกิดเป็นสังคมธุรกิจที่มีฐานของชุมชนเข้มแข็ง เป็นหนึ่งเดียว เกื้อกูล และยั่งยืน 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตลำไยบ้านเหล่าดู่ ยื่นสินค้าที่ทำจากผลไม้บ้านเกิดให้ฉันดู บนขวดแปะฉลากเผยชื่อแบรนด์ ‘Longniga (ลองนิกา)’ ที่พ้องมาจากประโยคเชื้อเชิญให้รู้จักเมื่อสักครู่ 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

นี่คือน้ำตาลลำไยสกัดเข้มข้นที่ทำจากลำไยสด 100 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวผลผลิตจากสวนในชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ พูดอย่างสัตย์จริง ฉันเพิ่งเคยได้ยินชื่อน้ำตาลลำไยครั้งแรก แต่ความหวานนั้นดึงดูดใจเกินกว่าจะเก็บไว้ชิมคนเดียว 

เสน่ห์ของบ้านเหล่าดู่ อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน คือแทบทุกครัวเรือนจะมีสวนลำไยเป็นของตัวเอง ทุกเจนเนอเรชันไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ต่างเติบโตท่ามกลางอาณาจักรลำไยที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบ้านเหล่าดู่ไปแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาเลือกมาทำแบรนด์นี้เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้มันหายไป

“น้ำตาลลำไยยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ผมเลยอยากแนะนำให้รู้จัก” 

เพราะอยากให้คนรู้ว่าน้ำตาลลำไยนั้นมีอยู่จริง แถมเก๋าเกมในเรื่องคุณประโยชน์ที่น้ำตาลสังเคราะห์ให้ไม่ได้ ทั้งช่วยปรับสมดุลร่างกาย มอบความกระปรี้กระเปร่า และยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหลับไม่สนิท (ดูทรงแล้ว ท่าจะเหมาะกับคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ) โดยใช้กรรมวิธีแบบฉบับของชาวบ้าน คงกลิ่นฟืนอ่อน ๆ จากการเคี่ยวลำไยลูกโตอย่างประณีต แถมธุรกิจนี้ยังช่วยต่อลมหายใจสวนลำไยในท้องถิ่น ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ที่ประสบปัญหาลำไยราคาตก แต่ต้นทุนสูงขึ้น จนบางบ้านเลือกจะวางมือจากสวนที่ฟูมฟักกันมารุ่นสู่รุ่น ไปหาทางรอดอื่น และเพื่อไม่ให้สวนลำไยที่บ้านเหล่าดู่รักต้องหายไปจนหมด ปอนด์จึงมุ่นมั่นที่จะทำให้สวนลำไยกลับมามีชีวิต ผ่านการสร้างแบรนด์ที่ทำให้คนในชุมชนรอดไปด้วยกัน

นอกจากทางรอดด้านเศรษฐกิจ Longniga ยังคำนึงถึงทางรอดด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการยึดมั่นในหลัก Zero Waste สร้างระบบนิเวศสะอาดในชุมชน โดยนำขยะจากลำไยไปทำปุ๋ยหมุนเวียน ทำให้ทุกกระบวนการผลิตไม่หลงเหลือขยะรบกวนธรรมชาติไว้แม้แต่ชิ้นเดียว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัด

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง
Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

แบรนด์ที่เติบโตมาพร้อมสวนลำไย

เจ้าของแบรนด์วัย 36 ปีคนนี้ เดิมทีไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกร แม้จะโตมากับสวนลำไย แต่เขากลับมีเส้นทางหลังเรียนจบไม่ต่างจากคนหมู่มากในสังคม นั่นคือการเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำอยู่ 2 ปีก็คิดถึงอนาคตบั้นปลาย เมื่องานประจำนั้นมีอายุงาน และเด็กรุ่นใหม่ก็พร้อมจะผลัดเปลี่ยนขึ้นมาทำในตำแหน่งเดียวกันได้เสมอ ตอนนั้นเองที่ทำให้เขาคิดถึงสวนผลไม้ประจำบ้าน

“ความน่ารักของหมู่บ้านเหล่าดู่คือทุกบ้านปลูกสวนลำไย บ้านผมก็ปลูก ผมโตมากับลำไย ได้รดน้ำ เลี้ยงดู คลุกคลีกับมัน แต่ยังไม่ถึงขั้นสนใจอยากจะต่อยอดอะไร เพราะตอนนั้นพ่อแม่ผมเขาดูแลอยู่ ทีนี้หลังจากได้ลองไปทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็เริ่มคิดว่า เราเป็นลูกคนเดียว ยังไงคงต้องได้กลับไปทำงานที่สวนแน่ ๆ แถมเกษตรกรมันเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องเข้างานหรือเลิกงานตรงเวลาแบบที่ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ทำ ผมว่ามันไม่กดดันดี”

ปอนด์เลือกกลับมาเป็นเกษตรกรทั้งที่ยังหนุ่ม โดยให้เหตุผลว่าอายุยังไม่มาก อาจจะยังมีเรี่ยวแรงในการคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้กับสวนลำไยได้ดีกว่า เพราะเขากลัวว่าหากกลับมาในวัยเกษียณจะไม่มีพลังเท่าตอนนี้ แต่เมื่อกลับมา เขาพบกับปัญหาที่ชาวบ้านเจอคือราคาลำไยตก สวนทางกับต้นทุนการปลูกที่สูงขึ้น จึงเกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมา

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

“ตอนแรกผมและชาวบ้านรวมตัวกันทำปุ๋ยหมัก เพื่อจะมาลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากปุ๋ยราคาแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน เราเลยเอาเศษซากที่เหลือจากการเกษตรทั้งใบลำไย มูลสัตว์ และนำเอาองค์ความรู้เรื่องปุ๋ยไม่กลับกองที่เราเรียนรู้มาจากที่แม่โจ้มาทำกัน แต่มันก็ยังไม่พอช่วยให้เกิดการจ้างงานคนในหมู่บ้านหรือไปต่อได้ เพราะหลายบ้านแบกต้นทุนไม่ไหว เลิกปลูกไปกลางคัน ลำไยในหมู่บ้านเลยลดลงเรื่อย ๆ และผมก็ไม่อยากให้ชุมชนที่มีเสน่ห์เรื่องลำไยมันหายไป เลยเริ่มคิดเรื่องการแปรรูป”

“ผมทดลองหลายอย่าง ทั้งเอาไปต้มเบียร์ เริ่มแบ่งสัดส่วนการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น โกโก้และเลม่อน ที่อนาคตเราอาจจะเอามาดัดแปลงทำอะไรสักอย่างควบคู่กับลำไยได้ ประจวบเหมาะกับผมได้พูดคุยกับอาจารย์ด้านแปรรูปอาหารและสมุนไพรท่านหนึ่ง เขาแนะนำให้ผมรู้จักน้ำตาลลำไยสกัด เราเลยเห็นช่องทางว่า ทุกวันนี้คนในท้องถิ่นทำลำไยอบแห้งกันเยอะแล้ว แต่แทบจะไม่มีใครรู้จักน้ำตาลลำไย หรือไปเสิร์ชกูเกิลซื้อน้ำตาลลำไยมาใช้ เราเลยอยากลองทำ เพื่อให้คนได้รู้จักสิ่งนี้ และรู้ว่ามันมีดี แล้วก็มีอยู่จริงนะ”

หนุ่มลำพูนคนนี้พยายามแนะนำน้ำตาลลำไยในรูปแบบไซรัปตรงหน้าให้ฉันรู้จักอย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากแนะนำเพื่อนใหม่ให้รู้จัก เขาบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นน้ำตาลผลไม้ มีคุณประโยชน์หลายด้าน โดยศึกษาจากงานวิจัยต่าง ๆ ว่าเมล็ดของมันนั้นมีคนเอาไปทำยาหม่อง แก้ปวดเข่า ปวดข้อ และขึ้นชื่อว่าความหวานจากแหล่งธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่ง คุณประโยชน์ที่ได้จึงดีต่อร่างกายอย่างไม่ต้องสืบ แน่นอนว่าเหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวเบาหวาน ความดัน หรือหัวใจ บริโภคได้ทั้งแบบเพียว ๆ เป็นซอฟต์ดริงก์ให้ร่างกายสดชื่น หรือใส่ปรุงอาหารตามใจชอบ… ฟังดูแล้วเพื่อนใหม่แบรนด์นี้น่าสนใจไม่ใช่น้อย

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

เสน่ห์น้ำตาลลำไยจากวิถีชุมชน

Longniga เลือกใช้ลำไยพันธุ์อีดอลูกโตซึ่งนิยมปลูกในบ้านเหล่าดู่ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าคนจีนที่แวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอยในหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่การนำลำไยมาสกัดเป็นน้ำตาลนั้น ต้องคว้านเอาแต่เนื้อออกมาหลายกิโลกรัมเพื่อเอาออกมาใช้ต่อหนึ่งขวด ปอนด์จึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้ขั้นตอนการผลิตรวดเร็วขึ้น คำตอบที่ได้คือใช้เครื่องคว้านเอา ทว่าหากใช้เครื่องคว้าน ต้องแลกมากับการไม่จ้างแรงงานในหมู่บ้าน ซึ่งผิดจากความตั้งใจแรกของเขาอยู่พอสมควร

“เรามานั่งคิดกันในกลุ่ม และเลือกใช้แรงงานคนเหมือนเดิม เพราะเราอยากกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม ถึงรู้ว่ามันอาจจะช้ากว่าเครื่องจักร แต่เขาได้มีส่วนร่วมแน่ ๆ ตอนนี้อาจจะมองว่าช้า แต่ผมมองว่าทำบ่อย ๆ ความเร็วจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความชำนาญ”

ความมุ่งมั่นของปอนด์ มอบจุดเด่นให้กับแบรนด์อย่างหนึ่ง คือการสร้างรายได้หมุนเวียนกันเองในชุมชน แต่ละคนในวิสาหกิจมีหน้าที่ต่างกัน คนหนึ่งหาผลผลิต อีกคนส่งต่อลำไยไปให้กลุ่มแม่บ้านช่วยกันคว้าน อีกคนไปหาตลาด อีกหน้าที่ทำการดีลกับเกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด รวมถึงการออกงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ทำการแบ่งหน้าที่กันไป จึงอาจตอบได้ว่าแบรนด์ Longniga เข้ามาช่วยให้ทั้งชาวบ้านมีรายได้จากปัญหาทางเศรษฐกิจ และปลุกให้บ้านเหล่าดู่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยลำไยอีกครั้ง

น้ำตาลลำไยจากฝีมือคนในชุมชน ผ่านการลองผิดลองถูก แรก ๆ ความตั้งใจแรกของปอนด์ คืออยากผลิตเป็นน้ำตาลกรวด ใช้แทนน้ำตาลทรายสังเคราะห์ แต่เมื่อทดลองแล้วไม่เวิร์ก เพราะน้ำตาลลำไยจะคืนตัวเป็นของเหลวได้ง่ายเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป เขาจึงเบนเข็มมาทำรูปแบบไซรัปแทน 

เริ่มจากลองใช้ลำไยแบบไม่ปอกเปลือกก่อน ช่วงแรกได้รสชาติเฝื่อน ๆ กินยาก เขาจึงลองแกะเปลือกเหลือแต่เมล็ด ก็ยังมีรสเฝื่อนอยู่ ถัดมาเลยลองเอาเมล็ดออก เหลือไว้แค่เฉพาะเนื้อ แน่นอนว่าอร่อย กินง่าย แต่ประโยชน์ที่ติดมากับเมล็ดนั้นหายไป ปอนด์เลยค่อย ๆ ทดลองใส่เมล็ดเข้าไปเรื่อย ๆ และดูว่าประมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่เฝื่อน ไม่ฝาด จนได้น้ำตาลลำไยที่ยังคงประโยชน์ของเมล็ดลำไยไว้อยู่ แต่รสชาติยังคงความหวานนุ่ม ควบคู่กับการใช้เสน่ห์ชุมชนที่เครื่องจักรมอบให้ไม่ได้ คือการเคี่ยวน้ำตาลด้วยฟืนบนกระทะไปเรื่อย ๆ จนได้ความหวานที่ 50 บริกซ์ ทำให้ได้กลิ่นฟืนอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

น้ำตาลลำไยที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม

แนวคิด ‘ไม่หยุดอยู่กับที่’ เป็นสิ่งที่ปอนด์ยึดมั่นมาตลอด 2 ปีในการทำแบรนด์ วันนี้เขาได้ช่วยให้สวนลำไยอยู่คู่บ้านเหล่าดู่เป็นของดีประจำถิ่นต่อไป ได้ช่วยเหลือคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และยังมีเครือข่ายพันธมิตรที่คอยเกื้อหนุนกันในชุมชน ผ่านการแตกไลน์เป็นโปรดักต์ลำไยฟรีซดรายฝืมือคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสร้างระบบนิเวศในชุมชนด้วยกระบวนการ Zero Waste ซึ่งทำให้การผลิตไซรัปในหมู่บ้านไม่มีของเสียหลงเหลือแม้แต่น้อย ด้วยการทำปุ๋ยหมักจากกากลำไย

“สิ่งที่เหลืออยู่จากกระบวนการล้างคว้านลำไย คือเปลือกและเมล็ด ซึ่งก่อนหน้านี้หมู่บ้านเราทำปุ๋ยจากใบลำไยอยู่แล้ว และทุกครัวเรือนมักจะนำเศษอาหารหรือเศษใบไม้จากบ้านตัวเองมาทับกันบนกองปุ๋ย ตอนนี้ก็แค่เพิ่มเอาเปลือกและเมล็ดลงไปในกองปุ๋ยด้วย เพื่อให้ชุมชนของเราไม่มีขยะ เพราะผมไม่อยากให้กองขยะนั้นเน่าเสียหรือถูกเผาทิ้ง จนเกิดปัญหามลพิษตามมา”

ไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเหล่าดู่ถึงกลายเป็นชุมชนสะอาด ได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัดได้ เพราะนี่คือการหมุนเวียนทรัพยากรภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

แบรนด์ชุมชนที่อยากขยายสู่โลกภายนอก

“การดื่มไซรัปลำไยที่เราแนะนำ คือก่อนนอน 1 ช้อน จะช่วยให้หลับลึก ตื่นเช้ามาจะสดชื่น ส่วนช่วงเช้าดื่มได้อีก 1 ช้อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หากนำไปปรุงอาหาร ใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้เลย ทั้งชงกาแฟ ใส่แทนน้ำผึ้งกินผสมมะนาว หรือกับอาหารคาว ก็ต้ม ผัด แกง ทอด โดยไม่ทำให้รสชาติอาหารเสีย” ปอนด์อธิบายให้ฟัง เขาเสริมว่าปัจจุบันแบรนด์ Longniga ยังเน้นทำธุรกิจแบบ Made to Order อยู่ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนในเกษตรอำเภอและคนในจังหวัด แต่ในอนาคตเขาตั้งใจขยายฐานลูกค้าออกนอกชุมชน เพื่อให้คนได้รู้จักน้ำตาลลำไยมากขึ้น และเพื่อจับทางความต้องการของลูกค้านอกชุมชนให้แม่นยำ ซึ่งถือเป็นการบ้านที่ท้าทาย

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“พวกเราอยากนำสินค้าออกไปสู่สายตาคนแต่ละจังหวัดให้มากขึ้น เพราะการได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าตามงานอีเวนต์ หรือเอาสินค้าไปไปแนะนำให้ชุมชนอื่น ๆ ได้เห็น ได้รู้จัก มันทำให้เรานำฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแบรนด์ต่อไป”

“ผมเคยคิดว่าน้ำตาลลำไยที่ช่วยเรื่องการหลับลึก กลุ่มลูกค้าส่วนมากน่าจะเป็นช่วงอายุ 40 – 60 ปี ซึ่งมีปัญหานอนยาก แต่พอได้เอาแบรนด์เราไปออกงานจริง ๆ กลับพบว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาถาม เข้ามาสนใจ เป็นช่วงวัย 30 ต้น ๆ ถึง 30 ปลาย ๆ ซึ่งคือวัยทำงานที่มีปัญหานอนยากและชอบตื่นมากลางดึก ทำให้เราได้ข้อคิดว่า บางทีจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดทั้งหมด เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“ทุกวันนี้เราพอมองลูกค้าออกว่าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ เรารู้ว่าลูกค้าคือใคร แต่เรายังเข้าถึงเขาไม่ทั่วถึง นี่ยังเป็นโจทย์ที่พวกเราต้องจัดการต่อไป” นั่นทำให้ปอนด์พาแบรนด์ Longniga ของเขามาแนะนำให้คนรู้จักในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ในครั้งนี้

“ในอนาคตผมจะผลักดันให้ชาวบ้านผลิตสินค้าเป็นของตัวเองได้ และทางวิสาหกิจจะช่วยกันพัฒนาทางด้านการตลาด เพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นว่า เรายังมีทิศทางอื่นนอกจากขายลำไยสด แต่มันแปรรูปเป็นอะไรได้อีกหลายอย่าง”

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

แนวคิดของปอนด์ไม่ต่างอะไรจากคอนเซ็ปต์ ‘คน-ของ-ตลาด’ เพราะเขาต้องการมุ่งเน้นให้ทั้งระบบเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ต้นน้ำที่เริ่มจาก ‘คน’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการประกอบธุรกิจ ถัดมาคือ ‘ของ’ ที่มาจากวัตถุดิบซึ่งโดดเด่นในชุมชน และปิดท้ายด้วย ‘ตลาด’ ที่เน้นการพัฒนาแบรนด์ให้ลงไปอยู่ในใจของลูกค้าหลาย ๆ คน

หากตอนนี้คุณมองหาความหวานให้กับร่างกาย น้ำตาลลำไยถือเป็นตัวเลือกใหม่ที่แวะเวียนมาทักทายคุณท่ามกลางสารพัดน้ำตาลในตลาด แต่ต่างกันตรงที่ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Longniga เป็นน้ำตาลลำไยที่นอกจากช่วยดูแลร่างกายจากสารให้ความหวานที่เกิดจากธรรมชาติแล้ว ยังช่วยดูแลคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และหล่อเลี้ยงสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีชุมชนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งคน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

Writer

Avatar

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load