12 พฤศจิกายน 2561
31 K

หากใครแวะเวียนไปแอ่วหลายจังหวัดภาคเหนือ คงเคยเห็นเด็กนักเรียนชายหญิงสวมชุดพื้นเมืองเป็นประจำทุกวันศุกร์ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยทอฝ้ายนุ่งซิ่นอู้กำเมืองใส่กัน หรือการเรียนการสอนวิชาฟังพูดอ่านเขียนภาษาล้านนาในหลายสถานศึกษา ล้วนเป็นสัญญาใจบอกว่า ‘ล้านนา’ ยังไม่หายไปไหน

ความเป็นจริง กาลเวลาเปลี่ยนแปลง ยุคสมัยเปลี่ยนไป เยาวชนคนรุ่นใหม่อาจหลงลืมวัฒนธรรมเก่าแก่ของบรรพบุรุษไปบ้าง แต่ในอีกห้วงขณะก็มีคนรุ่นใหม่ความจำดีอย่าง กล้า-ศุภกร สันคนาภรณ์ เจ้าของแบรนด์ที่เปิ้นฮ้องว่า ‘LONG GOY’ (ลองกอย) กล้าหาญชาญชัยลองกอยด้วยตนเอง เขาสร้างลูกคลื่นขนาดเล็กในอุตสาหกรรมแฟชั่น เปลี่ยนล้านนาเป็นรันเวย์!  

กล้าบอกว่า ‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู
ส่วน Long ในภาษาอังกฤษแปลว่า ยาวนาน สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ล้านนา

กล้ารันวงการแฟชั่นด้วยสายเลือดล้านนา เอาความเก่าเข้าหาผู้คนด้วยความใหม่ คล้ายเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมล้านนาให้ออกเดินทางไปกับผู้สวมใส่ผ่านเสื้อผ้าในทุกคอลเลกชันของเขา

“เราอยากให้คนจดจำว่าเราเป็นแบรนด์ที่เล่าเรื่องล้านนา มากกว่าจะจำว่าเราเป็นแบรนด์อินดิโก้”  

แม้เอกลักษณ์ของลองกอยจะเป็นผ้าทอมือสีน้ำเงินจากต้นครามฮัก แต่หัวใจหลักของแบรนด์คือการบอกเล่าวัฒนธรรมล้านนารูปแบบใหม่ บนถิ่นกำเนิดของล้านนาโดยคนล้านนาแต๊ๆ จากเชียงใหม่

ธีสิสข้น…

กล้าเรียนจบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เขาผ่านด่านธีสิสด้วยการหยิบยกความเป็นล้านนาของบ้านเกิดมานำเสนอในมุมมองทันสมัยผ่านเสื้อผ้าแนวสตรีทแฟชั่น

“เราเป็นคนเชียงใหม่ไปเรียนในกรุงเทพฯ ก็เลยอยากทำธีสิสเกี่ยวกับเชียงใหม่ เราสังเกตว่าล้านนาใกล้จะสูญหาย วัยรุ่นไม่ค่อยให้ความสนใจ ทั้งที่ล้านนามีความเป็นตัวเองสูง แต่ยังขาดการเล่าเรื่องแบบใหม่ แล้วเรามีเทคนิคอยู่ในใจก็เลยเอาล้านนามาเล่าร่วมกับเทคนิคนั้น”

กล้ายกตัวอย่างภาษาละติน พอเราไม่ได้พูด ไม่ได้ใช้ ก็หายไป อยู่แต่ในชื่อวิทยาศาสตร์ ภาษาล้านนาก็เหมือนกัน มักจะอยู่ตามป้ายชื่อกำกับหน่วยงานหรือเทศกาลสำคัญ แต่เขาปิ๊งไอเดียเอาอักษรล้านนามานำเสนอใหม่ กล้าไม่ได้หวังให้คนพบเห็นอ่านออก เขียนได้ ขอเพียงแค่เห็นด้วยตาแล้วรู้ทันทีด้วยใจว่าเป็นภาษาล้านนา ถ้าสนใจแล้วลองศึกษาต่อ ก็เท่ากับว่าภารกิจของกล้าสำเร็จ ไชโย!

เมื่อธีสิสจบ แต่กล้าไม่จบ (เพียงเท่านี้) เขายังคงทดโจทย์ปัญหา ‘ล้านนา’ เอาไว้ในใจ พัฒนาต่อจนสร้างแบรนด์เสื้อผ้าล้านนาแนวสตรีทแฟชั่นภายใต้ชื่อที่เปิ้นฮ้องว่า ‘ลองกอย’

…เลือดล้านนาไม่จาง

‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู คล้ายกับตัวของกล้าที่ลองสักตั้ง ลองทำแบรนด์ดูสักครั้ง โดยมีคุณแม่เป็นผู้สนับสนุนหลักใจดี

คุณแม่ของกล้าเป็นอดีตพยาบาลคนสวย ก่อนจะผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการ ‘บัวเขียวผ้าฝ้าย’ ขายส่งเสื้อผ้าท้องถิ่นสำเร็จรูปกระจายทั่วประเทศเป็นเวลานานพอๆ กับอายุของกล้า จากธุรกิจครอบครัวที่เชี่ยวชาญการตัดเย็บและย้อมสีผ้ามากว่า 20 ปี รวมกับภูมิความรู้เรื่องล้านนาที่มีอยู่เต็มตัวคุณแม่ ลองกอยของกล้าจึงไม่ต่างจากการถ่ายทอดและแบ่งปันเรื่องราวจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

“คุณแม่เป็นคนยุคเก่าแต่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ เขาจะมีเรื่องราวเฉพาะของล้านนามาเล่าให้เราฟัง และการที่เรารู้เรื่องราวจริงๆ จะทำให้เห็นกิมมิกบางอย่างที่น่าหยิบมาใช้ได้ เพราะถ้าจะทำเสื้อผ้าล้านนาร่วมสมัยแบบเดิมๆ ก็มีคนทำเยอะมากอยู่แล้วในตลาด” กล้าเล่าที่มาของลองกอย แบรนด์ลูกรักของเขาที่ทั้งแตกต่างและน่าสนใจ

ภาษา อากาศหนาว ภูเขาสูง ความอ่อนหวาน เชื่องช้า ประวัติศาสตร์

“ถ้าอยากให้ล้านนาไปไกลกว่าเดิม ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย เราหยิบล้านนามานำเสนอแบบใหม่ ใส่การออกแบบและลวดลายกราฟิกลงไป แต่ก็ยังรักษาเอกลักษณ์ของล้านนาเอาไว้ด้วยการใช้วัสดุอุปกรณ์และผ้าทอมือในท้องถิ่น เพื่อให้เรื่องเล่าของเรามีพลังมากขึ้น” กล้าอธิบายเป้าหมายของแบรนด์ ก่อนจะเล่าถึงกระบวนการถอดรหัสลับชุดคำใบ้ล้านนา

คำใบ้จากแบบสอบถามของวัยรุ่นกลุ่มเป้าหมายบอกนักทำแบรนด์มือใหม่ว่า

‘ภาษา อากาศหนาว ภูเขาสูง ความอ่อนหวาน เชื่องช้า ประวัติศาสตร์’

“เราถอดรหัสทั้งด้านอารมณ์ความรู้สึก สภาพอากาศ และภาษา ด้วยการดัดแปลงและลดทอนความหมายนามธรรมให้เป็นฟอร์มหรือรูปร่าง แล้วใส่ความเป็นมิตรลงไปเพื่อลดความดิบเถื่อน”

กล้านำทักษะจากวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ สร้างอักษรล้านนาขึ้นมาใหม่ด้วยการร่างแบบในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แทนตัวอักษรเดิมที่ดูคล้ายอักขระยันต์ ส่วนดอกไม้ลวดลายกราฟิกแทนความอ่อนหวานซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของชาวล้านนา รวมทั้งทรงเสื้อผ้าอย่าง ‘เสื้อม่อฮ่อม กางเกงเล’ ที่ถูกแช่แข็งมานาน จนเป็นภาพจำของพ่ออุ๊ย ควาญช้าง และสล่าหลายแขนง

กล้ามัดรวมทรงเสื้อแบบเก่ายัดเข้าไมโครเวฟจนกลายเป็นทรงเสื้อผ้าร่วมสมัย แต่คงกลิ่นอายความเป็นล้านนาด้วยผ้าฝ้ายทอมือ และสีครามสบายตา ความเป็นไทยยังอยู่ แต่เป็นสากลมากขึ้น

เสื้อม่อฮ่อม x กิโมโน

เสื้อผ้าทุกคอลเลกชันของลองกอยเป็นแนวสตรีทร่วมสมัย ส่วนหนึ่งมาจากความชอบส่วนตัวของกล้า จึงง่ายต่อการออกแบบ เพราะการแต่งกายแนวสตรีทมีทรงเสื้อผ้าให้เลือกประยุกต์หลากหลาย แถมเข้าถึงผู้คนได้ง่าย คล้ายกล้าเป็นพ่อครัวใหญ่ คอยหยิบส่วนผสมของเรื่องราวล้านนามาปรุงให้อร่อยและกลมกล่อม ยิ่งรสมือดี ถูกปากคนทาน ก็ยิ่งอยากทานบ่อยๆ อ้อ! ภาชนะของกล้ายังรักษ์โลกด้วยนะ

“ทุกวันนี้ Fast Fashion ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรมแฟชั่น ถ้าเราจะทำทั้งทีก็ไม่อยากเป็นอีกหนึ่งตัวการเพิ่มตัวเลข ซึ่งวัตถุดิบของเราเป็นแฮนด์เมดและค่อนข้างเฉพาะทาง”

กล้าเปิดตัวคอลเลกชันแรก ‘The Story of Lanna’ ด้วยการเล่าภาพรวมของล้านนา ตั้งแต่ภาษา ภูมิอากาศ และดอกไม้ ผ่านสีครามเข้มของผ้าทอมือล้อกับสีเครื่องแต่งกายของล้านนาอย่างเสื้อม่อฮ่อม

“คอลเลกชันแรกจะเป็นกิโมโนทั้งหมดเลย แล้วก็ประยุกต์ทรงมาเป็นสูทด้วย รูปทรงเสื้อผ้าจะค่อนข้างแรง เหมือนเราแนะนำแบรนด์เต็มตัวว่าเป็นล้านนาแนวใหม่ นำเสนอแบบใหม่ รูปทรงก็ไม่เหมือนเดิม เราสร้างกระแสและแรงกระเพื่อมเพื่อให้คนจดจำ”

การสร้างลวดลายบนผืนผ้าทอย้อมสีธรรมชาติของเขาก็ไม่ธรรมดา บางตัวลายไม่ซ้ำกัน! เพราะทำมือเองทุกชิ้น เขาประยุกต์นวัตกรรมสมัยใหม่อย่างการเลเซอร์แผ่นอะคริลิกใสมาทำเป็นบล็อกลวดลายร่วมสมัย แล้วทาบลงบนผืนผ้า พ่นด้วยแอร์บรัชบรรจุด่างทับทิม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เขาบอกว่า เป็นกระบวนการดั้งเดิมในการฟอกสียีนส์ในอุตสาหกรรมยุคเก่า

ให้ดอกไม้บานทุกฤดูกาล

ขอสารภาพเลยว่าเราหลงรักคอลเลกชัน ‘คำดอก’ ของเขามาก เป็นการเจาะลึกเฉพาะภาษาล้านนาเพื่อบอกว่าภาษาล้านนาอ่อนหวานชวนฟังเหมือนกับดอกไม้ สีสันของเสื้อผ้ายังคงเอกลักษณ์สีครามเข้ม เขาจับตัวอักษรล้านนาผสมกับรูปทรงของดอกไม้ ก้านและเกสรเป็นตัวหนังสือ กลีบเป็นดอกไม้ มากไปกว่านั้นลวดลายบริเวณต่างๆ บนเสื้อผ้ายังซ่อนความหมายเรียกรอยยิ้มเอาไว้ด้วย

กล้ายกตัวอย่างลายดอกไม้บริเวณแขนเสื้อ เป็นการเพิ่มความมั่นใจ ถ้าต้องติดต่อธุรกิจแล้วมีการจับมือ จะเสมือนการยื่นดอกไม้ให้กับคนคนนั้น หรือทรงเสื้อแบบมีฮู้ด ตรงหมวกจะเป็นลายดอกไม้ คล้ายว่าใส่ฮู้ดไปด้วยฟังไปด้วย เป็นการฟังผ่านดอกไม้ ถ้อยคำจะสมูธและอ่อนหวาน  

ขอออกคอลเลกชันต่อ ไม่รอแล้วนะ

นอกจากกล้าจะออกคอลเลกชันตามฤดูกาล ยังออกตามเทศกาล แถมเล่นสีสันและลวดลายไม่น้อยหน้ากันสักนิด ยกตัวอย่างพอหอมปากหอมขอ ไม่ว่าจะเป็น ‘รัก รวย’ รวมสองเทศกาล ทั้งเทศกาลแห่งความรักและการเฉลิมฉลองตรุษจีน เป็นการอวยพรให้คนใส่ร่ำรวยเงินทอง พร้อมร่ำรวยความรัก

ส่วน ‘สังกรานต์’ ต้อนรับซัมเมอร์ด้วยเทศกาลสงกรานต์ แรงบันดาลใจจากการสาดน้ำสุขสันต์บริเวณคูเมืองรอบเชียงใหม่ สีสันของเสื้อผ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเป็นตัวแทนของอิฐคูเมือง บนเสื้อผ้าพิมพ์ลวดลายดอกไม้มงคลที่ดัดแปลงมาจากดอกไม้ในจิตรกรรมฝาผนังของวัดทั่วเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

ลองดูก่อน

‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู คล้ายกับคำเชิญชวนให้ลูกค้าลองเข้ามาเลือก ลอง เข้ามาดูสินค้าของลองกอย

กล้าบอกกับเราว่า ก่อนจะทำแบรนด์กลุ่มเป้าหมายของลองกอยเป็นวัยรุ่น หลังจากเป็นแบรนด์เต็มตัวกลุ่มเป้าหมายก็เปลี่ยนแปลงตามราคาและไลฟ์สไตล์ของสินค้า

“กลุ่มลูกค้าของเราจะเป็นคนพลัดถิ่น เช่น คนเชียงใหม่ไปทำงานในกรุงเทพฯ เขาจะซื้อไปใส่ในกรุงเทพฯ หรือคนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยก็จะซื้อกลับไปใส่ประเทศเขา เราจะสังเกตตลอดว่าลูกค้าเราเป็นใคร

“เราเคยไปออกงานที่สิงคโปร์ คนเขาจะไม่ค่อยจับงานเราเลย แต่จะชมว่าสวยดีในเชิงศิลปะ เราไม่ได้ว่าเขานะ สิงคโปร์เขาไม่ได้โตมาจากรากฐานของวัฒนธรรม เขาไม่ค่อยมีประเพณี ผ้าทอมือเขาก็ไม่รู้จัก แต่คนต่างชาติที่อยู่ในสิงคโปร์อย่างจีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง เขาจะชอบมาก มาจับ มาซื้อ เพราะเขาเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมนั้นๆ บนโลกใบนี้”

กล้าแอบกระซิบว่า ลูกค้าคนไทยบางกลุ่มก็ชอบนะ แต่แพงจัง ลองกอยเลยพยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนความคิดของคนไทยให้เข้าใจใหม่ว่า ‘ของไทยมีดี มีคุณค่า ราคาสูงบ้างก็ไม่แปลก’

ล้านนา come in

สินค้าของลองกอยจะวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของกรุงเทพฯ กล้าเฉลยด้วยเหตุผลว่า

“การพางานไปถึงจุดที่คนเข้าถึงได้ก็สำคัญเหมือนกันนะ พอเรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ขายราคาเท่าไหร่ เราเลยต้องเลือกจุดที่จะวางสินค้า ถ้าไปอยู่ตามจตุจักรอาจจะขายไม่ได้เลย แต่พอไปอยู่ในห้างกลุ่มลูกค้าเราเขาสามารถซื้อได้ พอเข้าห้าง เราก็เริ่มขายออนไลน์ได้ เพราะการวางหน้าร้านจะทำให้เราดูเป็นมืออาชีพ เหมือนเป็นการการันตี ตอนนี้เราก็เริ่มมีแฟนคลับบ้างแล้ว”

ส่วนเชียงใหม่เขาก็แอบเอาผลงานไปวางขายตามแกลเลอรี่

ทำไมต้องแกลเลอรี่ เราถาม
“เพราะขายได้หลายเชิง เชิงศิลปะก็ได้ เชิงเสื้อผ้าก็ได้ ถ้าขายในแกลเลอรี่เราจะโชว์ในลักษณะ

ของแต่งบ้านมากกว่า เพราะชุดกิโมโนคนก็เอาไปแต่งบ้านอยู่แล้ว ก็ทำผลิตภัณฑ์ให้เป็นเชิงศิลปะแทน”

กล้าแอบกระซิบว่า ในงานเชียงใหม่ดีไซน์วีก เขาจะออกคอลเลกชันงานศิลปะเต็มรูปแบบ

“เราจะโชว์ความเป็นล้านนาแบบใหม่ด้วยสล่ายุคไฮเทค (สล่า แปลว่า ช่าง) ผมมองว่าเชียงใหม่มีช่างฝีมือเยอะมาก แล้วในพื้นที่หนึ่งของเชียงใหม่เป็นแหล่งรวมช่างเลเซอร์คัต รับตัดป้ายด้วยความชำนาญ เราว่าเขาเป็นสล่าเหมือนกัน แต่เป็นสล่ายุคใหม่

“เราจะเล่าเรื่องราวจากขยะในร้านเขา ด้วยโครงสเตนซิลที่เหลือจากการตัดป้าย เราเอามาสร้างลวดลายด้วยเทคนิคของเรา เราว่ามันเป็นการบอกเล่าความสามารถของช่างยุคใหม่ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงความเจริญเติบโตในแง่เศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ด้วย”

ป้ายใหญ่โตมักเป็นสัญญาณเตือนการมาถึงของกิจการหลากประเภท เทรนด์ร้านกาแฟมาแรง ธุรกิจโฮสเทลแซงทางโค้ง ขณะเดียวกันความคิดของคนรุ่นใหม่แพสชันแรงก็เป็นสัญญาณเตือนการมาถึงของการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในสังคมให้ก้าวกระโดดดึ๋งไปข้างหน้า

ปลุกความเป็นล้านนาในตัวคุณ!

สัมผัสวัฒนธรรมล้านนารูปแบบใหม่ได้ที่
King Power Rangnam / CAZH Siam Discovery / ICONSIAM / Zane Gallery At Nimman Soi 9

Facebook : LONG GOY
Instagram : @LONGGOY

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ร่มแดงหนึ่งคัน หม้อหนึ่งใบ เตาหนึ่งลูก กับหญิงสาวผู้ตั้งหน้าตั้งตาต้มสีย้อมผ้าที่ริมน้ำหลังตลาด

น้อยหน่า-ปนัดดา โพธิ นักออกแบบสิ่งทอ (Textile Designer) ผู้หันหลังจากเมืองที่ไม่เคยหลับใหล แล้วปล่อยให้ความคิดถึงพาเธอหวนคืนสู่อ้อมกอดบ้านเกิดท่ามกลางผืนไพร ณ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

นวล สตูดิโอ’ สตูดิย้อมผ้าเล็ก ๆ ของน้อยหน่าเริ่มต้นด้วยการกางร่มแดง แล้วนั่งต้มสีย้อมผ้าจากต้นไม้ที่หาได้แถวบ้าน ท่ามกลางแดดฝนที่โรงเก็บของหลังตลาดของแม่ จนกลายมาเป็นโรงย้อมผ้าเต็มตัวท่ามกลางหุบเขาที่บรรจงสร้าง Pantone สีธรรมชาติของปากช่อง ผ่านเส้นใยและผืนผ้าด้วยสีนวล ๆ สบายตาหลายเฉดสีจากพืชพรรณบนหุบเขา

“ธรรมชาติคือห้องสมุดที่ใหญ่มาก เป็นที่ที่รอให้เราอ่านเจอ เพราะวันพรุ่งนี้เราก็จะเปิดเจอหน้าใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ”

หญิงสาวผู้มาพร้อมร่มแดงจึงอยากพาพวกเราไปเปิดใจรู้จักกับสีย้อมผ้า Pantone ของปากช่อง เมืองแห่งผ้าไหมและสิ่งทอ ด้วยการเปิดหน้าหนังสือท่ามกลางห้องสมุดธรรมชาติทีละหน้าสองหน้าไปด้วยกัน ตั้งแต่การดั้นด้นค้นพบสีธรรมชาติ การเลือกเส้นใยที่ไม่ซ้ำใคร จนถึงการส่งมอบสีนวล ๆ ที่เต็มไปด้วยมวลของความสุข

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

หน้าที่ 1 หญิงสาวผู้มากับร่มสีแดง

หนังสือหน้าแรกเปิดประตูสู่ปากช่อง เมืองแห่งภูมิปัญญาการทอและเป็นขึ้นชื่อเรื่องผ้าไหม ย่ำกรายไปบ้านไหน ก็มักเห็นกี่ทอผ้าและอุปกรณ์ทำเส้นไหมตั้งอยู่สักมุมของตัวบ้าน บ้านยายของน้อยหน่าก็เช่นเดียวกัน แม้แต่เดิมบ้านยายของเธอตั้งอยู่ที่อำเภอใกล้เคียง แต่ก็ยังไม่วายมีกี่ทอผ้าและเหล่าเครือไหมที่ใช้ทำเส้นใยเพื่อทอผ้าผืน 

“สมัยเด็ก ยายเป็นคนทำผ้าไหม เรามีความชอบแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เลยไม่ค่อยได้เล่นแบบเด็ก ๆ ทั่วไป เพราะคอยจับเครือไหมให้ยายตลอด ตอนเรายังเด็ก ป้า ๆ ยาย ๆ เขาเคยทำ แต่กว่าเราจะโต กว่าจะเรียนจบ ป้า ๆ ยาย ๆ ก็ไปทำอาชีพอื่นแล้ว ทุกบ้านเลยมีอุปกรณ์ทอผ้าปล่อยทิ้งร้างไว้” หญิงสาวเล่าการเปลี่ยนผ่านของอาชีพช่างทอ

แม้ที่บ้านยายของน้อยหน่าไม่มีใครทอผ้ากันแล้ว แต่เธอยังชื่นชอบสิ่งทอมาโดยตลอด กระทั่งเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย เธอใช้เวลาค้นพบตัวเองถึง 2 ปี เพื่อพิสูจน์ว่ามีใจรักเรื่องผ้าและสิ่งทอแบบเต็มร้อย

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“เราเคยซิ่ว 2 รอบ ตอนแรกมองข้ามและตัดสินใจไม่เรียนสายสิ่งทอเพราะใกล้ตัว ยายบอกว่าเรียนทำไม ของแบบนี้เรียนกับยายกับป้าก็ได้ เราเลยเรียนอย่างอื่น รู้สึกว่าไม่ใช่ สุดท้ายเรายังชอบผ้า พอมาเรียน Textile Design เราก็พุ่งสุดตัวเลย เพราะไม่ได้มาหาตัวเองระหว่างเรียน แต่เราหาตัวเองระหว่างซิ่ว เป็นการนับหนึ่งแบบเต็ม 100”

หลังจากเรียนจบและใช้เวลากับการเป็น Textile Designer ด้านเครื่องแต่งกายอยู่ 2 ปี น้อยหน่าก็ทยอยเก็บของแล้วลาจากกรุงเทพฯ มาตั้งรากฐานใหม่บนหุบเขาบ้านเกิด ที่ใช้คำว่าทยอยเก็บของ เป็นเพราะการตัดสินใจในครั้งนี้เกิดจากความคิดถึง ผสานกับความรักที่มีต่อธรรมชาติในอำเภอปากช่องที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

 “เราแค่กลับบ้านในวันหยุด เริ่มต้นด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ซื้อเตาหนึ่งอัน หม้อหนึ่งใบ แล้วก็มีร่มแดง เหมือนร่มตลาดนัดกางอยู่ริมแม่น้ำ เราต้มและย้อมสีผ้าตรงนั้น ช่วงแรกก็สนุก เรายังไม่ได้คิดถึงว่าตัวเองจะต้องไปยังไงต่อ 

“ฝนตกแดดออกเราก็ย้อม แต่เรารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมากเลย เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องกลับกรุงเทพฯ ไปทำงาน มันก็เลยเริ่มจากตรงนั้น เราเริ่มขยับเป็นซื้อหม้อ ซื้อเตาเพิ่มอีกหนึ่งชุด” น้อยหน่าเล่าถึงวันแรกของ นวล สตูดิโอ

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง
'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

ทุกวันหยุดของน้อยหน่ามักใช้เวลาไปกับการกางร่มแดงแล้วย้อมสีที่ริมน้ำหลังตลาด กระทั่งถึงจุดที่เธอคิดว่าประสบการณ์จากการทำงานประจำนั้นอยู่ตัวแล้ว เธอจึงตัดสินใจเริ่มธุรกิจและกลับมาอยู่กับสิ่งที่รัก ณ บ้านเกิดพร้อมกันกับ อีฟ-ณัฐรวี ดีทองหลาง เพื่อนคนโคราชด้วยกันที่ลางานประจำเพื่อมาลงมือกับ นวล สตูดิโอ อย่างจริงจัง

“เราขอพื้นที่เสี้ยวเดียวในโรงเก็บของของแม่ ก็เลยตั้งชื่อว่า นวล สตูดิโอ เพราะคุณแม่ชื่อนวล เราขอโรงเก็บของตรงนั้นมา ก็ต้องให้เป็นชื่อเจ้าของ บวกกับคอนเซ็ปต์ของเราคือเน้นเรื่องสีธรรมชาติ เราฝืนธรรมชาติไม่ได้ ฉะนั้นสีก็ออกมาเป็นสีนวล ๆ ไม่เข้มมาก ทุกอย่างจะเป็นสีนวล ๆ ตามชื่อเจ้ากับโรงย้อมเลย” ลูกสาวเล่าที่มาที่ไป

ที่ตั้งเดิมของนวล สตูดิโอ เริ่มจากบริเวณริมน้ำหลังตลาด แต่เพราะเป็นที่ลุ่มน้ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากทำให้พื้นที่ตรงนี้เกิดน้ำท่วมทุกปี น้อยหน่าและอีฟจึงได้ฤกษ์ย้ายสตูดิโอหลังจากทำงานที่โรงย้อมเดิมเมื่อเข้าปีที่ 3

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“การย้ายสตูดิโอย้อมผ้า สิ่งที่ยากคือเราไม่ได้หาที่ดิน แต่ต้องหาแหล่งน้ำ เราตระเวนเก็บน้ำทั่วปากช่องมาลองย้อมดูว่าน้ำที่ไหนโอเค ปัจจัยแหล่งน้ำธรรมชาติต้องมีตลอดทั้งปี จนเจอแหล่งน้ำใกล้เขื่อนลำตะคอง เป็นบ่อน้ำผุดที่มีน้ำตลอดปี เป็นบ่อที่ถูกต่อท่อเพื่อใช้โดยน้ำไม่ลดเลยกว่า 10 หมู่บ้าน บ่อน้ำตรงนี้อยู่บนภูเขา ไม่ไกลจากที่เดิม แหล่งวัตถุดิบยังเหมือนเดิม ชาวบ้านเรียกว่าบ่อน้ำทิพย์ เพราะน้ำในบ่อไม่เคยหมด สตูดิโอใหม่ของเราเลยได้ตั้งอยู่ที่นี่”

ระยะเวลากว่า 5 ปีที่สองคู่หูชวนกันกลับบ้าน และกล้าลงมือเปลี่ยนหม้อหนึ่งใบ เตาหนึ่งอัน ให้กลายเป็นสตูดิโอบนภูเขาใกล้เขื่อนลำตะคอง โรงย้อมผ้าที่อยากเล่าเรื่องราวขุนเขาแห่งปากช่องผ่านสีฟุ้ง ๆ นวล ๆ จากต้นไม้ใบหญ้า

หน้าที่ 2 Natural Limited

“Natural Limited”

แก่นหลักที่น้อยหน่าให้คำจำกัดความถึงธรรมชาติในแบบของนวล สตูดิโอ

“สตูดิโอย้อมสีนวล ๆ ที่มองว่าธรรมชาติมีความพิเศษเฉพาะตัวเหมือนสินค้า Limited Edition สีธรรมชาติเป็นสีลิมิเต็ดที่เกิดขึ้นมาเฉพาะในช่วงวัน เวลา ฤดูกาล อุณหภูมิ อากาศ ณ ตอนที่เราย้อม ทำให้สีของเขาเปลี่ยนไป

“บางคนมักคิดว่าสีเปลือกไม้ต้องได้จากสีธรรมชาติสีน้ำตาล แต่พอย้อมจริงแล้วไม่เป็นสีน้ำตาล เรามองว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เรารู้สึกว้าวที่เขากลายเป็นสีอื่น เพราะมันคือความพิเศษเฉพาะตัว เขาอาจจะไม่ใช่สีน้ำตาล Brown แต่เขาอาจจะเป็นน้ำตาล Butter สีจากธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันคือ Natural Limited”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

เมื่อสีธรรมชาติเปลี่ยนเฉดสีตลอดเวลาตามสภาพอากาศ สภาพดิน สภาพน้ำ รวมถึงปัจจัยวันและเวลา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของการกำหนดค่าเฉดสีของนวล สตูดิโอ การกำหนดค่าเฉดสีให้สีธรรมชาติกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป

“Code สีของเราไม่ได้บอกว่ามันเป็นสีแดงหรือสีชมพู แต่เราจะบอกว่าเป็น สีฝาง เป็นชมพูจากฝาง เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าในแต่ละครั้งที่ย้อม คุณจะได้สีชมพูจากแก่นฝาง แต่สีชมพูในแต่ละรอบของการย้อมเฉดสีจะแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยดิน น้ำ อากาศ แร่ธาตุในดิน วันและเวลาของฝางแต่ละต้น” นอกจากสีชมพูจากฝางแล้ว ยังมีชื่อเรียกสีอื่น ๆ อย่างสีม่วงจากกะหล่ำม่วง สีดำจากมะเกลือ สีครีมจากยูคาลิปตัส หรือสีผิวเด็กจากมะพร้าว

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“เรากำหนดสีการย้อมแต่ละครั้งให้เหมือนเดิมไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราทำให้ใกล้เคียงได้นะ ถ้าครั้งแรกลูกค้าซื้อแล้วสีเข้มกว่านิดหนึ่ง แล้วซื้อรอบที่สองสีไม่เข้มเท่ารอบแรก เราก็ลงสีซ้ำให้อีกรอบจนได้สีที่ใกล้เคียงกัน เราแนะนำลูกค้าตลอดว่า สั่งให้พอกับความต่อเนื่องของชิ้นงาน เพราะรอบหน้าไม่การันตีเฉดสีเดิมที่ลูกค้าเคยสั่งไว้ 

“เราทำงานกับธรรมชาติ ก็ต้องคุยกับลูกค้าให้เข้าใจธรรมชาติไปด้วยกัน” น้อยหน่าเฉลยหัวใจสำคัญ

 สียืนพื้นของ นวล สตูดิโอ มีทั้งหมด 20 สี 48 เฉด เป็นสีนวล ๆ ที่น้อยหน่าและอีฟเห็นว่าเหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบหรืองานสร้างสรรค์ทุกชนิด เช่น สีดาวเรือง สีอัญชัญ สีสะเดา สีครั่ง สีขมิ้น ฯลฯ

“เราคิดกันว่าธรรมชาติทำได้เหมือนดินสอสีที่เราใช้ไหม ตอนเด็ก ๆ ดินสอสีที่เราใช้มี 12 สีก็โอเคแล้ว แต่ถ้ามี 24 สีเรายิ่งว้าว ถ้ามี 36 สีเราเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนได้เลย เลยคิดว่าสีธรรมชาติมันทำขึ้นมาอยู่บนเส้นใยโดยไม่มีขีดจำกัดได้ไหม เพราะสีเคมีไม่มีขีดจำกัด อยากได้สีไหนก็ได้ แต่เราค่อนข้างเซนซิทีฟกับสีเคมี ถ้าเปลี่ยนจากสีเคมีเป็นสีประดู่ สีมะพร้าว สีสะเดา ไปอยู่บนชิ้นงานเดียวกันจนเป็นลวดลาย มันดูน่าสนุก ไม่อันตรายกับตัวเราด้วย”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

แม้น้อยหน่าเสกสีธรรมชาติขึ้นมาได้มากกว่า 48 เฉดสี แต่เธอเลือกทำเพียงเท่านี้เพื่อสมดุลวัตถุดิบและเคารพธรรมชาติ เพราะสีที่ได้ล้วนหยิบใช้จากธรรมชาติ การคำนึงถึงวัตถุดิบไม่ให้หมดไปก็สำคัญ ดังนั้น วิธีการได้มาของสีจากเหล่าพืชพรรณจึงมีหลากหลาย เพื่อกระจายความสมดุลของวัตถุดิบให้คงมีเหลือใช้ทำสีตลอดปีและตลอดฤดูกาล

“เราเน้นวัตถุดิบในท้องที่เป็นหลัก ฉะนั้น เฉดสีที่ได้คือเฉดสีของปากช่อง” 

วัตถุดิบส่วนมากที่ นวล สตูดิโอ ใช้มักเป็นต้นไม้ยืนต้น อย่างประดู่ สะเดา และมะพร้าว โดยใช้เพียงส่วนของเปลือกนอก 20 – 30 เซนติเมตร และไม่ตัดถึงท่อน้ำเลี้ยง การได้มาซึ่งวัตถุดิบมีหลายวิธีด้วยกัน

“งานอดิเรกของเราคือการขับรถเล่น เพื่อหาดูต้นไม้หักโค่น เราพร้อมเก็บกวาดให้ ยิ่งช่วงที่เทศบาลตัดต้นไม้เพราะมันขึ้นใกล้สายไฟ เราก็จะไปเก็บช่วงที่เขาตัด ไม่ต้องให้เขาขนขึ้นรถ เราก็เอากลับบ้านมาจัดการเอง แล้วแถวนี้ก็ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นไร่เป็นสวน เราก็ไปหาซื้อเขาเอา เป็นการกระจายรายได้ส่วนเล็ก ๆ ของเราให้ชุมชน

“หรือมีช่วงหนึ่งที่เขาปลูกดาวเรืองส่งตลาดกัน มักมีดาวเรืองตกเกรดเหลือทิ้งเป็นภูเขา เรามองว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของสีธรรมชาติ เราไปขอซื้อ บ้างก็ขาย บ้างก็ให้เราเลย เหมือนเราจัดการขยะให้เขาไปในตัว”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบที่ได้จากตลาดปากช่องด้วย นวล สตูดิโอ ไม่ได้มีเพียงสีธรรมชาติบนผืนป่า แต่นำสีจากความเป็นเมืองชนบทมาให้เราเห็นบนผืนผ้า ไม่ว่าจะเป็นสีม่วงจากกะหล่ำบนแผงของป้าในตลาด สีจากสายบัวที่มีขายบางฤดูกาล นอกจากกะหล่ำแล้วก็ยังมีพืชที่ขายบางฤดูกาลด้วยเหมือนกัน แค่ฟังเธอเล่าก็สนุกตามไปด้วย

“ช่วง High Season ปลายพฤศจิกายนถึงต้นมีนาคม ชาวบ้านที่รู้ว่าเราย้อมสีธรรมชาติมักเอามะเกลือมาขายให้ บางฤดูกาลหาได้ไม่เยอะ ทำให้มะเกลือกลายเป็นลิมิเต็ด ถ้าไม่ซื้อฤดูกาลนี้ เดือนหน้าไม่ได้ใช้แล้วนะ ต่อให้ไม่มีแผนจะใช้ก็ต้องซื้อเก็บไว้ก่อน เพราะบางคนรอสีมะเกลือตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว กลายเป็นการสร้างคุณค่าให้มะเกลือไปในตัว เราบอกลูกค้าว่ามะพร้าว ประดู่ มีทั้งปี แต่มะเกลือหรือบางตัวต้องรอ กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของเราเลย คือ Natural Limited”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

หน้าที่ 3 มนุษย์ผู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

นวล สตูดิโอ ไม่เพียงแค่สรรสร้างสีแห่งปากช่อง แต่ยังต้องการส่งต่อเส้นใยธรรมชาตินอกกระแสให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่รักในผ้าและสิ่งทอเหมือนกัน แต่ชุดความรู้ทั้งหมดทั้งมวลที่น้อยหน่านำมาส่งต่อ ล้วนเป็นภูมิปัญญาโบราณจากรุ่นยายที่ประยุกต์เข้ากับความรู้สมัยใหม่

“เราได้ความรู้เก่าตั้งแต่ยายทอไหม แล้วก็ศึกษาเพิ่มเติมทั้งของไทยและต่างชาติ เพื่อประยุกต์เรื่องพืชและวิธีการย้อมผ้าที่ใกล้เคียงกัน ตอนเด็ก ๆ เราคุ้นชินกับการที่ยายใช้ยางมะละกอฟอกไหม เราก็ลองเอายางมะละกอมาต้มกับฝ้ายดูค่าไขมันดู องค์ความรู้พวกนี้เป็นความทรงจำในวัยเด็ก ประกอบกับที่เรามาศึกษาเพิ่มเติมตอนโตด้วย

“แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือการคลุกคลีกับธรรมชาติ ทฤษฎีเป็นพื้นฐานเพื่อแค่ให้รู้ แล้วเราก็ไปเรียนรู้กับธรรมชาติอีกที ธรรมชาติดิ้นได้ บางสีที่ทฤษฎีคนบอกว่าทำไม่ได้ แท้จริงมันผสมได้ ธรรมชาติเป็นครู เรากอดธรรมชาติ กอดขอบคุณต้นไม้ ให้ความเคารพว่าเขาเป็นครูของเราในทุก ๆ ต้นเลย”

นวล สตูดิโอ เป็นเพียงโรงย้อมสีธรรมชาติเล็ก ๆ เรื่องของการทำเส้นใยจึงจำเป็นต้องพึ่งแหล่งผลิตจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศ ที่นี่จึงใช้วิธีทำงานร่วมกันกับชาวบ้าน โดยการหาวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเส้นใยจากเกษตรกรหลายกลุ่ม อย่างเส้นใยสับปะรดจากราชบุรีและเพชรบุรี การนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศอย่างเส้นใยกัญชงจากฝรั่งเศส รวมถึงฝ้ายออร์แกนิกจากอินเดีย

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา
การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

“คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในงานวงการสิ่งทอ จะรู้จักแค่ฝ้ายกับไหม เราอยากเปิดโลกว่า ที่จริงเส้นใยธรรมชาติบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ฝ้ายกับไหม ต้นไม้ที่มีเส้นใย นำมาถักทอเป็นผืนผ้าได้ เราก็เลยทำเส้นใยอื่น ๆ อย่างเส้นใยกัญชง ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก เป็นเส้นใยทางเลือกที่จะทดแทนเส้นใยอื่น ๆ ในอนาคต คนก็จะยังไม่เข้าถึง แต่เราก็ทำขึ้นมาก่อนเพื่อให้คนรู้และซึมซับ”

หลังจากได้เส้นใยธรรมชาติที่ต้องการแล้ว เป็นวิธีการลงมือย้อมกันเองของสองคู่หูน้อยหน่าและอีฟ Pantone จึงมักออกมาอยู่บนผลิตภัณฑ์ที่เป็นเส้นใยสำหรับงานถักทอและงานออกแบบเป็นหลัก แต่นอกจากเส้นใยเพื่องานถักทอและงานออกแบบ นวล สตูดิโอ ก็มีผ้าผืนสำหรับผู้ชื่นชอบสีแต่ไม่ถนัดงานคราฟต์ด้วย

“เรามีผ้าทอ 2 แบบ คือ ทอเครื่องกับทอมือ ทอมือก็ให้แม่ ๆ ป้า ๆ ที่บ้านยายทอ การทอมือมีขีดจำกัดเยอะ ป้า ๆ แม่ ๆ เขาทอหน้ากว้างได้แค่ 1 เมตร เพราะที่หมู่บ้านไม่ได้ใช้กี่กระตุก แต่ใช้ทอกระสวย ระยะ 1 เมตร มันสุดแรงเอื้อมของมือเขาแล้ว ส่วนทอเครื่อง มีเพื่อผ้าหน้ากว้าง งานดีไซน์อย่างการตัดชุด ตัดกระโปรง ตัดเดรส ต้องใช้หน้ากว้างเพราะไม่เปลืองผ้าเวลาตัดเฉลียง”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

แม้ นวล สตูดิโอ จะสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของน้อยหน่าและอีฟ แต่ระหว่างการเดินทางตลอด 5 ปีของพวกเธอก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันระหว่างชุมชนกับธรรมชาติในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบยันขั้นตอนการผลิตออกมาเป็นเส้นใยสิ่งทอสีนวล ๆ ให้เราได้ชื่นชมกัน 

“ลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งนักออกแบบ ออกแบบแฟชั่นและตกแต่ง มัณฑนศิลป์ นักออกแบบภายใน พวกออกแบบของตกแต่งบ้าน บางคนเอาไปปัก ทำงานจิตรกรรม หลัก ๆ ก็ทำงานถักงานทอผ้า เอาไปทอสลับลายขิต ลายยกดอกกับผ้าถุงและพวกย่ามสะพาย ขายให้คนที่ทำงานอดิเรกเสียส่วนใหญ่ บางคนเริ่มจากงานอดิเรกแล้วได้ทำขายจนกลายเป็นอาชีพก็มี ลูกค้าบางคนเราอยู่กับเขาตั้งแต่เริ่มถัก จนตอนนี้ถักขายได้แล้ว”

หน้าที่ 4 ธรรมชาติคือเรา

นวล สตูดิโอ ผู้เปิดประตูสู่เรื่องราวของปากช่องด้วย Pantone ที่ร้อยเรียงหลากสีบนเส้นใยและผืนผ้า เชิญชวนให้ผู้คนเข้ามารู้จักกับความเป็นปากช่องที่ไม่ใช่แค่สีเขียวของเขาใหญ่ และไม่ใช่แค่สีน้ำตาลของผืนดินหรือสีฟ้าของผืนน้ำ แต่ยังพาให้คนที่เข้าสู่ประตูนี้ได้รู้จักค้นพบสิ่งใกล้ตัวและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบกายมากขึ้น

“เราคุยกับลูกค้าเยอะมาก เราบอกเล่าเรื่องราวของสีแต่ละฤดูกาลว่าเป็นมายังไง ใช้ต้นไม้แบบไหนบ้าง พอของไปถึงมือลูกค้า เขาก็จะบอกเราว่า ‘น้องประดู่น่ารักจังเลย สีน้องทำไมเป็นแบบนี้’ บางคนซื้อสีมะพร้าวน้ำหอมไป เขาบอกว่าอยากไปซื้อมะพร้าวน้ำหอมมากินเลย หลายคนเวลาออกไปข้างนอก เขารู้สึกว่าอยากมองหาต้นไม้นั้น ๆ บางคนบอกว่าสั่งต้นมะเกลือไม่เคยเห็นมะเกลือเลย บางคนสั่งประดู่เขาก็มาเล่าว่าวันนี้เจอต้นประดู่ พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าธรรมชาติสำคัญ ไม่ใช่รู้แค่ว่าสีธรรมชาติมันสวยหวาน

“เส้นใยที่ถึงมือลูกค้าทำให้เขาสังเกตธรรมชาติ รักธรรมชาติ และรู้สึกผูกพัน เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่แค่ในพื้นคอนกรีต แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วยเหมือนกัน เราเองพอมาทำตรงนี้เราก็มองต้นไม้ใบหญ้าอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าก็เริ่มเป็นเหมือนเรา เราไม่ได้แค่ซื้อขาย แต่เหมือนคุยและบอกเล่าเรื่องราวที่เราไปเจอกันมา”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

คงจะดีไม่น้อย หากการแบ่งปันความสุขทำได้มากกว่าการตอบแชตบนเพจเฟซบุ๊ก คิดได้เช่นนั้นน้อยหน่าและอีฟก็ริเริ่มจัดเวิร์กชอปทำสีย้อมธรรมชาติ เพื่อพบปะลูกค้าและผู้ที่สนใจเรื่องงานผ้าให้ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันใกล้เขื่อนลำตะคอง ครั้งแรกที่จัดคือปีก่อนที่จะเจอโควิด-19 หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็กลับมาจัดอีกครั้งในวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

“คอนเซ็ปต์เวิร์กชอปรอบนี้คือ ย้อมผ้ากินปลาเขื่อน คือพาย้อมผ้าและปิกนิกกินปลาเขื่อน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลเปิดเขื่อนลำตะคอง ชาวบ้านจะหาปลาสดมาจากเขื่อนให้เราได้เอามาทำกับข้าว เอามาเผาให้ลูกค้ายามเย็นหลังย้อมผ้าเสร็จ ทุกคนจะได้ซึมซับความเป็นชาวเขื่อนลำตะคอง เพราะน้ำย้อมก็ใช้น้ำเขื่อนลำตะคอง โคลนที่ใช้หมักผ้าก็ใช้โคลนจากเขื่อน วัตถุดิบเราก็ใช้จากปากช่อง คุณจะเห็นเฉดสีของปากช่องที่เราสกัดออกมาได้ มีมากกว่าสีเขียวของเขาใหญ่เลยด้วยซ้ำ อยากให้คนมาสัมผัสและใกล้ชิดกับสีของธรรมชาติมากขึ้นด้วย”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

การใกล้ชิดกับธรรมชาติไม่เพียงทำให้เราได้มองสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวมากขึ้น แต่น้อยหน่าที่ค้นพบ Pantone สีของปากช่องยังได้อีกหนึ่งบทเรียนจากธรรมชาติ ซึ่งเธอเองก็พยายามส่งต่อบทเรียนนี้ให้ผู้อื่นได้รับเช่นเดียวกัน

“ช่วงแรก ๆ ที่เราทำสีย้อมแล้วอยากได้เฉดสีที่เป๊ะ มันเครียดมาก จนเรารู้สึกว่าทำไมต้องไปบังคับธรรมชาติ ทำไมไม่มองว่าสีที่มันผิดเพี้ยนจากเดิมคือความพิเศษและลิมิเต็ดไม่เหมือนใคร 

“ธรรมชาติคือความพิเศษ พอมองแบบนั้นแล้ว เรายิ่งชอบการทำสีธรรมชาติมากขึ้น 

“ธรรมชาติสอนเราว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนในธรรมชาติ อย่าลืมว่าธรรมชาติคือตัวเราด้วย อย่าไปยึดติดกับตัวเองและธรรมชาติมาก เพราะยิ่งคาดหวังมากเท่าไร ยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น ธรรมชาติสอนเราแบบนี้” 

หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ แต่ไม่ใช่กระดาษแผ่นสุดท้ายของ นวล สตูดิโอ เพราะในอนาคตคู่หูน้อยหน่าและอีฟจะยังคงค้นหาสีใหม่ ๆ ของปากช่องที่ซ่อนอยู่ในห้องสมุดแห่งขุนเขาอันกว้างใหญ่นี้ต่อไป สร้างประตูหลายบ้านให้ผู้คนเข้ามาทักทายและทำความรู้จักกับปากช่อง อันเป็นบ้านเกิดแสนรักของพวกเธอไปกับสีธรรมชาติบนเส้นใยและสิ่งทอ

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

ภาพ : นวล สตูดิโอ

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load