12 พฤศจิกายน 2561
29 K

หากใครแวะเวียนไปแอ่วหลายจังหวัดภาคเหนือ คงเคยเห็นเด็กนักเรียนชายหญิงสวมชุดพื้นเมืองเป็นประจำทุกวันศุกร์ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยทอฝ้ายนุ่งซิ่นอู้กำเมืองใส่กัน หรือการเรียนการสอนวิชาฟังพูดอ่านเขียนภาษาล้านนาในหลายสถานศึกษา ล้วนเป็นสัญญาใจบอกว่า ‘ล้านนา’ ยังไม่หายไปไหน

ความเป็นจริง กาลเวลาเปลี่ยนแปลง ยุคสมัยเปลี่ยนไป เยาวชนคนรุ่นใหม่อาจหลงลืมวัฒนธรรมเก่าแก่ของบรรพบุรุษไปบ้าง แต่ในอีกห้วงขณะก็มีคนรุ่นใหม่ความจำดีอย่าง กล้า-ศุภกร สันคนาภรณ์ เจ้าของแบรนด์ที่เปิ้นฮ้องว่า ‘LONG GOY’ (ลองกอย) กล้าหาญชาญชัยลองกอยด้วยตนเอง เขาสร้างลูกคลื่นขนาดเล็กในอุตสาหกรรมแฟชั่น เปลี่ยนล้านนาเป็นรันเวย์!  

กล้าบอกว่า ‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู
ส่วน Long ในภาษาอังกฤษแปลว่า ยาวนาน สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ล้านนา

กล้ารันวงการแฟชั่นด้วยสายเลือดล้านนา เอาความเก่าเข้าหาผู้คนด้วยความใหม่ คล้ายเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมล้านนาให้ออกเดินทางไปกับผู้สวมใส่ผ่านเสื้อผ้าในทุกคอลเลกชันของเขา

“เราอยากให้คนจดจำว่าเราเป็นแบรนด์ที่เล่าเรื่องล้านนา มากกว่าจะจำว่าเราเป็นแบรนด์อินดิโก้”  

แม้เอกลักษณ์ของลองกอยจะเป็นผ้าทอมือสีน้ำเงินจากต้นครามฮัก แต่หัวใจหลักของแบรนด์คือการบอกเล่าวัฒนธรรมล้านนารูปแบบใหม่ บนถิ่นกำเนิดของล้านนาโดยคนล้านนาแต๊ๆ จากเชียงใหม่

ธีสิสข้น…

กล้าเรียนจบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เขาผ่านด่านธีสิสด้วยการหยิบยกความเป็นล้านนาของบ้านเกิดมานำเสนอในมุมมองทันสมัยผ่านเสื้อผ้าแนวสตรีทแฟชั่น

“เราเป็นคนเชียงใหม่ไปเรียนในกรุงเทพฯ ก็เลยอยากทำธีสิสเกี่ยวกับเชียงใหม่ เราสังเกตว่าล้านนาใกล้จะสูญหาย วัยรุ่นไม่ค่อยให้ความสนใจ ทั้งที่ล้านนามีความเป็นตัวเองสูง แต่ยังขาดการเล่าเรื่องแบบใหม่ แล้วเรามีเทคนิคอยู่ในใจก็เลยเอาล้านนามาเล่าร่วมกับเทคนิคนั้น”

กล้ายกตัวอย่างภาษาละติน พอเราไม่ได้พูด ไม่ได้ใช้ ก็หายไป อยู่แต่ในชื่อวิทยาศาสตร์ ภาษาล้านนาก็เหมือนกัน มักจะอยู่ตามป้ายชื่อกำกับหน่วยงานหรือเทศกาลสำคัญ แต่เขาปิ๊งไอเดียเอาอักษรล้านนามานำเสนอใหม่ กล้าไม่ได้หวังให้คนพบเห็นอ่านออก เขียนได้ ขอเพียงแค่เห็นด้วยตาแล้วรู้ทันทีด้วยใจว่าเป็นภาษาล้านนา ถ้าสนใจแล้วลองศึกษาต่อ ก็เท่ากับว่าภารกิจของกล้าสำเร็จ ไชโย!

เมื่อธีสิสจบ แต่กล้าไม่จบ (เพียงเท่านี้) เขายังคงทดโจทย์ปัญหา ‘ล้านนา’ เอาไว้ในใจ พัฒนาต่อจนสร้างแบรนด์เสื้อผ้าล้านนาแนวสตรีทแฟชั่นภายใต้ชื่อที่เปิ้นฮ้องว่า ‘ลองกอย’

…เลือดล้านนาไม่จาง

‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู คล้ายกับตัวของกล้าที่ลองสักตั้ง ลองทำแบรนด์ดูสักครั้ง โดยมีคุณแม่เป็นผู้สนับสนุนหลักใจดี

คุณแม่ของกล้าเป็นอดีตพยาบาลคนสวย ก่อนจะผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการ ‘บัวเขียวผ้าฝ้าย’ ขายส่งเสื้อผ้าท้องถิ่นสำเร็จรูปกระจายทั่วประเทศเป็นเวลานานพอๆ กับอายุของกล้า จากธุรกิจครอบครัวที่เชี่ยวชาญการตัดเย็บและย้อมสีผ้ามากว่า 20 ปี รวมกับภูมิความรู้เรื่องล้านนาที่มีอยู่เต็มตัวคุณแม่ ลองกอยของกล้าจึงไม่ต่างจากการถ่ายทอดและแบ่งปันเรื่องราวจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

“คุณแม่เป็นคนยุคเก่าแต่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ เขาจะมีเรื่องราวเฉพาะของล้านนามาเล่าให้เราฟัง และการที่เรารู้เรื่องราวจริงๆ จะทำให้เห็นกิมมิกบางอย่างที่น่าหยิบมาใช้ได้ เพราะถ้าจะทำเสื้อผ้าล้านนาร่วมสมัยแบบเดิมๆ ก็มีคนทำเยอะมากอยู่แล้วในตลาด” กล้าเล่าที่มาของลองกอย แบรนด์ลูกรักของเขาที่ทั้งแตกต่างและน่าสนใจ

ภาษา อากาศหนาว ภูเขาสูง ความอ่อนหวาน เชื่องช้า ประวัติศาสตร์

“ถ้าอยากให้ล้านนาไปไกลกว่าเดิม ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย เราหยิบล้านนามานำเสนอแบบใหม่ ใส่การออกแบบและลวดลายกราฟิกลงไป แต่ก็ยังรักษาเอกลักษณ์ของล้านนาเอาไว้ด้วยการใช้วัสดุอุปกรณ์และผ้าทอมือในท้องถิ่น เพื่อให้เรื่องเล่าของเรามีพลังมากขึ้น” กล้าอธิบายเป้าหมายของแบรนด์ ก่อนจะเล่าถึงกระบวนการถอดรหัสลับชุดคำใบ้ล้านนา

คำใบ้จากแบบสอบถามของวัยรุ่นกลุ่มเป้าหมายบอกนักทำแบรนด์มือใหม่ว่า

‘ภาษา อากาศหนาว ภูเขาสูง ความอ่อนหวาน เชื่องช้า ประวัติศาสตร์’

“เราถอดรหัสทั้งด้านอารมณ์ความรู้สึก สภาพอากาศ และภาษา ด้วยการดัดแปลงและลดทอนความหมายนามธรรมให้เป็นฟอร์มหรือรูปร่าง แล้วใส่ความเป็นมิตรลงไปเพื่อลดความดิบเถื่อน”

กล้านำทักษะจากวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ สร้างอักษรล้านนาขึ้นมาใหม่ด้วยการร่างแบบในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แทนตัวอักษรเดิมที่ดูคล้ายอักขระยันต์ ส่วนดอกไม้ลวดลายกราฟิกแทนความอ่อนหวานซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของชาวล้านนา รวมทั้งทรงเสื้อผ้าอย่าง ‘เสื้อม่อฮ่อม กางเกงเล’ ที่ถูกแช่แข็งมานาน จนเป็นภาพจำของพ่ออุ๊ย ควาญช้าง และสล่าหลายแขนง

กล้ามัดรวมทรงเสื้อแบบเก่ายัดเข้าไมโครเวฟจนกลายเป็นทรงเสื้อผ้าร่วมสมัย แต่คงกลิ่นอายความเป็นล้านนาด้วยผ้าฝ้ายทอมือ และสีครามสบายตา ความเป็นไทยยังอยู่ แต่เป็นสากลมากขึ้น

เสื้อม่อฮ่อม x กิโมโน

เสื้อผ้าทุกคอลเลกชันของลองกอยเป็นแนวสตรีทร่วมสมัย ส่วนหนึ่งมาจากความชอบส่วนตัวของกล้า จึงง่ายต่อการออกแบบ เพราะการแต่งกายแนวสตรีทมีทรงเสื้อผ้าให้เลือกประยุกต์หลากหลาย แถมเข้าถึงผู้คนได้ง่าย คล้ายกล้าเป็นพ่อครัวใหญ่ คอยหยิบส่วนผสมของเรื่องราวล้านนามาปรุงให้อร่อยและกลมกล่อม ยิ่งรสมือดี ถูกปากคนทาน ก็ยิ่งอยากทานบ่อยๆ อ้อ! ภาชนะของกล้ายังรักษ์โลกด้วยนะ

“ทุกวันนี้ Fast Fashion ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรมแฟชั่น ถ้าเราจะทำทั้งทีก็ไม่อยากเป็นอีกหนึ่งตัวการเพิ่มตัวเลข ซึ่งวัตถุดิบของเราเป็นแฮนด์เมดและค่อนข้างเฉพาะทาง”

กล้าเปิดตัวคอลเลกชันแรก ‘The Story of Lanna’ ด้วยการเล่าภาพรวมของล้านนา ตั้งแต่ภาษา ภูมิอากาศ และดอกไม้ ผ่านสีครามเข้มของผ้าทอมือล้อกับสีเครื่องแต่งกายของล้านนาอย่างเสื้อม่อฮ่อม

“คอลเลกชันแรกจะเป็นกิโมโนทั้งหมดเลย แล้วก็ประยุกต์ทรงมาเป็นสูทด้วย รูปทรงเสื้อผ้าจะค่อนข้างแรง เหมือนเราแนะนำแบรนด์เต็มตัวว่าเป็นล้านนาแนวใหม่ นำเสนอแบบใหม่ รูปทรงก็ไม่เหมือนเดิม เราสร้างกระแสและแรงกระเพื่อมเพื่อให้คนจดจำ”

การสร้างลวดลายบนผืนผ้าทอย้อมสีธรรมชาติของเขาก็ไม่ธรรมดา บางตัวลายไม่ซ้ำกัน! เพราะทำมือเองทุกชิ้น เขาประยุกต์นวัตกรรมสมัยใหม่อย่างการเลเซอร์แผ่นอะคริลิกใสมาทำเป็นบล็อกลวดลายร่วมสมัย แล้วทาบลงบนผืนผ้า พ่นด้วยแอร์บรัชบรรจุด่างทับทิม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เขาบอกว่า เป็นกระบวนการดั้งเดิมในการฟอกสียีนส์ในอุตสาหกรรมยุคเก่า

ให้ดอกไม้บานทุกฤดูกาล

ขอสารภาพเลยว่าเราหลงรักคอลเลกชัน ‘คำดอก’ ของเขามาก เป็นการเจาะลึกเฉพาะภาษาล้านนาเพื่อบอกว่าภาษาล้านนาอ่อนหวานชวนฟังเหมือนกับดอกไม้ สีสันของเสื้อผ้ายังคงเอกลักษณ์สีครามเข้ม เขาจับตัวอักษรล้านนาผสมกับรูปทรงของดอกไม้ ก้านและเกสรเป็นตัวหนังสือ กลีบเป็นดอกไม้ มากไปกว่านั้นลวดลายบริเวณต่างๆ บนเสื้อผ้ายังซ่อนความหมายเรียกรอยยิ้มเอาไว้ด้วย

กล้ายกตัวอย่างลายดอกไม้บริเวณแขนเสื้อ เป็นการเพิ่มความมั่นใจ ถ้าต้องติดต่อธุรกิจแล้วมีการจับมือ จะเสมือนการยื่นดอกไม้ให้กับคนคนนั้น หรือทรงเสื้อแบบมีฮู้ด ตรงหมวกจะเป็นลายดอกไม้ คล้ายว่าใส่ฮู้ดไปด้วยฟังไปด้วย เป็นการฟังผ่านดอกไม้ ถ้อยคำจะสมูธและอ่อนหวาน  

ขอออกคอลเลกชันต่อ ไม่รอแล้วนะ

นอกจากกล้าจะออกคอลเลกชันตามฤดูกาล ยังออกตามเทศกาล แถมเล่นสีสันและลวดลายไม่น้อยหน้ากันสักนิด ยกตัวอย่างพอหอมปากหอมขอ ไม่ว่าจะเป็น ‘รัก รวย’ รวมสองเทศกาล ทั้งเทศกาลแห่งความรักและการเฉลิมฉลองตรุษจีน เป็นการอวยพรให้คนใส่ร่ำรวยเงินทอง พร้อมร่ำรวยความรัก

ส่วน ‘สังกรานต์’ ต้อนรับซัมเมอร์ด้วยเทศกาลสงกรานต์ แรงบันดาลใจจากการสาดน้ำสุขสันต์บริเวณคูเมืองรอบเชียงใหม่ สีสันของเสื้อผ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเป็นตัวแทนของอิฐคูเมือง บนเสื้อผ้าพิมพ์ลวดลายดอกไม้มงคลที่ดัดแปลงมาจากดอกไม้ในจิตรกรรมฝาผนังของวัดทั่วเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

ลองดูก่อน

‘ลองกอย’ เป็นภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) แปลว่า ลองดู ลองทำดู คล้ายกับคำเชิญชวนให้ลูกค้าลองเข้ามาเลือก ลอง เข้ามาดูสินค้าของลองกอย

กล้าบอกกับเราว่า ก่อนจะทำแบรนด์กลุ่มเป้าหมายของลองกอยเป็นวัยรุ่น หลังจากเป็นแบรนด์เต็มตัวกลุ่มเป้าหมายก็เปลี่ยนแปลงตามราคาและไลฟ์สไตล์ของสินค้า

“กลุ่มลูกค้าของเราจะเป็นคนพลัดถิ่น เช่น คนเชียงใหม่ไปทำงานในกรุงเทพฯ เขาจะซื้อไปใส่ในกรุงเทพฯ หรือคนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยก็จะซื้อกลับไปใส่ประเทศเขา เราจะสังเกตตลอดว่าลูกค้าเราเป็นใคร

“เราเคยไปออกงานที่สิงคโปร์ คนเขาจะไม่ค่อยจับงานเราเลย แต่จะชมว่าสวยดีในเชิงศิลปะ เราไม่ได้ว่าเขานะ สิงคโปร์เขาไม่ได้โตมาจากรากฐานของวัฒนธรรม เขาไม่ค่อยมีประเพณี ผ้าทอมือเขาก็ไม่รู้จัก แต่คนต่างชาติที่อยู่ในสิงคโปร์อย่างจีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง เขาจะชอบมาก มาจับ มาซื้อ เพราะเขาเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมนั้นๆ บนโลกใบนี้”

กล้าแอบกระซิบว่า ลูกค้าคนไทยบางกลุ่มก็ชอบนะ แต่แพงจัง ลองกอยเลยพยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนความคิดของคนไทยให้เข้าใจใหม่ว่า ‘ของไทยมีดี มีคุณค่า ราคาสูงบ้างก็ไม่แปลก’

ล้านนา come in

สินค้าของลองกอยจะวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของกรุงเทพฯ กล้าเฉลยด้วยเหตุผลว่า

“การพางานไปถึงจุดที่คนเข้าถึงได้ก็สำคัญเหมือนกันนะ พอเรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ขายราคาเท่าไหร่ เราเลยต้องเลือกจุดที่จะวางสินค้า ถ้าไปอยู่ตามจตุจักรอาจจะขายไม่ได้เลย แต่พอไปอยู่ในห้างกลุ่มลูกค้าเราเขาสามารถซื้อได้ พอเข้าห้าง เราก็เริ่มขายออนไลน์ได้ เพราะการวางหน้าร้านจะทำให้เราดูเป็นมืออาชีพ เหมือนเป็นการการันตี ตอนนี้เราก็เริ่มมีแฟนคลับบ้างแล้ว”

ส่วนเชียงใหม่เขาก็แอบเอาผลงานไปวางขายตามแกลเลอรี่

ทำไมต้องแกลเลอรี่ เราถาม
“เพราะขายได้หลายเชิง เชิงศิลปะก็ได้ เชิงเสื้อผ้าก็ได้ ถ้าขายในแกลเลอรี่เราจะโชว์ในลักษณะ

ของแต่งบ้านมากกว่า เพราะชุดกิโมโนคนก็เอาไปแต่งบ้านอยู่แล้ว ก็ทำผลิตภัณฑ์ให้เป็นเชิงศิลปะแทน”

กล้าแอบกระซิบว่า ในงานเชียงใหม่ดีไซน์วีก เขาจะออกคอลเลกชันงานศิลปะเต็มรูปแบบ

“เราจะโชว์ความเป็นล้านนาแบบใหม่ด้วยสล่ายุคไฮเทค (สล่า แปลว่า ช่าง) ผมมองว่าเชียงใหม่มีช่างฝีมือเยอะมาก แล้วในพื้นที่หนึ่งของเชียงใหม่เป็นแหล่งรวมช่างเลเซอร์คัต รับตัดป้ายด้วยความชำนาญ เราว่าเขาเป็นสล่าเหมือนกัน แต่เป็นสล่ายุคใหม่

“เราจะเล่าเรื่องราวจากขยะในร้านเขา ด้วยโครงสเตนซิลที่เหลือจากการตัดป้าย เราเอามาสร้างลวดลายด้วยเทคนิคของเรา เราว่ามันเป็นการบอกเล่าความสามารถของช่างยุคใหม่ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงความเจริญเติบโตในแง่เศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ด้วย”

ป้ายใหญ่โตมักเป็นสัญญาณเตือนการมาถึงของกิจการหลากประเภท เทรนด์ร้านกาแฟมาแรง ธุรกิจโฮสเทลแซงทางโค้ง ขณะเดียวกันความคิดของคนรุ่นใหม่แพสชันแรงก็เป็นสัญญาณเตือนการมาถึงของการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในสังคมให้ก้าวกระโดดดึ๋งไปข้างหน้า

ปลุกความเป็นล้านนาในตัวคุณ!

สัมผัสวัฒนธรรมล้านนารูปแบบใหม่ได้ที่
King Power Rangnam / CAZH Siam Discovery / ICONSIAM / Zane Gallery At Nimman Soi 9

Facebook : LONG GOY
Instagram : @LONGGOY

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

หากเอ่ยถึง ‘ครามสกลนคร’ ผู้อ่านชาวก้อนเมฆหลายคนคงร้อง อ๋อ เพราะต้องเคยคุ้นตาผ่านการอ่านหรือสัมผัส ผ่านของขวัญของฝากแทนใจ จากคนสนิทมิตรสหายที่ไปเยี่ยมเยือนถิ่นสีครามกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ จนถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

แต่มีชายคนหนึ่งจากอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร หยิบสิ่งที่เกษตรกรทิ้งขวาง มาสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่า เพื่อสื่อสารผ่านผลิตภัณฑ์ว่า ต้นไม้หนึ่งต้นมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน อยู่ที่คุณจะมองเห็นหรือเปล่า 

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

ติงลี่-คมกฤช ภู่ทอง เจ้าของแบรนด์ Khramer สกินแคร์จากรากคราม ที่ตั้งใจพาครามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนรุ่นใหม่ ด้วยการทำให้ครามเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ง่าย เหมาะกับยุคสมัย และมุ่งมั่นแน่วแน่ว่าจะไม่ขอใช้ส่วนอื่นๆ ซึ่งสร้างประโยชน์ไปแล้ว อย่างกิ่ง ก้าน ใบ นำไปย้อมผ้าให้สีเด็ดขาด แต่จะใช้ ‘ราก’ ส่วนที่เป็นเศษซากทางการเกษตร เพื่อบอกว่าต้นไม้ 1 ต้น ได้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าแล้ว แถมช่วยลดมลพิษจากการเผาทิ้งทำลายด้วย

Khramer ชื่อนี้เกิดจากการสมาสชนและสนธิเชื่อมขึ้นของคำ 3 คำ คือ 

Khram (คราม), Farmer (เกษตรกร) และ Charmer (คนมีเสน่ห์)

คราม เกษตรกรและคนมีเสน่ห์ ร้อยเรียงเป็น Khramer ได้อย่างไร นี่คือเรื่องราวทั้งหมด

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

Khramer

ติงลี่เป็นคนอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่จับพลัดจับผลูมาเรียนต่อแดนอีสานในหลักสูตรเภสัชกรรมแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ฝันลึกๆ ในใจเขาอยากเรียนสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เขาได้แต่เก็บความชอบไว้ลึกสุดใจ และหลังเรียนจบ ติงลี่ผันตัวไปทำธุรกิจนำเข้า-จำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ จนวันดีคืนดีมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ความชอบในวัยเด็กของเขาหายไป’ งานที่ทำอยู่ไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนที่เขาเคยฝัน 

ติงลี่สนใจทำธุรกิจส่งออกเพื่อสร้างสมดุลจากธุรกิจนำเข้าเดิมที่ทำอยู่แล้ว บวกกับได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างที่เคยอยากใช้มาตลอด เขาพุ่งเป้าไปที่ ‘คราม’ สินค้าเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงในตลาดสากล

และโจทย์แรกที่เขาตั้งต้นในการทำธุรกิจคือ ธุรกิจนี้ต้องเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น

“ต้องบอกก่อนว่าเราทอผ้าไม่เป็น ก็เลยไม่ไปแตะเรื่องการย้อมผ้า ทอผ้า เพราะมีกลุ่มคนที่สนับสนุนงานออกแบบพวกนี้อยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่เราพยายามสร้างคุณค่าใหม่ขึ้นมากับกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง

“ช่วงเริ่มคิดหาผลิตภัณฑ์ เราลงพื้นที่ไปดูชุมชนว่าเขาทำอะไรบ้าง คุยกับเกษตรกรว่าเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วเขาเหลืออะไรบ้าง แต่พอเข้าไปในพื้นที่ เราเห็นกองรากครามก็รู้เลยว่าเขาไม่ได้ใช้แน่ๆ จึงเป็นโจทย์ให้เราไปคิดต่อว่า จะเอารากครามไปทำอะไรได้บ้าง ซึ่งสิ่งที่เราจะทำคือ Circular Design สร้างมูลค่าให้มันเป็นมากกว่าขยะหรือปุ๋ย 

“ที่สำคัญ ต้องมีคนได้ประโยชน์มากกว่าตัวเราเอง และเรามองถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดด้วย” ติงลี่เล่าจุดเริ่มต้นและเป้าประสงค์ของการหยิบใช้ส่วนที่หยั่งลึกที่สุดของต้นครามให้เราฟัง 

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

นักทำแบรนด์มือใหม่เล่าว่าเมื่อศึกษาอย่างเข้มข้น พบว่ามีงานวิจัยหลายตัวที่บ่งบอกคุณสมบัติของครามเรื่องป้องกันแสง UV เขายกตัวอย่างคนไทยที่ทำไร่ ทำนากลางแดด มักสวมเสื้อผ้าย้อมคราม เพราะช่วยป้องกันการไหม้จากแดดได้ดี และคนสมัยก่อนจะใช้ธรรมชาติในการดำรงชีพ เช่น เด็กแรกเกิดจะถูกห่อตัวด้วยผ้าย้อมครามเพื่อลดการอักเสบ ลดความเจ็บปวด อย่างเข้าป่าแล้วเกิดแมลงสัตว์กัดต่อย ก็บดขยี้ใบครามมาโปะแผล 

และครามก็โลดแล่นในตลาดสากลมาเนิ่นนาน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ ต่างมีวัฒนธรรมครามในแบบที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่เด่นที่เครื่องแต่งกาย และอีกส่วนที่ติงลี่ทราบจากงานวิจัยคือ อินเดียใช้รากครามในการทำยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร ญี่ปุ่นใช้ดอกครามมาสกัดเป็นครีมบำรุงผิว ฝรั่งเศสใช้ใบครามแก่จัดมาทำสารสกัด ฯลฯ 

‘ธรรมชาติบำบัด’ เป็นคอนเซ็ปต์หลักของ Khramer ที่มีแรงบันดาลใจจากประโยชน์ทั้งต้นของคราม

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

ติงลี่ลงมือทำวิจัยเพื่อทำให้ของดีจากธรรมชาติมีมาตรฐานยิ่งขึ้น จากการวิจัยเปรียบเทียบใบและราก เพื่อดูว่าส่วนใดมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) มากกว่ากัน ทำการทดสอบ Anti-bacteria, Skin Moisture และการปกป้องแสงแดด ซึ่งผลเป็นอย่างที่คิด รากครามมีสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นกว่าใบ เพราะครามเป็นพืชตระกูลถั่ว สะสมอาหารไว้ที่รากอย่างเข้มข้น รวมถึงตรวจสอบค่า SPF ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ

ติงลี่ได้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดรากคราม 2 ประเภท ได้แก่ Indigo Root Extract Facial Sunscreen SPF50 PA ห่มครามให้ผิวหน้าเพื่อป้องกันแสงแดดและน้องยูวี แถมปรับผิวหน้าให้สมดุล Indigo Root Extract Facial Serum เอสเซนส์น้ำนมช่วยบำรุง ปลอบประโลม และปรับสมดุลให้กับผิวหน้า ที่สำคัญ สกินแคร์ของแบรนด์ปราศจากส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ พาราเบน ซิลิโคน ไม่แต่งกลิ่น ไม่แต่งสี และไม่ผสมสารเคมี

ติงลี่เฉลยว่าการเป็นศิษย์เก่าแพทย์แผนไทยช่วยเขาในการตั้งต้นความคิด ด้วยหลักการการมองส่วนต่างๆ ของพืชมาปรุงยา ราก ดอก ใบ ฯลฯ ล้วนมีสรรพคุณต่างกัน และเขายังแนะเทคนิคเก็บเกี่ยวให้ได้ประสิทธิภาพดีให้ด้วย

“ตามที่เราศึกษามา รากควรจะเก็บในเวลายามสี่ ช่วงบ่ายสามถึงหกโมงเย็น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของสารเคมีต่างๆ ที่อยู่ในราก ส่วนใบครามเก็บช่วงเช้ามืด ตีสี่ถึงตีห้า เพราะใบยังไม่โดนแสงแดด เมื่อย้อมแล้วจะให้สีชัด”

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต
Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

Framer

เมื่อถามถึงคราม ทำไมต้องเจาะจงเลือกใช้ ‘ครามสกลนคร’ 

“เราทราบมาว่าจังหวัดสกลนครเป็นแหล่งเพาะปลูกครามที่มีประสิทธิภาพ มีชื่อเสียง แล้วก็ได้รับรองเป็น GI ของจังหวัด จากการศึกษาของเรา ภูมิประเทศของสกลนครมีองศาของแดดและปริมาณน้ำฝนต่อปีเหมาะสมกับการปลูกคราม และพื้นที่นี้ก็มีประวัติศาสตร์เรื่องการใช้ครามในกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย เราเลยเลือกครามสกลเป็นวัตถุดิบหลัก”

ไม่เพียงแต่ดินดี น้ำดี ผลผลิตดี เรื่องราวประวัติศาสตร์พื้นที่ก็สอดคล้องกัน และหลาย ‘ดี’ ที่ว่าก็เป็นข้อมูลที่น่าพูดถึงและนำเสนอให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาที่ไป เป็น Storytelling ซึ่งขยายภาพ Khramer ชัดเจนยิ่งขึ้น

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว
แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

ติงลี่เข้าไปทำงานกับเกษตรกร สกลนคร ในฤดูเก็บเกี่ยวและเล่าสู่กันฟังว่า รากครามมีประโยชน์นะ ไม่ต้องทิ้ง ไม่ต้องเผา มันจะกลายเป็นมลพิษ เขาจึงขอรับซื้อ เพราะปกติแล้วชาวบ้านจะปลูกคราม รอจนโตเต็มที่แล้วตัดกิ่ง ก้าน ใบ ไปใช้ประโยชน์ ทำแบบนี้ 2 – 3 ครั้งจนเหลือตอส่วนที่เป็นรากใต้ดินที่ไม่มีใครนำไปใช้งาน เพราะต้องออกแรงขุดขึ้นมา สุดท้ายก็จบชีวิตที่กองไฟเผาขยะ เมื่อสนิทสนมกับคนปลูก ก็เหมือนได้แบ่งปันความรู้เรื่องครามซึ่งกันและกัน

“ความรู้ ความคิด เราไม่ได้เก่งไปกว่าชาวบ้านที่เขาอยู่กับต้นครามมาหลายเจเนอเรชัน แต่เราคอยสังเกตและรับฟังมากกว่า อย่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวก็เสนอให้เขาทำแบบนี้ดีมั้ย เพื่อให้เหลือขยะน้อยลง ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น และเราไม่อยากให้ชาวบ้านเพิ่มปริมาณพื้นที่เพาะปลูกจากเดิม หรือเลิกทำนาเพื่อส่งรากครามให้เรา

“เราอยากให้ชุมชนคงวิถีของเขา และเรารับซื้อจากชุมชนดีกว่า เพื่อช่วยกระจายรายได้ให้เขาด้วย”

จากการพูดคุยมาสักพัก เราสัมผัสถึงไอเดียและความเป็นเจ้าพ่อโปรเจกต์จากนักทำแบรนด์มือใหม่คนนี้อย่างจัง เพราะนอกจากครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิวที่ Khramer ร่วมงานกับชุมชน เขายังมีอีกหลายโครงการในหัว

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว
แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

“มีอีกหลายโปรเจกต์ที่เราทำร่วมกับชุมชน เช่น กระเป๋าจากเศษผ้าครามที่เหลือจากการตัดเย็บชุด เราจะรับซื้อเศษผ้าเล็กๆ มาทำเป็นถุงผ้าใส่สินค้าให้กับลูกค้า ให้ลูกค้านำกลับไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งคุณป้าที่เราไปรับซื้อ เขาดีใจมากที่มีคนมาซื้อเศษผ้าพวกนี้ แต่ตอนนี้คุณป้าติดทำนา เราเลยรอ เพราะไม่อยากเปลี่ยนวิถีเขาแล้วทำสินค้าให้เรา” ติงลี่เล่าถึงความตั้งใจที่ไม่รีบร้อน และไม่คิดจะเปลี่ยนหรือเร่งเร้าอะไร แต่มีเบื้องหลังเป็นความหวังดีและความห่วงใยที่ปรารถนาสร้างรายได้และรอยยิ้มให้กับชุมชนจังหวัดสกลนคร อีกทาง

“อนาคตเราอยากจะเข้าไปใกล้ชิดชุมชนให้มากกว่านี้ อยากสร้างพื้นที่พื้นที่หนึ่งขึ้นมาโดยไม่ขัดแย้งกับชุมชน เพื่อทดลองเกี่ยวกับคราม รวมถึงรับฟังชุมชนว่าเขามีปัญหาอะไรระหว่างการทำงาน แล้วก็นำมาแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมา สมมตินะ เราอาจนำยอดอ่อนใบครามมาคั่วเป็นชาจากคราม แล้วมันไม่กระทบวิถีชุมชน เพราะชาวบ้านก็ยังเก็บใบครามไปย้อมสีได้เหมือนเดิม เพียงแต่เราเลือกหยิบส่วนที่เขาไม่ได้ใช้มาทำประโยชน์”

แค่คิดก็น่าสนุกแทนชาวบ้านสกลนคร และตื่นเต้นแทนผู้บริโภคอย่างเราๆ 

Charmer

กลุ่มคนมีเสน่ห์ที่ติงลี่ตั้งเป้าหมายให้เป็นกลุ่มลูกค้าหลักคือหนุ่มสาวเจเนอเรชันวาย ผู้ชื่นชอบและต้องการรู้แหล่งที่มาที่ไปของวัตถุดิบ ใส่ใจและให้คุณค่ากับผลิตภัณฑ์ที่รักสิ่งแวดล้อมทั้งกระบวนการ ซึ่งตอนนี้ Khramer อยู่ในช่วงแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก เป็นน้องใหม่ของวงการที่รอคุณมาทดลองใช้และสนับสนุนกลับไปเติมเสน่ห์ที่บ้าน

และตั้งแต่สนทนากัน เจ้าของแบรนด์มือใหม่ทำเราเซอร์ไพรส์กับแนวคิดเท่ๆ จนเราเพลิดเพลินที่ได้ฟังเรื่องราวของเขาอยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจจนขอยอมรับ และนิยามให้ Khramer เป็นแบรนด์ที่สนุกในทุกกระบวนท่าและลีลาทางความคิด เพราะทุกอย่างที่สื่อสารล้วนรักและใส่ใจโลกใบนี้อยู่เสมอ 

ขอบคุณจากหัวใจที่หลงใหลเสน่ห์ของธรรมชาติ และมองเห็น ‘ราก’ ส่วนที่หยั่งลึกที่สุดในดิน ขอบคุณที่พัฒนาและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดการผลิต

 “เราอยากให้คนจดจำ Khramer ว่าเป็นแบรนด์ที่มองเห็นและให้คุณค่ากับพันธุ์พืช ให้คนตระหนักว่า ต้นไม้หนึ่งต้นหรือสิ่งของหนึ่งอย่างทำประโยชน์ได้มากมาย ถ้าคนมองเห็นสิ่งนี้จากแบรนด์ของเรา ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วประทับใจจนอยากสั่งจองมาครอบครอง ตอนนี้ทางแบรนด์เปิดขายเฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น และมีแผนจะวางตลาดในปีหน้า ส่วนสายผจญภัยที่รักการดำน้ำ อดใจรออีกนิด เพราะ Khramer ก็มีไอเดียครีมกันแดดกันน้ำ รักสิ่งแวดล้อมและเป็นมิตรกับเพื่อนพ้องใต้ทะเล แถมอนาคตยังคิดต่อยอดจาก ‘ธรรมชาติบำบัด’ ให้เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Wellness ที่เป็น Mega Trend ของโลก โดยพูดถึงการเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวมด้วย

ไม่แน่ว่าคุณอาจเห็นน้ำมันรากครามทาถู และแผ่นประคบเย็นแก้ปวดเร็วๆ นี้ก็ได้ (บอกใบ้แล้วนะ)

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

Khramer

เว็บไซต์ : www.khramer.com

Facebook : KHRAMER

Writers

พลอยไพลิน กลิ่นบัวงาม

นักหัดเขียนสายคาเฟ่ รักการอบขนม เสพติดการหอมหมา และเชื่อว่าวันที่ดีจะเริ่มต้นด้วยชาเขียวเย็นในแก้วเก็บอุณหภูมิ

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load