การกินการอยู่ในตอนนี้สาหัสสากรรจ์เอามากๆ มีคนชวนให้สงสัยว่าเมืองไทยก็เคยมีเหตุการณ์แย่ๆ มาแล้วเยอะแยะ อย่างยึดอำนาจ มีเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านก็มี สงครามกลางเมืองก็มี น้ำท่วมก็มี แล้วตอนนั้นคนไทยกินอยู่อย่างไร

การกินอยู่ไม่ว่าในสถานการณ์อะไรก็พึ่งตลาดอย่างเดียว พึ่งตั้งแต่ยุคตลาดน้ำโน่นเลย ใครมีพืชผัก ผลไม้ หมู ปลา อะไรก็เอาใส่เรือไปขาย ยังมีเรือเอี้ยมจุ๊นขายของใช้ในครัว ของใช้ประจำบ้านจิปาถะ ข้าว เกลือ กะปิ พริกแห้ง หอม กระเทียม ซีอิ๊ว น้ำปลา ปลาเค็ม ถ่าน เตา หม้อ กระทะ กระบวย ตะหลิว ครก ยังมีเครื่องมือ แห อวน จอบ มีดพร้า พอยุคต่อมาตลาดขึ้นบก เป็นตลาดสดจะใหญ่-เล็กขนาดไหน ต้องมีร้านขายเครื่องใช้ไม้สอยอยู่ด้วย คู่กันมาตลอด

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน
ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

ร้านขายเครื่องใช้ไม้สอยนี่เองที่รวมของใช้ในครัวแล้วยังขายเครื่องปรุงของแห้งนานาชนิด อย่างพริกแห้ง หอม กระเทียม กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ผงพะโล้ เต้าเจี้ยว มีอีกเยอะแยะ เลยเรียกว่าร้านของชำหรือที่เรียกคุ้นๆ ว่า ‘โชห่วย’

แล้วโชห่วยนี่จะบอกอะไรได้หลายอย่าง อยู่ที่ไหน ในสังคมอะไร จะบอกถึงความเป็นท้องถิ่นได้หมด ทางอีสานก็อย่างหนึ่ง เหนือ ใต้ ก็อย่างหนึ่ง เยาวราช เจริญกรุง ถิ่นคนจีนก็อย่างหนึ่ง หรือแถบนครปฐม ราชบุรี มีพวกหม้อต้ม ซึ้งนึ่ง กระทะ ตะหลิว กระชอนขนาดใหญ่ๆ สำหรับใช้ในงานทำโต๊ะจีนก็มีขาย ก็แถบนั้นเป็นดงทำโต๊ะจีน ทั้งหมดนี่เป็นโชห่วยแบบกว้างๆ 

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน
ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

ยังมีโชห่วยเบ็ดเสร็จ ขายทั้งของชำ เครื่องปรุง ของแห้งและอาหารสด อย่างใบกะเพรา โหระพา พริก ฟัก มะเขือยาว ไข่ หมู ไก่ ปลาทูเข่ง ปลายังมี ขังในกะละมัง พูดง่ายๆ ว่าเป็นตลาดสดย่อส่วน สำหรับของสดอาจไม่มาก เน้นเป็นของจำเป็น ใช้พอประทัง โชห่วยเบ็ดเสร็จนี้อยู่ในทุกชุมชน ไม่ว่าเป็นดงเศรษฐี ชนชั้นกลาง และคนใช้แรงงาน จุดเด่นของโชห่วยแบบนี้คือเป็นศูนย์กลางของชุมชน ทั้งคนขายกับคนซื้อต่างพึ่งพากันจนมีความแข็งแกร่ง ระบบค้าขายมีมิตรไมตรี มีการทักทายเจรจาหรือบอกรายละเอียดของสินค้า ใครอยากได้อะไรบอกมา จะหามาให้ 

มีตัวอย่างอยู่ครั้งหนึ่ง ในชุมชนย่านเศรษฐี คุณนายขาดของที่ต้องใช้ แทนที่จะขับรถไปซื้อที่ร้านใหญ่ๆ ของเยอะๆ ก็สั่งให้คนใช้ไปซื้อที่ร้านโชห่วยใกล้บ้าน ให้รีบไปรีบกลับ เอาจักรยานไป คอยจนเบื่อ พอคนใช้กลับมา ถามทำไมไปนาน ก็คุณนายสั่งให้เอาจักรยานไป ขี่ไม่เป็น เข็นไปเข็นกลับเลยนาน นั่นแสดงว่าย่านเศรษฐีก็มีร้านโชห่วย ตัวเศรษฐีเองก็รู้ว่าในร้านมีอะไรบ้าง

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

เรื่องที่สงสัยว่าเมื่อกรุงเทพฯ มีวิกฤตการณ์ต่างๆ นั้น ที่พึ่งได้คือร้านโชห่วย ตัวอย่างเมื่อมีการยึดอำนาจ มีเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้าน ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ซื้อของที่ร้านโชห่วย แล้วอีกอย่างพอมืดค่ำ กินข้าวเสร็จสรรพกันแล้ว ไม่ออกมาเพ่นพ่านซื้อข้าวของ ตอนที่เขาห้ามออกจากบ้าน

เมื่อตอนสงครามกลางเมือง เหตุการณ์อยู่แถวริมถนนพระรามสี่ สี่แยกราชประสงค์ ปทุมวัน ประตูน้ำเท่านั้น คนอยู่บ้านในๆ ลึกไปจากถนนก็ซื้อของจากร้านโชห่วย คนอยู่แถวสุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย เยาวราช สามเสน ก็ใช้ชีวิตตามปกติ แถวใกล้บ้านมีทั้งตลาดและร้านโชห่วย 

มีตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว น้ำท่วมเพราะฝนตกไม่หยุด 3 วัน 3 คืน ผู้ว่าฯ ยุคนั้นเรียกว่าฝนพันปี ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่าน้ำท่วมรอระบาย ตอนนั้นคนกรุงเทพฯ ลุยท่องน้ำขนาดน่องไปซื้อของที่ร้านโชห่วยใกล้บ้าน

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน
ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

ที่เอาประโยชน์ของร้านโชห่วยมาเล่า ตอนนั้นยังไม่มีห้าง พอมีห้างใหญ่ๆ ขึ้นมาก็เป็นเรื่อง เหล่า NGO กับสื่อโวยวายกับรัฐบาลว่า ปล่อยให้มีธุรกิจข้ามชาติมาทำลายอาชีพธุรกิจตลาดสดและร้านโชห่วยของคนไทยธรรมดาๆ

เคยไม่เห็นด้วยกับเขา เห็นว่าทำอย่างไรก็ทำลายตลาดสดกับร้านโชห่วยไม่ได้ เพราะแข็งแกร่ง ยืนหยัดฝังรากในสังคมไทยมานาน ถึงห้างมีความทันสมัย คนเข้าห้างเดินตากแอร์เย็นฉ่ำ ดูร้านค้าต่างๆ มีร้านอาหารให้เลือกกินเยอะแยะ และในตัวสรรพสินค้าเอง ของที่วางบนชั้นขายนั้นมากมายลานตา จะเอาอะไร ของนอกของเมืองไทยมีหมด แต่หลายอย่างในห้างไม่มีขาย อย่างถ่านไม้ ครกดิน ปูนกินหมาก หวดนึ่งข้าวเหนียว กระติ๊บใส่ข้าวเหนียว ตระกร้า กระด้งตากปลา เขียงไม้มะขาม 

ระบบซื้อขาย คนซื้อก็หยิบของที่ต้องการใส่ตระกร้าหรือรถเข็น แล้วไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ซึ่งเหมือนหุ่นยนต์รับเงิน ทอนเงิน เอาของใส่ถุง เป็นอันเสร็จ ขนาดถามว่าลิ้นจี่กระป๋องยี่ห้อนั้นทำไมแพงกว่ายี่ห้อนี้เขายังไม่รู้ ถึงห้างกับร้านโชห่วยจะมีความต่าง แต่ไม่ได้ขีดเส้นตายระหว่างห้างกับคนซื้อ คนเดินในห้างเยอะแยะที่ซื้อของเอาไปขายในร้านโชห่วยก็มี

ห้างก็รู้ พยายามปรับตัวให้เหมือนตลาด เพื่อดึงคนเข้าห้างมากๆ มีเครื่องแกงสำเร็จรูปตักชั่งน้ำหนักตามต้องการ จะให้ใส่ข่าบด ผงเม็ดผักชี ยี่หร่า เพิ่มก็ได้ มีมะพร้าวกะเทาะเนื้อ มีเครื่องขูดมะพร้าว และเครื่องคั้นกระทิ ใส่ถุงเหมือนตลาด ปลามีบริการขอดเกล็ด ควักไส้ จะนึ่ง จะทอด ทำให้เสร็จ แถมยังมีข้าวแกงใส่ถุงขาย เหมือนข้าวแกงหน้าตลาด ทั้งหมดนี้คือการปรับตัวของห้าง 

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน
ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

หลุดจากห้างก็มีคนทำรถพุ่มพวง เหมือนเป็นร้านโชห่วยเคลื่อนที่ โจมตีย่านชุมชนนอกเมืองไกลๆ หรือขายใกล้โรงงาน ครั้งแรกๆ คนทำรถพุ่มพวงดังระเบิด คนทำตื่นตี 2 ตี 3 ไปซื้อสินค้าที่ตลาดไท เอามาเร่ขาย ยังไม่ทันเที่ยงหมด ไปตลาดไทอีกรอบ ซื้อของมาขายในรอบเย็น รวยเป็นกอบเป็นกำแต่สายตัวแทบขาด ตอนแรกๆ ร้านโชห่วยกระเทือนเหมือนกัน

แต่รถพุ่มพวงมักจะไปมาเป็นเวลา และของที่บรรทุกมาขายนั้นเอามาได้ไม่มากเพราะเนื้อที่จำกัด ส่วนร้านโชห่วยอยู่กับที่ มีของมากกว่า รถพุ่มพวงไปแล้ว จะซื้ออะไรก็ต้องร้านโชห่วย อาจจะบอกได้ว่า ต่างคนต่างทำมาหากิน อยู่ได้ทั้งคู่

ห้างใหญ่ก็เอาบ้าง ทำรถพุ่มพวง หวังเครดิตชื่อเสียงของห้าง แต่ราชการกรมค้าภายในไม่ยอม ห้างก็เลิกไป ราชการทำบ้าง เรียกว่ารถธงฟ้า ไม่นานก็เลิก ราชการช่วยสนับสนุนชาวบ้านดีกว่า ที่มาเล่นเองยังไงก็เจ๊ง

ทั้งหมดนี้คงบอกได้ว่า คนไทยกินอยู่อย่างไรเมื่อมีวิกฤตการณ์ ซึ่งผ่านวิกฤตการณ์มานับไม่ถ้วน ก็ยังรอดตัวอยู่ได้ ครั้งก่อนๆ นั้นเป็นเรื่องคนกับของที่ขาย หรือระหว่างคนกับของ แต่ครั้งนี้ทั้งสาหัส ทั้งโหดเหี้ยมถึงตายง่ายๆ ของก็มี แต่คนซื้อคนขายเจอกันแทบไม่ได้ เป็นเรื่องระหว่างคนกับคน แล้วไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ นี่เป็นคำตอบ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

ขนาดระวังตัวเต็มพิกัดแล้ว ยังมีคำเตือนมาอีกว่าให้กักตุนของ 2 – 4 อาทิตย์ ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นข่าวจริงหรือเท็จ แต่เห็นจำนวนคนติดเชื้อมากขึ้นทุกวัน นั่นเข้าขั้นอภิมหาวิกฤตแล้ว จะกักตัวอยู่บ้าน 100 เปอร์เซ็นต์คงยังไม่พอ แล้วที่จะเดือดร้อนที่สุดก็เป็นเรื่องกิน ของมันต้องกิน แล้วจะกิน จะอยู่อย่างไร

ถือว่าเป็นความทุกข์ถ้วนหน้า เหมือนฝนตกทั่วฟ้ารดหัวทุกคนไม่เว้น เอากลุ่มแรกเป็นคนรุ่นใหม่ คนทันสมัย ชั้นสูง ทำงานนั่งออฟฟิศ กลุ่มนี้มีครัวอยู่นอกบ้าน เพราะเช็กอินกับร้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ เมื่อต้องอยู่กับบ้าน จะออกไปซื้อกลับมากินก็กลัวเดินทางไปเจอผู้คน ร้านธรรมดาๆ ก็กลัวไม่สะอาด เอาอะไรมาทำก็ไม่รู้ สั่งร้านที่น่าเชื่อถือให้ส่งถึงบ้าน กลัวอีกก่อนสั่งดูดี พอมาถึงหน้าตาไม่ตรงปก รสชาติไม่ตรงปาก ยังกลัวไม่เลิกเมื่อสั่งกินทุกมื้อขยะเต็มบ้าน กลุ่มนี้เรื่องเงินไม่มีปัญหา เงินพร้อม ปัญหาตรงที่ไม่รู้จะกินอะไร ด้วยวิธีไหน นี่เป็นความเดือดร้อนของคนรุ่นใหม่

ความทุกข์ไม่ได้ตกอยู่กับคนรุ่นใหม่เท่านั้น คนรุ่นเก่าก็โดนสาหัส เป็นพวกมีครัวอยู่ในบ้าน ทำกินเองถือว่าช่วยตัวเองได้ แต่เมื่อทำกินเองก็ต้องไปตลาด จะเป็นตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กใหญ่ขนาดไหน ก็กังวลว่าตลาดมีคนเยอะแยะ ใครบ้างก็ไม่รู้ เราไม่ไว้ใจคนอื่น คนอื่นก็ไม่ไว้ใจเราด้วยเหมือนกัน ไปตลาดไม่ได้ของกลับมาเท่านั้น ได้โรคจิตตกกลับบ้านด้วย

เมื่อหลีกเลี่ยงที่จะออกไปซื้อของไม่ได้จริงๆ ก็เปลี่ยนใหม่ไปทีเดียวซื้อมาให้ครบทั้งเดือนเลย ลืมความเคยชินแบบเก่าๆ ที่ขาดเหลืออะไรก็วิ่งไปตลาด บางทีเช้าไปมารอบหนึ่งแล้ว ของได้มาไม่ครบเย็นก็ไปอีกรอบหนึ่ง เสียเวลา เสียค่าน้ำมันรถเท่าไหร่ 

วิธีซื้อวัตถุดิบยามวิกฤต ในยุคที่ห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล
วิธีซื้อวัตถุดิบยามวิกฤต ในยุคที่ห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล

ไม่ใช่บ้าฝรั่ง แต่ดูแบบฝรั่งบ้างก็ดี พวกเขาเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแต่ละครั้ง บรรทุกมาเต็มรถเข็น ยิ่งพวกรักสันโดษอยู่นอกชุมชนไกลๆ ซื้อแต่ละครั้ง ผัวเข็นรถเข็นคันหนึ่ง เมียเข็นคันหนึ่ง ขนมปังเป็นกุรุส เนย นม ชีส แฮม เบคอน น้ำผลไม้บรรจุขวด กาแฟ ชา เครื่องประป๋อง เนื้อ หมู ปลาแช่แข็ง ผัก ผลไม้ เบียร์ ไวน์ ยังพวกของใช้ประจำวันอีก สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก ที่ซื้ออย่างนั้นเพื่อไม่ต้องซื้อบ่อยๆ รู้ว่าแต่ละเดือนไปซื้อกี่ครั้ง รวมยอดเงินเท่าไหร่ รู้ค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่แน่นอน นี่เป็นประโยชน์ของการซื้อครั้งเดียว ที่จริงก็เหมือนกักตุนกลายๆ นั่นเอง

ในเมื่อเราต้องตุนของกินเป็นเดือน ก็วางแผนซื้อทีเดียวให้จบ ไม่น่ายาก คนที่ทำกินประจำวันอยู่แล้วอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา เหมาะสำหรับคนที่มีภาระจำยอมต้องอยู่กับบ้าน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำกิน โดยปกติเมื่อจะกินอะไรนั้นก็นึกถึงรายการอาหารก่อน เช่นอยากกินผัดกะเพรา ผัดเผ็ด ต้มยำ เป็นอันดับแรก ที่จะเป็นหมูผัดสับผัดกะเพรา ปลาดุกผัดเผ็ด ต้มยำกุ้ง นั่นนึกทีหลัง เอาตามความชอบหรือจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็นึกอีกต่อไป 

วิธีซื้อวัตถุดิบยามวิกฤต ในยุคที่ห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล
วิธีซื้อวัตถุดิบยามวิกฤต ในยุคที่ห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล

เมื่อจะซื้อของมานั้นก็ใช้วิธีกลับกัน เอาเนื้อสัตว์เป็นตัวตั้งไว้ก่อน ส่วนจะทำกินอย่างไรค่อยมาว่ากันทีหลัง นั่นจะง่ายกับการซื้อ

ยกตัวอย่างเอาหมูก่อน ส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าหมูมีกี่อย่าง แต่ละอย่างทำอะไรได้บ้าง เช่น ซี่โครงหมู ทำข้าวต้มซี่โครงหมู แกงจืดซี่โครงหมูกับผักกาดขาว ซี่โครงหมูผัดซีอิ๊วเค็มหวาน ซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย ซี่โครงหมูต้มเต้าเจี้ยวขาวใส่มะระ 

หมูสามชั้น ก็ทำหมูสามชั้นทอดน้ำปลา หมูสามชั้นผัดกะปิ หมูสามชั้นผัดฉ่า หมูสามชั้นบะเต็ง หมูสามชั้นต้มพะโล้ ถ้าหมูบดหรือหมูสับก็ทำได้เยอะแยะ ผัดกะเพรา ข้าวต้มหมูสับ ไข่ตุ๋นหมูสับ ก๋วยเตี๋ยวหมูสับ แกงจืดกะหล่ำปลียัดไส้หมูสับ ไข่เจียวหมูสับ นั่นเป็นเรื่องหมู

การคิดเมนูล่วงหน้า เลือกซื้อ และการเก็บอาหารที่นานๆ ออกไปซื้อสักที
การคิดเมนูล่วงหน้า เลือกซื้อ และการเก็บอาหารที่นานๆ ออกไปซื้อสักที

มาเป็นไก่บ้าง รายการที่ทำได้มีเพียบ เฉพาะเนื้ออกไก่ มีข้าวหน้าไก่ ไก่ผัดขิง ไก่ผัดพริกแห้งแบบเสฉวน ไก่ผัดพริกแห้งใส่ใบโหระพา ไก่ผัดเปรี้ยวหวาน

ส่วนกุ้ง มีกุ้งต้มยำ กุ้งกระเทียม กุ้งผัดพริกเหลืองใส่ใบโหระพา กุ้งทอดซอสมะขาม ข้าวต้มกุ้ง ส่วนปลานี่ก็เยอะแยะ แกงป่าปลาดุก ผัดเผ็ดปลาดุก ปลาผัดขึ้นฉ่าย ปลาทอดราดน้ำสามรส ฉู่ฉี่ปลา

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการเอาเนื้อสัตว์เป็นตัวตั้ง แล้วยังมีไข่อีกที่แน่นอนอยู่แล้ว ส่วนจะทำอะไรก็ลงรายละเอียดไปถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่มีผัก เครื่องปรุง อาหารแห้ง แล้วการทำกินนั้น ใช่ว่าทำอย่างเดียว ครั้งเดียว ในหนึ่งเดือน สลับทำซ้ำบ้าง หรือสลับปรับเปลี่ยนเอาอย่างนั้น มาทำอย่างนี้ เป็นรายการอาหารที่ดิ้นได้

มาถึงการไปซื้อ หลายอย่างซื้อได้เกือบครบที่ซูเปอร์มาร์เก็ตขายส่งขนาดใหญ่ ไม่ต้องบอกชื่อก็รู้กันอยู่แล้ว ที่นั่นมี น้ำมันพืช หอม กระเทียม ไข่ เนื้อ หมู ไก่ ปลา เนย ครีม นม แฮม เบคอน ผักเมืองหนาว แต่พืชผักอาจจะไม่ครบ หรือเขาขายจำนวนมาก อย่างผักบุ้ง ตะไคร้ ขายเป็นฟ่อนๆ มะเขือยาวเป็นถุงขนาดใหญ่ ต้นขึ้นฉ่ายฝรั่งขายกำเบ้อเริ่มเทิ่ม ทำเป็นอาทิตย์กว่าจะหมด 

ถึงซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ว่านี้มีบริการส่งถึงบ้าน มีระบบรถห้องเย็น เสียค่าขนส่งนิดหน่อย แต่ต้องเป็นสินค้าที่บรรจุห่อชั่งน้ำหนักไว้เรียบร้อย หรืออาหารแช่แข็ง สำหรับไก่ เนื้อ หมู กุ้ง ปลาและผัก ที่ต้องชั่งน้ำหนักตามต้องการก่อนนั้นทำไม่ได้ และยิ่งเดี๋ยวนี้มีคนสั่งออนไลน์เยอะมาก ที่มาจากการเก็บตัวอยู่กับบ้าน คิวส่งของจึงนาน สั่งวันนี้อีก 5 วันจึงจะถึงคิวส่ง

การคิดเมนูล่วงหน้า เลือกซื้อ และการเก็บอาหารที่นานๆ ออกไปซื้อสักที

ถึงซูเปอร์มาร์เก็ตยังต้องไป ตลาดสดก็ต้องไป เพราะผักพื้นบ้าน ผักสวนครัว อย่างกระชาย ข่า ตระไคร้ มะกรูด ผักชีฝรั่ง สะระแหน่ รากผักชี พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ต้นหอมผักชี เอาง่ายๆ ซื้อปลีกนั่นเอง

การไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสดก็ต้องระวังเต็มที่ เรื่องหน้ากากนั้นแน่นอนอยู่แล้ว ดีที่สุดใส่ถุงมือที่ใช้แล้วทิ้ง มีเพื่อนใส่เสื้อฝนแบบถูกๆ ใสๆ มีฮู้ด ใครๆ มองเหมือนตัวตลก เขาไม่สนใจ ดูตลกแต่ปลอดภัยจะเอาแบบไหน สำหรับการไปซื้อของนั้นน่าจะไปตอนเช้าๆ ที่คนยังหลวมๆ

สุดท้ายคือการจัดเก็บ หมูบด หมูสามชั้น อกไก่ กุ้ง แบ่งเป็นถุงๆ ตามขนาดที่ต้องใช้แต่ละครั้ง ซี่โครงหมูหั่นต้มเคี่ยวจนเปื่อย แล้วแบ่งเหมือนกัน เคี่ยวกระดูกหมูดีสะดวกแล้ว ยังได้น้ำเคี่ยวเป็นน้ำสต็อกอีกด้วย ปลาแล่อย่างเดียว ยกเว้นปลาดุกต้องหั่นเป็นชิ้น ทั้งหมดอัดใส่ช่องแข็ง ส่วนผัก ถ้าประเภทหัวก็ง่ายหน่อย ถ้าเป็นผักสดอายุสั้น ก็ต้องเก็บพิถีพิถันให้มั่นใจว่าได้ใช้ ไม่ใช่ได้ทิ้ง

นี่เป็นเพียงเสนอแนะเท่านั้น ทั้งหมดอยู่ที่แต่ละคนจะมีวิธีการอื่นๆ แต่ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกันคือทำกินอยู่กับบ้านในภาวะที่อันตรายสุดขีดนั่นเอง

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load