อาจถือเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของนักการทูตที่จะได้รู้จักคนธรรมดาทั่วๆ ในประเทศที่เราไปอยู่ไปทำงาน

อาจเป็นความจริงที่น่าอายที่โอกาสของเราที่จะได้รู้จักคุ้นเคยกับคนธรรมดาทั่วๆ ไปนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

แต่อย่างน้อย การงานที่โมซัมบิกก็ยังทำให้ความฝันและความจริงนี้มาพบกันแม้เพียงครึ่งทาง ที่ผมได้พบกับเขา เฟอนันโด มาลาเต้ 

อาจไม่มีอะไรที่ผมจำเป็นต้องรู้จักกับเขา

เฟอนันโด มาลาเต้ เป็นเพียง ‘คนธรรมดาทั่วๆ ไป’ ที่ผมกำลังหมายถึง

เขาแก่ จน เมาเหล้าเป็นนิจ เมียทิ้ง แต่งตัวซอมซ่อ บ้านอยู่ในสลัมหลังสถานทูต และตกงาน 

หากจะพูดแบบหยิบโหย่ง ซึ่งผมต้องขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ เพราะเขาไม่มีอะไรดีพอที่ผมจะต้องรู้จักเลย

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ (คนกลาง) กับน้องชายของเขาทางซ้าย และผู้ช่วยของเขาที่เป็นเด็กพิเศษออทิสติก ในเสื้อคลุมผลงานของจักกาย ศิริบุตร ที่เดินทางไปโมซัมบิกเมื่อต้น ค.ศ. 2018 ในขณะที่เขากำลังทำงานชิ้นนี้บนกำแพงข้างสถานทูต 
ภาพ : จักกาย ศิริบุตร 

แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคชะตา บุญทำกรรมแต่ง หรือฟ้าลิขิต ที่ผมจะต้องได้รู้จักกับเขาเรื่อยมา จวบจนวันที่ผมต้องเดินทางกลับจากการทำงานในประเทศโมซัมบิก 

ผมจำได้ดีถึงวันที่เขามายืนรออยู่ข้างๆ สถานทูต หลังจากงานที่เขาถูกจ้างรายวันให้มาเป็นผู้ช่วยศิลปินแปะกระเบื้องหน้ากำแพงสถานทูตจบลง เขาเพียงจะมายืนรอเพื่อจะบอกด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า หากมีอะไรที่เขาพอจะทำได้ เขาและน้องชายที่อยู่บ้านเดียวกันก็ยินดีรับจ้างทำงาน เพื่อเพียงให้มีรายได้มาจุนเจือชีวิตที่ไม่มีความหวังของเขา

เขายืนรออยู่นาน ดวงตาตก เศร้า นิ่งไร้ประกาย คอตก ไหล่ค้อมลง จนผมอดไม่ได้ที่เอ่ยปากขอให้เขาและน้องชายช่วยกันดายหญ้าและเก็บขยะที่รอบๆ ที่ทำงาน เพื่อแลกกับเงินจำนวนเล็กน้อยที่ผมพอจะเจียดให้เขาได้

นั่นคือวันแรกๆ ที่ชีวิตของทั้งผมและเขาจะต้องมาโคจรพบกันตลอดระยะเวลาของผมที่โมซัมบิก

แต่เขาก็มีดีพอที่ผมอยากจะรู้จักกับเขา

ผมรู้สึกชอบพอในบุคลิกซื่อๆ ง่ายๆ แม้เหล้ากลั่นดีกรีสูงที่เขาดื่มเป็นนิจจะทำให้หลายครั้งเขาต้องเป๋ๆ ไป จะยั่วให้ผมหงุดหงิดและจะต้องพูดจาแรงๆ กับเขาบ่อยๆ

เขาคือ ‘คนธรรมดาทั่วๆ ไป’ คนหนึ่ง คนที่ไม่ต่างจากคนหาเช้ากินค่ำในเมือง ซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของกรุงมาปูโต เมืองหลวงของประเทศโมซัมบิก ที่ผมรู้สึกดีที่ได้รู้จักและได้เรียนรู้ประเทศที่ผมไปอยู่จากเขานี่แหละ

เขาและน้องชายมาช่วยผมและสถานทูตทำงานแบบรายวัน แลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทนจำนวนไม่มาก

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
ผู้ช่วยของเฟอนันโด มาลาเต้ ทั้งสองคนกำลังช่วยทำงาน 

จากงานเก็บขยะ งานก่ออิฐฉาบปูนแบบง่ายๆ งานเรียงอิฐตัวหนอนให้เป็นลานจอดรถ เรื่อยไปจนถึงงานตัดหญ้ารกที่ขึ้นสลับกับเศษขยะมูลฝอยที่ปลิวเกลื่อนไปทั่วบริเวณรอบๆ กำแพงหน้าหลังของสถานทูต จนกระทั่งถึงงานแปะกระเบื้องแบบโมเสก ที่เขาเคยเป็นเพียงลูกมือปลายแถวของศิลปินอาชีพที่มาทำงานกระเบื้องหน้าสถานทูตให้เรา

เราให้งานแปะกระเบื้องแบบโมเสกกับเขาทำมากพอ

จนถึงวันที่เราไม่มีงานอะไรให้เขาทำแล้ว 

เขาเป็นคนแปะกระเบื้องที่ไม่เหมือนใคร

ความซื่อของเฟอนันโด มาลาเต้ คนธรรมดาๆ ทั่วไปที่ผมรู้จักและคุ้นเคยคนนี้ไม่ได้แสดงออกมาแต่เพียงบุคลิกลักษณะนิสัยที่เห็น แต่ยังปรากฏในงานที่เขาทำออกมา โดยเฉพาะงานแปะกระเบื้องที่ตอนแรกอาจเป็นเพียงงานของช่างที่ไม่มีฝีมือ ไม่มีทางผ่านมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น

แต่งานช่างตกเกรดของเขากลับมีอะไรบางอย่าง ที่เมื่อใครๆ เห็นแล้วต้องหันกลับมามอง งานเขาไม่เพียงแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน แต่กลับเต็มไปด้วยความมานะพยายามและอดทน ทนต่อความไม่รู้ ทนต่อความหิวโหย และทนต่อความไม่มีสตางค์ เว้นอยู่แต่เพียงเวลาเดียวที่เขาใช้เหล้ายาแอลกอฮอล์บรรเทาความเศร้าทุกข์ของเขา ที่ทำให้งานของเขาเละตุ้มเป๊ะ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เด็กนักเรียนหญิงในหมู่บ้านตวนกำลังยืนดูเฟอนันโดและผู้ช่วยที่เป็นเด็กพิเศษออทิสติก (เสื้อแดง) วาดแบบร่างบนกำแพงด้วยถ่าน ดูไปสักพัก พวกเธอก็นึกสนุกขึ้นมาวาดด้วย

สำหรับผม งานแปะกระเบื้องในแบบของเขาถือเป็นการทำงานศิลปะอย่างหนึ่ง แม้ว่าเขาคงไม่เคยคิดและไม่กล้าจะคิด ว่างานช่างที่เขาทำเพื่อแลกกับเงินพอประทังชีวิตนี้จะเข้าข่ายเป็นงานศิลปะได้

ผลงานของเขาไร้เดียงสา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Naïve ซึ่งผมเห็นว่าถือเป็นลักษณะเด่นของงานศิลปะแอฟริกา เพราะเกิดจากการแสดงออกของศิลปินที่ไม่เคยเรียนศิลปะจริงจัง ไม่รู้เรื่องกายวิภาคหรือ Anatomy ของคน ไม่เข้าใจเรื่อง Perspective แสงหรือเงา และไม่รู้จักเทคนิควิธีการทำงานในสื่อต่างๆ 

เขาสั่งสมความชำนาญและเทคนิคเฉพาะตัวของเขาเอง ไม่มีทางเหมือนคนทำกระเบื้องโมเสกคนอื่นๆ ทั้งการทุบตัดแปะกระเบื้องด้วยปูนกาวคุณภาพต่ำที่สุดที่พอหาได้ในท้องถิ่น เขาไม่ใช้ปูนยาแนวกระเบื้องเป็นการเฉพาะ แต่ใช้ปูนกาวที่ใช้แปะกระเบื้องบนกำแพงนี้ใส่ลงในร่องช่องว่างระหว่างเศษกระเบื้องแทน เขาใช้เศษรองเท้าแตะฟองน้ำเป็นเกรียงในการปาดปูนยาแนวตามร่องออกให้เรียบ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

จริงๆ แล้ว ต้องบอกด้วยว่า เขาก็มีผู้ช่วยอีก 2 คน คนหนึ่งคือน้องชายของเขา และอีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มซึ่งเป็นเด็กพิเศษออทิสติก ที่พ่อแม่ทิ้งให้อยู่กับปู่ที่บ้านข้างหลังสถานทูต ซึ่งผมขอให้เฟอนันโด มาลาเต้ และน้องชาย ช่วยดูแลและให้เขาช่วยงานด้วย

ใครเห็นงานของเฟอนันโด มาลาเต้ ก็คงจะต้องเห็นพ้องกับผมว่า นี่คืองานของศิลปิน ไม่ใช่งานของช่างตกงานเป็นแน่

ผลงานที่ผมอยากจะอวดแทนเขา

ผมค่อนข้างเชื่อว่า ในวันนี้ เขาคงไม่ได้มีโอกาสทำงานศิลปะแปะกระเบื้องแบบที่เขาเคยทำอีกต่อไปแล้ว เพราะเข้าใจดีว่า งานแบบนี้และคนแบบเขา คงไม่ได้โอกาสได้งานแบบนี้ง่ายๆ 

ผมจึงตั้งใจอยากนำงานของเขาที่ผมถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซ 2 – 3 ชิ้นที่ผมได้มีส่วนร่วมและมีส่วนรับรู้ มาอวดให้ดูและบันทึกไว้ว่า อย่างน้อยในชีวิตคนเล็กๆ อย่างเขา ก็ได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่-อย่างน้อยสำหรับผมไว้บ้าง 

คงเป็นเพราะความจริงที่ว่า วันหนึ่งเขาก็จะต้องจากไปโดยไม่มีใครจดจำ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของชีวิตคนจนๆ คนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องที่จะต้องน่าน้อยใจอะไร

เชิญมาชมกันเลยครับ

กำแพงสัตว์ (ค.ศ. 2017 – 2018)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

เมื่อครั้งเราให้เขาทำติดกระเบื้องแบบโมเสกที่กำแพงของเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านข้างสถานทูตให้เป็นรูปสัตว์ ผมขอให้เขาไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของเมืองที่เต็มไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์จำนวนมาก ผสมกับเขาดูตัวแบบจากหนังสือแบบเรียนของเด็กประถมที่เขาพอจะหาได้แถวๆ นั้น ภาพสัตว์นานาชนิดตั้งแต่นกฟลามิงโก้ จระเข้ ปลา ไปจนกระทั่งหมูป่าและสิงโต ที่เขาบรรจงแปะกระเบื้องลงไปนั้นกลับมีเอกลักษณะและสีสันสดสวยไม่เหมือนใคร จนกลายเป็นจุดถ่ายรูปของคนท้องถิ่นอยู่เนืองๆ

ร้านตัดผมหลังสถานทูต (ค.ศ. 2018)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

ในระหว่างที่เขากำลังทำกำแพงสัตว์ เจ้าของร้านตัดผมที่เป็นคนหนุ่มสมัยใหม่กำลังจะเปิดเพิงร้านตัดผมเล็กๆ ริมที่ดินของพ่อในชุมชนแออัดหลังสถานทูตพอดี เขาจึงได้ช่วยทำกำแพงหน้าร้านทำผมให้ด้วย เขาแปะเศษกระเบื้องสีเป็นรูปคนกำลังนั่งตัดผมแบบผิดสัดส่วนขนาดใหญ่ ซึ่งเห็นเด่นชัดมาตั้งแต่ปากทางเข้าชุมชนที่ตั้งอยู่ข้างสถานทูตพอดี 

ด้านล่างมีขอบปูนที่เด็กๆ และผู้หญิงในชุมชนมานั่งเล่นสม่ำเสมอ กำแพงปูนอีกด้านหนึ่งที่สูงเพียงระดับหัวเข่า ด้านบนเป็นช่องเปิดรับลมให้เขาไปในร้านตัดผมแทนหน้าต่าง เป็นรูปสิงโตหมอบที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุด 

หมู่บ้านตวน (ค.ศ. 2018 – 2019)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

ในหมู่บ้านที่เราไปแลกเปลี่ยนให้ความช่วยเหลือพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะในด้านการเกษตรตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีอาคารเก่าที่อำเภอให้สถานทูตใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นที่ทำงานของอาสาสมัครและโกดังเก็บของ โดยรอบของอาคารเก่า 

เขาได้ใช้เศษกระเบื้องเหลือใช้ที่มีคนนำมาให้แปะเป็นเรื่องราวความเป็นไปของหมู่บ้าน ตั้งแต่ยังเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่มีคนอาศัย จนกระทั่งเป็นเรื่องราวของหมู่บ้านในปัจจุบันที่เขาเห็น มีโรงเรียนที่เด็กๆ มาเรียนหนังสือ มีโครงการความร่วมมือจากรัฐบาลไทย ที่คนท้องถิ่นได้รู้จักบ่อเลี้ยงปลา นาข้าว รถไถ และรถอีแต๋นของไทย

ผลงานของเขาที่ผมอยากเรียกว่าเป็นงานศิลปะเหล่านี้ ในวันหนึ่งก็ต้องถูกทำลายหรือผุพังไปตามกาลเวลา เพราะงานเหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนแออัดที่การพัฒนาของเมืองกำลังรุกคืบมาดั่งหายใจรดต้นคอ หรือไม่ก็อยู่ในสิ่งก่อสร้างไม่ถาวรที่ไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เว้นเสียแต่ว่าจะโชคดี มีใครเห็นคุณค่ามองเห็นเป็นงานศิลปะเข้า

แต่สำหรับผมแล้ว อย่างน้อยผลงานเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้น และได้ทำหน้าที่ในการจรรโลงความสวยและความงามให้กับผู้ที่ได้พบเห็น ชุมชน และบรรยากาศโดยรอบแล้ว

มาร่วมกันไชโยให้กับเขา เฟอนันโด มาลาเต้ กันเถิดครับ

ชีวิตหลังศิลปิน เจ้าของร้านตัดผมที่อาร์ตที่สุดในเมือง

ไม่นานก่อนกำลังจะกลับจากการทำงานที่โมซัมบิก ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ผมคงต้องเป็นห่วงเขาไม่น้อย เลยอยากจะทำอะไรให้เขาบ้าง

ไม่ใช่ในฐานะคนคุ้นเคยแบบสนิทมักจี่ แต่ในฐานะคนที่เคยทำงานด้วยกัน รู้จักกัน และที่สำคัญ ในฐานะคนที่เคยช่วยผมเก็บขยะและทำพื้นที่รอบๆ สถานทูตให้สวยงามและปลอดภัย

เพราะรู้จักเขาพอสมควร ผมจึงรู้ว่า ต่อจากนี้เขาคงหางานทำได้ไม่ง่าย 

ภาพถ่ายที่พนักงานทำความสะอาดสถานทูตที่เป็นหนึ่งในลูกค้าของช่างตัดผมเฟอนันโดส่งมาให้ผมดูผ่าน WhatsApp จะเห็นได้ว่า เขาตัดผมให้น้องชาย และตัดให้ตัวเองด้วยแบตตาเลี่ยนใหม่เอี่ยมอ่องและใช้ไฟฟ้าที่จ่ายค่าไฟอย่างถูกต้อง

แล้วโครงการทำร้านตัดผมให้เขา-โปรดอย่าคิดว่าเป็นร้านตัดผมใหญ่โต แต่เป็นเพียงเพิงเล็กๆ ที่ต่อออกมาจากบ้านของเขาในสลัมก็ได้เริ่มขึ้น

อย่างน้อย ค่าตัดผมผู้ชายที่เขาจะได้รับในราคามาตรฐานราว 10 บาทต่อหัว และสำหรับคนแอฟริกันที่มีสภาพเส้นผมหยิกติดหนังหัวแล้ว การตัดโกนผมจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น พวกเขาต้องเข้าออกร้านตัดผมที่มีอยู่ทั่วไปทุกซอกซอยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเสมอ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
บรรยากาศหน้าร้านตัดผมของเขา ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านบนถนนสายหลักที่ตัดผ่านชุมชนแออัด ซึ่งเป็นแหล่งพักอาศัยของผู้มีรายได้น้อยในกรุงมาปูโต ทางด้านซ้ายเป็นแผงขายกาต้มน้ำและเตารีดไฟฟ้ามือสอง ด้านขาวคือกลุ่มคนที่กำลังล้อมวงเล่นหมากหลุม ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนท้องถิ่น

เขาเล่าว่า เขาเคยไปทำงานในประเทศแอฟริกาใต้ตามแบบฉบับของคนในวัยแรงงานส่วนใหญ่ของโมซัมบิก ที่วิ่งหนีสงครามกลางเมืองไปหางานทำในประเทศที่มีชายแดนติดกัน และในช่วงหนึ่งของชีวิต เขาเคยทำงานเป็นช่างตัดผม ไม่รู้ว่าจะโดยอาชีพหรือเป็นงานเสริมที่ตัดให้กับเพื่อนคนงานด้วย แต่เขามั่นใจว่า ผมจะช่วยเขาสร้างร้านตัดผมขึ้นมาได้ 

แน่นอน… ผมขอเขาอย่างเดียว คือเขาจะต้องประดับตกแต่งร้านด้วยกระเบื้องโมเสกแบบที่เขาถนัดและที่ผมนิยมชมชอบในฝีไม้ลายมือของเขา 

ผมช่วยซื้อวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ของร้านตัดผมแบบง่ายๆ ให้เขา พร้อมกับจ่ายค่าไฟฟ้าจำนวนไม่มากที่เขาค้างจ่ายมาเป็น 10 ปีจนถูกตัดให้ เพื่อที่จะต่อไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าที่แอบต่อมาแบบที่เป็นอยู่

อิฐบล็อกก่อเขาทำเองตามแบบฉบับของคนท้องถิ่นเพียงแต่ซื้อปูนและทรายไม่กี่กระสอบให้เขา ประตูและหน้าต่างสำเร็จรูปอีกอย่างละบาน กระจกบานใหญ่ 1 บาน เก้าอี้นั่งหมุนได้แบบที่ใช้นั่งทำงาน ไม่ใช่เก้าอี้ตัดผมหรูหรา พร้อมกับแบตตาเลี่ยนตัดผม 1 เครื่อง

เมื่อร้านเขาเปิดร้าน เพื่อนฝูงของเขามาอุดหนุนเขาเป็นจำนวนไม่มากแต่ก็ไม่น้อย 

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
อุปกรณ์ตัดผมแบบง่ายๆ แบตตาเลี่ยนตัวด้านซ้ายคือตัวที่ผมซื้อให้เขา ตัวด้านขวาคือแบตตาเลี่ยนตัวเก่าที่เพื่อนบ้านของเขานำมาให้ใช้สำรอง

ค่าตอบแทนที่เขาได้รับแม้เพียงวันละ 30 – 50 บาทในช่วงแรก ก็ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผมก็เป็นลูกค้าของเขา และค่อนข้างแน่ใจว่า เป็นลูกค้าที่ใจป้ำให้ทิปเขามากที่สุดเสียด้วย

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
ผมไปร่วมฉลองการเปิดร้านตัดผมของเขาที่เสร็จเรียบร้อยด้วยการเป็นลูกค้าชาวต่างชาติคนแรกของเขา

ผมเคยเข้าร้านตัดผมเพราะเศร้าอกหัก อยากจะตัดเส้นผมแห่งความพันธนาการออกไปให้หมด แต่ความรู้สึกในวันนั้นที่ผมให้เฟอนันโด มาลาเต้-คนธรรมดาๆ ทั่วไปคนนี้ตัดผมให้ กลับเป็นความปลื้มปีติอย่างบอกไม่ถูก

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

คนที่มีอาชีพแบบผม อาจมีความกระเหี้ยนกระหือรือลึกๆ ในใจอยากทำความรู้จักและเข้าใจประเทศหนึ่งประเทศใด หรือทวีปหนึ่งๆ ให้ดี มันเป็นเรื่องของคนในอาชีพที่จะต้องติดต่อกับคนต่างชาติแบบเราๆ

ผมก็ไม่แตกต่างกัน ที่อยากรู้จักทวีปแอฟริกาซึ่งผมรู้สึกโดยส่วนตัวว่าลึกลับและน่าค้นหา อยู่ใกล้แต่กลับไกลในความรู้สึก

อาจโชคดีที่ในชีวิตการทำงาน ผมได้รับโอกาสให้กลับไปทำงานและใช้ชีวิตในทวีปที่ผมอยากรู้จักถึง 2 ครั้ง ในช่วงเวลารวมแล้วเกือบ 7 ปี 3 ปีในเคนยา และอีก 3 ปีครึ่งในโมซัมบิก ในช่วงเวลานั้น ผมได้เข้าใจและรู้จักทวีป ทั้งภูมิประเทศและผู้คน สังคม วัฒนธรรม อย่างน้อยก็ได้ในระดับหนึ่ง

แต่ในใจลึกๆ ผมกลับรู้สึกว่า ผมยังไม่รู้จักทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างครบถ้วนเลย

ทวีปที่ประกอบด้วยประเทศ 52 ประเทศ มีพื้นที่มหาศาลถึง 30 ล้านตารางกิโลเมตร กินพื้นที่ราว 20 เปอร์เซ็นของผืนดินทั่วโลก มีขนาดใหญ่กว่าทวีปยุโรป 3 เท่า ใหญ่กว่าประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และบราซิลรวมกัน และมีประชากรราว 1,000 ล้านคน

ผมเพียงแต่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในแอฟริกาฝั่งตะวันออกที่เคนยาและโมซัมบิก ติดชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และได้เดินทางไปรอบๆ ประเทศเหล่านี้เท่านั้น ผมจึงรู้สึกอยากจะรู้จักอีกฟากฝั่งหนึ่งของทวีปมาก นั่นคือแอฟริกาฝั่งตะวันตก

ความหวังสุดท้ายที่ผมมี ซึ่งจะทำให้ผมพอรู้จักกับแอฟริกาอีกฝั่งทวีปได้ ก็คือ การรู้จักแอฟริกาฝั่งตะวันตกที่อยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านงานศิลปะ แม้ผมยังไม่เคยเดินทางไปย่างกรายประเทศและดินแดนแถบนี้เลย

นั่นคือจุดเริ่มที่ทำให้ผมได้พบกับศิลปินและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่นาม เฟรดเดอริก บรูลี บูอาเบร่ (Frederic Bruly Bouabré) ผู้ล่วงลับ ของประเทศโกตดิวัวร์ (Côte d’Ivoire)

1

ประเทศโกตดิวัวร์ หรือ Ivory Coast อยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาตะวันตก มีชายฝั่งติดมหาสมุทรแอตแลนติก เคยเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองดินแดนแถบนี้ใน ค.ศ. 1893 ก่อนหน้านั้น ดินแดนแถบนี้ประกอบด้วยเขตปกครองตัวเองจำนวนมาก เต็มไปด้วยชนเผ่าที่พูดภาษาต่างกันถึง 87 ภาษา

โกตดิวัวร์ได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1960 ปัจจุบันปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขจากการเลือกตั้ง สินค้าส่งออกที่สำคัญคือเมล็ดกาแฟและโกโก้ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งขนาดใหญ่ ทำให้เศรษฐกิจของโกตดิวัวร์เติบโตขึ้นและมีความมั่นคง

เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
ผ้าเขียนลายด้วยโคลนที่เรียกว่า Groko หรือ Korhogo ทำโดยคนท้องถิ่นเผ่า Senufo ในเขต Korhogo ในโกตดิวัวร์ 
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
คนท้องถิ่นสวมผ้าพิมพ์ลายเคลือบไขผึ้ง (Wax Print) ซึ่งได้รับความนิยมมากในแอฟริกาทั้งทวีป เพราะผลิตแบบอุตสาหกรรม และมีขายในราคาถูก
2

ในประเทศอาณานิคมฝรั่งเศสแห่งนี้ เสมียนที่มาจากชนเผ่า Bété ในชนบทของโกตดิวัวร์ ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่ได้รับการศึกษาจากระบบการเรียนการสอนที่อาณานิคมฝรั่งเศสจัดตั้งขึ้น กลายมาเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มองเห็นความเป็นสากลของโลก อุดมการณ์ของความเท่าเทียม และปรัชญาของความเป็นมนุษยชาติ และต่อมาเขาได้ใช้เวลาทั้งชีวิตบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้

ประวัติศาสตร์ศิลปะบันทึกตามที่ Frédéric Bruly Bouabré เล่าไว้ว่า ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1948 เฟรดเดอริกเห็นนิมิต สวรรค์ได้เปิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แสงแดดสอดส่องเป็น 7 สี เผยให้เห็นความงามของพระอาทิตย์ และในเวลานั้น ฉันก็ได้กลายเป็น ชีค นาโดร (Cheik Nadro / Cheick Nadro) ผู้ซึ่งไม่เคยลืมเลือน (The heavens opened up before my eyes and seven colorful suns described a circle of beauty around their Mother-Sun, I became Cheick Nadro: ‘He who does not forget.’)

ภาพที่เขานิมิต ทำให้เขาซึ่งเรียกตัวเองว่า ‘ชีค นาโดร’ หรือผู้มาโปรดและปลดปล่อยผู้คน เป็นแรงผลักดันให้ Frédéric Bruly Bouabré พยายามหาความรู้ในทุกด้าน เพื่อปลอดปล่อยเพื่อนร่วมเผ่าที่เขาถือเป็นลูกหลานและมนุษยชาติออกจากความสับสนของสังคมสู่ชีวิตที่มีคุณภาพ

3

ชีค นาโดร ชื่อที่ผู้คนรอบข้างเรียก Frédéric Bruly Bouabré นำความรู้ในแขนงต่างๆ ที่เขาเพียรศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรม ปรัชญา ฯลฯ มาเขียนลงในกระดาษขนาดเล็กแบบโปสการ์ดหลายแผ่นเท่าๆ กัน

ภาพของเขาเป็นเอกลักษณ์ เขาใช้ปากกาลูกลื่นตีกรอบโดยรอบ แล้ววาดรูปด้านในและลงสีด้วยสีไม้ ริมขอบที่เขาใช้ปากกาลากเส้นเป็นกรอบไว้ ก็เขียนความคิดและคำอธิบายภาพที่อยู่ด้านในเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมักเป็นคำหรือประโยคสั้นๆ ง่ายๆ โดยเริ่มต้นคำหรือประโยคด้วยเครื่องหมายดอกจันสีแดง ที่เขาทำไว้เป็นสัญลักษณ์ แล้วพลิกไปอีกด้านหนึ่งของแผ่นกระดาษ เพื่อลงชื่อพร้อมวันที่เขียนไว้ด้านหลัง

เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
แผ่นกระดาษขนาดโปสการ์ด ด้านหนึ่งตีกรอบและวาดรูปด้วยปากกาลูกลื่น ระบายด้วยดินสอสี ข้อความสั้นๆ ง่ายๆ เล่าถึงภาพและปรัชญาที่เวียนวนอยู่กับหลักการของความเป็นสากล (Universalism) ที่ด้านหลัง เขาลงวันที่และลายเซ็นของผู้เขียนไว้ชัดเจน

ผมโชคดีที่ได้รับสมุดสเก็ตช์เล่มหนึ่งของเขามาไว้ในครอบครอง เมื่อพลิกดูแล้ว ก็เห็นชัดว่าความคิดของเขาลึกซึ้ง เส้นปากกาของเขาแม้สั่นเครือแต่ตรงไปตรงมา การลงสีเป็นไปอย่างเรียบง่ายที่สุด การวาดรูปของเขาเป็นเพียงสื่อที่เขาต้องการจะพูดคุยกับคนรอบตัว ถึงปรัชญาและอุดมการณ์ความเป็นสากลนิยม (Universalism) ที่เขาเชื่อว่าคือความจริงของโลก

เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
สมุดสเก็ตช์ที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 2012 ก่อนเขาเสียชีวิตได้ไม่นาน หลานของเขาที่นำสมุดเล่มนี้มาขายต่อให้ผมบอกว่า เป็นสมุดเล่มท้ายๆ ที่ปู่เขียนไว้ก่อนตาย

ความเป็นปราชญ์ของเขาไม่หยุดเพียงแค่นั้น แต่ชีค นาโดร ยังคิดค้นตัวอักษรของภาษา Bété ภาษาชนเผ่าของเขาซึ่งชาวไร่ชาวนาใช้พูด โดยเป็นตัวอักษรใช้แทนเสียงที่เปล่งออกมาจำนวน 448 ตัวอักษร เขียนบันทึกลงในแผ่นกระดาษขนาดโปสการ์ดที่เขาคุ้นเคยกว่า 1,000 ชิ้น

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน
ตัวอักษรภาษา Bété เป็นตัวเลขต่างๆ ที่เขาเขียนหลังโปสการ์ด ต่อมาแกลเลอลิสต์ชาวฝรั่งเศสนำงานของเขามาพิมพ์ขาย
4

แม้ภาษาฝรั่งเศสของผมจะกระท่อนกระแท่น หรืออาจเรียกว่าไม่รู้เลย เพราะเคยเรียนมาสมัยมัธยมปลาย เพื่อวัตถุประสงค์เพียงประการเดียวคือใช้สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย แต่ประโยคง่ายๆ ที่ชีค นาโดร เขียนรอบรูปภาพ กลับให้ผมเห็นถึงความจริงแท้ ความเป็นสากลแห่งธรรมชาติ ความเหมือนกันในความแตกต่าง

ขอเชิญชมภาพวาดในชุดต่างๆ ที่ชวนให้เราต้องคิดต่อไปนานๆ เยอะๆ และไกลๆ

ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนก็เห็นเงาตัวเองในน้ำ

ภาพวาดชุดนี้ประกอบด้วยจำนวน 64 ใบ เป็นผู้ชายนุ่งผ้าถุงรูปธงชาติของประเทศต่างๆ ก้มหน้ามองเงาตัวเองในแก้วน้ำ

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน

คนหนุ่มผิวสีต่างๆ ก็มีความสุขมาก (ได้)

คนหนุ่มผิวสีเหลือง ดำ เขียว ฟ้า ก็ล้วนมีความสุขได้หากต้องการ หรืออีกนัยหนึ่ง ภาพลักษณ์หรือผิวสีของเราไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบหรืออุปสรรคเลยที่จะทำให้เรามีความสุขหรือไม่

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน

นี่แหละคือความจริงของมนุษยชาติ

ความจริงของมนุษยชาติมีทั้งความทารุณ ความรัก ไม่ว่าจะเพศเดียวกันหรือต่างเพศ และมนุษยชาติก็มีความแตกต่างกันราวกับสายรุ้ง

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน

ความจริงของธรรมชาติ

ธรรมชาติก็เป็นไปเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นงูกำลังฟักไข่ ลวดลายบนใบไม้ และรอยด่างบนผิวส้ม เหล่านี้ล้วนกำลังบอกอะไรกับเรา

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน

ความรักของแม่

แม่ผิวดำก็หวงแหนลูกของเธอแม้ผิวเหลือง (ไม่ว่าลูกจะรูปลักษณ์หน้าตาเป็นอย่างไร แม่ก็รักลูกทั้งนั้น)

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน
5

Frédéric Bruly Bouabré เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2014 แต่ปรัชญาความเป็นสากล และอุดมการณ์ของความเท่าเทียมและความไม่แตกต่างกันยังคงอยู่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน
ภาพ : 2020.swatch.com

เมื่อ ค.ศ. 1996 Swatch ผลิตนาฬิการุ่น Cheick Nadro โดยนำภาพของ Frédéric Bruly Bouabré มาพิมพ์เป็นลวดลายลงบนตัวเรือนและสายนาฬิกา แม้อาจจะไม่ใช่รุ่นขายดีหรือเป็นที่นิยมของนักสะสม แต่ก็บอกได้ถึงความเป็นสากลของภาพเขียนและปรัชญาความคิดของเขา

ข้อมูลเพิ่มเติม

1. ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประเทศโกตดิวัวร์ของกระทรวงการต่างประเทศ www.mfa.go.th/th/country

2. ผลงานของ Frédéric Bruly Bouabré ที่ The Jean Pigozzi Collection of African Art ซึ่งเป็นคอลเลกชันงานศิลปะแอฟริกาที่ใหญ่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง caacart.com/pigozzi-artist.php?i=Bruly-Bouabre-Frederic&m=14

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load