อาจถือเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของนักการทูตที่จะได้รู้จักคนธรรมดาทั่วๆ ในประเทศที่เราไปอยู่ไปทำงาน

อาจเป็นความจริงที่น่าอายที่โอกาสของเราที่จะได้รู้จักคุ้นเคยกับคนธรรมดาทั่วๆ ไปนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

แต่อย่างน้อย การงานที่โมซัมบิกก็ยังทำให้ความฝันและความจริงนี้มาพบกันแม้เพียงครึ่งทาง ที่ผมได้พบกับเขา เฟอนันโด มาลาเต้ 

อาจไม่มีอะไรที่ผมจำเป็นต้องรู้จักกับเขา

เฟอนันโด มาลาเต้ เป็นเพียง ‘คนธรรมดาทั่วๆ ไป’ ที่ผมกำลังหมายถึง

เขาแก่ จน เมาเหล้าเป็นนิจ เมียทิ้ง แต่งตัวซอมซ่อ บ้านอยู่ในสลัมหลังสถานทูต และตกงาน 

หากจะพูดแบบหยิบโหย่ง ซึ่งผมต้องขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ เพราะเขาไม่มีอะไรดีพอที่ผมจะต้องรู้จักเลย

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ (คนกลาง) กับน้องชายของเขาทางซ้าย และผู้ช่วยของเขาที่เป็นเด็กพิเศษออทิสติก ในเสื้อคลุมผลงานของจักกาย ศิริบุตร ที่เดินทางไปโมซัมบิกเมื่อต้น ค.ศ. 2018 ในขณะที่เขากำลังทำงานชิ้นนี้บนกำแพงข้างสถานทูต 
ภาพ : จักกาย ศิริบุตร 

แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคชะตา บุญทำกรรมแต่ง หรือฟ้าลิขิต ที่ผมจะต้องได้รู้จักกับเขาเรื่อยมา จวบจนวันที่ผมต้องเดินทางกลับจากการทำงานในประเทศโมซัมบิก 

ผมจำได้ดีถึงวันที่เขามายืนรออยู่ข้างๆ สถานทูต หลังจากงานที่เขาถูกจ้างรายวันให้มาเป็นผู้ช่วยศิลปินแปะกระเบื้องหน้ากำแพงสถานทูตจบลง เขาเพียงจะมายืนรอเพื่อจะบอกด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า หากมีอะไรที่เขาพอจะทำได้ เขาและน้องชายที่อยู่บ้านเดียวกันก็ยินดีรับจ้างทำงาน เพื่อเพียงให้มีรายได้มาจุนเจือชีวิตที่ไม่มีความหวังของเขา

เขายืนรออยู่นาน ดวงตาตก เศร้า นิ่งไร้ประกาย คอตก ไหล่ค้อมลง จนผมอดไม่ได้ที่เอ่ยปากขอให้เขาและน้องชายช่วยกันดายหญ้าและเก็บขยะที่รอบๆ ที่ทำงาน เพื่อแลกกับเงินจำนวนเล็กน้อยที่ผมพอจะเจียดให้เขาได้

นั่นคือวันแรกๆ ที่ชีวิตของทั้งผมและเขาจะต้องมาโคจรพบกันตลอดระยะเวลาของผมที่โมซัมบิก

แต่เขาก็มีดีพอที่ผมอยากจะรู้จักกับเขา

ผมรู้สึกชอบพอในบุคลิกซื่อๆ ง่ายๆ แม้เหล้ากลั่นดีกรีสูงที่เขาดื่มเป็นนิจจะทำให้หลายครั้งเขาต้องเป๋ๆ ไป จะยั่วให้ผมหงุดหงิดและจะต้องพูดจาแรงๆ กับเขาบ่อยๆ

เขาคือ ‘คนธรรมดาทั่วๆ ไป’ คนหนึ่ง คนที่ไม่ต่างจากคนหาเช้ากินค่ำในเมือง ซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของกรุงมาปูโต เมืองหลวงของประเทศโมซัมบิก ที่ผมรู้สึกดีที่ได้รู้จักและได้เรียนรู้ประเทศที่ผมไปอยู่จากเขานี่แหละ

เขาและน้องชายมาช่วยผมและสถานทูตทำงานแบบรายวัน แลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทนจำนวนไม่มาก

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
ผู้ช่วยของเฟอนันโด มาลาเต้ ทั้งสองคนกำลังช่วยทำงาน 

จากงานเก็บขยะ งานก่ออิฐฉาบปูนแบบง่ายๆ งานเรียงอิฐตัวหนอนให้เป็นลานจอดรถ เรื่อยไปจนถึงงานตัดหญ้ารกที่ขึ้นสลับกับเศษขยะมูลฝอยที่ปลิวเกลื่อนไปทั่วบริเวณรอบๆ กำแพงหน้าหลังของสถานทูต จนกระทั่งถึงงานแปะกระเบื้องแบบโมเสก ที่เขาเคยเป็นเพียงลูกมือปลายแถวของศิลปินอาชีพที่มาทำงานกระเบื้องหน้าสถานทูตให้เรา

เราให้งานแปะกระเบื้องแบบโมเสกกับเขาทำมากพอ

จนถึงวันที่เราไม่มีงานอะไรให้เขาทำแล้ว 

เขาเป็นคนแปะกระเบื้องที่ไม่เหมือนใคร

ความซื่อของเฟอนันโด มาลาเต้ คนธรรมดาๆ ทั่วไปที่ผมรู้จักและคุ้นเคยคนนี้ไม่ได้แสดงออกมาแต่เพียงบุคลิกลักษณะนิสัยที่เห็น แต่ยังปรากฏในงานที่เขาทำออกมา โดยเฉพาะงานแปะกระเบื้องที่ตอนแรกอาจเป็นเพียงงานของช่างที่ไม่มีฝีมือ ไม่มีทางผ่านมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น

แต่งานช่างตกเกรดของเขากลับมีอะไรบางอย่าง ที่เมื่อใครๆ เห็นแล้วต้องหันกลับมามอง งานเขาไม่เพียงแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน แต่กลับเต็มไปด้วยความมานะพยายามและอดทน ทนต่อความไม่รู้ ทนต่อความหิวโหย และทนต่อความไม่มีสตางค์ เว้นอยู่แต่เพียงเวลาเดียวที่เขาใช้เหล้ายาแอลกอฮอล์บรรเทาความเศร้าทุกข์ของเขา ที่ทำให้งานของเขาเละตุ้มเป๊ะ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เด็กนักเรียนหญิงในหมู่บ้านตวนกำลังยืนดูเฟอนันโดและผู้ช่วยที่เป็นเด็กพิเศษออทิสติก (เสื้อแดง) วาดแบบร่างบนกำแพงด้วยถ่าน ดูไปสักพัก พวกเธอก็นึกสนุกขึ้นมาวาดด้วย

สำหรับผม งานแปะกระเบื้องในแบบของเขาถือเป็นการทำงานศิลปะอย่างหนึ่ง แม้ว่าเขาคงไม่เคยคิดและไม่กล้าจะคิด ว่างานช่างที่เขาทำเพื่อแลกกับเงินพอประทังชีวิตนี้จะเข้าข่ายเป็นงานศิลปะได้

ผลงานของเขาไร้เดียงสา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Naïve ซึ่งผมเห็นว่าถือเป็นลักษณะเด่นของงานศิลปะแอฟริกา เพราะเกิดจากการแสดงออกของศิลปินที่ไม่เคยเรียนศิลปะจริงจัง ไม่รู้เรื่องกายวิภาคหรือ Anatomy ของคน ไม่เข้าใจเรื่อง Perspective แสงหรือเงา และไม่รู้จักเทคนิควิธีการทำงานในสื่อต่างๆ 

เขาสั่งสมความชำนาญและเทคนิคเฉพาะตัวของเขาเอง ไม่มีทางเหมือนคนทำกระเบื้องโมเสกคนอื่นๆ ทั้งการทุบตัดแปะกระเบื้องด้วยปูนกาวคุณภาพต่ำที่สุดที่พอหาได้ในท้องถิ่น เขาไม่ใช้ปูนยาแนวกระเบื้องเป็นการเฉพาะ แต่ใช้ปูนกาวที่ใช้แปะกระเบื้องบนกำแพงนี้ใส่ลงในร่องช่องว่างระหว่างเศษกระเบื้องแทน เขาใช้เศษรองเท้าแตะฟองน้ำเป็นเกรียงในการปาดปูนยาแนวตามร่องออกให้เรียบ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

จริงๆ แล้ว ต้องบอกด้วยว่า เขาก็มีผู้ช่วยอีก 2 คน คนหนึ่งคือน้องชายของเขา และอีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มซึ่งเป็นเด็กพิเศษออทิสติก ที่พ่อแม่ทิ้งให้อยู่กับปู่ที่บ้านข้างหลังสถานทูต ซึ่งผมขอให้เฟอนันโด มาลาเต้ และน้องชาย ช่วยดูแลและให้เขาช่วยงานด้วย

ใครเห็นงานของเฟอนันโด มาลาเต้ ก็คงจะต้องเห็นพ้องกับผมว่า นี่คืองานของศิลปิน ไม่ใช่งานของช่างตกงานเป็นแน่

ผลงานที่ผมอยากจะอวดแทนเขา

ผมค่อนข้างเชื่อว่า ในวันนี้ เขาคงไม่ได้มีโอกาสทำงานศิลปะแปะกระเบื้องแบบที่เขาเคยทำอีกต่อไปแล้ว เพราะเข้าใจดีว่า งานแบบนี้และคนแบบเขา คงไม่ได้โอกาสได้งานแบบนี้ง่ายๆ 

ผมจึงตั้งใจอยากนำงานของเขาที่ผมถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซ 2 – 3 ชิ้นที่ผมได้มีส่วนร่วมและมีส่วนรับรู้ มาอวดให้ดูและบันทึกไว้ว่า อย่างน้อยในชีวิตคนเล็กๆ อย่างเขา ก็ได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่-อย่างน้อยสำหรับผมไว้บ้าง 

คงเป็นเพราะความจริงที่ว่า วันหนึ่งเขาก็จะต้องจากไปโดยไม่มีใครจดจำ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของชีวิตคนจนๆ คนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องที่จะต้องน่าน้อยใจอะไร

เชิญมาชมกันเลยครับ

กำแพงสัตว์ (ค.ศ. 2017 – 2018)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

เมื่อครั้งเราให้เขาทำติดกระเบื้องแบบโมเสกที่กำแพงของเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านข้างสถานทูตให้เป็นรูปสัตว์ ผมขอให้เขาไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของเมืองที่เต็มไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์จำนวนมาก ผสมกับเขาดูตัวแบบจากหนังสือแบบเรียนของเด็กประถมที่เขาพอจะหาได้แถวๆ นั้น ภาพสัตว์นานาชนิดตั้งแต่นกฟลามิงโก้ จระเข้ ปลา ไปจนกระทั่งหมูป่าและสิงโต ที่เขาบรรจงแปะกระเบื้องลงไปนั้นกลับมีเอกลักษณะและสีสันสดสวยไม่เหมือนใคร จนกลายเป็นจุดถ่ายรูปของคนท้องถิ่นอยู่เนืองๆ

ร้านตัดผมหลังสถานทูต (ค.ศ. 2018)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

ในระหว่างที่เขากำลังทำกำแพงสัตว์ เจ้าของร้านตัดผมที่เป็นคนหนุ่มสมัยใหม่กำลังจะเปิดเพิงร้านตัดผมเล็กๆ ริมที่ดินของพ่อในชุมชนแออัดหลังสถานทูตพอดี เขาจึงได้ช่วยทำกำแพงหน้าร้านทำผมให้ด้วย เขาแปะเศษกระเบื้องสีเป็นรูปคนกำลังนั่งตัดผมแบบผิดสัดส่วนขนาดใหญ่ ซึ่งเห็นเด่นชัดมาตั้งแต่ปากทางเข้าชุมชนที่ตั้งอยู่ข้างสถานทูตพอดี 

ด้านล่างมีขอบปูนที่เด็กๆ และผู้หญิงในชุมชนมานั่งเล่นสม่ำเสมอ กำแพงปูนอีกด้านหนึ่งที่สูงเพียงระดับหัวเข่า ด้านบนเป็นช่องเปิดรับลมให้เขาไปในร้านตัดผมแทนหน้าต่าง เป็นรูปสิงโตหมอบที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุด 

หมู่บ้านตวน (ค.ศ. 2018 – 2019)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

ในหมู่บ้านที่เราไปแลกเปลี่ยนให้ความช่วยเหลือพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะในด้านการเกษตรตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีอาคารเก่าที่อำเภอให้สถานทูตใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นที่ทำงานของอาสาสมัครและโกดังเก็บของ โดยรอบของอาคารเก่า 

เขาได้ใช้เศษกระเบื้องเหลือใช้ที่มีคนนำมาให้แปะเป็นเรื่องราวความเป็นไปของหมู่บ้าน ตั้งแต่ยังเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่มีคนอาศัย จนกระทั่งเป็นเรื่องราวของหมู่บ้านในปัจจุบันที่เขาเห็น มีโรงเรียนที่เด็กๆ มาเรียนหนังสือ มีโครงการความร่วมมือจากรัฐบาลไทย ที่คนท้องถิ่นได้รู้จักบ่อเลี้ยงปลา นาข้าว รถไถ และรถอีแต๋นของไทย

ผลงานของเขาที่ผมอยากเรียกว่าเป็นงานศิลปะเหล่านี้ ในวันหนึ่งก็ต้องถูกทำลายหรือผุพังไปตามกาลเวลา เพราะงานเหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนแออัดที่การพัฒนาของเมืองกำลังรุกคืบมาดั่งหายใจรดต้นคอ หรือไม่ก็อยู่ในสิ่งก่อสร้างไม่ถาวรที่ไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เว้นเสียแต่ว่าจะโชคดี มีใครเห็นคุณค่ามองเห็นเป็นงานศิลปะเข้า

แต่สำหรับผมแล้ว อย่างน้อยผลงานเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้น และได้ทำหน้าที่ในการจรรโลงความสวยและความงามให้กับผู้ที่ได้พบเห็น ชุมชน และบรรยากาศโดยรอบแล้ว

มาร่วมกันไชโยให้กับเขา เฟอนันโด มาลาเต้ กันเถิดครับ

ชีวิตหลังศิลปิน เจ้าของร้านตัดผมที่อาร์ตที่สุดในเมือง

ไม่นานก่อนกำลังจะกลับจากการทำงานที่โมซัมบิก ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ผมคงต้องเป็นห่วงเขาไม่น้อย เลยอยากจะทำอะไรให้เขาบ้าง

ไม่ใช่ในฐานะคนคุ้นเคยแบบสนิทมักจี่ แต่ในฐานะคนที่เคยทำงานด้วยกัน รู้จักกัน และที่สำคัญ ในฐานะคนที่เคยช่วยผมเก็บขยะและทำพื้นที่รอบๆ สถานทูตให้สวยงามและปลอดภัย

เพราะรู้จักเขาพอสมควร ผมจึงรู้ว่า ต่อจากนี้เขาคงหางานทำได้ไม่ง่าย 

ภาพถ่ายที่พนักงานทำความสะอาดสถานทูตที่เป็นหนึ่งในลูกค้าของช่างตัดผมเฟอนันโดส่งมาให้ผมดูผ่าน WhatsApp จะเห็นได้ว่า เขาตัดผมให้น้องชาย และตัดให้ตัวเองด้วยแบตตาเลี่ยนใหม่เอี่ยมอ่องและใช้ไฟฟ้าที่จ่ายค่าไฟอย่างถูกต้อง

แล้วโครงการทำร้านตัดผมให้เขา-โปรดอย่าคิดว่าเป็นร้านตัดผมใหญ่โต แต่เป็นเพียงเพิงเล็กๆ ที่ต่อออกมาจากบ้านของเขาในสลัมก็ได้เริ่มขึ้น

อย่างน้อย ค่าตัดผมผู้ชายที่เขาจะได้รับในราคามาตรฐานราว 10 บาทต่อหัว และสำหรับคนแอฟริกันที่มีสภาพเส้นผมหยิกติดหนังหัวแล้ว การตัดโกนผมจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น พวกเขาต้องเข้าออกร้านตัดผมที่มีอยู่ทั่วไปทุกซอกซอยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเสมอ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
บรรยากาศหน้าร้านตัดผมของเขา ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านบนถนนสายหลักที่ตัดผ่านชุมชนแออัด ซึ่งเป็นแหล่งพักอาศัยของผู้มีรายได้น้อยในกรุงมาปูโต ทางด้านซ้ายเป็นแผงขายกาต้มน้ำและเตารีดไฟฟ้ามือสอง ด้านขาวคือกลุ่มคนที่กำลังล้อมวงเล่นหมากหลุม ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนท้องถิ่น

เขาเล่าว่า เขาเคยไปทำงานในประเทศแอฟริกาใต้ตามแบบฉบับของคนในวัยแรงงานส่วนใหญ่ของโมซัมบิก ที่วิ่งหนีสงครามกลางเมืองไปหางานทำในประเทศที่มีชายแดนติดกัน และในช่วงหนึ่งของชีวิต เขาเคยทำงานเป็นช่างตัดผม ไม่รู้ว่าจะโดยอาชีพหรือเป็นงานเสริมที่ตัดให้กับเพื่อนคนงานด้วย แต่เขามั่นใจว่า ผมจะช่วยเขาสร้างร้านตัดผมขึ้นมาได้ 

แน่นอน… ผมขอเขาอย่างเดียว คือเขาจะต้องประดับตกแต่งร้านด้วยกระเบื้องโมเสกแบบที่เขาถนัดและที่ผมนิยมชมชอบในฝีไม้ลายมือของเขา 

ผมช่วยซื้อวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ของร้านตัดผมแบบง่ายๆ ให้เขา พร้อมกับจ่ายค่าไฟฟ้าจำนวนไม่มากที่เขาค้างจ่ายมาเป็น 10 ปีจนถูกตัดให้ เพื่อที่จะต่อไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าที่แอบต่อมาแบบที่เป็นอยู่

อิฐบล็อกก่อเขาทำเองตามแบบฉบับของคนท้องถิ่นเพียงแต่ซื้อปูนและทรายไม่กี่กระสอบให้เขา ประตูและหน้าต่างสำเร็จรูปอีกอย่างละบาน กระจกบานใหญ่ 1 บาน เก้าอี้นั่งหมุนได้แบบที่ใช้นั่งทำงาน ไม่ใช่เก้าอี้ตัดผมหรูหรา พร้อมกับแบตตาเลี่ยนตัดผม 1 เครื่อง

เมื่อร้านเขาเปิดร้าน เพื่อนฝูงของเขามาอุดหนุนเขาเป็นจำนวนไม่มากแต่ก็ไม่น้อย 

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
อุปกรณ์ตัดผมแบบง่ายๆ แบตตาเลี่ยนตัวด้านซ้ายคือตัวที่ผมซื้อให้เขา ตัวด้านขวาคือแบตตาเลี่ยนตัวเก่าที่เพื่อนบ้านของเขานำมาให้ใช้สำรอง

ค่าตอบแทนที่เขาได้รับแม้เพียงวันละ 30 – 50 บาทในช่วงแรก ก็ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผมก็เป็นลูกค้าของเขา และค่อนข้างแน่ใจว่า เป็นลูกค้าที่ใจป้ำให้ทิปเขามากที่สุดเสียด้วย

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
ผมไปร่วมฉลองการเปิดร้านตัดผมของเขาที่เสร็จเรียบร้อยด้วยการเป็นลูกค้าชาวต่างชาติคนแรกของเขา

ผมเคยเข้าร้านตัดผมเพราะเศร้าอกหัก อยากจะตัดเส้นผมแห่งความพันธนาการออกไปให้หมด แต่ความรู้สึกในวันนั้นที่ผมให้เฟอนันโด มาลาเต้-คนธรรมดาๆ ทั่วไปคนนี้ตัดผมให้ กลับเป็นความปลื้มปีติอย่างบอกไม่ถูก

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

แม้ไม่เคยได้วาดฝันไว้ และไม่เคยนึกภาพตัวเองออกเดินทางและทำงานที่ต่างประเทศพร้อมกับภรรยาและลูกน้อยมาก่อน แต่ทันทีที่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในจังหวะชีวิตหนึ่งของการทำงานที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง ในขณะที่มีลูกชายตัวน้อยอายุ 6 เดือนกว่า จิตใจเบื้องลึกก็ไม่รีรอ บอกให้ผมตัดสินใจออกเดินทางไกลพร้อมครอบครัวครั้งแรก…ไปแอฟริกา

นั่นคือเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เมื่อเราออกเดินทางจากประเทศไทย ลูกชายยังเป็นทารก แน่นอนว่าเขายังเดินเหินและพูดไม่ได้ แต่ละวันเขาเพียงแต่นอน สลับกับดูดนมและขับถ่าย เราจับเขาใส่ตะกร้าอุ้มเด็ก แล้วกระเตงขึ้นเครื่องบินระยะเวลายาวนานกว่า 16 ชั่วโมง กว่าจะถึงประเทศโมซัมบิก ที่ที่ลูกชายของผมจะต้องเติบโตขึ้น

ในวันที่เราเดินทางกลับเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ลูกชายเพิ่งอายุครบ 4 ขวบหมาดๆ เขาพูดจ้อเจื้อยแจ้ว ร่างกายแข็งแรงยืดหยุ่น เดินเหินวิ่งเล่นคล่องแคล่ว และมีอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก… ผิดกับตอนที่เราพาเขาออกเดินทางครั้งแรก ที่เขายังเป็นเพียงเด็กแบเบาะคนหนึ่ง

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ

ลูกชายใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในแอฟริกา มากกว่าในประเทศไทย บ้านเกิดของเขา

แม้ตอนนั้นคนรอบตัวจะทัดทานการเดินทางไปแอฟริกาของผมพร้อมกับลูกน้อย เพราะทุกคนคาดการณ์ว่าชีวิตความเป็นอยู่อาจไม่สะดวกสบาย โรคภัยอาจน่ากลัว การศึกษาและการสาธารณสุขอาจยังไม่เข้าขั้น แต่ผมไม่เคยเสียดายโอกาสที่จะไปที่อื่นที่ ‘เขาว่า’ ดีกว่านี้เลย

ผู้ใหญ่หลายคนเป็นห่วง ถามผมว่า ลูกเล็กแค่นี้จะเลี้ยงได้อย่างไรกันในที่แบบนั้น ผมก็อ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ไปเลี้ยงลูกที่แอฟริกา พอหลายคนถามเยอะเข้า ตอนหลังๆ ผมก็เลยตอบไปว่า “เลี้ยงแบบเมาคลี”

เมาคลีแบบในหนังสือ The Jungle Book ของ รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) ที่เติบโตท่ามกลางความหลากหลายของผู้คน ธรรมชาติ อำนาจ และโอกาส ที่ไม่เท่าเทียมกัน 

ระยะเวลาเกือบ 4 ปีในโมซัมบิกได้ฟูมฟักหล่อหลอม-อย่างน้อยที่ผมเห็นและหวังไว้ ให้ลูกชายมีโอกาสเติบโตขึ้นเป็น ‘พลเมืองที่ดี’ คนหนึ่งของโลกได้ เพราะผมเชื่อมั่นและมุ่งหมายในคุณค่าของสิ่งนี้มากกว่าสิ่งไหนๆ

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ

เขาได้เห็นผู้คนที่หลากหลาย

ในช่วงปีแรกที่ลูกชายยังแบเบาะเกินกว่าจะพาออกไปทำอะไรได้ ชีวิตที่ผ่านมาและล้อมรอบของเขาคือผู้คนที่หลากหลาย ต่างชาติ และต่างผิวพรรณ โดยเฉพาะคนที่มีสีผิวและรูปร่างหน้าตาต่างจากเรา ทั้งฝรั่งผิวขาว แขกผิวน้ำตาล และคนแอฟริกาผิวดำคล้ำ ผมดีใจที่ลูกชายไม่ได้ร้องไห้จ้าเมื่อมีคนหน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่มาแหย่เล่นหยอกล้อเขาในตะกร้าที่เราใช้แบกอุ้มเขาไปที่โน่นที่นี่

การที่เราได้ทำงานและใช้ชีวิตในประเทศพหุสังคมอย่างโมซัมบิก ที่มีทั้งคนแอฟริกา คนฝรั่งที่ถ้าไม่ใช่ชาวยุโรปก็เป็นลูกหลานซึ่งอยู่ที่นั่นมาแต่อาณานิคม หรือคนแขกจากอินเดียที่ถูกจ้างมาเป็นแรงงานทั้งในยุคปัจจุบัน หรือตั้งรกรากมายาวนานพร้อมเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส อาจช่วยให้ลูกชายเติบโตขึ้นโดยไม่กลัว หรือรังเกียจ หรือรัก อย่างผิวเผินเพียงแค่เห็นจากภายนอก

ลูกชายอาจโชคดีสักหน่อยที่มีพี่เลี้ยงเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งมาช่วยภรรยาของผมทำงานบ้าน ผมดีใจที่เขาเล่นกอดหยอกล้อปีนป่ายพี่เลี้ยงของเขาอย่างเป็นกันเอง และแอบนึกชื่นชมว่าเด็กตัวน้อยก็เป็นเด็กที่สดใสเหมือนผ้าขาวอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ

หลายครั้ง ผมและภรรยาแอบบ่นว่าพี่เลี้ยงที่มาช่วยงานเรานี้มีกลิ่นตัวแรงจนพานให้เรานึกกังวลไปต่างๆ นานา แต่ลูกชายกลับไม่สนใจเพราะไม่มีอคติอันใดแฝงอยู่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้จากลูกชายให้มาก

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ
นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

อีกเรื่องที่เราต้องเรียนรู้จากเขา ผมจำได้แม่นถึงสายตาที่ไร้เดียงสาของลูกชาย เมื่อเขาพบเจอชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบมาลาวี ผู้เป็นแม่นุ่งกระโจมอกด้วยผ้าคาปูลานาสีสดของโมซัมบิก มือข้างหนึ่งถือชามพลาสติกเต็มไปด้วยปลาตัวเล็กๆ ที่เขาเพิ่งดักตาข่ายได้ อีกข้างหนึ่งถือมีดเก่าๆ เพื่อมาขอดเกล็ด เตรียมนำไปปรุงอาหารในคืนนั้น

หากเป็นเราก็คงจะรู้สึกสงสารหรือเห็นใจอย่างคนที่อาจจะเรียกว่า มีโอกาสที่ดีกว่า แต่สายตาของลูกชายกลับใส่ใจกับปลาที่อยู่ในชามนั้นมากกว่า และมองภาพชาวบ้านที่เราเห็นพร้อมๆ กันอย่างปกติ ซึ่งนั่นควรเป็นสายตาที่เรามองคนอื่น แทนที่จะตัดสินเขาตั้งแต่แวบแรกมิใช่หรือ

โลกในวันนี้และในวันข้างหน้าควรเป็นโลกที่หลากหลาย รูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่มีความสำคัญมากเท่ากับจิตใจและความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน คนสีผิวหนึ่งก็มิอาจเรียกร้องให้คนอื่นคิดว่าเป็นใหญ่หรือมีอำนาจมากกว่าคนอีกสีผิวหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับความเก่งและความดีงามที่ไม่จำกัดอยู่แค่สิ่งที่เห็นภายนอก

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เขาได้เห็นธรรมชาติที่เป็นจริง

ลูกชายทำให้ผมเชื่อจริงๆ ว่า มนุษย์เราโดยสันดานมีจิตใจที่รักและเชื่อมโยงกับธรรมชาติอยู่แล้วทุกคน มิจำเป็นจะต้องสั่งสอนหรืออบรมบ่มนิสัยความรักในธรรมชาตินี้ให้กัน ดังที่นักวิทยาศาสตร์อย่าง เอ็ดเวิร์ด ออสบอร์น วิลสัน (Edward Osborne Wilson) เรียกคุณสมบัติหนึ่งของมนุษย์ข้อนี้ว่า ‘Biophilia’ 

ด้วยความที่ประเทศโมซัมบิกที่เราอยู่ยังเพียบพร้อมไปด้วยธรรมชาติซึ่งยังไม่ถูกรุกรานจากความเป็นเมือง เราจึงโชคดีที่ธรรมชาติจริงๆ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Wilderness ล้วนอยู่รอบตัว และรายล้อมเราโดยไม่ต้องขวนขวายใช้ทุนทรัพย์หรือใช้เวลาเดินทางไปเสาะหา

ในวันหยุดจากการทำงาน เราพากันไปที่ชายทะเล ตอนแรกลูกชายยังกลัวเสียงและรูปลักษณะคลื่นที่ซัดถาโถมเข้ามาอย่างแรง แต่ผืนทรายและซากสรรพชีวิตทั้งแมงกะพรุน กุ้ง ปลา และปู ที่กองเกลื่อนถูกซัดพัดเข้ามาก็เรียกความสนใจจากเขาได้ไม่น้อย 

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

แม้เขายังวิ่งเร็วสู้ปูลมที่วิ่งฉิวอยู่บนแนวทรายไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยหยุดเรียกร้องให้ผมใช้สรรพกำลังและทักษะทั้งหมดที่มีวิ่งรี่จับปูลมมาให้เขาดูใกล้ๆ แม้เขาเพียงแค่สนุกที่ได้วิ่งเหยียบย่ำไปในแอ่งน้ำตามแนวหินยามน้ำลด (Tidal Pool) แต่เขาก็ได้เห็นและใกล้ชิดสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้น เมื่อผมลองให้เขาเอื้อมมือไปให้ดอกไม้ทะเล (Sea Anemone) ใช้ปลายหนวดยาวดูดนิ้วมือเบาๆ พอให้จั๊กจี้

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เมื่อเขาโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมชอบพาเขาไปดูต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามแนวชานเมือง ซึ่งเป็นเขตแห้งแล้งกึ่งทะเลทรายที่มีต้นไม้แปลกตาสำหรับคนที่มาจากเขตร้อนชื้นอย่างเรา ทั้งต้นไม้ที่ไม่มีใบแต่ออกดอกพรึ่บอย่างชวนชมชนิด Adenium multiflorum ซึ่งออกดอกสีชมพู หรือต้นไม้วงศ์ต้นปีบชนิด Rhigozum zambesiacum ออกดอกสีเหลืองเต็มต้นในหน้าแล้ง หรือต้นไม้ในวงศ์โป๊ยเซียนหรือพญาไร้ใบในสกุล Euphorbia ที่รูปร่างหน้าตาประหลาดเป็นแท่งๆ ไม่มีใบ

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก
นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เราเรียกชื่อต้นไม้กันด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ จนลูกชายชอบกลับมาเล่าให้แม่เขาฟังว่า วันนั้นเขาเจอต้น Adenium แม่รู้ไหมว่าคือต้นอะไร เขาใบ้ต่อว่า ถ้าไปเล่าให้คุณยายที่เมืองไทยฟังคุณยายคงไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าต้นชวนชมคุณยายก็คงร้องอ๋อ

แสงแดดแรงและอากาศแห้งๆ ไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับเขาเลย ผมจำได้ดีวันที่เขาหยิบเศษกิ่งไม้ยาวขึ้นมาจากพื้นดินในทุ่งหญ้าริมอ่างเก็บน้ำชานเมือง เขาเห็นกิ่งไม้ดั่งมีชีวิตและเป็นเพื่อนเล่นของเขา มือข้างที่เขาถือจับกิ่งไม้จิ้มปักไปข้างหน้าพร้อมกับวิ่งเล่นฉิวไปดงหญ้าที่ตอนนั้นแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลเพราะเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว เมื่อเหนื่อยหอบเขาก็ไม่วายล้มตัวลงนอนคลุกเคล้าไปบนพื้นดิน

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ผมได้แต่หวังว่า ในวันหนึ่งเมื่อลูกชายเติบโตขึ้น ธรรมชาติที่เขาพานพบจะทำให้เขาระลึกถึงความสวยสดและงดงามที่เขาได้เล่นสนุก เขาคงจะเชื่อในคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัวเหล่านั้น ซึ่งน่าจะทำให้เขาและคนอื่นๆ ในโลกใบเดียวของเขามีความสุขและรักษาไว้อย่างดีเท่าที่จะทำได้

เขาได้เห็นโอกาสที่คนมีไม่เท่ากัน

การได้มาทำงานที่โมซัมบิกครั้งนี้ถือเป็นโอกาสหนึ่งในชีวิตที่ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับคนท้องถิ่น ด้านหนึ่งผมได้รับผิดชอบการทำโครงการให้ความช่วยเหลือพัฒนาหมู่บ้านเล็กๆ ในต่างจังหวัดของโมซัมบิก ในอีกด้านหนึ่งผมได้รู้จักคุ้นเคยกับพนักงานทำความสะอาด เพราะเขานั่งรถไปดูต้นไม้ในชานเมืองเป็นเพื่อนผมกับลูกชาย

หลายครั้งที่ผมพาภรรยาและลูกชายไปหมู่บ้านในต่างจังหวัด ที่ชาวบ้านยังต้องกินแต่แป้งข้าวโพดเคียงกับผักต้มแกนๆ และต้องเดินหลายร้อยเมตรหรืออาจเกือบถึง 1 กิโลเมตรเพื่อมารองน้ำไปใช้กินใช้ดื่มจากคันโยกน้ำบาดาลไม่กี่จุดในชุมชน

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

บ้านของพนักงานทำความสะอาดอยู่ในหมู่บ้านที่อาจพัฒนามากกว่า มีระบบประปาชุมชนที่ต่อท่อตรงมาถึงบ้าน แต่เขาก็ยังต้องใช้น้ำอย่างกระเหม็ดกระแหม่ เพราะน้ำมีราคาแพงและมีมาไม่สม่ำเสมอ ต้องรองใส่ถังไว้ใช้ในยามจำเป็น

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ภาพเหล่านี้ประกอบกับบ้านเรือนอย่างคนรายได้น้อยยิ่งทำให้เห็นถึงโอกาสของคนที่ไม่เท่าเทียมกัน บางบ้านเป็นเพียงบ้านที่นำหญ้ามาประกบเป็นกำแพงและหลังคา บางบ้านใช้อิฐบล็อกปูนแบบหยาบๆ ก่อกันเป็นกำแพงและมีหลังคาสังกะสี ไม่มีแม้แต่มุ้งลวด หากไม่นับประตูที่ทำจากเศษไม้แผ่นที่ราคาถูกที่สุดหรือไม่ก็สังกะสีเหลือใช้จากหลังคา ห้องน้ำเป็นส้วมหลุมขุดอยู่นอกบ้านและกลิ่นโชย เพราะไม่ได้เป็นส้วมแบบคอห่านที่มีน้ำหล่อกันกลิ่นจากด้านหลังพุ่งขึ้นมา

เด็กๆ ในวัยเดียวกับลูกชายมีของเล่นเพียงไม่กี่ชิ้น ของที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็นวงล้อหรือยางรถจักรยานกลมที่นำแท่งไม้มาพยุงให้วิ่งลิ่วไปข้างหน้า ผิดกับของเล่นของลูกชายที่มีอยู่นับร้อยชิ้น ทั้งที่คนให้มาและเราขนมาจากประเทศไทยเพราะเห็นว่าเขาจะต้องมาอยู่ไกลถึงแอฟริกา

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ผมชอบบ่นแม้ไม่เคยกล้าห้ามภรรยาว่า ทำไมถึงยอมให้ลูกชายเปิดน้ำในอ่างอาบน้ำในที่พักของเรา ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ในตึกใหม่และหรูหราที่สุดใจกลางกรุงมาปูโต เมืองหลวงของโมซัมบิก เพราะในใจลึกๆ แล้ว ผมอยากให้ทั้งภรรยาและลูกชายรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราได้ไปพบเห็นมา ยังดีที่ลูกชายไม่เคยงอแงเมื่อเราขอแบ่งของเล่นหรือเสื้อผ้าที่เขามีอยู่มากมายเหลือคณาให้กับคนอื่นๆ

แม้จะเข้าใจดีว่าอาจเป็นการยากที่จะให้ผู้คนทั้งโลกนี้มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันหมดในทุกเรื่อง แต่การได้รับรู้เรื่องของคนที่มีโอกาสแตกต่างจากเรา ก็น่าจะทำให้เราพอใจกับโอกาสที่ได้รับและเพียรพยายามแสวงหาโอกาสให้ได้ดั่งคนที่มีโอกาสมากกว่าเรา แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ การต้องคิดถึงคนอื่นที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา และมีน้ำใจที่จะหยิบยื่นโอกาสให้กันและกันได้

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

วันก่อนมีเรื่องให้ผมดีใจ ลูกชายต่อเลโก้เป็นบ้าน เขาอธิบายว่า นี่คือบ้านของคนรายได้น้อยที่ไม่มีหลังคา แต่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา คนในบ้านต้องนอนอยู่ในเปลนอกบ้านและเข้าห้องน้ำที่อยู่อีกทางหนึ่ง แค่นี้ผมก็ยิ้มไม่หุบแล้ว อย่างน้อยสิ่งที่เขาเห็นก็ได้ซึมซับอยู่ในความทรงจำของเขาไปแล้ว อาจจะยังติดอยู่นิดเดียวที่เขายังตอบคำถามจากพ่อของเขาที่ ‘อิน’ กับเรื่องนี้แบบนี้อย่างผมไม่ได้ว่า เขาจะช่วยเจ้าของบ้านเลโก้ที่เขาเพิ่งต่อขึ้นเองนี้ให้มีหลังคากันแดดกันฝนได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้เขาได้เห็นที่แอฟริกา

เวลาที่ผ่านมาในแอฟริกา เป็นเวลาที่ผมหวนคิดคำนึงถึง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผมและลูกชายได้ผจญภัยด้วยกันในทวีปที่ผมรู้สึกว่า เราจะต้องทำความรู้จักให้มากขึ้น เพื่อที่จะเข้าใจโลกใบนี้และสังคมอย่างที่เป็นจริง ผมรู้สึกมาตลอดว่า เด็กที่โตในเมืองไทยอย่างผมและเพื่อนๆ รู้จักทวีปนี้น้อยมาก จนทำให้เราไม่อาจรู้จักโลกใบนี้ได้อย่างครบถ้วน เต็มใบ และที่เป็นจริงได้เลย

แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมา อาจยืนยันไม่ได้ว่าลูกชายของผมจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นพลเมืองที่ดีของโลกคนหนึ่งได้จริงอย่างที่ผมวาดหวังไว้หรือไม่

แม้เขาอาจจะเด็กเกินกว่าจะจำความได้หรือรู้ประสา แต่ความหลากหลายของผู้คน ความงดงามของธรรมชาติ  และโอกาสที่คนได้รับอย่างไม่เท่าเทียมกันที่ได้รายล้อมชีวิตในวัยหนึ่งของเขา จะย้อนกลับมาหาเขาในอยู่ใต้จิตสำนึกในเบื้องลึกของจิตใจ และเป็นส่วนหนึ่งของการคิดประมวลใช้เหตุผล ไม่ว่าจะในชีวิตส่วนตัวหรือส่วนรวม

แม้ผมจะรู้ว่า หน้าที่ในการเลี้ยงดู ‘พลเมือง’ คนหนึ่งของโลกให้เติบโตขึ้น จะยังมีอยู่ไปสักพัก แม้จะอีกไม่นานนักก็ตาม

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load