อาจถือเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของนักการทูตที่จะได้รู้จักคนธรรมดาทั่วๆ ในประเทศที่เราไปอยู่ไปทำงาน

อาจเป็นความจริงที่น่าอายที่โอกาสของเราที่จะได้รู้จักคุ้นเคยกับคนธรรมดาทั่วๆ ไปนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

แต่อย่างน้อย การงานที่โมซัมบิกก็ยังทำให้ความฝันและความจริงนี้มาพบกันแม้เพียงครึ่งทาง ที่ผมได้พบกับเขา เฟอนันโด มาลาเต้ 

อาจไม่มีอะไรที่ผมจำเป็นต้องรู้จักกับเขา

เฟอนันโด มาลาเต้ เป็นเพียง ‘คนธรรมดาทั่วๆ ไป’ ที่ผมกำลังหมายถึง

เขาแก่ จน เมาเหล้าเป็นนิจ เมียทิ้ง แต่งตัวซอมซ่อ บ้านอยู่ในสลัมหลังสถานทูต และตกงาน 

หากจะพูดแบบหยิบโหย่ง ซึ่งผมต้องขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ เพราะเขาไม่มีอะไรดีพอที่ผมจะต้องรู้จักเลย

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ (คนกลาง) กับน้องชายของเขาทางซ้าย และผู้ช่วยของเขาที่เป็นเด็กพิเศษออทิสติก ในเสื้อคลุมผลงานของจักกาย ศิริบุตร ที่เดินทางไปโมซัมบิกเมื่อต้น ค.ศ. 2018 ในขณะที่เขากำลังทำงานชิ้นนี้บนกำแพงข้างสถานทูต 
ภาพ : จักกาย ศิริบุตร 

แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคชะตา บุญทำกรรมแต่ง หรือฟ้าลิขิต ที่ผมจะต้องได้รู้จักกับเขาเรื่อยมา จวบจนวันที่ผมต้องเดินทางกลับจากการทำงานในประเทศโมซัมบิก 

ผมจำได้ดีถึงวันที่เขามายืนรออยู่ข้างๆ สถานทูต หลังจากงานที่เขาถูกจ้างรายวันให้มาเป็นผู้ช่วยศิลปินแปะกระเบื้องหน้ากำแพงสถานทูตจบลง เขาเพียงจะมายืนรอเพื่อจะบอกด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า หากมีอะไรที่เขาพอจะทำได้ เขาและน้องชายที่อยู่บ้านเดียวกันก็ยินดีรับจ้างทำงาน เพื่อเพียงให้มีรายได้มาจุนเจือชีวิตที่ไม่มีความหวังของเขา

เขายืนรออยู่นาน ดวงตาตก เศร้า นิ่งไร้ประกาย คอตก ไหล่ค้อมลง จนผมอดไม่ได้ที่เอ่ยปากขอให้เขาและน้องชายช่วยกันดายหญ้าและเก็บขยะที่รอบๆ ที่ทำงาน เพื่อแลกกับเงินจำนวนเล็กน้อยที่ผมพอจะเจียดให้เขาได้

นั่นคือวันแรกๆ ที่ชีวิตของทั้งผมและเขาจะต้องมาโคจรพบกันตลอดระยะเวลาของผมที่โมซัมบิก

แต่เขาก็มีดีพอที่ผมอยากจะรู้จักกับเขา

ผมรู้สึกชอบพอในบุคลิกซื่อๆ ง่ายๆ แม้เหล้ากลั่นดีกรีสูงที่เขาดื่มเป็นนิจจะทำให้หลายครั้งเขาต้องเป๋ๆ ไป จะยั่วให้ผมหงุดหงิดและจะต้องพูดจาแรงๆ กับเขาบ่อยๆ

เขาคือ ‘คนธรรมดาทั่วๆ ไป’ คนหนึ่ง คนที่ไม่ต่างจากคนหาเช้ากินค่ำในเมือง ซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของกรุงมาปูโต เมืองหลวงของประเทศโมซัมบิก ที่ผมรู้สึกดีที่ได้รู้จักและได้เรียนรู้ประเทศที่ผมไปอยู่จากเขานี่แหละ

เขาและน้องชายมาช่วยผมและสถานทูตทำงานแบบรายวัน แลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทนจำนวนไม่มาก

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
ผู้ช่วยของเฟอนันโด มาลาเต้ ทั้งสองคนกำลังช่วยทำงาน 

จากงานเก็บขยะ งานก่ออิฐฉาบปูนแบบง่ายๆ งานเรียงอิฐตัวหนอนให้เป็นลานจอดรถ เรื่อยไปจนถึงงานตัดหญ้ารกที่ขึ้นสลับกับเศษขยะมูลฝอยที่ปลิวเกลื่อนไปทั่วบริเวณรอบๆ กำแพงหน้าหลังของสถานทูต จนกระทั่งถึงงานแปะกระเบื้องแบบโมเสก ที่เขาเคยเป็นเพียงลูกมือปลายแถวของศิลปินอาชีพที่มาทำงานกระเบื้องหน้าสถานทูตให้เรา

เราให้งานแปะกระเบื้องแบบโมเสกกับเขาทำมากพอ

จนถึงวันที่เราไม่มีงานอะไรให้เขาทำแล้ว 

เขาเป็นคนแปะกระเบื้องที่ไม่เหมือนใคร

ความซื่อของเฟอนันโด มาลาเต้ คนธรรมดาๆ ทั่วไปที่ผมรู้จักและคุ้นเคยคนนี้ไม่ได้แสดงออกมาแต่เพียงบุคลิกลักษณะนิสัยที่เห็น แต่ยังปรากฏในงานที่เขาทำออกมา โดยเฉพาะงานแปะกระเบื้องที่ตอนแรกอาจเป็นเพียงงานของช่างที่ไม่มีฝีมือ ไม่มีทางผ่านมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น

แต่งานช่างตกเกรดของเขากลับมีอะไรบางอย่าง ที่เมื่อใครๆ เห็นแล้วต้องหันกลับมามอง งานเขาไม่เพียงแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน แต่กลับเต็มไปด้วยความมานะพยายามและอดทน ทนต่อความไม่รู้ ทนต่อความหิวโหย และทนต่อความไม่มีสตางค์ เว้นอยู่แต่เพียงเวลาเดียวที่เขาใช้เหล้ายาแอลกอฮอล์บรรเทาความเศร้าทุกข์ของเขา ที่ทำให้งานของเขาเละตุ้มเป๊ะ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เด็กนักเรียนหญิงในหมู่บ้านตวนกำลังยืนดูเฟอนันโดและผู้ช่วยที่เป็นเด็กพิเศษออทิสติก (เสื้อแดง) วาดแบบร่างบนกำแพงด้วยถ่าน ดูไปสักพัก พวกเธอก็นึกสนุกขึ้นมาวาดด้วย

สำหรับผม งานแปะกระเบื้องในแบบของเขาถือเป็นการทำงานศิลปะอย่างหนึ่ง แม้ว่าเขาคงไม่เคยคิดและไม่กล้าจะคิด ว่างานช่างที่เขาทำเพื่อแลกกับเงินพอประทังชีวิตนี้จะเข้าข่ายเป็นงานศิลปะได้

ผลงานของเขาไร้เดียงสา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Naïve ซึ่งผมเห็นว่าถือเป็นลักษณะเด่นของงานศิลปะแอฟริกา เพราะเกิดจากการแสดงออกของศิลปินที่ไม่เคยเรียนศิลปะจริงจัง ไม่รู้เรื่องกายวิภาคหรือ Anatomy ของคน ไม่เข้าใจเรื่อง Perspective แสงหรือเงา และไม่รู้จักเทคนิควิธีการทำงานในสื่อต่างๆ 

เขาสั่งสมความชำนาญและเทคนิคเฉพาะตัวของเขาเอง ไม่มีทางเหมือนคนทำกระเบื้องโมเสกคนอื่นๆ ทั้งการทุบตัดแปะกระเบื้องด้วยปูนกาวคุณภาพต่ำที่สุดที่พอหาได้ในท้องถิ่น เขาไม่ใช้ปูนยาแนวกระเบื้องเป็นการเฉพาะ แต่ใช้ปูนกาวที่ใช้แปะกระเบื้องบนกำแพงนี้ใส่ลงในร่องช่องว่างระหว่างเศษกระเบื้องแทน เขาใช้เศษรองเท้าแตะฟองน้ำเป็นเกรียงในการปาดปูนยาแนวตามร่องออกให้เรียบ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

จริงๆ แล้ว ต้องบอกด้วยว่า เขาก็มีผู้ช่วยอีก 2 คน คนหนึ่งคือน้องชายของเขา และอีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มซึ่งเป็นเด็กพิเศษออทิสติก ที่พ่อแม่ทิ้งให้อยู่กับปู่ที่บ้านข้างหลังสถานทูต ซึ่งผมขอให้เฟอนันโด มาลาเต้ และน้องชาย ช่วยดูแลและให้เขาช่วยงานด้วย

ใครเห็นงานของเฟอนันโด มาลาเต้ ก็คงจะต้องเห็นพ้องกับผมว่า นี่คืองานของศิลปิน ไม่ใช่งานของช่างตกงานเป็นแน่

ผลงานที่ผมอยากจะอวดแทนเขา

ผมค่อนข้างเชื่อว่า ในวันนี้ เขาคงไม่ได้มีโอกาสทำงานศิลปะแปะกระเบื้องแบบที่เขาเคยทำอีกต่อไปแล้ว เพราะเข้าใจดีว่า งานแบบนี้และคนแบบเขา คงไม่ได้โอกาสได้งานแบบนี้ง่ายๆ 

ผมจึงตั้งใจอยากนำงานของเขาที่ผมถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซ 2 – 3 ชิ้นที่ผมได้มีส่วนร่วมและมีส่วนรับรู้ มาอวดให้ดูและบันทึกไว้ว่า อย่างน้อยในชีวิตคนเล็กๆ อย่างเขา ก็ได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่-อย่างน้อยสำหรับผมไว้บ้าง 

คงเป็นเพราะความจริงที่ว่า วันหนึ่งเขาก็จะต้องจากไปโดยไม่มีใครจดจำ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของชีวิตคนจนๆ คนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องที่จะต้องน่าน้อยใจอะไร

เชิญมาชมกันเลยครับ

กำแพงสัตว์ (ค.ศ. 2017 – 2018)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

เมื่อครั้งเราให้เขาทำติดกระเบื้องแบบโมเสกที่กำแพงของเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านข้างสถานทูตให้เป็นรูปสัตว์ ผมขอให้เขาไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของเมืองที่เต็มไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์จำนวนมาก ผสมกับเขาดูตัวแบบจากหนังสือแบบเรียนของเด็กประถมที่เขาพอจะหาได้แถวๆ นั้น ภาพสัตว์นานาชนิดตั้งแต่นกฟลามิงโก้ จระเข้ ปลา ไปจนกระทั่งหมูป่าและสิงโต ที่เขาบรรจงแปะกระเบื้องลงไปนั้นกลับมีเอกลักษณะและสีสันสดสวยไม่เหมือนใคร จนกลายเป็นจุดถ่ายรูปของคนท้องถิ่นอยู่เนืองๆ

ร้านตัดผมหลังสถานทูต (ค.ศ. 2018)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

ในระหว่างที่เขากำลังทำกำแพงสัตว์ เจ้าของร้านตัดผมที่เป็นคนหนุ่มสมัยใหม่กำลังจะเปิดเพิงร้านตัดผมเล็กๆ ริมที่ดินของพ่อในชุมชนแออัดหลังสถานทูตพอดี เขาจึงได้ช่วยทำกำแพงหน้าร้านทำผมให้ด้วย เขาแปะเศษกระเบื้องสีเป็นรูปคนกำลังนั่งตัดผมแบบผิดสัดส่วนขนาดใหญ่ ซึ่งเห็นเด่นชัดมาตั้งแต่ปากทางเข้าชุมชนที่ตั้งอยู่ข้างสถานทูตพอดี 

ด้านล่างมีขอบปูนที่เด็กๆ และผู้หญิงในชุมชนมานั่งเล่นสม่ำเสมอ กำแพงปูนอีกด้านหนึ่งที่สูงเพียงระดับหัวเข่า ด้านบนเป็นช่องเปิดรับลมให้เขาไปในร้านตัดผมแทนหน้าต่าง เป็นรูปสิงโตหมอบที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุด 

หมู่บ้านตวน (ค.ศ. 2018 – 2019)

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique

ในหมู่บ้านที่เราไปแลกเปลี่ยนให้ความช่วยเหลือพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะในด้านการเกษตรตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีอาคารเก่าที่อำเภอให้สถานทูตใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นที่ทำงานของอาสาสมัครและโกดังเก็บของ โดยรอบของอาคารเก่า 

เขาได้ใช้เศษกระเบื้องเหลือใช้ที่มีคนนำมาให้แปะเป็นเรื่องราวความเป็นไปของหมู่บ้าน ตั้งแต่ยังเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่มีคนอาศัย จนกระทั่งเป็นเรื่องราวของหมู่บ้านในปัจจุบันที่เขาเห็น มีโรงเรียนที่เด็กๆ มาเรียนหนังสือ มีโครงการความร่วมมือจากรัฐบาลไทย ที่คนท้องถิ่นได้รู้จักบ่อเลี้ยงปลา นาข้าว รถไถ และรถอีแต๋นของไทย

ผลงานของเขาที่ผมอยากเรียกว่าเป็นงานศิลปะเหล่านี้ ในวันหนึ่งก็ต้องถูกทำลายหรือผุพังไปตามกาลเวลา เพราะงานเหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนแออัดที่การพัฒนาของเมืองกำลังรุกคืบมาดั่งหายใจรดต้นคอ หรือไม่ก็อยู่ในสิ่งก่อสร้างไม่ถาวรที่ไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เว้นเสียแต่ว่าจะโชคดี มีใครเห็นคุณค่ามองเห็นเป็นงานศิลปะเข้า

แต่สำหรับผมแล้ว อย่างน้อยผลงานเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้น และได้ทำหน้าที่ในการจรรโลงความสวยและความงามให้กับผู้ที่ได้พบเห็น ชุมชน และบรรยากาศโดยรอบแล้ว

มาร่วมกันไชโยให้กับเขา เฟอนันโด มาลาเต้ กันเถิดครับ

ชีวิตหลังศิลปิน เจ้าของร้านตัดผมที่อาร์ตที่สุดในเมือง

ไม่นานก่อนกำลังจะกลับจากการทำงานที่โมซัมบิก ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ผมคงต้องเป็นห่วงเขาไม่น้อย เลยอยากจะทำอะไรให้เขาบ้าง

ไม่ใช่ในฐานะคนคุ้นเคยแบบสนิทมักจี่ แต่ในฐานะคนที่เคยทำงานด้วยกัน รู้จักกัน และที่สำคัญ ในฐานะคนที่เคยช่วยผมเก็บขยะและทำพื้นที่รอบๆ สถานทูตให้สวยงามและปลอดภัย

เพราะรู้จักเขาพอสมควร ผมจึงรู้ว่า ต่อจากนี้เขาคงหางานทำได้ไม่ง่าย 

ภาพถ่ายที่พนักงานทำความสะอาดสถานทูตที่เป็นหนึ่งในลูกค้าของช่างตัดผมเฟอนันโดส่งมาให้ผมดูผ่าน WhatsApp จะเห็นได้ว่า เขาตัดผมให้น้องชาย และตัดให้ตัวเองด้วยแบตตาเลี่ยนใหม่เอี่ยมอ่องและใช้ไฟฟ้าที่จ่ายค่าไฟอย่างถูกต้อง

แล้วโครงการทำร้านตัดผมให้เขา-โปรดอย่าคิดว่าเป็นร้านตัดผมใหญ่โต แต่เป็นเพียงเพิงเล็กๆ ที่ต่อออกมาจากบ้านของเขาในสลัมก็ได้เริ่มขึ้น

อย่างน้อย ค่าตัดผมผู้ชายที่เขาจะได้รับในราคามาตรฐานราว 10 บาทต่อหัว และสำหรับคนแอฟริกันที่มีสภาพเส้นผมหยิกติดหนังหัวแล้ว การตัดโกนผมจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น พวกเขาต้องเข้าออกร้านตัดผมที่มีอยู่ทั่วไปทุกซอกซอยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเสมอ

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
บรรยากาศหน้าร้านตัดผมของเขา ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านบนถนนสายหลักที่ตัดผ่านชุมชนแออัด ซึ่งเป็นแหล่งพักอาศัยของผู้มีรายได้น้อยในกรุงมาปูโต ทางด้านซ้ายเป็นแผงขายกาต้มน้ำและเตารีดไฟฟ้ามือสอง ด้านขาวคือกลุ่มคนที่กำลังล้อมวงเล่นหมากหลุม ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนท้องถิ่น

เขาเล่าว่า เขาเคยไปทำงานในประเทศแอฟริกาใต้ตามแบบฉบับของคนในวัยแรงงานส่วนใหญ่ของโมซัมบิก ที่วิ่งหนีสงครามกลางเมืองไปหางานทำในประเทศที่มีชายแดนติดกัน และในช่วงหนึ่งของชีวิต เขาเคยทำงานเป็นช่างตัดผม ไม่รู้ว่าจะโดยอาชีพหรือเป็นงานเสริมที่ตัดให้กับเพื่อนคนงานด้วย แต่เขามั่นใจว่า ผมจะช่วยเขาสร้างร้านตัดผมขึ้นมาได้ 

แน่นอน… ผมขอเขาอย่างเดียว คือเขาจะต้องประดับตกแต่งร้านด้วยกระเบื้องโมเสกแบบที่เขาถนัดและที่ผมนิยมชมชอบในฝีไม้ลายมือของเขา 

ผมช่วยซื้อวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ของร้านตัดผมแบบง่ายๆ ให้เขา พร้อมกับจ่ายค่าไฟฟ้าจำนวนไม่มากที่เขาค้างจ่ายมาเป็น 10 ปีจนถูกตัดให้ เพื่อที่จะต่อไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าที่แอบต่อมาแบบที่เป็นอยู่

อิฐบล็อกก่อเขาทำเองตามแบบฉบับของคนท้องถิ่นเพียงแต่ซื้อปูนและทรายไม่กี่กระสอบให้เขา ประตูและหน้าต่างสำเร็จรูปอีกอย่างละบาน กระจกบานใหญ่ 1 บาน เก้าอี้นั่งหมุนได้แบบที่ใช้นั่งทำงาน ไม่ใช่เก้าอี้ตัดผมหรูหรา พร้อมกับแบตตาเลี่ยนตัดผม 1 เครื่อง

เมื่อร้านเขาเปิดร้าน เพื่อนฝูงของเขามาอุดหนุนเขาเป็นจำนวนไม่มากแต่ก็ไม่น้อย 

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
อุปกรณ์ตัดผมแบบง่ายๆ แบตตาเลี่ยนตัวด้านซ้ายคือตัวที่ผมซื้อให้เขา ตัวด้านขวาคือแบตตาเลี่ยนตัวเก่าที่เพื่อนบ้านของเขานำมาให้ใช้สำรอง

ค่าตอบแทนที่เขาได้รับแม้เพียงวันละ 30 – 50 บาทในช่วงแรก ก็ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผมก็เป็นลูกค้าของเขา และค่อนข้างแน่ใจว่า เป็นลูกค้าที่ใจป้ำให้ทิปเขามากที่สุดเสียด้วย

เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
เฟอนันโด มาลาเต้ หนุ่มสลัมมาปูโตกับผลงานศิลปะ Unique ที่ฝากไว้ ณ สถานทูตไทยใน โมซัมบิก, mozambique
ผมไปร่วมฉลองการเปิดร้านตัดผมของเขาที่เสร็จเรียบร้อยด้วยการเป็นลูกค้าชาวต่างชาติคนแรกของเขา

ผมเคยเข้าร้านตัดผมเพราะเศร้าอกหัก อยากจะตัดเส้นผมแห่งความพันธนาการออกไปให้หมด แต่ความรู้สึกในวันนั้นที่ผมให้เฟอนันโด มาลาเต้-คนธรรมดาๆ ทั่วไปคนนี้ตัดผมให้ กลับเป็นความปลื้มปีติอย่างบอกไม่ถูก

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

ในวันที่ยังอ่อนต่อแอฟริกา ในวันที่แอฟริกายังเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ผลงานของ ชาร์ลส์ เซกาโน (Charles Sekano) ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ที่หนีภัยการเมืองของการแบ่งแยกสีผิวทำให้ผม ในขณะเป็นเจ้าหน้าที่การทูตวัยละอ่อน ทั้งอ่อนวัยและอ่อนต่อโลก ได้เข้าใจและรู้จักประเทศและทวีปที่ห่างไกลกับความรู้สึกเช่นนี้

ในอดีต ทุกประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาอาจเหมือนดั่งถูกคำสาป แม้มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามหาศาล ตั้งแต่ของป่า เพชรพลอย จนกระทั่งถึงหินแร่มีค่าที่ถูกขนออกไปทั่วโลกในช่วงประวัติศาสตร์สมัยที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้คนที่มาจากภายนอกทวีป ยุคที่น่าเห็นใจที่สุดเห็นจะไม่พ้นช่วงอาณานิคม ที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปเข้ามาประชันขันแข่งขยายอาณานิคมกันจ้าละหวั่น

การเข้ามาของคนต่างถิ่น โดยเฉพาะคนผิวขาวเช่นชาวยุโรป ทำให้เกิดการแบ่งแย่งสีผิว แบ่งแย่งชนชั้น ในรูปแบบทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ที่เห็นจะแย่ที่สุด คงไม่พ้นการแบ่งแยกซึ่งทำให้เหมือนถูกต้องด้วยกฎหมายและการปกครอง ตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะไม่พ้นการปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว หรือ Apartheid ในแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา

แรงกดดันและความร้ายกาจของการแบ่งแยกที่กดขี่คนผิวดำให้ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว ดั่งเรื่องเล่าที่ถูกนำมายกตัวอย่างบ่อยๆ ว่า หมาของคนขาวยังมีสิทธิมากกว่าคนผิวดำ ซึ่งเดินอยู่บนท้องถนนในยุคสมัยรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

นั่นคือเรื่องราว Charles Sekano ศิลปินที่ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจแอฟริกาเป็นคนแรก

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
1

ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีป มีภูมิประเทศสวยงาม เต็มไปด้วยทุ่งโล่งสลับกับที่ราบสูงและเทือกเขาเป็นทิวริมชายฝั่งทะเล นอกจากจะโด่งดังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเมืองเคปทาวน์ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ ซึ่งรวมถึงเพชร ทองคำ และทองคำขาว การผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ การต่อเรือพาณิชย์ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวด้วย

รูปแบบการปกครองบนแนวคิดแบ่งแยกชนชั้นจากสีผิวที่เรียกว่า Apartheid (อะพาไทด์) เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1948 และเพิ่งจบลงไปเมื่อไม่ถึง 30 ปีก่อน ในต้นทศวรรษ 1990 ถือเป็นฝันร้ายของชาวแอฟริกาใต้และตราบาปของโลก

การปกครองแบบแบ่งแยกที่ผู้ปกครองเป็นคนผิวขาว และใช้อำนาจปกครองแบบเผด็จการ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า คนผิวขาวแม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่มีอยู่เพียงหยิบมือ จะต้องเป็นใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เหนือคนท้องถิ่นที่เป็นคนผิวดำที่มีอยู่เดิม และคนผิวสีมาจากชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา รวมทั้งคนอินเดียที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ หรือคนจีน

ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaan) ซึ่งเป็นภาษาของคนขาวที่มีรากศัพท์มาจากภาษาดัตช์ Apartheid แปลว่า การแบ่งแยก (Separateness หรือ Apart-hood)

ในช่วง ค.ศ. 1948 – 1950 รัฐบาลของคนขาวใช้แนวคิดนี้ในการปกครอง โดยเฉพาะการออกกฎหมายแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว กฎหมายแรกๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป้าประสงค์ทางการเมืองของผู้ปกครอง คือการออกกฎหมายห้ามแต่งงานกันข้ามสีผิว และกฎหมายที่กำหนดว่าการมีสัมพันธ์ข้ามสีผิวถือเป็นการผิดศีลธรรม

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลคนขาวเจ้าของลัทธิการแบ่งแยกก็ได้ออกกฎหมายมาอีกฉบับ เพื่อให้มีการสำรวจและทำสำมะโนประชากร แต่นั่นมิได้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูล หรือช่วยให้รัฐบาลกระจายทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น แต่มีไว้แบ่งคนให้ชัดเจนตามสีผิว บนพื้นฐานของรูปลักษณ์ บรรพบุรุษที่สืบเสาะหาได้ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และรูปแบบการใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวสี และคนอินเดีย ซึ่งมีสถานะย่อยๆ อีกมาก

การปกครองแบบ Apartheid ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติมากมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการรับรองหรือดำเนินการโดยรัฐบาลด้วยซ้ำ โดยผ่านการออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย เช่น คนผิวดำจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในถิ่นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์กลางธุรกิจของคนขาว ไม่นับรวมว่าคนผิวดำจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือเปิดกิจการใดๆ ในถิ่นคนขาวได้

…หากคนผิวสีดำจะต้องเข้าไปทำงานในถิ่นของคนผิวสีขาว ต้องมีบัตรแสดงตัวที่ออกให้กับเฉพาะคนผิวสีดำเท่านั้น และจะต้องทำงานเฉพาะงานรับใช้เท่านั้น

…คนผิวดำไม่สามารถเข้าโรงหนังที่อยู่ในเขตคนผิวขาวได้ (แต่ในเขตคนผิวดำก็ไม่มีโรงหนังตั้งอยู่สักโรง) หรือชายทะเลก็มีการแบ่งว่าหาดนี้เล่นได้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น ไม่นับว่าห้องน้ำยังต้องมีการแบ่งแยกกันเป็นธรรมดา

ปมในใจ การเลือกปฏิบัติ และการถูกกดขี่ภายใต้ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เริ่มแรกอาจจะเป็นที่ยอมรับและเกิดขึ้นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองยังไม่รับรู้หรือรู้เรื่อง แต่เมื่อคนผิวดำเริ่มได้รับการศึกษา อ่านออกเขียนได้ และเข้าถึงระบบและกระบวนการทางความคิดต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปี

คงไม่ต้องบอกว่า ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะที่คนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่เป็นประชากรเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวได้รับโอกาสมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเช่นนี้จะลงเอยอย่างไร

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
2

Charles Sekano เป็นคนแอฟริกาใต้โดยกำเนิด หนีความย่ำแย่ของประเทศตัวเองที่ปกครองด้วยรัฐบาลคนขาวซึ่งชูนโยบาย Apartheid หรือการปกครองแบบแบ่งแยกเป็นหลัก ไปยังหลายประเทศทั่วแอฟริกา ก่อนจะมาลงหลักปักฐานในเคนยา

ที่นั่น ในทศวรรษ 1990 เขาได้ใช้ชีวิตดั่งฝัน ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะเคนยาเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ และการทะเลาะเบาะแว้งในประเทศได้สิ้นสุดไปแล้ว มีรัฐบาลนำโดยประธาธิบดีผิวดำที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเอง

Charles Sekano ใช้ชีวิตแบบ Bohemian คนที่รู้จักเขาอธิบายได้ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร P 3 คำในภาษาอังกฤษ

Pianist เขาเล่นเปียโนที่ผับบาร์ในกรุงไนโรบี เป็นอาชีพหลักที่ทำให้เขาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่แห่งนี้ได้โดยไม่ขัดสน

Painter เขาเป็นศิลปินที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนศิลปะ สีและลายเส้นที่เขาวาดลงบนกระดาษ อธิบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ อันโหยหาความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยก และหญิงสาว

Poet ความเป็นศิลปินของเขาทำให้รู้จักพูดจา และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

เขาได้รับทั้งเงินเจือจุนชีวิตในฝัน และความสุขที่จุนเจือชีวิตบนความเป็นจริง

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
3

ภาพวาดของ Charles Sekano ละม้ายงานของ ปิกัสโซ (Picasso) ที่ทุกคนรู้จัก

ลายเส้นแบบ Cubism ผสมกับเส้นสีเทียน ร่ายม้วนเลี้ยวไปมาบนกระดาษ การลงสีสดใสและภาพที่ปรากฏออกมาชวนให้คิดถึงความจริงบนโลก โลกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเท่าเทียมและความหลากหลาย ซึ่งเขาได้แสดงออกมาผ่านภาพของหญิงสาวต่างสีผิว ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันของหญิงชาย ความฝัน ความหวัง และความจริง

เหล่านี้แม้เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณของคนทั้งโลก แต่เราอาจพอจะนึกต่อไปได้ว่า คนที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาช่วงนั้นจะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่คงรู้สึกอย่างแรงกล้ากว่ามาก สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กดดัน จะรู้สึกมากกว่าคนที่อยู่ที่อื่นมากมายเช่นไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
4

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันแรกๆ ที่เดินทางถึงเคนยาใหม่ๆ

ผมรู้จักกับ Charles Sekano ศิลปินผู้ทำให้ผมเข้าใจอดีตของแอฟริกาที่นำมาสู่ปัจจุบัน จากแกลเลอรี่ชื่อดังใจกลางกรุงไนโรบี ในยุคสมัยใกล้ร่วงโรย

เศรษฐกิจโดยรวมของเคนยาไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน สงครามกลางเมืองที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันของชนเผ่าในเคนยา หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่กี่ปี ไม่นับเหตุการณ์การวางระเบิดสถานทูตอเมริกันโดยกลุ่มก่อการร้าย ทำให้กรุงไนโรบีในวันนั้น วันที่ผมเดินทางถึง ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ไม่ได้ครึกครึ้นและครื้นเครงเหมือนแต่ก่อน

ผมเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ที่ดูหงอยๆ พนักงานเก่าแก่พาผมไปชมรูปที่ฝุ่นจับเกรอะกองซ้อนๆ กันอยู่ สายตาและความรู้สึกของผมในแวบนั้น สะดุดกับรูปภาพหลายภาพที่ทำให้บรรยากาศความหงอยเหงาของตัวเองที่ไปถึงไปทำงานใหม่ๆ ในสถานที่แห่งใหม่สดชื่นขึ้นมาทันทา

สนนราคาหลายพันดอลลาร์ ทำให้ผมไม่กล้าที่จะซื้อภาพที่ผมชอบ เพราะผมยังจะต้องซื้อรถ ซื้อของเข้าบ้าน และยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้สตางค์ที่นำมาจากประเทศไทยทำอะไรอีกไหม ผมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้กับพนักงานเฝ้าแกลเลอรี่คนนั้นอย่างแกนๆ

แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้งานของเขามาครอบครอง

จนกระทั่งวันหนึ่งเกือบ 2 ปีผ่านไป ขณะที่ผมกำลังนั่งรถไปสนามบิน เพื่อไปพักร้อนที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผมได้รับโทรศัพท์จากสุภาพสตรีที่ผมไม่รู้จัก

เธอแนะนำตัวว่า เธอเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนเจ้าของแกลเลอรี่แห่งนั้น เธอได้เบอร์โทรศัพท์ผมมาจากพนักงาน และโทรมาถามว่าผมยังสนใจในงานของ Charles Sekano อยู่ไหม เธอต้องการขายภาพทั้งหมดที่อยู่ในแกลเลอรี่ของพ่ออย่างรวดเร็วที่สุด เพราะกำลังมีเรื่องที่ยังตกลงไม่ได้กับหุ้นส่วนอีกคน ซึ่งดูเหมือนกำลังจะพยายามฮุบทุกอย่างเอาไว้ เธอร้อนรนและร้อนใจมาก

เครื่องบินกำลังจะออกไปยังนครโจฮันเนสเบิร์ก-บ้านของ Charles Sakano ในแอฟริกาก็คงอยู่แถวๆ นั้น

คงเดาออกว่า ผมตอบและพูดคุยกับเสียงสุภาพสตรีปลายสายนั้นว่าอย่างไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
5

ปัจจุบัน Charles Sekano อายุใกล้ 80 ปีแล้ว

เขากลับไปแอฟริกาใต้อยู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ได้เป็นสิบปีแล้ว

เขาเลิกเล่นเปียโน เลิกวาดรูป และเลิกแต่งกลอนแล้ว

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load