เมื่อนึกถึง ‘ครามสกล’ ฉันนึกถึงทุกเฉดสีของโทนสีน้ำเงิน

ตั้งแต่ฟ้าซีดจางแทบขาว ฟ้าสดเหมือนฟ้าอีสานยามไร้เมฆ ไปจนถึงน้ำเงินเข้มเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน สารพัดเฉดเย็นตาอยู่ในรูปแบบเสื้อผ้าและของใช้ตกแต่งบ้านที่ย้อมด้วยคราม ตั้งแต่ผ้าเช็ดหน้า เนกไท เสื้อผ้า ไปจนถึงผ้าปูที่นอน หมอนสามเหลี่ยม ผ้าม่าน และโคมไฟ ทั้งหมดบรรจุอยู่ในเรือนไม้ 2 หลัง และศาลาเล็กๆ กลางน้ำ อาณาจักรครามสกลยังลามไปถึงลานเวิร์กช็อปย้อมผ้า และร้านอาหารเล็กๆ ด้านหน้าที่ห้อมล้อมด้วยต้นไม้ร่มรื่น จนที่นี่ดูเหมือนโอเอซิสสีน้ำเงินปนเขียวใกล้ตัวเมืองสกลนคร

ฉันจิบน้ำอัญชันสีน้ำเงินม่วงเย็นเจี๊ยบในขันเงินจิ๋วที่หน้าเรือนทรงไทย เดินเข้าไปลูบเสื้อผ้าฝ้ายลินิน และกัญชงบนราวแขวน ความสุขเข้าจู่โจมเมื่อสูดกลิ่นครามแท้เข้าไปเต็มปอด หันหน้าไปทางไหนก็เจอของใช้ในชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายเหมือนร้าน concept store สัญชาติญี่ปุ่น จุดบรรจบระหว่างดีไซน์มินิมัลและครามเข้มข้นของท้องถิ่นทำให้หัวใจสั่นไหว อยากหอบแดนเนรมิตสีฟ้านี้ไปไว้ที่บ้าน

“ความสุขของคนไม่ใช่เเค่การมาซื้อผ้านะ มันเป็นการรับรู้เรื่องราวต่างหาก”

นก-สกุณา สาระนันท์

นก-สกุณา สาระนันท์ เจ้าของแบรนด์เล่าการค้นพบของเธอให้ฟังเมื่อนั่งลงสนทนา เหนือผ้าคลุมโต๊ะมัดย้อมสีฟ้าสดใส ฉันได้รับรู้ว่าเสน่ห์ของครามสกลไม่ได้ผุดขึ้นจากความว่างเปล่า ภูมิปัญญาสกลนครงอกเงยอย่างงดงามในอาณาจักรของเธอ

Blue Homeland

ผ้าย้อมคราม

“การย้อมครามมันอยู่คู่กับคนในโซนนี้มานานแล้ว เราเป็นเมืองที่ได้รับการส่งเสริมเรื่องงานหัตถกรรมมาอย่างต่อเนื่อง สมเด็จพระราชินีฯ ทรงส่งเสริมเรื่องงานอาชีพตลอด ภูมิอากาศก็เหมาะและเข้ากับวิถีเรามาก ถ้าสังเกตดู ชาวบ้านจะหว่านครามก่อนดำนา ปล่อยให้เทวดาดูแลรักษาอะไรไป แล้วก็เก็บเกี่ยวครามก่อนที่เขาจะเกี่ยวข้าว พอเกี่ยวข้าว ขายข้าวเสร็จ เขาก็เริ่มมาเตรียมฝ้าย ทอผ้า ย้อมคราม พอถึงฤดูทำนาก็เริ่มหว่านใหม่ จังหวะมันพอดีมาก แล้วคนสกลก็มี 7 ชนเผ่า แต่ละเผ่าก็มีความผูกพันกับคราม ภูมิปัญญานี้ก็เลยตกทอดมา”

นกอธิบายพื้นเพโดยย่อของจังหวัดแห่งคราม ย้อนกลับไปในยุคที่ผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมครามส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบผ้าทอลายดั้งเดิม หญิงสาวชาวสกลนครที่เรียนจบด้านเทคโนโลยีชีวภาพทำงานด้านอื่นอยู่พักใหญ่ ก่อนได้พบปะกับชาวบ้านที่ย้อมผ้าครามในโครงการพัฒนาชุมชน ภูมิปัญญาที่แข็งแรงของสกลนครทำให้เธอมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเป็นตัวกลางในการพางานฝีมือชุมชน ไปสื่อสารกับกลุ่มคนที่สนใจเรื่องธรรมชาติ และดูแลใส่ใจสุขภาพ

ผ้าย้อมคราม

ผ้าย้อมคราม

“เมื่อ 6 ปีที่เเล้วหลายๆ หน่วยงานพยายามปลุกกระแสครามในสกลนคร เราเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปผลักดันส่งเสริม ไปดึงนักการตลาด ดีไซเนอร์ เข้ามาพลิกโฉมครามให้เป็นเเฟชั่น ณ เวลานั้นเรารู้ว่าครามมันเป็นเเฟชั่นไม่ได้ แม้เเต่ตัวเราเองที่เป็นคนสกล รักคราม อยากเอาผ้าย้อมครามมาใช้ยังยากเย็นเลยนะคะ เเต่เราเห็นภาพทางการตลาดว่ามันจะไปได้กว้างมากๆ เราเลยพยายามดึงให้คนมาสนใจผ้าธรรมชาติ มันเป็นโอกาสของคนสกลที่มีศักยภาพในการปลูกต้นคราม บ้านเราเต็มที่มาก ทั้งสีและสายพันธุ์ครามก็เป็นที่ยอมรับ

“ตอนแรกเราก็ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่เรื่องกำลังการผลิต หมู่บ้านหนึ่งอาจจะมีแค่ไม่กี่คนที่ทำเป็น ปรากฏว่าพอมี demand แล้ว supply ก็เกิดได้อย่างรวดเร็ว สมมติว่าเราอยากได้ครามสักตันหนึ่ง ชุมชนก็ทำได้ เพราะมันอยู่ในวิถีชีวิตเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พูดได้อย่างภาคภูมิว่าสกลนครเป็นเเหล่งครามที่ผลิตได้มากและมีคุณภาพ ซึ่งเราก็ไม่ได้พูดกันเอง อย่างที่นี่ก็รับย้อมแล้วส่งออกให้บริษัทจากญี่ปุ่นด้วยค่ะ”

Simplicity at its Best

หม้อคราม ย้อมคราม

“การย้อมครามเนี่ยจะว่าง่ายมันก็ง่าย จะว่ายากมันก็ยาก ง่ายคือ ผู้ประกอบการต้องรู้จักจุดเเข็ง รู้จักเเก่นของครามสกลนครให้ได้ ยากคือ พอรู้จักเเล้วก็ต้องรู้จักตัวตนของเราเองที่จะนำเสนอครามของเราให้ต่างจากเจ้าอื่น นี่เป็นคอนเซปต์หลักๆ ที่เราศึกษามาสัก 3 – 4 ปีเเล้ว และตัดสินใจจะยึดเรื่องสีครามธรรมชาติเป็นหลักในการเข้าถึงผู้คน ส่วนลายมัดหมี่หรือลายพื้นบ้าน เราก็แทรกเข้าไปแค่เบาๆ แล้วก็แตกไลน์สินค้าออกไปให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้น”

ผู้ก่อตั้งครามสกลเล่าว่าผลิตภัณฑ์ครามยุคก่อนๆ ไม่ค่อยหลากหลาย สินค้าส่วนใหญ่คือผ้าซิ่น ผ้าคลุมไหล่ หรือผ้าพันคอ เส้นใยก็มีแต่ฝ้ายเท่านั้น ไม่ตอบโจทย์การแปรรูปต่อยอด ครามสกลจึงทำสินค้าหลายชนิด ไม่ใช่เพียงเพื่อขาย แต่เพื่อเป็นตัวอย่าง ให้คนทำเฟอร์นิเจอร์ได้มาเห็นหมอนอิง เห็นผ้าปูที่นอน คนถนัดเรื่องเเฟชั่นมาเห็นเสื้อผ้า คนทำกระเป๋ามาเห็นแรงบันดาลใจที่นำไปต่อยอดได้

ย้อมคราม ครามสกล

สกุณาไม่กลัวการลอกเลียนแบบ เธอเชื่อว่าครามเป็นมรดกของคนทั้งโลก และตลาดนี้กว้างใหญ่เกินกว่าใครจะเป็นใครแทนได้ ผลลัพธ์จากการให้คือหลายๆ แบรนด์กลับมาร่วมมือกับครามสกลจริงๆ

“หน้าที่อย่างหนึ่งของเราคือส่งต่อ material ให้คนอื่นๆ เอาไปช่วยทำ เพราะเราเองไม่ได้เก่งทุกอย่าง เราถนัดเรื่องการพัฒนาวัตถุดิบ เราชอบงานวิจัยใหม่ๆ และมีเครือข่ายที่เข้าใจเรื่องเส้นใย เราหาเส้นใยพืชที่หลากหลายขึ้น แต่ยังอยู่กับธรรมชาติ เช่น ลินิน กัญชง แล้วก็เน้นการเติมฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริง เช่น กันยูวี กันแบคทีเรีย ใส่เคลือบกันน้ำ หรือผ้าฝ้ายคลุมไหล่ตัวใหม่ก็มีนาโนแคปซูลกันยุง เราโฟกัสที่คนชอบปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ เลยทำเป็นสีน้ำเงินและสีขาว และใส่กลิ่นลีลาวดีที่ช่วยปรับอารมณ์ให้สงบ และทำสมาธิได้ดีขึ้น”

นกหยิบผ้าทอมือแสนนุ่มไร้ลวดลายมาให้ลองสัมผัสดีไซน์เรียบง่ายและวัตถุดิบพรีเมียม เอกลักษณ์ของแบรนด์ช่างเปี่ยมปรัชญาแบบญี่ปุ่น แต่เจ้าของแบรนด์บอกว่าไม่เคยคิดเปรียบเทียบสไตล์ครามสกลกับวิถีอาทิตย์อุทัย สินค้าของเธอมาจากตัวตนที่ไม่วิ่งตามคู่แข่งต่างหาก

ผ้าคลุมไหล่ ครามสกล

“ตอนเเรกที่มาทำ เอาง่ายๆ เลยนะ เราเป็นคนที่เชยสนิท เชยจริงจัง เเล้วก็เรียบง่ายมาก เลยคิดว่าต้องทำอะไรที่มันเรียบที่สุด อย่าพกความชอบตัวเองไปให้ลูกค้าเด็ดขาดเพราะว่าเราชอบอะไรไม่เหมือนใคร” ผู้ก่อตั้งและดูแลภาพรวมดีไซน์ทั้งหมดของแบรนด์หัวเราะ

“พอเรียนรู้เเล้วเราเริ่มเข้าใจว่าบางครั้งเเฟชั่นไม่ต้องเป็นเเฟชั่นเเบบเร็ว เป็นเเบบเรียบก็ได้ ตอนนี้เราเลยไม่ได้รู้สึกกังวลในการออกเเบบผลิตภัณฑ์ เราเป็นคนทำ รู้ดีที่สุดว่าครามสกลต้องออกมาเป็นแบบไหน อย่าให้เยอะไป อย่าให้น้อยไป ถ้าอยู่ๆ ครามสกลจะเปลี่ยน มันไม่คุ้มถ้าต้องเสียตัวตนเราไป แล้วเราต้องการเป็นมากกว่านั้น เราอยากทำให้ทุกผลิตภัณฑ์เป็นเหมือนของขวัญจากธรรมชาติ ใส่คุณภาพกับความใส่ใจ คนที่อยากได้ครามคุณภาพจะได้คิดถึงครามสกล”

Oasis for People

ครามสกล

จากร้านขายสินค้าคราม ครามสกลขยับขยายเป็นทั้งพื้นที่ช้อปปิ้ง แหล่งเรียนรู้การย้อมผ้าคราม และยังมีร้านอาหารกับคาเฟ่เล็กๆ ให้คนที่เข้ามาเยี่ยมเพลิดเพลินกับการใช้เวลาที่นี่ได้ทั้งวัน

“จริงๆ มีงานวิจัยนะว่าสีครามเป็นสีบำบัดเรื่องความคิดจิตวิญญาณ เราสังเกตว่าคนที่มาที่นี่สีหน้าแววตาเขาดูสงบ อาจเพราะเรามีต้นไม้ มีเสียงเพลง มีน้ำ แขกมักจะชื่นชมเมื่อรู้ว่างานชุมชนเป็นแบบนี้ได้ มันแปรรูปได้มากกว่าที่เคยเห็น ถ้าเขาสนใจก็ลองเวิร์กช็อปครามเชิงลึกได้ เป้าหมายของเราคือสุดท้ายเขาจะได้ความประทับใจกลับไป เพราะเราตอบโจทย์เรื่องการใช้เวลาที่ดี เราไม่ได้อยากให้แค่กับคนในชุมชน แต่อยากให้คนอื่นๆ ด้วย”

ร้านครามสกล ร้านครามสกล

ลูกค้าส่วนใหญ่ของที่นี่คือคนที่มีวิถีเเบบคนเมือง เเต่มีไลฟ์สไตล์ที่อิงกับธรรมชาติและมีกำลังซื้อ ทั้งจากในเมืองไทย ญี่ปุ่น และยุโรป โดยมีทั้งลูกค้าที่ซื้อของสำเร็จรูป และแบรนด์ที่ซื้อวัตถุดิบครามไปผลิตต่อ

“ตอนแรกเราแปลกใจมาก ทำไมคนมาที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ซื้อของเฉยๆ แต่อยากคุยกับเราด้วย บางคนก็มาเรื่องธุรกิจ ซึ่งเราก็เปิดมาก อยากให้คนหยิบครามไปใช้เยอะๆ การที่คนมาทำมีเเต่ช่วยให้เราเข้มเเข็งขึ้น เราชอบการเเชร์ คนที่มาเรียนย้อมผ้าเราก็สอนเทคนิคหมด คนไหนที่ตระหนักว่าสิ่งนี้มีประโยชน์เขาจะทำได้ดีมาก คนไหนที่ไม่ตระหนักก็จะไม่ทำ ดังนั้นคนที่ตั้งใจจริงก็ควรได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะมันไม่ง่าย” หญิงสาวเน้นเสียงก่อนอธิบายความซับซ้อนของขั้นตอนการย้อม

เนกไท ผ้าคลุมไหล่

“ครามไม่ใช่พืชแบบที่ปลูกเสร็จแล้วใช้ได้เลย การปลูกไม่ยากถ้าเทียบกับการเก็บครามให้ได้คุณภาพ จะตัดครามต้องเก็บแต่เช้าตรู่ ต้องสังเกตกระบวนการคายน้ำทางปลายใบ หยดน้ำต้องมีสีน้ำเงิน พอตัดเสร็จต้องแช่ทันที คุณภาพของน้ำครามก็เริ่มตั้งแต่ตรงนี้ และถึงจะได้น้ำครามที่ดีมากๆ แต่ไปก่อหม้อไม่ถูกก็ไม่ได้การย้อมที่ดี หรือย้อมแค่ชิ้นสองชิ้นอาจจะดีก็ได้ แต่ถ้าย้อมปริมาณมากๆ แล้วให้ได้คุณภาพดีสม่ำเสมอ ทุกอย่างต้องอาศัยจังหวะและประสบการณ์”

นกเชื่อมั่นว่าควรสนับสนุนให้กลุ่มครามธรรมชาติผลิตผลงานที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการต่อกรกับของด้อยคุณภาพและครามเคมี

“เราคิดว่าครามในสกลนครเข้มแข็งมากนะ จุดอ่อนของเราไม่ได้อยู่ที่ต้นน้ำ ชุมชนเขาทำได้ดีมาก ให้กลุ่มแม่ๆ ทำอะไรพิสดารแค่ไหนก็ได้ เขาเก่งขนาดนี้ เเต่ขายของได้ในราคาที่ไม่สมกับมูลค่าที่เเท้จริงที่ควรจะเป็น จุดอ่อนอยู่ที่ดีไซน์เเละการตลาดที่ต้องพัฒนาให้เข้าถึงคนทั่วไป ปลายน้ำคืองานของเราและคนอื่นๆ ที่จะเข้ามาพัฒนาเรื่องครามต่อจากนี้”

เจ้าของครามสกลกล่าวอย่างจริงใจ จริงอย่างที่เธอบอกว่าผู้มาเยือนไม่ได้ความสุขจากการเลือกซื้อผ้า เรื่องราวการแบ่งปันเบื้องหลังเฉดสีแห่งสกลนครต่างหาก ที่ทำให้ที่นี่เป็นโอเอซิสสำหรับทุกคน

ผ้าย้อมคราม

Facebook : ครามสกล

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load