อาหารหนึ่งจานคือโลกหนึ่งใบ

ไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเปรยที่แค่ต้องการความจับใจ แต่เพราะทุกอย่างหมายความตามนั้นจริงๆ ทั้งข้าว พืชผัก เนื้อสัตว์ พริก เกลือ น้ำปลา มะนาว วัตถุดิบต่างๆ จากธรรมชาติที่รวมตัวกันเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตเราในแต่ละมื้อ แต่ยิ่งไปกว่านั้น อาหารในจานได้กระซิบบอกเรื่องราวการหมุนเวียนของจักรวาลในระดับย่นย่อด้วย ตั้งแต่การก่อกำเนิดของผลผลิต การเก็บเกี่ยว การถางหรือเผาเพื่อสร้างแปลงปลูกใหม่ การหมุนเวียนไปใช้ไร่นาส่วนอื่น การฟื้นฟูป่า จนวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

ทว่า การจับจ่ายซื้อหาในตลาด การขยายตัวของซูเปอร์มาร์เก็ต หรือการเข้าร้านอาหาร ได้เอื้อให้ทุกอย่างมาวางอยู่ตรงหน้าเราอย่างง่ายดายเกินไป เราจึงอาจหลงลืมไปว่าอาหาร ธรรมชาติ หมุนวนเป็นวัฏจักรจักรวาล มีสายสัมพันธ์ละเอียดอ่อนต่อกันอย่างคาดไม่ถึง

ต่ะ เอาะ เลอะ คึ’ (Taj Auf Le Quv) ภาษาปกาเกาะญอที่แปลว่า อาหารในไร่หมุนเวียน เป็นอีกหนึ่งเสียงกระซิบที่เปล่งออกมาจากหุบเขา สะกิดชักชวนเราไปทำความรู้จักแหล่งผลิตอาหารอันอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่เกษตรกรรมหมุนเวียนที่บริหารจัดการกันภายในชุมชนเล็กๆ ของชาวปกาเกอะญออย่างมีประสิทธิภาพมาหลายชั่วอายุคน ด้วยปัจจัยหนุนนำจากความมหัศจรรย์ในระบบนิเวศ ความเข้าใจป่าจากองค์ความรู้ของผู้เฒ่าผู้แก่ ผสมผสานกับนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่ ได้ทำให้ชาวปกาเกอะญอรู้คุณค่าของผลผลิตในชุมชนที่กลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตได้ตลอดทั้งปี

ด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารเรื่องราวความสมบูรณ์ของป่าที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวปกาเกอะญออกไปให้กว้างขึ้นนี่เอง จั๊ม-ณัฐดนัย ตระการศุภกร ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่ ร่วมกับบรรดาเชฟในกลุ่ม Those Fcuking Chef จึงร่วมกันสร้างตำราอาหารในชื่อ ‘ต่ะ เอาะ เลอะ คึ’ หรือ Cooking in Rotational Farm เพื่อให้หลายคนซึบซับความสำคัญของวัตถุดิบและตระหนักถึงที่มาของอาหารให้มากขึ้น

ป่าเขา

ไร่ผัก ผักพื้นบ้าน

กำเนิดจักรวาล

ก่อนจะมาเป็นตำราอาหารจากป่าของชาวปกาเกอะญอที่กำลังจะเผยแพร่ในช่วงเดือนมีนาคม 2561 นั้น จั๊มเล่าถึงที่มาแต่แรกเริ่มว่า “ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรมีทุนสนับสนุนเกี่ยวกับการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวปกาเกอะญออยู่แล้ว แต่เรารู้สึกว่าเมื่อพูดถึงโครงการเกี่ยวกับปกาเกอะญอ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การสู้เพื่อสิทธิ เราอยากสื่อสารให้คนนอกเข้าใจภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราผ่านอาหาร ผ่านองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรมากกว่า เราเลยคุยกับเชฟว่าจะทำตำราอาหารขึ้นมา”

ขั้นตอนถัดมาคือ การเลือกชุมชนที่จะเป็นตัวแทนบอกเล่าเมนูและแหล่งที่มาของวัตถุดิบพื้นถิ่น จนสรุปออกมาเป็น 3 ชุมชนด้วยกัน คือ ชุมชนบ้านแม่ลายเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนที่ยังมีภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมแบบครบครัน นำเสนออาหารต้นตำรับของชาวปกาเกอะญอ ถัดมาคือ บ้านขุนแม่หยอด จังหวัดเชียงใหม่ เล่านวัตกรรมเกี่ยวกับอาหาร การเอาวัตถุดิบมาทำเป็นอาหารหน้าตาใหม่ๆ และสุดท้ายคือ ชุมชนบ้านหินลาดใน จังหวัดเชียงราย บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า การดูแลจัดการป่าด้วยผึ้งที่ส่งผลให้วัตถุดิบของชุมชนนี้มีรสชาติเฉพาะตัว

ดอย

ดอย

ตะลุยจักรวาล

โจทย์ของตำราอาหารเล่มนี้ คือการชักชวนให้เหล่า Those Fcuking Chef ที่มีประสบการณ์ด้านอาหารแตกต่างกันเข้าไปสำรวจแต่ละชุมชนอย่างใกล้ชิด และเก็บเกี่ยววัตถุดิบในป่าแบบสดๆ มารังสรรค์เป็นอาหารจานใหม่

เชฟเข้าไปเรียนรู้กับผู้รู้เป็นวันๆ เลยครับ” จั๊มเล่าย้อนถึงความสนุกสนานและความตื่นเต้นของเชฟที่ได้ทำความรู้จักวัตถุดิบที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน “โจทย์ของเราคือเชฟต้องใช้วัตถุดิบทั้งหมด อุปกรณ์ และครัว จากในชุมชน มีเท่าไหนก็ใช้เท่านั้น ห้ามใช้วัตถุดิบจากข้างนอก เมนูต่างๆ ที่เชฟทำจึงเป็นการฟิวชันระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของเชฟกับวัตถุดิบหลักที่ไปเก็บมาได้เองตามฤดูกาล กลายเป็นเมนูรูปแบบใหม่ที่เราไม่เคยเห็นตามตำราอาหารหรือร้านอาหารทั่วไป”

ทำอาหาร ไร่บนดอย

ปกาเกอะญอ ชาวดอย

จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาของการสังสรรค์ระหว่างเจ้าของบ้านและแขกผู้มาเยือน

“เราทำเป็น Chef’s Table โต๊ะยาวจนเหมือนเป็นเทศกาลเล็กๆ เลย เชฟทำอาหารเสิร์ฟให้คนในชุมชน ชาวบ้านก็ทำอาหารให้เชฟเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระหว่างมื้อเราก็ได้พูดคุย เปิดมุมมองกัน เชฟได้รู้จักวัตถุดิบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนชาวบ้านเองก็ได้เรียนรู้วิธีใหม่ในการใช้วัตถุดิบ ภูมิใจที่ตัวเองมีความรู้ในการจัดการป่า ส่วนเยาวชนที่เรามอบหมายให้เป็นผู้ช่วยเชฟก็ได้เห็นคุณค่าของวัตถุดิบที่ตัวเองคุ้นเคย”

วิถีชีวิต

ชาวเขา

ส่วนผสมลับ

แต่ละชุมชนในตำราอาหารเล่มนี้มีจุดเด่นทางวัตถุดิบที่แตกต่างกันตามลักษณะของไร่หมุนเวียน เมนูอาหารในแต่ละบทจึงแตกต่างไปตามกัน เช่น เมนูอาหารจากชุมชนบ้านแม่ลายเหนือจะเป็นเมนูพื้นถิ่นทั้งหมด ปรุงโดยผู้เฒ่าผู้แก่ เช่น การต้มเหล้าตามพิธีดั้งเดิมของชาวปกาเกอะญอ หรือวัตถุดิบน่าทึ่งอย่างฮอวอ พืชตระกูลมินต์

“ผมรับรองว่าฮอวอเป็นพืชที่ยังเสิร์ชไม่เจอในกูเกิลครับ เพราะเป็นพืชท้องถิ่นของที่นี่เท่านั้น มีรสชาติเฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างตะไคร้ สะระแหน่ มะกรูด รวมกัน ใช้เป็นเครื่องเทศหลักเกือบทุกเมนู ฮอวอขึ้นอยู่ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเท่านั้น พืชชนิดนี้ไม่ได้หยอดตามหลุม เพราะเป็นดอก แต่จะเอาไปติดบนไม้ไผ่ที่ใช้ขุดหลุมหยอดข้าว” จั๊มแจกแจงคุณสมบัติพิเศษ

เรานึกภาพฮอวอบานสะพรั่งเต็มไร่ตามคำบอกเล่า สมแล้วที่ฮอวอได้รับบทเด่นตลอดกาลในนิทานพื้นบ้าน และการร้องเพลงทา เพลงพื้นบ้านที่ร้องรำกันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

ผักพื้นบ้าน ผักพื้นบ้าน

ส่วนวัตถุดิบหลักของชุมชนบ้านแม่หยอดคือพริกกะเหรี่ยงพันธุ์ท้องถิ่น เม็ดเล็ก หอม จนถูกร่ำลือว่าพริกกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนมีคุณภาพดีที่สุด

“ชาวบ้านจะเอาพริกไปตากแห้งบนหลังคาบ้าน แล้วตำมือจนละเอียด ผสมกับพืชตามฤดูกาลแต่ละเดือนลงไปด้วย เช่น งา ขมิ้น ข่า งาขี้ม่อน ใช้เป็นผงโรยข้าวที่มีรสชาติต่างกันออกไป” จั๊มเล่าต่อว่า หากมีผงโรยข้าวเหลือเก็บก็จะถูกส่งออกไปนอกชุมชน หลายครั้งเช่นกันที่คนซื้อเข้ามาสอบถามพูดคุยถึงวัตถุดิบและไร่หมุนเวียนอย่างใคร่รู้ “กลายเป็นว่าวัตถุดิบสื่อเรื่องราวชองชุมชนให้คนนอกเข้าใจได้ด้วย ไม่ได้เป็นการให้ความรู้แบบยัดเยียด แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านรสชาติมากกว่า”

เครื่องเทศ พริกแห้ง ครก

ชุมชนหินลาดในมีเอกลักษณ์ชัดเจนกว่าชุมชนอื่น เพราะแม้จะมีประชากรแค่ 107 คน แต่ชาวบ้านกลับดูแลป่า 22,000 กว่าไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับรางวัล United Nations Forest Heroes Award แต่ความสำเร็จของไร่หมุนเวียนนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากผึ้ง– นักผสมเกสร ผู้ช่วยดูแลป่าตัวน้อย และแนวคิดในการเก็บผลผลิตจากป่าที่ว่า ‘ธรรมชาติให้เท่าไหน ก็ใช้เท่านั้น’

จุดเด่นของชุมชนนี้คือผึ้งที่ทำให้วัตถุดิบของที่นี่มีรสชาติไม่เหมือนที่อื่นเลย เพราะผึ้งจะเข้าไปผสมเกสรกับพืชต่างๆ จนกลายเป็นรสชาติของหินลาดใน เช่น มะนาวที่มีรสคล้ายส้มโอ นอกจากนี้เรายังมีกฎในการเก็บน้ำผึ้งแค่ช่วงเดือน 4 – 5 เท่านั้น เพราะต้องการให้ผึ้งขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้ที่นี่เป็นชุมชนที่เข้าใจการดูแลป่า และป่าก็เข้าใจชุมชนจนหยิบยื่นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาให้เราด้วย”

ปกาเกอะญอ

อาหารจากป่า

อัศจรรย์จักรวาล

เราอาจสงสัยว่าภูมิปัญญาการดูแลป่าและการทำไร่หมุนเวียนทำให้ชาวปกาเกอะญอมีอาหารพอเพียงตลอดทั้งปีจริงหรือ แต่จั๊มก็ได้ยืนยันถึงการใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับไร่หมุนเวียนที่สืบทอดหลายชั่วอายุคนจนทำให้ป่าเป็นต้นธารของวัตถุดิบอย่างไม่มีวันสิ้นสุดว่า

เราแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7 พื้นที่ ย้ายพื้นที่ไปเรื่อยๆ ในแต่ละปี กระบวนการของไร่หมุนเวียนดูจะขัดกับการทำเกษตรแบบอื่นๆ ที่คนนอกเข้าใจ เพราะมีการถางต้นไม้และเผาป่า แต่เราใช้ความรู้ที่สืบทอดกันมานะครับ ก่อนถางต้นไม้จะต้องฟังเสียงจักจั่น ถ้ามีเสียงจักจั่นแปลว่าเราถางต้นไม้ได้ เพราะจักจั่นเป็นเหมือนตัวบ่งชี้ว่าต้นไม้ดูดซับน้ำไปเพียงพอหรือยัง ก่อนเผาป่าเราก็ทำแนวกันไฟ เคลียร์ใบไม้กิ่งไม้ให้เป็นทาง เพื่อที่ไฟจะไม่ลามออกไปข้างนอก เราเผาจาก 4 มุมของไร่ให้เข้ามาชนกันตรงกลาง วิธีนี้จะทำให้ไฟดับภายใน 8 – 10 นาที การเผาป่าคือภูมิปัญญาตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีปุ๋ย ถือเป็นปุ๋ยชั้นดีก็ว่าได้”

ไร่หมุนเวียน

เราหมุนเวียนไปใน 7 ปี กว่าจะกลับมาไร่แรก พื้นที่นั้นก็กลายเป็นป่าใหญ่แล้ว นอกจากนั้นเราไม่ได้ทิ้งให้แต่ละพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม ไร่ที่ทิ้งไว้ยังมีพุ่มไม้ พืชพรรณยังเติบโตให้สัตว์ป่าขนาดเล็กหลบซ่อนตัวและผสมพันธุ์ จะเห็นเลยว่าช่วงปีที่ 5 – 6 พื้นที่นั้นจะเริ่มกลายเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้สูงขึ้น สัตว์ป่าขนาดใหญ่เข้ามาหาอาหาร ทำให้ป่า active ตลอด ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่ป่าฟื้นตัวก็ยังเป็นแหล่งอาหาร ทำให้ระหว่างนั้นเราเข้าไปเก็บวัตถุดิบอย่างพวกเผือก มัน พริก ได้ตลอด

เราหาอาหารจากป่าได้ตลอดทั้งปี เราแทบไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาวัตถุดิบ เช่น เห็ดถอบที่ขายกันกิโลละหลายร้อย ชาวปกาเกอะญอกลับหาเก็บได้จากหลังบ้าน เราแทบไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปซื้อหาอาหารในเมืองเลย”
ผักพื้นบ้าน

อาหารจากจักรวาลตู้เย็น

เนื่องจากวัตถุดิบทั้งหมดในตำราอาหารเล่มนี้มาจากป่าจนชุมชน จนดูไม่น่าจะเชื่อมโยงกับคนภายนอกที่จะหาวัตถุดิบเหล่านั้นมาปรุงตามได้ แต่จั๊มย้ำถึงเจตนาในการทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาว่า

จริงๆ แล้ว ต่ะ เอาะ เลอะ คึ ไม่ใช่ตำราอาหารซะทีเดียวนะครับ ช่วงต้นของหนังสือจะเป็นเชิงสารคดี เล่าเรื่องไร่หมุนเวียน หลักคิดของชาวปกาเกอะญอ ต่อด้วยการเดินทางของเชฟเข้าไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อไปหาวัตถุดิบ แลกเปลี่ยนกับคนในชุมชน จนกลายเป็นอาหาร”

อาหารท้องถิ่น

อาหารท้องถิ่น ผักพื้นบ้าน

ถึงที่สุดแล้ว ต่ะ เอาะ เลอะ คึ จึงไม่ได้เป็นเสมือนบันทึกเมนูชุมชนอย่างเดียว แต่เป็นการเปิดโลกให้แก่คนอ่านว่าเรื่องของอาหารไม่ได้ประกอบแค่ 1 จานที่วางตรงหน้า

“เราจะพาคนอ่านไปดูว่า ก่อนเป็น 1 จานต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง คนในชุมชนดูแลวัตถุดิบเหล่านี้อย่างไร ทำให้คนอ่านได้เห็นตั้งแต่ต้นกระบวนการของอาหารจนถึงปลายทางที่เชฟรังสรรค์เมนูขึ้นมา”

ทั้งหมดนี้จะสะท้อนกลับมาที่วัตถุดิบที่เราเห็นในตลาด บางอย่างอาจมีราคาถูก มัดละแค่ 5 บาท 10 บาท แต่มันไม่ใช่แค่วัตถุดิบที่แลกมาได้ด้วยเงิน เราควรรู้ว่าคนที่ปลูก ขึ้นแปลง หรือกว่าจะได้วัตถุดิบมาต้องใช้เวลามากแค่ไหน น่าจะทำให้คนอ่านตระหนักมากขึ้นว่า ก่อนกินต้องคิด สิ่งที่เรากินคืออะไร คิดถึงคนที่ส่งวัตถุดิบเหล่านี้มา นอกจากนี้ น่าจะเป็นการเปิดโลก ลองเอาไอเดียนี้ไปลองทำกับวัตถุดิบที่แต่ละบ้านมี เราจะเอาของในตู้เย็นที่บ้านมาผสมเข้ากันได้ยังไงให้มีคุณค่ามากที่สุด”

ภาพ : ชลิต สภาภักดิ์, Realframe, บุญศรี ฉลักกนก และ PASD

Writer

ณวรา หิรัญกาญจน์

พัวพันกับหนังสือทั้งงานประจำและความคลั่งไคล้ส่วนตัว เทใจให้วรรณกรรม ภาพยนตร์ งานฝีมือ อาหารดีๆ ง่ายดาย เชื่อว่าโลกขับเคลื่อนได้ด้วยพลังของวัฒนธรรมย่อย ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์อุบัติซ้ำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ในหมู่มวลสกินแคร์ มีสารสกัดจากธรรมชาติมากมายที่ใส่ลงในผลิตภัณฑ์ให้เราตื่นตาตื่นใจ ส่วนสรรพคุณก็ดีงามไม่แพ้แหล่งที่มาสุดแปลกที่ต้องอุทานในใจ อย่างรกแกะ พิษงู พิษผึ้ง เมือกหอยทาก น้ำมันม้า ฯลฯ 

ราวสิบปีก่อน มีการวิจัยเปลี่ยนพฤติกรรมหนอนไหมให้พ่นเส้นใยเป็นแผ่น ซึ่งเส้นใยอุดมด้วยโปรตีนไหม (Silk Sericin) หนึ่งในสารสกัดมากประโยชน์ อันเกิดจากโครงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรื่องการผลิตกระดาษแผ่นใยไหม ที่ทำงานวิจัยกับ จินนาลักษณ์ ชุ่มมงคล ผู้ก่อตั้ง Jinnaluck Miracle of Saa จังหวัดเชียงราย

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

จากการทดลองกว่า 2 ปี ก็คว้ารางวัลชนะเลิศสุดยอดนวัตกรรมแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2556) และภายหลังเสร็จสิ้นโครงการ จินนาลักษณ์ก็ต่อยอดนวัตกรรมโดยนำแผ่นใยไหมเข้าร่วมวิจัยที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและยังศึกษาค้นคว้าหาสูตรบำรุงผิวด้วยโปรตีนไหมจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากสารสกัดธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์

CEILK (ซิลค์) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากแผ่นใยไหมทองคำและสารสกัดโปรตีนไหมฝีมือคนไทยที่สร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับหมู่บ้านเลี้ยงไหม จังหวัดเชียงราย โดยมีกรมหม่อนไหมมาให้ความรู้และพัฒนาสายพันธุ์ไหมด้วยกัน จนจินนาลักษณ์ผลักดันให้เกิดนโยบายของรัฐบาลในการสร้างมาตรฐานแผ่นใยไหมเป็นครั้งแรกของประเทศไทย จากเดิมมีเพียงมาตรฐานรังไหม เส้นไหมและผ้าไหม ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ของซิลค์ยังมอบชีวิตให้ผีเสื้อกลับคืนสู่ธรรมชาติ เพราะขั้นตอนการผลิตของซิลค์ไม่ทำลายวงจรผีเสื้อ ซึ่งต่างกับการสาวไหมที่ต้องต้มรังไหมเพื่อเอาเส้นใย

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ
CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

“ชื่อแบรนด์ CEILK อ่านพ้องเสียงกับคำว่า Silk แต่ใช้ตัวเขียนต่างกัน เราใช้ CEI นำหน้า เพราะซิลค์มีต้นกำเนิดจากจังหวัดเชียงราย ซึ่งตัว CEI เป็นโค้ดของสนามบินเชียงราย ส่วนโลโก้แบรนด์เป็นรูปผีเสื้อเหลี่ยมเพชร มีความหมายว่า ผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมของเราทำให้เกิดผีเสื้อ และซิลค์ก็ถักทอเส้นใยส่งต่อรอยยิ้มและความสุขให้หมู่บ้านเลี้ยงไหมมีอาชีพที่ยั่งยืน และส่งมอบความงามจากโปรตีนไหมให้ทุกๆ คนได้ทดลองใช้” จินนาลักษณ์เล่าที่ไปที่มา

สิ่งที่น่าสนใจของเจ้าของแบรนด์ซิลค์ที่ผลิตและส่งออกกระดาษสามากกว่า 30 ปี ก้าวสู่โครงงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จนเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร นี่คือเรื่องราวความภูมิใจที่เธอถักทอขึ้นมาพร้อมกับหนอนไหมและชุมชน

จินนาลักษณ์ย้อนความว่า เมื่อสิบปีก่อนได้ทำงานวิจัยร่วมกับน้องๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรื่องการผลิตกระดาษแผ่นใยไหม โดยลงพื้นที่สำรวจและศึกษาพฤติกรรมหนอนไหมในหมู่บ้านอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ที่ชาวบ้านเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ การวิจัยนี้มุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการพ่นเส้นใยไหมจากขดวงรีให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยม

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ
CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

จากเดิมชาวบ้านเลี้ยงหนอนไหมใน ‘จ่อ’ หรือกระด้งแผ่นกลม หนอนไหมก็พ่นเส้นใยรอบตัวเพื่อสร้างรัง ได้เส้นใยอยู่รอบรังไหมรูปวงรี แต่จินนาลักษณ์เสนอให้ทดลองเลี้ยงไหมบนเฟรมไม้ที่ใช้ทำกระดาษสา ฝึกน้องหนอนไหมให้พ่นเส้นใยออกมาเป็นแผ่น โดยยังม้วนตัวกลายเป็นดักแด้ได้ (รังไหมกลายเป็นแผ่นไปแล้ว) ระหว่างนั้น 7 วันมีการให้ความอบอุ่นจนดักแด้กลายเป็นผีเสื้อครบวงจรชีวิต ซึ่งกระบวนการตั้งแต่วันแรกจนสำเร็จใช้เวลาทดลอง 2 ปี

“ระหว่างสองปีที่ร่วมกันวิจัย เราต้องรับหน้าที่เป็นฝ่ายการตลาดให้เด็กๆ ด้วยการรับซื้อหนอนไหมจากชาวบ้าน ช่วงนั้นชาวบ้านก็มีรายได้มากขึ้น ยายๆ ได้มีเวลาพักผ่อน เพราะไม่ต้องนั่งสาวไหม ประหยัดเวลา

“หลังจากได้รางวัลสุดยอดนวัตกรรมก็ว่าจะหยุดทำแล้ว แต่ชาวบ้านมาขอร้องว่าอย่าหยุดทำได้มั้ย ช่วยรับซื้อจนกว่าพวกยายจะไม่อยู่กันแล้ว เรามานั่งคิดว่าจะทำยังไงดี ก็เลยเป็นที่มาของการต่อยอดครั้งนี้” 

ไม่เพียงวิจัยเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการพ่นเส้นใย เธอยังร่วมกับกรมหม่อนไหมพัฒนาสายพันธุ์ไหม จนได้คู่สายพันธุ์ที่ดีที่สุดและมีโปรตีนไหมสูงที่สุด ได้แก่ คู่สายพันธุ์ทับทิมสยามและสายพันธุ์วนาสวรรค์ ได้แผ่นใยไหมสีเหลืองที่ต้องแสงไฟจะมองเห็นเป็นแผ่นใยไหมสีทองอร่าม ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่าเป็นคู่สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

CEILK ต่อยอดนวัตกรรมเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยใช้แผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมเป็นตัวชูโรง โปรตีนไหม หรือ Silk Sericin จะเคลือบติดอยู่ที่เส้นไหมทั่วทั้งแผ่น ซึ่งมีค่าโปรตีนสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์

แล้วโปรตีนไหมที่ภาษาบ้านๆ เรียกว่า เมือกหรือน้ำลายไหม ดีงามกับผิวหน้ายังไง-เราสงสัย

“ตัวเมือกไหมหรือโปรตีนไหมมีผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งห้องแล็ปมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงด้วยนะคะ ว่ามีกรดอะมิโนสิบแปดชนิดที่ใกล้เคียงกับผิวมนุษย์มากที่สุด เมื่อซึมเข้าผิวแล้วจะช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ แม้ในวัยที่ไม่สร้างแล้วก็ตาม มีคุณสมบัติบำรุงผิว กันรังสียูวีได้ถึงสามชนิด และมีแอนตี้แบคทีเรียช่วยลดการอักเสบของผิว”

แผ่นใยไหมทองคำผ่านการฆ่าเชื้อจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ก่อนนำมาทำผลิตภัณฑ์ ซึ่งสินค้าภายใต้แบรนด์ซิลค์มีให้เลือกบำรุงทั้งหมด 6 แบบ แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้แผ่นใยไหมทองคำ 2 ชนิด คือ แผ่นมาส์กหน้าใยไหมทองคำและแผ่นพัฟล้างหน้าใยไหมทองคำ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดโปรตีนไหม 4 ชนิด คือ ครีมบำรุงผิวหน้า ซิลค์ไนท์ครีม ครีมบำรุงผิวหน้า ซิลค์เดย์ครีม เซรั่มบำรุงผิวหน้า และสบู่ล้างหน้าใยไหมทองคำ

สำหรับแผ่นมาส์กหน้าใยไหมธรรมชาติ จินนาลักษณ์กระซิบว่า เธอให้น้องหนอนไหมทอแผ่นใยไหมให้หนา แม้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม แต่กลับได้แผ่นมาสก์ที่ใช้งานได้มากถึง 3 ครั้ง เพราะเธอทดสอบในห้องแล็บแล้วว่า โปรตีนไหมที่มีประโยชน์ไม่ได้หายไปในหนึ่งรอบการใช้งาน เมื่อใช้เสร็จให้เก็บแผ่นมาสก์ในซองฟอยล์แล้วแช่ช่องฟรีช ค่อยนำกลับมาใช้ใหม่ เมื่อใช้มาสก์ครบ 3 ครั้ง ก็ยังใช้แผ่นมาสก์ดีท็อกซ์ผิวหน้าร่วมกับการมาสก์หน้าไข่ขาวได้อีก เธอว่าอยากให้ผู้บริโภคคุ้มค่าที่สุด!

ส่วนแผ่นพัฟล้างหน้าใยไหมธรรมชาติก็เป็นเหมือนสครับแบบอ่อนโยน เส้นใยไหมจะซอกซอนทำความสะอาดบนผิวหน้าและช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างนุ่มนวล ทำให้รูขุมขนกระชับ ผิวหน้าสว่างใสขึ้น เจ้าของแบรนด์แนะว่าให้ใช้คู่กับสบู่ใยไหมทองคำสูตรน้ำมันเมล็ดชา ที่ใช้กลีเซอรีนบริสุทธิ์จากน้ำมันเมล็ดชา ผลิตโดยมูลนิธิชัยพัฒนา 

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ
CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

ส่วนผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ชนิดที่มีสารสกัดโปรตีนไหมเข้มข้นที่เป็นส่วนผสมหลักยังอุดมด้วยสารอาหารอันเป็นประโยชน์ต่อผิวหน้า อาทิ สารสกัดสาหร่ายสีแดง เปลือกต้นสน เปปไทด์ ฯลฯ 

มหัศจรรย์ความงามจากธรรมชาติเลื่องชื่อลือชาจนมีลูกค้าจากหลายประเทศ จินนาลักษณ์บอกว่าสมัยการท่องเที่ยวคึกคักมีชาวฮ่องกงมาเหมาแผ่นมาสก์หน้าใยไหมธรรมชาติกลับบ้านกันเพียบ แถมเธอปรับเปลี่ยนโรงงานกระดาษสาเป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ซิลค์ให้เป็นสปาชุมชนจนเป็นที่รู้จัก

ความนิยมยังพานวัตกรรมฝีมือคนไทยไปโลดแล่นยังประเทศเกาหลี ดินแดนความสวยความงาม เพราะคุณภาพและประสิทธิภาพของโปรตีนไหมแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ชาวโสมวางใจและยอมรับในผลิตภัณฑ์ แต่ด้วยความต้องการของตลาดเกาหลีมีมาก ชาวบ้านมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ จินนาลักษณ์และกรมหม่อนไหมเห็นพ้องต้องกันว่า หากผลิตระบบอุตสาหกรรมจะกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน การทอผ้าไหมอาจหายไป จึงกลับมาตั้งหลักพัฒนาสินค้าแทน

“ช่วงที่เราส่งไปประเทศเกาหลี ชาวบ้านก็หันมาทำใยไหมกันแทบทุกครัวเรือน ตอนนั้นสำรวจแล้วเกือบพันครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้นกันเยอะเลย ถ้าเราทำการตลาดได้ดีกว่านี้ ผลลัพธ์จะไปตกอยู่ที่ชาวบ้านแน่นอน”

แม้การผลิตจะชะลอตัวและสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาเยือน แต่จินนาลักษณ์พูดเต็มปากว่า CEILK ทำให้ชาวบ้านที่ทำงานด้วยกันยังมีรายได้ เพราะลูกค้าติดใจคุณภาพจนวนกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ค่อนข้างมีอายุ มีทั้งชาย-หญิงที่มองหาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ทำเคมีบำบัด แม้กระทั่งกลุ่มอาจารย์หมอและแพทย์จากคลินิกความงาม ก็ใช้ผลิตภัณฑ์จากซิลค์ในการปลอบประโลมและฟื้นฟูผิวหลังจากทำเลเซอร์หรือทรีทเมนต์ผิวหน้า

CEILK CEILK มาสก์ใยไหมทองคำบำรุงผิวหน้าจากแผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมธรรมชาติ ด้วยภูมิปัญญาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมฝีมือชาวบ้าน จ.เชียงราย
CEILK CEILK มาสก์ใยไหมทองคำบำรุงผิวหน้าจากแผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมธรรมชาติ ด้วยภูมิปัญญาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมฝีมือชาวบ้าน จ.เชียงราย

จากความตั้งใจส่งต่อผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แฝงภูมิปัญญา ทำให้ CEILK ได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับที่ 1 ประเภทธุรกิจนวัตกรรม NSP Innovation Award (พ.ศ. 2558) รางวัลชมเชย ระดับพื้นที่ภาคเหนือ ประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม STI Thailand Award (พ.ศ. 2558) และผลิตภัณฑ์ซิลค์ยังได้เครื่องหมายรับรองจาก Earth Safe ด้วย

“เราอยากเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์หนึ่งที่อยู่หน้าตู้กระจกของคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย” สาวเจ้าพูดด้วยรอยยิ้ม “ซิลค์มาจากงานวิจัย เป็นนวัตกรรมของคนไทย อยากให้คนที่ลองใช้ผลิตภัณฑ์รู้สึกมีความสุข มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน มีความสุขที่ได้ปล่อยผีเสื้อคืนสู่ธรรมชาติ ที่สำคัญ เราตั้งใจให้ซิลค์เป็นความภูมิใจของคนไทยทุกคน”

จินนาลักษณ์หมายมั่นว่าจะพัฒนาซิลค์ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมทั้งในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเชียงราย สร้างรายได้และอาชีพยั่งยืนให้กับชาวบ้าน ตลอดจนมอบประสบการณ์อ่อนเยาว์เหนือกาลเวลาด้วยแผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมธรรมชาติให้กับทุกเพศทุกวัย 

CEILK CEILK มาสก์ใยไหมทองคำบำรุงผิวหน้าจากแผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมธรรมชาติ ด้วยภูมิปัญญาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมฝีมือชาวบ้าน จ.เชียงราย

อุดหนุนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจาก CEILK ได้ที่

Line ID : @CEILK (https://lin.ee/9pH1dJz)

โทรศัพท์ : 08 4536 9324

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปฏิเวธ ยืนธรรม

สถาปนิกอิสระ ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก ชื่นชมแสงธรรมชาติสวยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load