ตามปกติเมื่อเช้าวันจันทร์มาถึง ฉันจะลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวแล้วตรงไปที่ทำงานใจกลางเมือง แต่ตอนนี้ฉันกำลังนั่งอยู่กลางอ้อมกอดภูเขาและต้นไม้ ห่างออกไปไม่ไกลมีลำธารใสไหลผ่าน นั่นเพราะที่ทำงานของฉันวันนี้คือ ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ชุมชนปกาเกอะญอแห่งจังหวัดเชียงราย และงานที่ต้องทำก็ไม่ใช่การนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ แต่คือการลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้เรื่องสินค้าชุมชนแห่งนี้

นั่นคือ ‘น้ำผึ้ง’

ก่อนหน้านี้ถ้าถามว่าน้ำผึ้งคืออะไร ฉันคงตอบว่าคือวัตถุดิบรสหวานซึ่งรสและสีสันต่างกันนิดหน่อยในแต่ละยี่ห้อ แต่ตอนนี้ ฉันคงต้องขอเปลี่ยนคำตอบ เพราะตรงหน้ามีแก้วใสหลายใบ แต่ละใบใส่น้ำผึ้งหลากเฉดสี ที่สำคัญคือเมื่อพี่ๆ ชาวปกาเกอะญอบอกให้ใช้ช้อนคันเล็กลองตักชิม สิ่งที่ลิ้นสัมผัสคือรสชาติหลากหลาย บ้างหวานซ่อนเปรี้ยว บ้างเข้มจัดเกือบขม

นี่คือน้ำผึ้งจากป่าของบ้านห้วยหินลาดในที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ละเอียดซับซ้อน ชนิดว่าน้ำผึ้งแต่ละขวดของที่นี่อาจมีรสต่างกันโดยสิ้นเชิง และรับรองว่าไม่ใช่แค่รสชาติ เรื่องเบื้องหลังของสินค้าชุมชนแห่งนี้ก็แตกต่างและโดดเด่น

รออะไรอยู่, มาชิมเรื่องราวน้ำผึ้งจากผืนป่าชาวปกาเกอะญอกันเถอะ

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

ชื่อสินค้า: HOSTBEEHIVE
ชื่อชุมชน: ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

รู้จักชุมชน

‘ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน’ เป็นชุมชนปกาเกอะญอที่อยู่อาศัยในพื้นที่บริเวณนี้มานานนับร้อยปี ในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง ชุมชนชนเผ่าแห่งนี้ยังคงเข้มแข็ง มีคนรุ่นใหม่ใส่ใจสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ปัจจุบันชาวชุมชนทั้งยี่สิบกว่าหลังคาเรือนยังคงทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดต่อกันมา รวมถึงดูแลป่าวนเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ที่กินอาณาเขตกว่า 22,000 ไร่ นอกจากทำการเกษตร ชาวบ้านที่นี่ยังมีความรู้เรื่องการเก็บน้ำผึ้งจากรังผึ้งในธรรมชาติด้วย   

รู้จักคนทำ

พ่อหลวงชัยประเสริฐ โพคะ พ่อหลวงคนปัจจุบันของชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน เป็นคนดูแลชาวบ้านและจัดการกระบวนการผลิตน้ำผึ้งของ HOSTBEEHIVE ทั้งหมด

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

จั้มพ์-ณัฐดนัย ตระการศุภกร ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่ที่เรียนจบคณะนิติศาสตร์ แต่ได้ไปทำงานด้านการตลาดที่กรุงเทพฯ อยู่พักใหญ่ ปัจจุบันนำความรู้ที่มีกลับบ้านเกิดมาทำงานกับชนเผ่าต่างๆ เป็นคนช่วยทำการตลาดให้กับ HOSTBEEHIVE

ทศ-ชัยธวัช จอมติ ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่จากชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอก ซึ่งเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกับชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน นอกจากบุกเบิกทำแบรนด์กาแฟให้กับชุมชนตัวเอง เขายังมาช่วยเหลือเรื่องการตลาดให้กับ HOSTBEEHIVE ด้วย

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

รู้จักสินค้า

ก่อนหน้าที่ HOSTBEEHIVE จะถือกำเนิด ชาวปกาเกอะญอในชุมชนเก็บน้ำผึ้งตามธรรมชาติและเลี้ยงผึ้งกันอยู่แล้ว แต่เพราะไม่อาจหาตลาดได้ (เวลาไปฝากขายก็โดนกดราคา) ทำให้น้ำผึ้งที่ควรเป็นสินค้าสร้างรายได้กลายเป็นเพียงของแจกยามมีคนนอกแวะเวียนมาดูงาน จนชาวบ้านเริ่มหมดความสนใจในการทำน้ำผึ้ง

ในช่วงนั้นเอง จั้มพ์ได้เข้ามาในบ้านห้วยหินลาดในและพบกับพ่อหลวงชัยประเสริฐ พ่อหลวงอยากส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงผึ้ง เพราะมองว่าการมีผึ้งที่ช่วยผสมเกสรจะช่วยให้ป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ จึงเล่าปัญหาให้จั้มพ์ฟัง จั้มพ์จึงเสนอให้สร้างแบรนด์ของชุมชนขึ้น โดยจั้มพ์จะลองช่วยหาตลาดและดูแลด้านการตลาดให้

HOSTBEEHIVE เริ่มต้นขึ้นในวันนั้น

จั้มพ์เล่าว่า ต้นทุนในวันแรกของเขาไม่ใช่เงิน แต่คือน้ำผึ้ง 5 ลิตรที่พ่อหลวงให้มา หลังได้น้ำผึ้ง เขาไปหาบรรจุภัณฑ์มาใส่ ชวนเด็กๆ ในชุมชนช่วยกันออกแบบหีบห่อ และทดลองนำไปฝากขายกับร้านคนรู้จัก ขายออนไลน์ รวมถึงออกบูทเพื่อพบปะผู้คน

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

แน่นอนว่าความโดดเด่นแรกที่คนสัมผัสจากน้ำผึ้งที่นี่คือ รสชาติหลากหลายซับซ้อน ซึ่งถ้าได้ฟังจั้มพ์เล่าเบื้องหลังจะยิ่งเห็นความพิเศษ เช่น น้ำผึ้งนี้มาจากผึ้งหลายสายพันธุ์ซึ่งมีพฤติกรรมและขอบเขตการบินต่างกัน (พวกบินสูงอาจได้เกสรคนละแบบกับพวกบินเรี่ยพื้น)  และเกสรที่เก็บก็มาจากผืนป่าหลากหลายแบบ จนเรียกได้ว่าน้ำผึ้งคือสมุดบันทึกเรื่องราวผืนป่าต้นกำเนิด น้ำผึ้งจากป่าเบญจพรรณจะต่างจากป่าดงดิบ และถ้าบริเวณไหนมีไฟป่า ก็อย่าแปลกใจถ้าน้ำผึ้งจากรังแถบนั้นมีกลิ่น smokey หน่อยๆ

เมื่อ HOSTBEEHIVE ถือกำเนิด จั้มพ์จึงนำรสชาติของน้ำผึ้งป่าแท้ๆ นี้มาเป็นจุดขาย มีการให้ลองชิมอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่แค่เพื่อให้คนซื้อเพราะแตกต่าง หากเขาต้องการให้น้ำผึ้งเป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราวชุมชนบ้านห้วยหินลาดในสู่คนกิน เพราะหนึ่งในเหตุผลหลักที่น้ำผึ้ง HOSTBEEHIVE มีรสหลากหลายขนาดนี้ ก็เพราะชาวปกาเกอะญอช่วยดูแลจัดการป่าทั้งหมดให้อุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณนานาชนิดให้เหล่าผึ้งทุกสายพันธุ์บินเก็บเกสร

เมื่อรสโดดเด่นกระตุ้นให้คนแปลกใจสงสัย พวกเขาก็จะได้ค้นพบ เข้าใจเรื่องราวการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าของชาวปกาเกอะญอแห่งห้วยหินลาดใน

“ผมมองว่าหินลาดในเป็นปกาเกอะญอที่ทำเรื่องไร่หมุนเวียน ป่าวนเกษตร คือเขาดูแลป่ามาตลอดชีวิต แต่ถูกภายนอกมองว่าชาวเขาทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย และโดนฝ่ายต่างๆ เข้ามาในพื้นที่ เช่น จะเข้ามาทำสัมปทาน ชาวบ้านดูแลป่าแล้วยังต้องมาสู้กับเรื่องพวกนี้ เราเลยต้องการเอาเรื่องพวกนี้ให้คนข้างนอก เป็นการให้ความรู้คนข้างนอก เพราะถ้าเกิดไม่มีใครรู้เลย หินลาดในไม่มีเพื่อนเลย อาจโดนอะไรต่างๆ เช่น โดนนายทุนเข้ามาก็ได้” จั้มพ์อธิบาย

นอกจากเชื่อมสัมพันธ์คนทำและคนกิน HOSTBEEHIVE ยังเป็นสินค้าที่มีโมเดลธุรกิจซึ่งช่วยให้ชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะกำไรจากน้ำผึ้งแต่ละขวดไม่ใช่แค่กลับสู่ชาวบ้านผู้ผลิต แต่ราว 30 เปอร์เซ็นต์ยังแบ่งไปอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ‘กองทุนละลาย’ หรือกองทุนที่นำไหลไปสู่จุดประสงค์หลากหลายได้เหมือนน้ำ เช่น ทำแนวกันไฟป่า หรือเป็นค่ารักษาเมื่อชาวชุมชนเจ็บป่วย HOSTBEEHIVE จึงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้ และจั้มพ์ยังหวังว่า การเกิดขึ้นและอยู่รอดของแบรนด์จะช่วยส่งต่อโมเดลนี้ไปสู่ชุมชนชนเผ่าต่างๆ ได้ด้วย

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น HOSTBEEHIVE ยังถือเป็นน้ำผึ้งที่ได้มาอย่างพยายามเกื้อกูลธรรมชาติ การเลี้ยงผึ้งของที่นี่ตั้งใจเก็บน้ำผึ้งแค่ปีละ 1 ครั้ง (จริงๆ แล้วเก็บได้ 3 – 4 ครั้ง) เพื่อให้ผึ้งได้มีวงจรชีวิตตามธรรมชาติ ไม่ต้องเร่งผลิตน้ำผึ้ง ขณะเดียวกัน เวลาเก็บก็จะมีการแยกตัวอ่อนไว้ในรังใหม่ เป็นการช่วยแพร่พันธุ์เหล่าผึ้งผู้ช่วยผสมเกสรให้ป่าอุดมสมบูรณ์

“พอผมช่วยไปทำเรื่องตลาดในปีแรก คนได้ชิมแล้วเขาก็มาซื้อ กลายเป็นว่าน้ำผึ้งหมดหลังทำไปประมาณ 6 เดือน ยังไม่ถึงหน้าเก็บน้ำผึ้งอีกรอบ เราก็บอกพ่อหลวงว่าน้ำผึ้งหมด มีอีกมั้ย เพราะตอนนี้ตลาดกำลังไปได้แล้ว ต้องมีผลิตผล แต่พ่อหลวงตอบมาคำหนึ่งว่า ธรรมชาติให้เราแค่นี้ ก็ต้องทำแค่นี้แหละ หลังจากนั้นผมเข้าใจเลยว่า เราทำน้ำผึ้งเพื่อต้องการพูดเรื่องของป่า ไม่ใช่ต้องมาเร่งผลิตป้อนอุตสาหกรรม ดังนั้น น้ำผึ้งหินลาดในก็จะมีจำนวนจำกัดทุกปี ซึ่งลูกค้าก็ต้องเข้าใจ เลยเป็นที่มาที่เราโดนเรียกตลอดว่าน้ำผึ้งเอาแต่ใจ (หัวเราะ) เพราะเราไม่อาจทำป้อนโรงงานหรือส่งออกจำนวนเยอะได้” จั้มพ์เล่าถึงสิ่งที่ยึดถือในการผลิตน้ำผึ้ง ซึ่งยังหมายถึงการที่ชุมชนยังผลิตได้ภายใต้วิถีชีวิตแบบเดิมด้วย

ในน้ำหวานสีเหลืองทอง 1 ขวดจาก HOSTBEEHIVE จึงอัดแน่นด้วยเรื่องราวและโอกาสสู่สิ่งที่ดี นับจากวันแรกที่ตั้งต้นก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว และยังวางแผนบินต่อไปในหลากหลายทิศทาง เช่น อาจมีการร่วมมือนำน้ำผึ้งจากชุมชนอื่นมาขายในระยะที่น้ำผึ้งจากห้วยหินลาดในขาดตลาด โดยโปรโมตเป็น Single Origin เหมือนที่นิยมกันอยู่ในแวดวงกาแฟ

HOSTBEEHIVE : ลิ้มรสเรื่องราวผืนป่าผ่านน้ำผึ้งของชุมชนปกาเกอะญอแห่งเชียงราย

“ตอนนี้ HOSTBEEHIVE กลายเป็น impact เล็กๆ ที่เราทำให้เกิดขึ้น” จั้มพ์บอก “พอเราเอาน้ำผึ้งออกไป จากที่หินลาดในขายน้ำผึ้งไม่เคยได้ก็ขายหมดทุกปี ชาวบ้านก็เริ่มตื่นตัวกลับเข้ามาร่วมกันทำเรื่องน้ำผึ้ง จากตอนแรกที่มีแค่ผม พ่อหลวง พี่ทศ เพราะชาวบ้านบอกว่ามันทำไม่ได้หรอก แล้วก็มีการขยายพันธุ์ของผึ้งมากขึ้น ทำให้ป่ามีความหลากหลายขึ้น ในส่วนของคนข้างนอก ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เรื่องราวของหินลาดในถูกเผยแพร่ออกไปเยอะมาก เพราะคนได้ชิมจะต้องเกิดคำถามแน่นอนว่ามันเป็นน้ำผึ้งที่ไหน แล้วพอรู้จักเรื่องของหินลาดในมากขึ้น ก็จะเกิดคำถามว่าชุมชนเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ เราก็ได้โอกาสทำเวิร์กช็อปที่หมู่บ้าน แล้วคนที่ออกมาหรือคนที่กินเองก็จะบอกต่อ ทำให้เราได้เพื่อน แล้วผมก็คิดว่าหินลาดในเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่บอกว่าคนอยู่กับป่าได้ ทุกวันนี้เราอาจมองว่าคนไปทำลายป่า แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่หินลาดในทำบ่งชี้ได้เลยว่า คนอยู่ร่วมกับป่าได้และจำเป็นต้องมีคนอยู่กับป่าด้วย”

ถ้าพลิกดูข้างขวดน้ำผึ้ง จะเห็นโลโก้ฝีมือเด็กๆ ในชุมชนที่ทำเป็นรูปรังผึ้งซึ่งแท้จริงมาจากรูปต้นไม้ นั่นคือตัวแทนการอยู่ร่วมกันของผู้คนกับผึ้งและผืนป่าใหญ่

คือสิ่งที่พวกเขาอยากส่งไปถึงคุณ

สินค้าแนะนำ: น้ำผึ้งโพรง น้ำผึ้งที่หากินยากในท้องตลาด (ส่วนใหญ่ที่ขายกันคือน้ำผึ้งหลวง) เป็นน้ำผึ้งที่เข้มข้น สีออกดำ เพราะผึ้งชนิดนี้หากินระดับพื้นดิน เกสรที่เก็บมาทำน้ำผึ้งจึงหลากหลายเป็นพิเศษ   
ช่องทางติดต่อ: Facebook l  HOSTBEEHIVE 
นอกจากสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเพจ HOSTBEEHIVE ยังวางขายในหลายร้านออร์แกนิกของกรุงเทพฯ เช่น ร้านสวนชั้น 1 ‘it’s going green’ ที่ BACC และร้านสวนเงินมีมา

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“ลองนิก่ะ” ประโยคทางเหนือที่แปลเป็นภาษากลางได้ว่า “ลองอันนี้สิ” ดังขึ้นจากหนุ่มลำพูนเบื้องหน้าฉัน 

เราเจอกันในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ภายใต้การดูแลของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่รวบรวมหลากหลายธุรกิจในชุมชนต่าง ๆ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน และพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่การสร้างผลกำไรเชิงธุรกิจควบคู่กับกำไรทางสังคม จนเกิดเป็นสังคมธุรกิจที่มีฐานของชุมชนเข้มแข็ง เป็นหนึ่งเดียว เกื้อกูล และยั่งยืน 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตลำไยบ้านเหล่าดู่ ยื่นสินค้าที่ทำจากผลไม้บ้านเกิดให้ฉันดู บนขวดแปะฉลากเผยชื่อแบรนด์ ‘Longniga (ลองนิกา)’ ที่พ้องมาจากประโยคเชื้อเชิญให้รู้จักเมื่อสักครู่ 

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

นี่คือน้ำตาลลำไยสกัดเข้มข้นที่ทำจากลำไยสด 100 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวผลผลิตจากสวนในชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ พูดอย่างสัตย์จริง ฉันเพิ่งเคยได้ยินชื่อน้ำตาลลำไยครั้งแรก แต่ความหวานนั้นดึงดูดใจเกินกว่าจะเก็บไว้ชิมคนเดียว 

เสน่ห์ของบ้านเหล่าดู่ อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน คือแทบทุกครัวเรือนจะมีสวนลำไยเป็นของตัวเอง ทุกเจนเนอเรชันไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ต่างเติบโตท่ามกลางอาณาจักรลำไยที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบ้านเหล่าดู่ไปแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาเลือกมาทำแบรนด์นี้เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้มันหายไป

“น้ำตาลลำไยยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ผมเลยอยากแนะนำให้รู้จัก” 

เพราะอยากให้คนรู้ว่าน้ำตาลลำไยนั้นมีอยู่จริง แถมเก๋าเกมในเรื่องคุณประโยชน์ที่น้ำตาลสังเคราะห์ให้ไม่ได้ ทั้งช่วยปรับสมดุลร่างกาย มอบความกระปรี้กระเปร่า และยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหลับไม่สนิท (ดูทรงแล้ว ท่าจะเหมาะกับคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ) โดยใช้กรรมวิธีแบบฉบับของชาวบ้าน คงกลิ่นฟืนอ่อน ๆ จากการเคี่ยวลำไยลูกโตอย่างประณีต แถมธุรกิจนี้ยังช่วยต่อลมหายใจสวนลำไยในท้องถิ่น ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ที่ประสบปัญหาลำไยราคาตก แต่ต้นทุนสูงขึ้น จนบางบ้านเลือกจะวางมือจากสวนที่ฟูมฟักกันมารุ่นสู่รุ่น ไปหาทางรอดอื่น และเพื่อไม่ให้สวนลำไยที่บ้านเหล่าดู่รักต้องหายไปจนหมด ปอนด์จึงมุ่นมั่นที่จะทำให้สวนลำไยกลับมามีชีวิต ผ่านการสร้างแบรนด์ที่ทำให้คนในชุมชนรอดไปด้วยกัน

นอกจากทางรอดด้านเศรษฐกิจ Longniga ยังคำนึงถึงทางรอดด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการยึดมั่นในหลัก Zero Waste สร้างระบบนิเวศสะอาดในชุมชน โดยนำขยะจากลำไยไปทำปุ๋ยหมุนเวียน ทำให้ทุกกระบวนการผลิตไม่หลงเหลือขยะรบกวนธรรมชาติไว้แม้แต่ชิ้นเดียว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัด

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง
Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

แบรนด์ที่เติบโตมาพร้อมสวนลำไย

เจ้าของแบรนด์วัย 36 ปีคนนี้ เดิมทีไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกร แม้จะโตมากับสวนลำไย แต่เขากลับมีเส้นทางหลังเรียนจบไม่ต่างจากคนหมู่มากในสังคม นั่นคือการเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำอยู่ 2 ปีก็คิดถึงอนาคตบั้นปลาย เมื่องานประจำนั้นมีอายุงาน และเด็กรุ่นใหม่ก็พร้อมจะผลัดเปลี่ยนขึ้นมาทำในตำแหน่งเดียวกันได้เสมอ ตอนนั้นเองที่ทำให้เขาคิดถึงสวนผลไม้ประจำบ้าน

“ความน่ารักของหมู่บ้านเหล่าดู่คือทุกบ้านปลูกสวนลำไย บ้านผมก็ปลูก ผมโตมากับลำไย ได้รดน้ำ เลี้ยงดู คลุกคลีกับมัน แต่ยังไม่ถึงขั้นสนใจอยากจะต่อยอดอะไร เพราะตอนนั้นพ่อแม่ผมเขาดูแลอยู่ ทีนี้หลังจากได้ลองไปทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็เริ่มคิดว่า เราเป็นลูกคนเดียว ยังไงคงต้องได้กลับไปทำงานที่สวนแน่ ๆ แถมเกษตรกรมันเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องเข้างานหรือเลิกงานตรงเวลาแบบที่ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ทำ ผมว่ามันไม่กดดันดี”

ปอนด์เลือกกลับมาเป็นเกษตรกรทั้งที่ยังหนุ่ม โดยให้เหตุผลว่าอายุยังไม่มาก อาจจะยังมีเรี่ยวแรงในการคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้กับสวนลำไยได้ดีกว่า เพราะเขากลัวว่าหากกลับมาในวัยเกษียณจะไม่มีพลังเท่าตอนนี้ แต่เมื่อกลับมา เขาพบกับปัญหาที่ชาวบ้านเจอคือราคาลำไยตก สวนทางกับต้นทุนการปลูกที่สูงขึ้น จึงเกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมา

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

“ตอนแรกผมและชาวบ้านรวมตัวกันทำปุ๋ยหมัก เพื่อจะมาลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากปุ๋ยราคาแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน เราเลยเอาเศษซากที่เหลือจากการเกษตรทั้งใบลำไย มูลสัตว์ และนำเอาองค์ความรู้เรื่องปุ๋ยไม่กลับกองที่เราเรียนรู้มาจากที่แม่โจ้มาทำกัน แต่มันก็ยังไม่พอช่วยให้เกิดการจ้างงานคนในหมู่บ้านหรือไปต่อได้ เพราะหลายบ้านแบกต้นทุนไม่ไหว เลิกปลูกไปกลางคัน ลำไยในหมู่บ้านเลยลดลงเรื่อย ๆ และผมก็ไม่อยากให้ชุมชนที่มีเสน่ห์เรื่องลำไยมันหายไป เลยเริ่มคิดเรื่องการแปรรูป”

“ผมทดลองหลายอย่าง ทั้งเอาไปต้มเบียร์ เริ่มแบ่งสัดส่วนการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น โกโก้และเลม่อน ที่อนาคตเราอาจจะเอามาดัดแปลงทำอะไรสักอย่างควบคู่กับลำไยได้ ประจวบเหมาะกับผมได้พูดคุยกับอาจารย์ด้านแปรรูปอาหารและสมุนไพรท่านหนึ่ง เขาแนะนำให้ผมรู้จักน้ำตาลลำไยสกัด เราเลยเห็นช่องทางว่า ทุกวันนี้คนในท้องถิ่นทำลำไยอบแห้งกันเยอะแล้ว แต่แทบจะไม่มีใครรู้จักน้ำตาลลำไย หรือไปเสิร์ชกูเกิลซื้อน้ำตาลลำไยมาใช้ เราเลยอยากลองทำ เพื่อให้คนได้รู้จักสิ่งนี้ และรู้ว่ามันมีดี แล้วก็มีอยู่จริงนะ”

หนุ่มลำพูนคนนี้พยายามแนะนำน้ำตาลลำไยในรูปแบบไซรัปตรงหน้าให้ฉันรู้จักอย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากแนะนำเพื่อนใหม่ให้รู้จัก เขาบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นน้ำตาลผลไม้ มีคุณประโยชน์หลายด้าน โดยศึกษาจากงานวิจัยต่าง ๆ ว่าเมล็ดของมันนั้นมีคนเอาไปทำยาหม่อง แก้ปวดเข่า ปวดข้อ และขึ้นชื่อว่าความหวานจากแหล่งธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่ง คุณประโยชน์ที่ได้จึงดีต่อร่างกายอย่างไม่ต้องสืบ แน่นอนว่าเหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวเบาหวาน ความดัน หรือหัวใจ บริโภคได้ทั้งแบบเพียว ๆ เป็นซอฟต์ดริงก์ให้ร่างกายสดชื่น หรือใส่ปรุงอาหารตามใจชอบ… ฟังดูแล้วเพื่อนใหม่แบรนด์นี้น่าสนใจไม่ใช่น้อย

Longniga ไซรัปลำไยเคี่ยวเตาฟืนบ้านเหล่าดู่ หมู่บ้านใน จ.ลำพูน ที่ปลูกลำไยทุกหลัง

เสน่ห์น้ำตาลลำไยจากวิถีชุมชน

Longniga เลือกใช้ลำไยพันธุ์อีดอลูกโตซึ่งนิยมปลูกในบ้านเหล่าดู่ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าคนจีนที่แวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอยในหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่การนำลำไยมาสกัดเป็นน้ำตาลนั้น ต้องคว้านเอาแต่เนื้อออกมาหลายกิโลกรัมเพื่อเอาออกมาใช้ต่อหนึ่งขวด ปอนด์จึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้ขั้นตอนการผลิตรวดเร็วขึ้น คำตอบที่ได้คือใช้เครื่องคว้านเอา ทว่าหากใช้เครื่องคว้าน ต้องแลกมากับการไม่จ้างแรงงานในหมู่บ้าน ซึ่งผิดจากความตั้งใจแรกของเขาอยู่พอสมควร

“เรามานั่งคิดกันในกลุ่ม และเลือกใช้แรงงานคนเหมือนเดิม เพราะเราอยากกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม ถึงรู้ว่ามันอาจจะช้ากว่าเครื่องจักร แต่เขาได้มีส่วนร่วมแน่ ๆ ตอนนี้อาจจะมองว่าช้า แต่ผมมองว่าทำบ่อย ๆ ความเร็วจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความชำนาญ”

ความมุ่งมั่นของปอนด์ มอบจุดเด่นให้กับแบรนด์อย่างหนึ่ง คือการสร้างรายได้หมุนเวียนกันเองในชุมชน แต่ละคนในวิสาหกิจมีหน้าที่ต่างกัน คนหนึ่งหาผลผลิต อีกคนส่งต่อลำไยไปให้กลุ่มแม่บ้านช่วยกันคว้าน อีกคนไปหาตลาด อีกหน้าที่ทำการดีลกับเกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด รวมถึงการออกงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ทำการแบ่งหน้าที่กันไป จึงอาจตอบได้ว่าแบรนด์ Longniga เข้ามาช่วยให้ทั้งชาวบ้านมีรายได้จากปัญหาทางเศรษฐกิจ และปลุกให้บ้านเหล่าดู่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยลำไยอีกครั้ง

น้ำตาลลำไยจากฝีมือคนในชุมชน ผ่านการลองผิดลองถูก แรก ๆ ความตั้งใจแรกของปอนด์ คืออยากผลิตเป็นน้ำตาลกรวด ใช้แทนน้ำตาลทรายสังเคราะห์ แต่เมื่อทดลองแล้วไม่เวิร์ก เพราะน้ำตาลลำไยจะคืนตัวเป็นของเหลวได้ง่ายเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป เขาจึงเบนเข็มมาทำรูปแบบไซรัปแทน 

เริ่มจากลองใช้ลำไยแบบไม่ปอกเปลือกก่อน ช่วงแรกได้รสชาติเฝื่อน ๆ กินยาก เขาจึงลองแกะเปลือกเหลือแต่เมล็ด ก็ยังมีรสเฝื่อนอยู่ ถัดมาเลยลองเอาเมล็ดออก เหลือไว้แค่เฉพาะเนื้อ แน่นอนว่าอร่อย กินง่าย แต่ประโยชน์ที่ติดมากับเมล็ดนั้นหายไป ปอนด์เลยค่อย ๆ ทดลองใส่เมล็ดเข้าไปเรื่อย ๆ และดูว่าประมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่เฝื่อน ไม่ฝาด จนได้น้ำตาลลำไยที่ยังคงประโยชน์ของเมล็ดลำไยไว้อยู่ แต่รสชาติยังคงความหวานนุ่ม ควบคู่กับการใช้เสน่ห์ชุมชนที่เครื่องจักรมอบให้ไม่ได้ คือการเคี่ยวน้ำตาลด้วยฟืนบนกระทะไปเรื่อย ๆ จนได้ความหวานที่ 50 บริกซ์ ทำให้ได้กลิ่นฟืนอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

น้ำตาลลำไยที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม

แนวคิด ‘ไม่หยุดอยู่กับที่’ เป็นสิ่งที่ปอนด์ยึดมั่นมาตลอด 2 ปีในการทำแบรนด์ วันนี้เขาได้ช่วยให้สวนลำไยอยู่คู่บ้านเหล่าดู่เป็นของดีประจำถิ่นต่อไป ได้ช่วยเหลือคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และยังมีเครือข่ายพันธมิตรที่คอยเกื้อหนุนกันในชุมชน ผ่านการแตกไลน์เป็นโปรดักต์ลำไยฟรีซดรายฝืมือคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสร้างระบบนิเวศในชุมชนด้วยกระบวนการ Zero Waste ซึ่งทำให้การผลิตไซรัปในหมู่บ้านไม่มีของเสียหลงเหลือแม้แต่น้อย ด้วยการทำปุ๋ยหมักจากกากลำไย

“สิ่งที่เหลืออยู่จากกระบวนการล้างคว้านลำไย คือเปลือกและเมล็ด ซึ่งก่อนหน้านี้หมู่บ้านเราทำปุ๋ยจากใบลำไยอยู่แล้ว และทุกครัวเรือนมักจะนำเศษอาหารหรือเศษใบไม้จากบ้านตัวเองมาทับกันบนกองปุ๋ย ตอนนี้ก็แค่เพิ่มเอาเปลือกและเมล็ดลงไปในกองปุ๋ยด้วย เพื่อให้ชุมชนของเราไม่มีขยะ เพราะผมไม่อยากให้กองขยะนั้นเน่าเสียหรือถูกเผาทิ้ง จนเกิดปัญหามลพิษตามมา”

ไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเหล่าดู่ถึงกลายเป็นชุมชนสะอาด ได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นจากทางจังหวัดได้ เพราะนี่คือการหมุนเวียนทรัพยากรภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

แบรนด์ชุมชนที่อยากขยายสู่โลกภายนอก

“การดื่มไซรัปลำไยที่เราแนะนำ คือก่อนนอน 1 ช้อน จะช่วยให้หลับลึก ตื่นเช้ามาจะสดชื่น ส่วนช่วงเช้าดื่มได้อีก 1 ช้อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หากนำไปปรุงอาหาร ใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้เลย ทั้งชงกาแฟ ใส่แทนน้ำผึ้งกินผสมมะนาว หรือกับอาหารคาว ก็ต้ม ผัด แกง ทอด โดยไม่ทำให้รสชาติอาหารเสีย” ปอนด์อธิบายให้ฟัง เขาเสริมว่าปัจจุบันแบรนด์ Longniga ยังเน้นทำธุรกิจแบบ Made to Order อยู่ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนในเกษตรอำเภอและคนในจังหวัด แต่ในอนาคตเขาตั้งใจขยายฐานลูกค้าออกนอกชุมชน เพื่อให้คนได้รู้จักน้ำตาลลำไยมากขึ้น และเพื่อจับทางความต้องการของลูกค้านอกชุมชนให้แม่นยำ ซึ่งถือเป็นการบ้านที่ท้าทาย

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“พวกเราอยากนำสินค้าออกไปสู่สายตาคนแต่ละจังหวัดให้มากขึ้น เพราะการได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าตามงานอีเวนต์ หรือเอาสินค้าไปไปแนะนำให้ชุมชนอื่น ๆ ได้เห็น ได้รู้จัก มันทำให้เรานำฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแบรนด์ต่อไป”

“ผมเคยคิดว่าน้ำตาลลำไยที่ช่วยเรื่องการหลับลึก กลุ่มลูกค้าส่วนมากน่าจะเป็นช่วงอายุ 40 – 60 ปี ซึ่งมีปัญหานอนยาก แต่พอได้เอาแบรนด์เราไปออกงานจริง ๆ กลับพบว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาถาม เข้ามาสนใจ เป็นช่วงวัย 30 ต้น ๆ ถึง 30 ปลาย ๆ ซึ่งคือวัยทำงานที่มีปัญหานอนยากและชอบตื่นมากลางดึก ทำให้เราได้ข้อคิดว่า บางทีจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดทั้งหมด เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

“ทุกวันนี้เราพอมองลูกค้าออกว่าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ เรารู้ว่าลูกค้าคือใคร แต่เรายังเข้าถึงเขาไม่ทั่วถึง นี่ยังเป็นโจทย์ที่พวกเราต้องจัดการต่อไป” นั่นทำให้ปอนด์พาแบรนด์ Longniga ของเขามาแนะนำให้คนรู้จักในงาน Local Enterprise Social Expo 2022 ‘คน-ของ-ตลาด’ ในครั้งนี้

“ในอนาคตผมจะผลักดันให้ชาวบ้านผลิตสินค้าเป็นของตัวเองได้ และทางวิสาหกิจจะช่วยกันพัฒนาทางด้านการตลาด เพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นว่า เรายังมีทิศทางอื่นนอกจากขายลำไยสด แต่มันแปรรูปเป็นอะไรได้อีกหลายอย่าง”

ปอนด์-ปิยะพันธ์ สุรินทร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Longniga แบรนด์น้ำตาลลำไยลำพูน ตั้งใจอนุรักษ์ผลไม้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านเหล่าดู่ และสร้างอาชีพให้ชุมชน

แนวคิดของปอนด์ไม่ต่างอะไรจากคอนเซ็ปต์ ‘คน-ของ-ตลาด’ เพราะเขาต้องการมุ่งเน้นให้ทั้งระบบเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ต้นน้ำที่เริ่มจาก ‘คน’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการประกอบธุรกิจ ถัดมาคือ ‘ของ’ ที่มาจากวัตถุดิบซึ่งโดดเด่นในชุมชน และปิดท้ายด้วย ‘ตลาด’ ที่เน้นการพัฒนาแบรนด์ให้ลงไปอยู่ในใจของลูกค้าหลาย ๆ คน

หากตอนนี้คุณมองหาความหวานให้กับร่างกาย น้ำตาลลำไยถือเป็นตัวเลือกใหม่ที่แวะเวียนมาทักทายคุณท่ามกลางสารพัดน้ำตาลในตลาด แต่ต่างกันตรงที่ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Longniga เป็นน้ำตาลลำไยที่นอกจากช่วยดูแลร่างกายจากสารให้ความหวานที่เกิดจากธรรมชาติแล้ว ยังช่วยดูแลคนในชุมชนผ่านการจ้างงาน และหล่อเลี้ยงสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีชุมชนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งคน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load