“ทำไมไม่มีเว็บไซต์แนะนำที่ท่องเที่ยวทั่วโลกสำหรับแม่และเด็กเลย”

ด้วยความสงสัยบวกหัวใจรักการเดินทาง ชาร์ล็อตต์ บูร์กวน (Charlotte Burgoyne) คุณแม่ชาวฝรั่งเศสเลยก่อตั้งเว็บไซต์ Littlevoyageurs.com สื่อท่องเที่ยวสำหรับแม่และเด็กที่แนะนำการเดินทางน่ารักน่าเอ็นดูสำหรับครอบครัวที่มีลูกน้อย เมื่อครอบครัวของนักเขียนย้ายมาอยู่ประเทศไทย เธอก็แนะนำการเที่ยวเล่นในเมืองไทยผ่านสายตาแม่ต่างชาติอย่างน่ารักน่าสนใจ จนต้องขอเคาะประตูบ้านไปทำความรู้จักชาร์ล็อตต์และหนูน้อยทั้งสาม Céleste, Sanaa และ Franklin ในบ้านแสนสวยที่ชาร์ล็อตต์ตกแต่งเองด้วยแบรนด์ไทยแทบทั้งหมด

เรื่องราวของครอบครัวนักเดินทางเป็นดังนี้

Little Voyageurs เว็บไซต์ท่องเที่ยวแบบแม่และเด็กของอดีตนักข่าวสงครามที่ผันตัวมาเป็นแม่บ้านลูก 3

จากนักข่าวสงคราม สู่คุณแม่นักเขียนไกด์บุ๊กรอบโลก

ชาร์ล็อตต์ก่อตั้ง Little Voyageurs ใน ค.ศ. 2014 เมื่อมีลูกสาวคนแรก อดีตนักข่าวสงครามในเยเมนและซีเรียเขียนข่าวให้สื่อฝรั่งเศสทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ รวมถึงเขียนไกด์บุ๊กท่องเที่ยวให้สำนักพิมพ์ในฝรั่งเศส เรื่องราวพลิกผันเมื่อเธอพบรักกับสามีนักธุรกิจชาวฝรั่งเศส-อเมริกัน ที่ตะวันออกกลาง 

“ตอนแรกๆ ฉันเขียนข่าวศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยวทั่วไปในอาหรับค่ะ แต่พอสงครามเกิดขึ้น แล้วฉันเป็นนักข่าวฝรั่งเศสคนเดียวที่นั่น ก็เลยต้องรับหน้าที่รายงานข่าวสงคราม สองปีแรกฉันสนุกนะ แต่แล้วก็เริ่มรู้ตัวว่างานนี้ไม่เหมาะกับตัวเอง ฉันไม่ได้อยากออกไปเสี่ยงตายทุกวัน ฉันอยากแต่งงานมีลูกหลายๆ คน ในที่สุดพอเจอสามีแล้วสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้น เราเลยย้ายไปอเมริกา ฉันกลับไปเขียนเรื่องที่ถนัด คือเรื่องไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยว ฉันเริ่มท่องเที่ยวกับลูกสาวตอนเธอยังเล็กมากๆ แต่หาเว็บไซต์ดีๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวการท่องเที่ยวกับลูกไม่ได้ ก็เลยตั้งเว็บไซต์ขึ้นมาเอง” 

ชาร์ล็อตต์ บูร์กวน (Charlotte Burgoyne), Little Voyageurs

ชาร์ล็อตต์อธิบายว่า นิตยสารออนไลน์และออฟไลน์สำหรับแม่และเด็กก็พอมี แต่เนื้อหามักไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่เธอเดินทางไป หรือบางประเทศก็ไม่มีแมกกาซีนสำหรับแม่และเด็กเลยสักฉบับ เวลาจะออกไปเที่ยวกับลูกสาวต้องหาข้อมูลจากตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย เธอไม่พบสื่อท่องเที่ยวทั่วโลกสำหรับแม่และเด็กแบบที่ตอบโจทย์

เนื่องจากสามีของชาร์ล็อตต์ทำงานในบริษัทเกษตรกรรมระดับนานาชาติ เขาต้องเดินทางเปลี่ยนประเทศทำงานทุก 3 ปี ครอบครัวนี้จึงต้องเดินทางไปทั่วโลก จากอเมริกา แอลจีเรีย สู่ประเทศไทย ไม่ว่าย้ายประเทศไปที่ไหน ชาร์ล็อตต์จะหอบลูกๆ เดินทางสำรวจที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก และที่ช้อปปิ้ง เพื่อเขียนเรื่องราวเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส โดยแนะนำที่เที่ยวลงในโซเชียลมีเดีย รวมถึงทำหนังสือ City Guide เมืองต่างๆ เช่น บรัสเซลส์และเคปทาวน์ด้วย 

ในเว็บของชาร์ล็อตต์ยังมีคุณแม่นักเขียนภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสอีกหลายคนจากทั่วโลก ไม่ว่าอยู่ที่เม็กซิโก บัวโนสไอเรส หรือฮ่องกง ถ้าพวกเธอได้พูดคุยกันถูกคอ ชาร์ล็อตต์จะชักชวนมาเขียนแนะนำที่เที่ยวให้เพื่อนแม่ทั้งหลายได้อ่าน

ที่เที่ยวที่ดี เด็กก็สนุก พ่อแม่ก็สนุก

เป้าหมายของ Little Voyageurs คือทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกเดินทางด้วยกัน แล้วต่างฝ่ายต่างมีความสุข ที่เที่ยวในฝันของชาร์ล็อตต์คือเป็นพื้นที่สวยงาม ออกแบบดี คำนึงถึงทั้งเด็กและผู้ปกครอง เช่น โรงแรมที่ต้อนรับเด็กเล็กๆ คาเฟ่ที่มีพื้นที่ให้เด็กเล่น

“พื้นที่ที่ออกแบบสวยๆ มักไม่คำนึงถึงเด็ก เพราะพ่อแม่มักกลัวการพาเด็กเล็กไปที่แบบนั้น กลัวเด็กๆ เสียงดังโวยวาย วิ่งไปวิ่งมา ทำผู้ใหญ่อารมณ์เสีย แต่ว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป ฉันพาลูกไปเที่ยวด้วยตลอด เช่น ร้านคอนเซปต์สโตร์เปิดใหม่ ร้านกาแฟดีๆ ฉันอยากพิสูจน์ว่าเราพาลูกไปได้เกือบทุกที่ เลยพยายามลูกไปลองที่ใหม่ๆ ที่สวยและเป็นมิตรกับเด็ก”

ชาร์ล็อตต์ บูร์กวน (Charlotte Burgoyne), Little Voyageurs

จากการไปใช้ชีวิตในหลายประเทศ ชาร์ล็อตต์บอกว่าเมืองไทยต้อนรับเด็กเล็กดีมาก คนไทยชอบเด็กและครอบครัวที่มีเด็กเล็กก็พาลูกไปไหนต่อไหนได้อิสระ ขณะที่ในยุโรปและอเมริกา การพาลูกไปสถานที่สวยๆ งามๆ ยากกว่ามาก เพราะบางที่ไม่ต้อนรับเด็กเลยสักนิด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างปารีส ร้านอาหารไม่ชอบครอบครัวใหญ่ที่มีรถเข็นเด็กขวางทาง แขกในร้านก็มักหงุดหงิดมากๆ หากมีเด็กร้องไห้ระหว่างทานอาหาร 

“พ่อแม่ควรได้ท่องเที่ยวที่สวยงามและสนุกด้วย ไม่ใช่แค่เด็กๆ สนุก การออกแบบสถานที่เที่ยวสำหรับครอบครัวควรคำนึงถึงความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายนะคะ ควรมีกิจกรรมให้ทั้งสองฝ่ายมีอะไรทำอย่างสมดุล แต่ไม่ใช่ทำด้วยกันตลอดเวลา สมมติว่ามีสนามเด็กเล่นที่ออกแบบสวยสุดๆ ลูกสนุกมาก แต่เก้าอี้นั่งรอของพ่อแม่ไม่มีพนักพิง เอาไว้ให้ดูลูกเฉยๆ ไม่มีที่ให้อ่านหนังสือ เล่นมือถือ กินกาแฟ แบบนี้ฉันก็ไม่สนุกเลย”

Little Voyageurs เว็บไซต์ท่องเที่ยวแบบแม่และเด็กของอดีตนักข่าวสงครามที่ผันตัวมาเป็นแม่บ้านลูก 3

ตัวอย่างที่ท่องเที่ยวโปรดของเธอในอดีตคือ Golden Gate Park ที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่และทะเลสาบให้ทั้งครอบครัวได้เดินเล่นและสำรวจธรรมชาติ ส่วนที่ไมอามี ชาร์ล็อตต์ชอบโรงแรมที่ตกแต่งด้วยไม้และทาสีขาวล้วนชื่อ 1 Hotel South Beach ที่สุด เพราะรสนิยมสวยงามทุกสิ่ง และมีคลับสำหรับเด็กให้เด็กๆ เรียนวิธีทำอาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมี Wynwood ย่านสร้างสรรค์ที่มีศิลปะกราฟฟิตี้ทุกที่เหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และมีร้านอาหารกับคาเฟ่ดีงามมากมาย แถมทางเดินก็สะดวก เข็นรถเข็นเด็กได้ลื่นสบาย 

คุณแม่ลูกสามสรุปว่าสิ่งที่คนเป็นแม่ต้องการ คือการได้ใช้เวลาดีๆ ร่วมกับลูก ทำให้ลูกมีความสุข และตัวเองก็อยากรู้สึกสบาย อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยด้วย 

กรุงเทพฯ สำหรับแม่และเด็ก 

“กรุงเทพฯ มีทุกอย่างหลากหลาย ทั้งอาหารและที่เที่ยวมากกว่าที่ที่ฉันเคยอยู่ มีสตรีทฟู้ดไปจนถึงอาหารแฟนซีหรูหรา มีอาหารหลากหลายมากๆ มีคาเฟ่เยอะแยะ เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ไปต่างจังหวัด ไปดูช้าง ไปทะเล ที่สำคัญมีสามล้อ ลูกๆ ฉันชอบรถตุ๊กตุ๊กมาก ได้นั่งทีไรดีใจเหมือนได้ไปเที่ยวสนามเด็กเล่น”

ชาร์ล็อตต์ บูร์กวน (Charlotte Burgoyne), Little Voyageurs

ชาร์ล็อตเล่ามุมมองของแม่ที่มีลูกเล็กให้ฟัง ท่ามกลางข้อดีมากมาย สิ่งที่เธอคิดว่าควรปรับปรุงมากๆ คือทางเท้า ถ้าทางเท้าเรียบและกว้างพอให้เข็นรถเข็นเด็กได้จะดีมาก และถ้ามีพื้นที่สีเขียวมากขึ้นก็ยิ่งดี จะได้ได้เดินเท้าไปสวนกัน เพราะชาวยุโรปมีนิสัยชอบเดิน ตอนนี้จะไปไหนก็ต้องขับรถ 

เที่ยวไทยไปทั้งครอบครัว 

เมื่อถามถึงสถานที่เที่ยวโปรดของครอบครัว ชาร์ล็อตเลือกร้านอาหาร Sweet Poppy ที่นนทบุรี เพราะขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไปครึ่งชั่วโมงก็เจอร้านอาหารดีๆ ที่มีสนามเด็กเล่นในตัว ทุกอย่างสวยงาม เด็กๆ ได้สนุก แล้วพ่อแม่ก็ได้กินของอร่อย ไปทีไร ทุกคนจะมีความสุขมาก

ส่วนวันหยุดถ้าออกไปนอกเมือง นักเขียนเรื่องแม่และเด็กเลือกอัมพวาเป็นที่หนึ่งในใจ เพราะมีตลาดน้ำ มีโรงแรมริมน้ำ จะนั่งเรือเที่ยวรอบแม่กลองหรือเดินเที่ยวริมน้ำก็ได้ ไปดอนหอยหลอดก็สนุก นาเกลือก็ดี ยิ่งตอนได้เห็นร่มหุบเพราะรถไฟมา คุณแม่ลูกสามบอกว่าจะไม่มีวันลืมสีหน้าของ Céleste, Sanaa และ Franklin ที่ทึ่งสุดๆ ส่วนเด็กๆ ก็คงไม่มีวันลืมรถไฟเช่นกัน แถมระหว่างขับรถไปยังมีนาข้าวที่เปิดเป็นคาเฟ่ เด็กๆ แวะไปวิ่งเล่นรอบคันนาและนั่งชิงช้าได้ 

อยุธยาก็เหมาะกับเด็กๆ เพราะว่ามีสถานที่ประวัติศาสตร์ให้เดินเที่ยวชมมากมาย และยังมีโรงแรม Sala Ayutthaya ที่ออกแบบไว้เก๋มาก มีต้นไม้ในห้อง มีพื้นที่ให้เด็กเล่น และสระว่ายน้ำสวย

ชาร์ล็อตต์ บูร์กวน (Charlotte Burgoyne), Little Voyageurs

“การหาร้านอาหารที่เป็นมิตรกับเด็กในไทยหาได้ง่าย แล้วก็มีชิงช้าทุกที่ ซึ่งดีมากค่ะ เด็กๆ ชอบชิงช้าอยู่แล้ว แต่เหมือนที่เมืองไทยผู้ใหญ่ก็ชอบเหมือนกันใช่ไหม” คุณแม่ชาวฝรั่งเศสถามด้วยรอยยิ้ม

เติบโตผ่านการเดินทาง

การเดินทางของครอบครัวของชาร์ล็อตต์ มีทั้งแบบจำเป็นและเลือกเอง นักเขียนเรื่องท่องเที่ยวมองว่าการเดินทางเป็นเรื่องดีสำหรับเด็ก

“อย่างแรกเลย การเดินทางสอนให้เด็กอดทน รู้จักการรอ ลูกชอบถามว่า แม่ เมื่อไหร่จะถึงที่เที่ยว ลูกก็ต้องรอเพราะการเดินทางมันไกล กินข้าวในร้านอาหารก็ต้องรอ แล้วการเที่ยวก็ทำให้ลูกได้รู้จักวัฒนธรรมที่แตกต่าง เห็นบ้านที่แตกต่าง เห็นบ้านริมน้ำ เห็นคนซักผ้าริมคลอง ก็ได้รู้จักวิถีชีวิตแบบใหม่ บางทีได้ไปเล่นกับลูกเจ้าของร้านอาหาร ลูกก็ได้เพื่อนใหม่ที่ชีวิตไม่เหมือนเขา เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญนะคะ

Little Voyageurs เว็บไซต์ท่องเที่ยวแบบแม่และเด็กของอดีตนักข่าวสงครามที่ผันตัวมาเป็นแม่บ้านลูก 3

“การเดินทางยังสร้างความทรงจำดีๆ ให้ครอบครัว เวลาเราไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกทะเลหรือดูดาวด้วยกัน เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่น่าจดจำกว่าวันทั่วไปที่เดี๋ยวเราก็ลืม แต่จะไม่โกหกนะคะว่ามันคือการพักผ่อน การเที่ยวกับเด็กน่ะยากมาก แล้วก็เหนื่อยมาก

“พอมีลูกแล้วตารางชีวิตจะเปลี่ยน เราจะไม่มีวันได้ทำสิ่งที่อยากทำตอนที่เราอยากทำ (หัวเราะ) ลูกฉันต้องกินข้าวตรงต่อเวลาวันละสี่รอบ ไม่งั้นจะอารมณ์เสียกันมาก ดังนั้นต้องวางแผนว่าไปเที่ยวแล้วจะกินข้าวตรงไหน แล้วถ้าลูกยังเล็กมากๆ จนต้องนอนกลางวันก็ต้องหาที่ให้ลูกนอน ต้องแบกข้าวของพวกผ้าอ้อม ของที่เตรียมไปก็มีเยอะ แล้วที่สำคัญที่สุด คือในแผนต้องมีที่หนึ่งที่มั่นใจว่าไปแล้วลูกจะมีความสุข เช่น สวนสาธารณะหรือร้านไอศกรีม ลูกจะได้ยอมไป” 

Little Voyageurs เว็บไซต์ท่องเที่ยวแบบแม่และเด็กของอดีตนักข่าวสงครามที่ผันตัวมาเป็นแม่บ้านลูก 3
Little Voyageurs เว็บไซต์ท่องเที่ยวแบบแม่และเด็กของอดีตนักข่าวสงครามที่ผันตัวมาเป็นแม่บ้านลูก 3

เคล็ดลับของคุณแม่นักเที่ยว คือต้องเผื่อวันว่างไว้ 1 วันเสมอ สำหรับพักผ่อนนอนตื่นสาย ในกรณีที่ลูกๆ ไม่ยอมนอน พ่อแม่จะได้ผลัดกันตื่นมาเฝ้าลูกและมีเวลาส่วนตัวให้ตัวเอง หรือถ้าเจอโรงแรมที่มีคลับสำหรับเด็ก ก็ให้เด็กๆ ไปเล่นเต็มที่ระหว่างที่พ่อแม่กินข้าวกันสองต่อสอง ไม่งั้นจะล้าเกินไป

เส้นทางของแม่

พอเป็นแม่คนแล้วชีวิตก็เปลี่ยน ฉันเคยไปประเทศไหนในโลกก็ได้โดยไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องกลัวอะไร แต่เดี๋ยวนี้ต้องคิดเผื่อทุกอย่าง ฉันจะไม่มีวันไปประเทศที่ระบบสาธารณสุขไม่ดีเป็นอันขาด ถ้าลูกหกล้มหัวแตกแล้วไม่เจอโรงพยาบาลที่ได้มาตราฐานจะทำยังไง ต้องมั่นใจว่าไปที่ไหนมีโรงพยาบาลดีๆ” ชาร์ล็อตต์เล่าการเติบโตฝั่งผู้ปกครอง 

คุณแม่ของเด็กวัย 6 ขวบ 4 ขวบ และ 2 ขวบ สังเกตว่าช่วงที่ลูกเล็กๆ อย่างนี้เด็กพึ่งพาพ่อแม่มาก ถ้าพ่อแม่สนุกกับการเดินทาง เขาก็ตื่นเต้นอยากเที่ยวไปด้วย 

“สำหรับฉัน ไม่มีเด็กดีกับเด็กดื้อหรอกค่ะ เด็กก็คือเด็ก บางครั้งเด็กๆ ก็ไม่อยากกินข้าวหรือไม่อยากทำบางอย่าง ซึ่งก็ต้องหาหนทางให้ทำจนได้ ช่วงเวลาที่ยากลำบากคือตอนลูกอายุสองถึงสี่ขวบ ตอนที่ลูกเริ่มดื้อ เริ่มรู้จักพูดว่าไม่ เริ่มงอแงออกฤทธิ์ ซึ่งถ้าเกิดอะไรแบบนั้นตอนเที่ยว ฉันจะรีบอุ้มลูกออกมาข้างนอกแล้วปลอบให้สงบลง ครั้งหนึ่งเรานั่งเครื่องบินไฟลต์กลางคืนแล้วลูกไม่ยอมนอนสักนาทีเดียว ฉันต้องอุ้มลูกแล้วปลอบไม่ให้ร้องด้วยการเดินไปรอบๆ เครื่องบินทั้งคืน เหนื่อยสุดๆ แต่เป็นราคาที่ยอมจ่ายเพื่อให้เราได้เดินทางด้วยกัน เวลาเที่ยวเราต้องรู้จักยืดหยุ่นบ้าง ไม่งั้นก็คงไม่มีวันได้ออกเดินทาง” มารดาของเหล่า Little Voyageurs หรือนักเดินทางตัวน้อยเอ่ยตบท้ายด้วยรอยยิ้ม

Little Voyageurs เว็บไซต์ท่องเที่ยวแบบแม่และเด็กของอดีตนักข่าวสงครามที่ผันตัวมาเป็นแม่บ้านลูก 3

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load