พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ขนาด 11,000 ตารางเมตร ใจกลางนิวยอร์กที่กำลังจะเปิดตัวในฤดูใบไม้ผลิปี 2021 นี้ บอกเลยว่าสวยไม่ใช่หยอก แถมยังน่าจับตามองเป็นที่สุด 

Little Island ณ Pier 55 สวนสาธารณะลอยน้ำย่านแมนฮัตตันฝั่งตะวันตก คือแลนด์มาร์กผู้หยิบยื่นชีวิตชีวาคืนให้กับมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ด้วยวิวเมืองและท่าเรือ สวนที่มีพันธุ์ไม้ 370 กว่าสายพันธุ์ และสร้างลานกิจกรรมทางศิลปะทุกแขนง เพื่อส่งเสริมความสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง ด้วยงบประมาณ 130 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,900 ล้านบาท

ที่สำคัญไปกว่านั้น พื้นที่นี้ยังสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้เห็นว่า การสร้างสวนสาธารณะบนน้ำอย่างไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเดิม รวมถึงสร้างระบบนิเวศใหม่อย่างครบวงจรทั้งคน พืช และสัตว์ เป็นจริงได้ แถมเรื่องราวของเกาะนี้ที่มีส่วนพัวพันกับแจ็กและโรสในเรื่อง ไททานิก ด้วย ฉะนั้น ก่อนเข้าไปเดินชมความงาม ต้องตามไปดูการเปลี่ยนท่าเรือเก่าให้เข้าท่าตั้งแต่ต้น ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ท่าเรือสุดอาถรรพ์ สู่การออกแบบและพัฒนาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่เหมาะกับชาวนิวยอร์กทุกคน

ขอให้ท่าเรือ 54 ไม่มีโชคร้าย 

ใครเป็นสาวกหนังรักอมตะ ต้องมีภาพจำเป็นฉากที่แจ็กตระกองกอดโรสในท่ากางแขนอยู่บนหัวเรือไททานิกก่อนที่เรือจะจมลงอีกไม่กี่อึดใจ เรื่องราวส่วนหนึ่งของหนังผูกโยงเรื่องจริงที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือ Pier 54 บนแม่น้ำฮัดสันนี้เอาไว้

และที่นี่มีเหตุให้ประสบภัยพิบัติหลายครา

ย้อนกลับไปช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 พื้นที่ทิศเหนือของ Gansevoort Peninsula ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า ‘Luxury Liner Row’ เพราะมีสายเรือเดินสมุทรสุดหรูจอดเรียงรายเต็มบริเวณ 

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
เรือลูซิเทเนียมาถึง ณ ท่าเรือ 54 ในเมืองนิวยอร์ก ค.ศ. 1908 
ภาพ : จอร์จ แกรนธาม เบน (George Grantham Bain)

ท่าเรือโดยรอบ Pier 54 สร้างขึ้นสำหรับเทียบท่าของ 2 สายการเดินเรือ อย่าง ไวต์สตาร์ไลน์ (White Star Line) เจ้าของค่ายเรือไททานิกสุดโด่งดัง ซึ่งอับปางหลังเดินทางข้ามหาสมุทรแอตแลนติกครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1912 และชนภูเขาน้ำแข็ง โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 คน ส่วนอีกหนึ่งคือสายการเดินเรือคูนาร์ด (Cunard Line) คู่แข่งคนสำคัญของไวต์สตาร์ไลน์ที่กลายมาเป็นมิตรกัน เมื่อเรืออาร์เอ็มเอส คาร์เพเทีย (RMS Carpathia) ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากไททานิกกลับมาส่งยังท่าเรือ Pier 54 ได้สำเร็จ

เคราะห์ร้ายของเรือที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือ 54 ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะ 3 ปีให้หลัง การเดินทางครั้งสุดท้ายก่อนจมลง ณ ชายฝั่งประเทศไอร์แลนด์ของเรืออาร์เอ็มเอส ลูซิเทเนีย (RMS Lusitania) ของคูนาร์ดก็เกิดขึ้นจากการถูกยิงในสงครามโลกครั้งที่ 1

ส่วนภัยพิบัติครั้งสุดท้ายที่ท่าเรือนี้ต้องแบกรับคือพายุเฮอริเคนแซนดี้เมื่อ ค.ศ. 2012 

เวลาผ่านไป ท่าเรือ 54 ก็ถึงวันเกษียณอายุ เหลือไว้แต่เพียงซากโครงเสาเหล็กตรงทางเข้า ร่องรอยการเป็นท่าจอดเรือดัง

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
ประตูทางเข้าท่าเรือ 54 ที่ยังเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน
ภาพ : คิม คาร์เพนเตอร์ (Kim Carpenter)

จากนั้น เมืองนิวยอร์กเลยปิ๊งไอเดียเปลี่ยนท่าเรือร้างให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะลอยน้ำ และจัดการตั้งชื่อใหม่แก้เคล็ด จากท่าเรือ Pier 54 เป็น Little Island ที่ Pier 55 โดยไม่ได้ดูหมอที่ไหน เพื่อยุติความอัปโชคนั้นเสียที

เปลี่ยนท่าเก่าให้กลายเป็นเกาะ 

เดิมทีรอบแม่น้ำฮัดสัน เปิดให้ผู้คนใช้งานเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ทานอาหาร เดินเล่น สร้างกิจกรรมการเรียนรู้

ใน ค.ศ. 2014 Hudson River Park Trust ผู้จัดการดูแลพื้นที่ ร่วมมือกับมูลนิธิ Diller von Furstenberg Family Foundation (DVFFF) คิดสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะ โดยให้ โทมัส เฮเธอร์วิก (Thomas Heatherwick) สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ ผู้ออกแบบ Heatherwick Studio และ แมทธิว เนลเซ่น (Mathews Nielsen) ภูมิสถาปนิกแห่ง MNLA มาดีไซน์ชีวิตใหม่ให้ท่าเรือเก่า

เฮเธอร์วิกค้นพบว่า เศษไม้กว่าร้อยต้นขนาบข้างท่าเรือ 54 ที่ทิ้งเสี้ยวความทรงจำไว้ เป็นไอเดียตั้งต้นทำสวนสาธารณะแห่งนี้ได้ และอีกเหตุผลที่ไม่ทิ้งซากไม้ เพราะต้องการให้เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำเช่นเดิม

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
ระหว่างก่อสร้าง Little Island 

เขาออกแบบสวนด้วยคอนเซปต์พืชเหนือน้ำ เป็นที่มาของโครงสร้างฐานรูปก้านดอกทิวลิป 132 ต้น แบ่งบานด้านบนผิวน้ำเพื่อโอบรับสวนนี้ไว้ และลดหลั่นตามความสูงเพื่อต้านแรงลม รวมถึงใช้แบ่งโซนที่มีทั้งโรงละคร 700 ที่นั่ง พื้นที่การแสดงที่จุได้ 3,500 คน และมีทางเดินรอบสวนไว้ดูวิวต่างองศาได้ 

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
โมเดลโครงสร้าง Little Island โดยเฮเธอร์วิก 
Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
โมเดลโรงละครกลางแจ้ง โดยเฮเธอร์วิก
Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก

ส่วนการออกแบบภูมิทัศน์รอบๆ รับไม้ต่อโดยเนลเซ่น ภูมิสถาปนิกผู้สร้างความสุขทางตาจากไม้พื้นถิ่นต่างสายพันธุ์นับร้อย ต้นไม้ถึง 35 ชนิด พุ่มไม้อีก 65 ชนิด รวมถึงหญ้า พืชยืนต้น และอื่นๆ อีก 270 ชนิดที่เหมาะกับสภาพอากาศทุกฤดูของนิวยอร์ก และยังดึงดูดนกกับแมลงมาช่วยขยายพันธุ์

ลัดเลาะรอบเกาะเล็ก

ในอนาคต นอกจากพืชพรรณที่มาช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความสดใส ด้วยดอกไม้กลิ่นหอมหลากสีให้กับเมือง Big Apple ยังมีโรงละครกลางแจ้ง ใช้จัดการแสดงดนตรี การร่ายรำ และจัดกิจกรรมของชุมชนได้

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก

เกาะแห่งนี้ยังตั้งใจจะเป็นเจ้าภาพจัดการแสดงศิลปะและการเรียนการสอนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนนิวยอร์กตลอดปีทั้ง ร้อง เล่น เต้น แสดง โดย อาโยเดล เคเซล (Ayodele Casel) นักเต้นแท็ปและนักออกแบบท่าเต้นผู้อยู่ในวงการมากว่า 20 ปี ทีน่า แลนเดา (Tina Landau) นักเขียนและผู้กำกับละครเวทีมือรางวัล รวมถึง ไมเคิล แมคเอลรอย (Michael McElroy) นักแสดง นักร้อง และ Music Director ผู้ได้รับชื่อเข้าชิง Grammy Awards ค.ศ. 2004

ท่ามกลางเมืองใหญ่ น่าดีใจที่นิวยอร์กซิตี้ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการยกศิลปินและศิลปะมาพัฒนาคนในเมืองด้วย Public Space อย่างแท้จริง

เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก

โชคดีแล้วนะท่าเรือ 55 

ภาพ : littleisland.org

ข้อมูลอ้างอิง

www.atlasobscura.com

www.hudsonriverpark.org

www.littleisland.org

www.heatherwick.com

www.aasarchitecture.com

www.surfacesreporter.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

2 พฤศจิกายน 2560
9 K

ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สีเขียวกินได้?

อันที่จริง สวนสมุนไพรหรือต้นกะหล่ำริมทางเท้าที่สวยแปลกตาไม่ใช่เรื่องใหม่ ในนิวยอร์กมีพื้นที่สาธารณะสีเขียวมากมาย และหลายที่ก็ปลูกพืชพันธุ์ที่กินได้ แต่มีกฎว่าห้ามเด็ด แตะต้อง หรือเคลื่อนย้าย ต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ  แล้วทำไมเราถึงปลูกต้นไม้ที่กินได้ในพื้นที่ที่เราแตะต้องต้นไม้ไม่ได้? นี่อาจดูเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าที่จะตอบ แต่แล้วก็มีแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์เมื่อ Mary Mattingly (แมรี่ แมททิงลีย์) วิชวลอาร์ติสท์ชาวนิวยอร์ก ไปเจอว่า ไม่มีกฎข้อไหนห้ามแตะต้องของที่อยู่ในน้ำ

งั้นเราก็เอาของกินได้ไปลอยน้ำซะเลยสิ!

“ศิลปะมันมักจะตั้งคำถามกับคน ความแตกต่างของศิลปินกับนักออกแบบคือ นักออกแบบออกแบบเพื่อตอบคำถาม ขณะที่ศิลปินสร้างงานศิลปะเพื่อตั้งคำถาม”

แมรี่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ของคน สิ่งของ และธรรมชาติ ผลงานของเธอเลยมักจะพูดถึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เธอเชื่อว่า พื้นที่สาธารณะนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อทุกคน และมันจะยั่งยืนได้ดีที่สุดด้วยการจัดการของคนในพื้นที่ซึ่งพึ่งพาอาศัยกัน เชื่อใจกัน และทำงานร่วมกันเพื่อดูแลพื้นที่ของพวกเขาเอง รวมถึงเชื่อว่า อาหารก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ

เทรนด์พื้นที่สีเขียวกินได้กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ พอได้ข่าวว่า Swale โครงการพื้นที่สีเขียวกินได้ในรูปแบบเรือลอยน้ำของแมรี่จัดดินเนอร์ปาร์ตี้ในสวนผัก แถมเจ้าสวนนี้มันลอยน้ำเเละเคลื่อนที่ไปรอบตัวเมืองนิวยอร์ก ก็ยิ่งทำให้เราตื่นเต้นขึ้นไปอีก สารภาพว่าภาพแรกในหัวตอนที่ได้ยินนั้นคิดว่าเป็นแคมเปญเก๋ๆ ของร้านอาหารที่จัดดินเนอร์ผักออร์แกนิกบนเรือ มีสวนผักเล็กๆ สำหรับทำสลัด และนั่งชมวิวตึกสูงในแมนฮัตตันบนแม่น้ำฮัดสัน โห โคตรฮิป!

เราไม่ได้ไปดินเนอร์เพราะติดเรียนค่ะ แต่เข้าไปส่องดูโปรเจกต์นี้ ก่อนจะตามไปจุดจอดล่าสุดที่ South Bronx เซาธ์บรองซ์) พอไปถึงของจริงนั้น ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับที่คิดเลยยยยย ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันฮิปกว่านั้นมากต่างหาก!

เรานั่งรถไฟไปเกือบสุดสาย The Bronx ลงที่สถานี Whitlock ave. เป็นที่รู้กันดีว่าย่านบรองซ์นั้นขึ้นชื่อเรื่องอาชญากรรมและอันตราย แต่นอกจากนั้นย่านเซาธ์บรองซ์ ยังได้ชื่อว่าเป็นทะเลทรายของอาหาร (food desert) ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของอเมริกา ซึ่งเมื่อระบบตอบสนองความต้องการพื้นฐานไม่แข็งแรงก็ย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนไม่แข็งแรงไปด้วย ซึ่งนำไปสู่อาชญากรรมไงเล่า เราเดินมุ่งหน้าไป Concrete Plant Park สวนริมน้ำเล็กๆ ที่แม้เช้านี้ฝนตกและท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาๆ แต่ก็มีผู้คนออกมานั่งเล่น ตกปลา และทำกิจกรรม กันพอสมควร

Swale ซึ่งดัดแปลงมาจากเรือบรรทุกสินค้าเก่าจอดเทียบท่าอยู่ เนื่องจากช่วงนี้เริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ต้นไม้เลยแลดูบางตาไปบ้าง Amanda (อะแมนด้า) ภัณฑารักษ์ของที่นี่ พาเราเดินดูต้นไม้ต่างๆ เด็ดนั่นนี่มาให้ดม พอรู้ว่าเป็นคนไทย เธอก็เดินไปเด็ดใบโหระพามาให้ แล้วก็ปีนไปเก็บใบโหระพาอิตาเลียนมาให้ดมเปรียบเทียบ หลังจากเธอเดินไปเดินมา มุดโน่นเก็บนี่มาให้เราดูสักพัก ก็คงเริ่มจับได้ว่ามีคนไทยสองคนยืนงงอยู่ว่ามันคืออะไร เธอเลยอธิบายว่า ต้นไม้ของที่นี่ปลูกแบบผสมกันเพื่อให้มันเติบโตไปแบบธรรมชาติที่สุด และคัดมาแล้วว่าพวกมันจะอยู่รอดได้ในช่วงฤดูหนาว ถ้าเป็นเด็กๆ มาใหม่ก็จะสนุกกับการหาต้นโน้นต้นนี่ ส่วนเธอทำงานที่นี่มานานจนจำได้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน เด็กบางคนที่มาที่นี่ก็ได้มาเห็นต้นไม้ตัวจริงจากที่ปกติเคยเห็นแต่บนพิซซ่า อย่างเช่นออริกาโน (เราก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก) ครึ่งหนึ่งของคนที่มาที่นี่เป็นคนในชุมชน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวพาลูกๆ มาเรียนรู้ อีกส่วนเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากย่านอื่น

เราอาจจะคุ้นเคยกับการเห็นป้ายห้ามเด็ด หรือห้ามเหยียบในสวน แต่ที่นี่กลับเชิญชวนให้เรามาเด็ด มาหยิบกลับบ้าน ไปจนถึงเอามาปลูก

ต้นไม้ของที่นี่หลากหลาย ตั้งแต่โหระพา มินต์ ออริกาโน กะหล่ำปลี บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ เคล ต้นหอม ไปจนถึงแอปเปิ้ล (ที่จริงมันมีเยอะกว่านี้แหละ แต่หลายต้นเราก็ไม่รู้จัก) แม้ว่าต้นไม้ทุกต้นจะกินได้ เรื่องความปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้เช่นกันหากจะเปิดให้คนกิน ที่นี่จึงให้ความสำคัญในการทำป้ายเพื่อให้ความรู้ด้วย และ Swale ยังต้องหาคำตอบในเรื่องว่าถ้าเปิดพื้นที่สาธารณะให้คนเข้ามาเก็บได้อย่างเสรีแล้วมันจะเป็นการทำลายต้นไม้ และส่งผลต่อระบบแลนด์สเคปหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เขาก็กำลังหาคำตอบร่วมกันกับองค์กรผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญ คือให้ความรู้คนในชุมชน เพื่อหาคำตอบร่วมกันในด้านการจัดการและดูแลด้วย นับว่า Swale ขยายนิยามคำว่า สวนสาธารณะ ออกไปกว้างกว่าการเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับการพักผ่อนของทุกคน สู่การเป็นพื้นที่ที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา พัฒนา และใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

หลังจากไปจอดที่ Governors Island และ Brooklyn Bridge Park Swale กลับมาจอดที่ Concrete Plant Park อีกครั้งเนื่องจากเสียงตอบรับที่ดีของโครงการ ทำให้หน่วยงานรัฐมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะสร้างสวนสาธารณะที่กินได้ขึ้นมาจริงๆ ปีนี้ Swale ร่วมมือกับ Bronx River Alliance, The Point และ the New York City Parks Department เป็นพี่เลี้ยงให้โครงการ Foodway ที่รัฐตั้งใจจะเปลี่ยนสวนริมแม่น้ำบรองซ์ให้กลายเป็นสวนครัวสาธารณะของชุมชน และไม่ใช่แค่สวนนี้นะ แต่ยาวไป 23 ไมล์ตลอดทั้งแม่น้ำเลย

เล่าแล้วก็นึกถึงตอนที่คุณป้ากั้นรั้วเพื่อไม่ให้มะม่วงตกไปบ้านข้างๆ หรือบางปีที่มะม่วงออกลูกดกจนไม่รู้จะเอาไปแจกใคร… ยิ่งคิดก็… ยิ่งอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง

Swale จึงกลายเป็นสวนสาธารณะกินได้แห่งแรกของเมืองนิวยอร์ก เป็นพื้นที่ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมดูแลพื้นที่ของตัวเอง เป็นโมเดลที่ผลักดันให้เกิดสวนทดลองที่สนับสนุนโดยภาครัฐและกำลังผลักดันไปสู่นโยบายของรัฐ และขอพูดอีกครั้งว่า Swale เริ่มจากการเป็นงานศิลปะที่เกิดจากวิชวลอาร์ติสท์ผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อและลงมือทำ ย้อนกลับไปที่คำถามว่า ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สีเขียวกินได้? แมรี่อาจไม่มีอำนาจพอจะเปลี่ยนคำตอบบางอย่าง

แต่เธอทำให้เห็นว่า คำตอบมีได้หลากหลายกว่านั้น

“Swale is an artwork. Art is integral to imagining new worlds. By continuing to create and explore new ways of living, we hope that Swale will strengthen our ways of collaborating, of cooperating, and of supporting one another.” – Swale website

 

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปอ่านได้ที่

www.swaleny.org

 

ที่ตั้งของสวน

Writer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load