พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ขนาด 11,000 ตารางเมตร ใจกลางนิวยอร์กที่กำลังจะเปิดตัวในฤดูใบไม้ผลิปี 2021 นี้ บอกเลยว่าสวยไม่ใช่หยอก แถมยังน่าจับตามองเป็นที่สุด 

Little Island ณ Pier 55 สวนสาธารณะลอยน้ำย่านแมนฮัตตันฝั่งตะวันตก คือแลนด์มาร์กผู้หยิบยื่นชีวิตชีวาคืนให้กับมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ด้วยวิวเมืองและท่าเรือ สวนที่มีพันธุ์ไม้ 370 กว่าสายพันธุ์ และสร้างลานกิจกรรมทางศิลปะทุกแขนง เพื่อส่งเสริมความสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง ด้วยงบประมาณ 130 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,900 ล้านบาท

ที่สำคัญไปกว่านั้น พื้นที่นี้ยังสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้เห็นว่า การสร้างสวนสาธารณะบนน้ำอย่างไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเดิม รวมถึงสร้างระบบนิเวศใหม่อย่างครบวงจรทั้งคน พืช และสัตว์ เป็นจริงได้ แถมเรื่องราวของเกาะนี้ที่มีส่วนพัวพันกับแจ็กและโรสในเรื่อง ไททานิก ด้วย ฉะนั้น ก่อนเข้าไปเดินชมความงาม ต้องตามไปดูการเปลี่ยนท่าเรือเก่าให้เข้าท่าตั้งแต่ต้น ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ท่าเรือสุดอาถรรพ์ สู่การออกแบบและพัฒนาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่เหมาะกับชาวนิวยอร์กทุกคน

ขอให้ท่าเรือ 54 ไม่มีโชคร้าย 

ใครเป็นสาวกหนังรักอมตะ ต้องมีภาพจำเป็นฉากที่แจ็กตระกองกอดโรสในท่ากางแขนอยู่บนหัวเรือไททานิกก่อนที่เรือจะจมลงอีกไม่กี่อึดใจ เรื่องราวส่วนหนึ่งของหนังผูกโยงเรื่องจริงที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือ Pier 54 บนแม่น้ำฮัดสันนี้เอาไว้

และที่นี่มีเหตุให้ประสบภัยพิบัติหลายครา

ย้อนกลับไปช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 พื้นที่ทิศเหนือของ Gansevoort Peninsula ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า ‘Luxury Liner Row’ เพราะมีสายเรือเดินสมุทรสุดหรูจอดเรียงรายเต็มบริเวณ 

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
เรือลูซิเทเนียมาถึง ณ ท่าเรือ 54 ในเมืองนิวยอร์ก ค.ศ. 1908 
ภาพ : จอร์จ แกรนธาม เบน (George Grantham Bain)

ท่าเรือโดยรอบ Pier 54 สร้างขึ้นสำหรับเทียบท่าของ 2 สายการเดินเรือ อย่าง ไวต์สตาร์ไลน์ (White Star Line) เจ้าของค่ายเรือไททานิกสุดโด่งดัง ซึ่งอับปางหลังเดินทางข้ามหาสมุทรแอตแลนติกครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1912 และชนภูเขาน้ำแข็ง โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 คน ส่วนอีกหนึ่งคือสายการเดินเรือคูนาร์ด (Cunard Line) คู่แข่งคนสำคัญของไวต์สตาร์ไลน์ที่กลายมาเป็นมิตรกัน เมื่อเรืออาร์เอ็มเอส คาร์เพเทีย (RMS Carpathia) ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากไททานิกกลับมาส่งยังท่าเรือ Pier 54 ได้สำเร็จ

เคราะห์ร้ายของเรือที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือ 54 ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะ 3 ปีให้หลัง การเดินทางครั้งสุดท้ายก่อนจมลง ณ ชายฝั่งประเทศไอร์แลนด์ของเรืออาร์เอ็มเอส ลูซิเทเนีย (RMS Lusitania) ของคูนาร์ดก็เกิดขึ้นจากการถูกยิงในสงครามโลกครั้งที่ 1

ส่วนภัยพิบัติครั้งสุดท้ายที่ท่าเรือนี้ต้องแบกรับคือพายุเฮอริเคนแซนดี้เมื่อ ค.ศ. 2012 

เวลาผ่านไป ท่าเรือ 54 ก็ถึงวันเกษียณอายุ เหลือไว้แต่เพียงซากโครงเสาเหล็กตรงทางเข้า ร่องรอยการเป็นท่าจอดเรือดัง

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
ประตูทางเข้าท่าเรือ 54 ที่ยังเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน
ภาพ : คิม คาร์เพนเตอร์ (Kim Carpenter)

จากนั้น เมืองนิวยอร์กเลยปิ๊งไอเดียเปลี่ยนท่าเรือร้างให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะลอยน้ำ และจัดการตั้งชื่อใหม่แก้เคล็ด จากท่าเรือ Pier 54 เป็น Little Island ที่ Pier 55 โดยไม่ได้ดูหมอที่ไหน เพื่อยุติความอัปโชคนั้นเสียที

เปลี่ยนท่าเก่าให้กลายเป็นเกาะ 

เดิมทีรอบแม่น้ำฮัดสัน เปิดให้ผู้คนใช้งานเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ทานอาหาร เดินเล่น สร้างกิจกรรมการเรียนรู้

ใน ค.ศ. 2014 Hudson River Park Trust ผู้จัดการดูแลพื้นที่ ร่วมมือกับมูลนิธิ Diller von Furstenberg Family Foundation (DVFFF) คิดสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะ โดยให้ โทมัส เฮเธอร์วิก (Thomas Heatherwick) สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ ผู้ออกแบบ Heatherwick Studio และ แมทธิว เนลเซ่น (Mathews Nielsen) ภูมิสถาปนิกแห่ง MNLA มาดีไซน์ชีวิตใหม่ให้ท่าเรือเก่า

เฮเธอร์วิกค้นพบว่า เศษไม้กว่าร้อยต้นขนาบข้างท่าเรือ 54 ที่ทิ้งเสี้ยวความทรงจำไว้ เป็นไอเดียตั้งต้นทำสวนสาธารณะแห่งนี้ได้ และอีกเหตุผลที่ไม่ทิ้งซากไม้ เพราะต้องการให้เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำเช่นเดิม

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
ระหว่างก่อสร้าง Little Island 

เขาออกแบบสวนด้วยคอนเซปต์พืชเหนือน้ำ เป็นที่มาของโครงสร้างฐานรูปก้านดอกทิวลิป 132 ต้น แบ่งบานด้านบนผิวน้ำเพื่อโอบรับสวนนี้ไว้ และลดหลั่นตามความสูงเพื่อต้านแรงลม รวมถึงใช้แบ่งโซนที่มีทั้งโรงละคร 700 ที่นั่ง พื้นที่การแสดงที่จุได้ 3,500 คน และมีทางเดินรอบสวนไว้ดูวิวต่างองศาได้ 

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
โมเดลโครงสร้าง Little Island โดยเฮเธอร์วิก 
Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
โมเดลโรงละครกลางแจ้ง โดยเฮเธอร์วิก
Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก

ส่วนการออกแบบภูมิทัศน์รอบๆ รับไม้ต่อโดยเนลเซ่น ภูมิสถาปนิกผู้สร้างความสุขทางตาจากไม้พื้นถิ่นต่างสายพันธุ์นับร้อย ต้นไม้ถึง 35 ชนิด พุ่มไม้อีก 65 ชนิด รวมถึงหญ้า พืชยืนต้น และอื่นๆ อีก 270 ชนิดที่เหมาะกับสภาพอากาศทุกฤดูของนิวยอร์ก และยังดึงดูดนกกับแมลงมาช่วยขยายพันธุ์

ลัดเลาะรอบเกาะเล็ก

ในอนาคต นอกจากพืชพรรณที่มาช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความสดใส ด้วยดอกไม้กลิ่นหอมหลากสีให้กับเมือง Big Apple ยังมีโรงละครกลางแจ้ง ใช้จัดการแสดงดนตรี การร่ายรำ และจัดกิจกรรมของชุมชนได้

Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
Little Island เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก
เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก

เกาะแห่งนี้ยังตั้งใจจะเป็นเจ้าภาพจัดการแสดงศิลปะและการเรียนการสอนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนนิวยอร์กตลอดปีทั้ง ร้อง เล่น เต้น แสดง โดย อาโยเดล เคเซล (Ayodele Casel) นักเต้นแท็ปและนักออกแบบท่าเต้นผู้อยู่ในวงการมากว่า 20 ปี ทีน่า แลนเดา (Tina Landau) นักเขียนและผู้กำกับละครเวทีมือรางวัล รวมถึง ไมเคิล แมคเอลรอย (Michael McElroy) นักแสดง นักร้อง และ Music Director ผู้ได้รับชื่อเข้าชิง Grammy Awards ค.ศ. 2004

ท่ามกลางเมืองใหญ่ น่าดีใจที่นิวยอร์กซิตี้ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการยกศิลปินและศิลปะมาพัฒนาคนในเมืองด้วย Public Space อย่างแท้จริง

เปลี่ยนซากท่าเรืออับโชค เป็นสวนสาธารณะลอยน้ำแห่งมหานครนิวยอร์ก

โชคดีแล้วนะท่าเรือ 55 

ภาพ : littleisland.org

ข้อมูลอ้างอิง

www.atlasobscura.com

www.hudsonriverpark.org

www.littleisland.org

www.heatherwick.com

www.aasarchitecture.com

www.surfacesreporter.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.45 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load