คุณเคยได้ยินเสียงที่แท้จริงของธรรมชาติหรือเปล่า

ผืนดิน ท้องฟ้า แสงแดด ลมฝน พืชพันธุ์ต่างๆ ส่งสัญญาณบ่งบอกอะไรบางอย่างแก่เกษตรกรอยู่เสมอ หลายคนรับรู้และเตรียมการปลูกพืชผลโดยอาศัยสัญชาติญาณ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา คำนวณและพยากรณ์จากปัจจัยอันหลากหลายนี้ แต่กลับต้องพบว่าสิ่งที่คิดไว้ไม่เที่ยงตรงตามใจหมายเสียเลย เพราะบ่อยครั้งสภาพแวดล้อมแปรปรวนสูงเกินคาดเดา ความต้องการของตลาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนผลผลิตที่ได้ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค

ในขณะที่เกษตรกรอีกส่วนขาดความเข้าใจเชิงลึก ไม่มีเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติรอบตัว แม้มีศักยภาพและพยายามสายตัวแทบขาดแค่ไหน แต่ยังวนเวียนอยู่กับความยากจนอยู่ดี

ListenField คือสตาร์ทอัพที่เห็นความเจ็บปวดนี้ จึงพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ (Precision Farming Technology) เพื่อให้เกษตรกร ธุรกิจเอกชน และภาครัฐ เข้าใจความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ด้วยข้อมูลมหาศาลที่ผ่านการเก็บรวบรวมจากเซนเซอร์และดาวเทียมที่โคจรเหนือโลก วิเคราะห์ให้เสร็จสรรพ จนบอกได้ว่าสภาพพื้นที่ของเกษตรกรเป็นอย่างไร ปลูกพืชพันธุ์แต่ละแบบจะได้ผลผลิตมากน้อยแค่ไหน ช่วยในการวางแผนและบริหารให้ตอบโจทย์ทุกฝ่าย โดยไม่ต้องลงแรงปลูกจริงและรอผลนานเป็นปีๆ เหมือนเคย 

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น

ทั้งหมดนี้ บริหารโดย นุ่น-ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ นักวิจัยหญิงไทยที่ผันตัวเป็นผู้ประกอบการ ต่อยอดงานวิจัยปริญญาเอกของตัวเองที่ญี่ปุ่นให้กลายเป็นธุรกิจเมื่อ พ.ศ. 2560 โดยมีรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นลูกค้าหลักที่เชื่อใจในฝีมือ

ปัจจุบัน ListenField ดำเนินการจากทั้งญี่ปุ่นและไทย มีพนักงาน 16 คนจาก 7 เชื้อชาติ ให้บริการลูกค้าใน 5 ประเทศ แตะชีวิตผู้คนมาแล้วมากกว่า 10,000 ราย เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่อยู่คู่โลกมาแสนนาน

เรานัดพบนุ่นเพื่อพูดคุยถึงชีวิตผู้ประกอบการมือใหม่ที่เธอเล่าว่ามาไกลเกินกว่าคาดฝัน และสอบถามกลไกการทำงานเบื้องลึกของธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีมาทำความเข้าใจพืช ดิน ฟ้า อากาศ

เผื่อว่าเราจะได้ฟังเสียงที่แท้จริงของธรรมชาติรอบตัวอย่างชัดแจ๋วแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น
01

ฟังเสียงของตัวเองและธรรมชาติ

“อย่าว่าแต่ฝันเลย ตอนเด็กๆ แค่เดินทางจากนครนายกมารังสิตก็คิดว่าไกลมากแล้ว ไม่เคยคิดจะเรียนต่อสูงๆ หรือทำธุรกิจ” ผู้ประกอบการวัย 38 ปีเล่าย้อนความถึงชีวิตวัยซนในต่างจังหวัด

จากวันนั้น จุดเปลี่ยนของนุ่นดูจะเริ่มต้นจากการค้นพบการเขียนโปรแกรม เธอมองว่าทักษะนี้สามารถช่วยแก้ไขปัญหายากๆ ที่มนุษย์ไม่อาจทำเอง และสนุกกับการไขโจทย์ไปเรื่อยๆ จึงเข้าเรียนด้านคอมพิวเตอร์ในระดับปริญญาตรีที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

“พอเรียนจบ เราทำงานวิจัยที่เชียงดาวกับคนญี่ปุ่น เข้าไปติดตั้งเซนเซอร์เพื่อเก็บข้อมูลและพัฒนาการปลูกปวยเล้งซึ่งญี่ปุ่นนำเข้าจากไทยให้ปลอดภัย สอดคล้องกับหลัก Good Agricultural Practices สำหรับผู้บริโภค ทั้งที่ไทยและญี่ปุ่น” นุ่นเล่าจุดที่ความรู้ทางเทคโนโลยีของเธอมาบรรจบกับธรรมชาติ

ข้อมูลที่เก็บจากเซนเซอร์นั้นยังหลากหลายตามความเชี่ยวชาญของแต่ละคน เช่น บางคนสนใจว่าดินแบบใดจะช่วยให้พืชดูดสารอาหารหล่อเลี้ยงได้ดีมากขึ้น หรือพืชสายพันธุ์ใดจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่เป็นอยู่ โดยจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์เพื่อการพัฒนา และย่อยให้ผู้บริโภคดูด้วยว่าปวยเล้งที่ทานนั้นมาจากพื้นที่แบบใด ซึ่งทำให้เกิดการบริโภคมากขึ้นตามไปด้วย 

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น

“ความยากคือข้อมูลแต่ละตัวจะอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ถ้ามีเซนเซอร์ตัวใหม่เข้ามาแล้วต้องเขียนโปรแกรมใหม่อีกก็จะยุ่งยาก เราเลยทำให้เซนเซอร์เป็นแบบ Plug & Play ทำให้รูปแบบข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกัน เวลามีเซนเซอร์ตัวใหม่เพิ่มเข้ามา เราเขียนโค้ดให้น้อยที่สุดแล้วเชื่อมโยงข้อมูลไปใช้ได้เลยบนแพลตฟอร์มเดียว ตรงนี้กลายมาเป็นรากฐานของ ListenField ในอนาคต”

งานวิจัยในครั้งนั้นเปิดโอกาสให้นุ่นได้ไปศึกษาภาคการเกษตรที่ญี่ปุ่น เห็นความเจริญก้าวหน้าเชิงนโยบายและเทคโนโลยีที่คอยผลักดันให้เกษตรกรเติบโต มีการร่วมมือกันของแต่ละภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง เธอจึงตัดสินใจเรียนต่อที่ญี่ปุ่นจนคว้าปริญญาเอก

“ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรมากเลย ไม่ได้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ แค่ทำสิ่งนี้แล้วสนุก ไม่มีวันไหนที่ตื่นมาแล้วไม่อยากไปทำงาน” นุ่นเล่าความคิดในวัยที่หลายคนเริ่มมีวิกฤตชีวิต

ต่อมา งานวิจัยด้านเทคโนโลยีการเกษตรเรื่อง API Integration Platform ของเธอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเห็นปัญหาความไม่เป็นระเบียบของการเก็บข้อมูลภาคการเกษตร เก็บแล้วนำไปใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ง่ายนัก ไปสอดคล้องเข้ากับนโยบาย Agricultural Reform ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรของรัฐบาลญี่ปุ่นพอดี งานวิจัยของนุ่นจึงได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการใน พ.ศ. 2557 

เมื่อจังหวะเหมาะสม พ.ศ. 2560 ListenField ถือกำเนิดขึ้นที่แผ่นดินญี่ปุ่น โดยมี คิโยชิ ฮอนดะ (Kiyoshi Honda) อาจารย์ที่ปรึกษาของนุ่นเป็นอีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้ง และมีรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นลูกค้ารายใหญ่

“เราถามตัวเองว่าทำอย่างไรให้สิ่งนี้เกิดความยั่งยืน คำตอบคือมันต้องเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง”

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น
02

เข้าใจพืชพันธุ์ ดิน ฟ้า อากาศ

อธิบายโดยง่าย ListenField คือผู้พัฒนาแพลตฟอร์มที่สร้างโมเดลขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิต ซึ่งเก็บข้อมูลผ่านช่องทางหลากหลาย ทั้งเซนเซอร์ที่ติดตั้งในพื้นที่ ข้อมูลสาธารณะ ภาพจากดาวเทียม โดรน ช่วยให้เกษตรกรมีข้อมูลของพื้นที่เที่ยงตรง พร้อมต่อการตัดสินใจ ลดทั้งกระบวนการ เวลา และต้นทุนการลองผิดลองถูก

“แพลตฟอร์มเราประเมินได้ว่าพื้นที่ที่มีดิน อุณหภูมิ ค่าความเข้มแสงแบบนี้ ปลูกพืชด้วยลักษณะและกระบวนการแต่ละแบบ สุดท้ายจะให้ผลผลิตเป็นอย่างไร มีค่าความหวานหรือปริมาณโปรตีนเท่าไร ควรเก็บเกี่ยวตอนไหน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนและผลิตสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคตั้งแต่ต้น” นุ่นอธิบาย พร้อมเล่าว่าโมเดลที่ทีมเธอสร้างขึ้นมาจะพิจารณาจากข้อมูลในอดีตย้อนหลังไปนานถึง 20 – 30 ปี เพื่อตรวจจับแพตเทิร์นของปรากฏการณ์ธรรมชาติ และคำนวณผลคาดการณ์ไปในอนาคต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตอบความต้องการระยะสั้นของผู้บริโภค

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น

“เราเชื่อว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีก็ควรทำ เราเคยใช้โมเดลคิดดูว่าในสภาพอากาศและเงื่อนไขที่เหมือนกัน ในสามปีข้างหน้า การใช้ดินที่ทำจากอินทรีย์วัตถุจะทำให้โครงสร้างของดินมีความแข็งแรง มีแร่ธาตุมากกว่า และผลผลิตมีคุณภาพไม่เหวี่ยงมาก เปรียบเทียบกับดินที่มีสารเคมีปนเปื้อน” นุ่นเสริม การปลูกโดยใช้เคมีจะทำให้ได้ผลผลิตเร็วก็จริง แต่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว การวิเคราะห์ของ ListenField ที่ครอบคลุมช่วงระยะเวลานานๆ ทำให้มีการคำนึงถึงจุดนี้และวิเคราะห์ผลออกมาอย่างเหมาะสม

นอกจากพิจารณาปัจจัยโดยรอบแล้ว ListenField ยังทำการวิจัยเรื่องการใช้ Machine Learning คัดเลือกยีน (Genomic Selection) สำหรับพัฒนาพันธุ์พืชให้เป็นไปตามต้องการ โดยไม่พึ่งพาการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO)
“ตอนนี้เรากำลังวิจัยเรื่องลำดับดีเอ็นเอของพืชต่างๆ ถ้ารู้ว่าผู้บริโภคชอบกินส้มที่ปอกเปลือกง่ายๆ หรือชอบข้าวที่มีความนุ่ม เราจะรู้ว่าต้องใช้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แบบใดผสมกันให้เกิดคุณลักษณะที่ต้องการ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือทำลายสิ่งแวดล้อม หรือแทนที่จะต้องทดลองปลูกไปเรื่อยๆ เป็นสิบปี เราใช้อัลกอริทึมช่วยคำนวณและแนะนำให้เลย” นักวิจัยเล่าถึงพลังของเทคโนโลยีในการพลิกโฉมวงการเกษตร 

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น

แพลตฟอร์มนี้จะช่วยลดทอนความซับซ้อนของธรรมชาติ เกษตรกรสามารถดูข้อมูลของพื้นที่ตัวเองและคาดการณ์อนาคตแม่นยำขึ้นจากข้อมูลในอดีต พร้อมรับมือภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง มีเวลาเหลือให้ไปใส่ใจกระบวนการผลิต ไม่ต้องประสบวงจรปัญหาแบบเดิมๆ อีกต่อไป

03

รดน้ำธุรกิจให้เติบโต

ในเชิงธุรกิจ รายได้หลักของ ListenField ไม่ได้มาจากเกษตรกรโดยตรง แต่เป็นบริษัทเอกชนและภาครัฐที่ทำงานร่วมกับเกษตรกร ซื้อบริการและระบบวิเคราะห์ข้อมูลนี้ไปใช้งานกับเกษตรกรภายในเครือข่าย

“หน่วยงานเหล่านี้มองเห็นว่าถ้าเกิดผลผลิตดี คาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ พวกเขาจะมีสินค้าที่ดีเข้ามาในตลาด ถ้าใช้ระบบแบบเดิมๆ เวลามีปัญหา ผลผลิตไม่ได้ตามต้องการ เราจะไม่รู้เลยว่าสาเหตุคืออะไร แต่ระบบนี้ทำให้เรารู้สาเหตุและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ด้วย ทำให้เกิดความเชื่อใจกันทั้งสองฝ่าย”

ทั้งนี้ การเน้นขายให้ธุรกิจ (B2B) และภาครัฐต้องเผชิญความท้าทายอย่างมาก เพราะต้องฝ่าฟันหลายด่าน หลายกระบวนการ

“ยากมาก เราเป็น CEO จากต่างชาติ เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงิน ดำเนินเรื่องพื้นฐานต่างๆ ยังต้องใช้เวลาเกือบครึ่งปี และตอนแรกไม่รู้เรื่องธุรกิจเลย แต่พอจะทำธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นและรัฐบาล การพิสูจน์ให้ได้การยอมรับเป็นเรื่องสำคัญมาก โชคดีที่เราเคยทำงานวิจัยกันมาก่อนแล้ว เลยได้รับความไว้วางใจ” 

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น

หลังจากเริ่มลงหลักปักฐานที่ญี่ปุ่นได้สำเร็จ นุ่นตัดสินใจมาเปิดบริษัทที่แผ่นดินเกิดของเธอควบคู่ไปด้วย เพื่อผลักดันภาคการเกษตรไทยไปข้างหน้า

“ถึงจุดหนึ่ง เราอยากเห็นประเทศเกิดการพัฒนา คิดว่าตัวเองพอจะเป็นกลไกและสะพานที่เชื่อมงานวิจัยระหว่างไทยและญี่ปุ่นได้ด้วย” นุ่นเล่า พร้อมเสริมว่าสิ่งที่ไทยยังขาดและต่างไปจากญี่ปุ่นคือการเก็บข้อมูลให้ละเอียด เป็นระบบ เพียงพอต่อการใช้งานในภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสาเหตุให้ภาคการเกษตรของญี่ปุ่นเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง แม้จะมีพื้นที่จำกัด

หากแต่ละหน่วยงานประสานร่วมมือกันวางแผนระยะยาวและขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ประเทศไทยจะมีขุมทรัพย์ข้อมูลทางการเกษตรที่เหมือนปุ๋ยชั้นเลิศ ให้เทคโนโลยีอย่าง ListenField สามารถใช้ประโยชน์ต่อยอดได้อีกมากมาย

04

FarmAI

นอกจากสร้างเครื่องมือให้บริษัทและภาครัฐเพื่อทำให้ธุรกิจมีรายได้ ListenField ไม่ได้หลงลืมกลุ่มเกษตรกรและพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘FarmAI’ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเกษตรกรโดยตรง ส่งเสริมให้พวกเขามีเครื่องมือสำหรับการเป็น Smart Farmers ยุคใหม่ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผสมผสานการเกษตร

“FarmAI เกิดจากแนวคิดว่าทำอย่างไรให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเข้าถึงเกษตรกร ปกติพวกเขาต้องมีการจดบันทึกข้อมูลต่างๆ เราอยากลดขั้นตอนตรงนี้ให้เขา ข้อมูลที่เก็บไว้ในระบบนี้ยังเชื่อมต่อให้ผู้ตรวจสอบคุณภาพและธุรกิจเห็นและทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย” 

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น

ฟีเจอร์ของ FarmAI ทำให้เกษตรกรดูพยากรณ์ฟ้าฝน ตรวจสอบคุณภาพดิน คาดการณ์ผลผลิตและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ข้อมูลตรงนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเลือกวันเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวต่างกันแค่เพียงสัปดาห์ หรือเกิดเหตุให้อุณหภูมิเปลี่ยนเพียงไม่ถึง 1 องศา อาจส่งผลต่อชะตากรรมของพืชผลเหล่านี้ต่างกันลิบลับ

นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถบันทึกข้อมูลแปลงและการเพาะปลูกเก็บไว้ออนไลน์และพิมพ์ออกมาเป็นรายงาน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหายหรือหลงลืม นำไปขอใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างมั่นใจ เพิ่มมูลค่าของผลผลิตในตลาด แถมยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยจัดการกลุ่มเกษตรกรภายในแปลงหรือชุมชน รวมถึงพูดคุยถามตอบกับเกษตรกรร่วมวิชาชีพที่ใช้แอปพลิเคชันได้อีกด้วย

การพัฒนาแอปพลิเคชันนี้จะเกิดขึ้นจนใช้งานจริงไม่ได้ หากไม่ลงไปสัมผัสความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างลึกซึ้ง เป็นเหตุให้ทีมของนุ่นลงพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ อยู่สม่ำเสมอเพื่อเข้าใจวิถีชีวิตที่แท้จริง รับฟังปัญหาและสานสัมพันธ์กัน ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีตามความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ส่วนเทคนิคการทำให้เกษตรกรเปิดใจรับสิ่งใหม่คือ การอาศัยแรงสนับสนุนของผู้คนที่ทำงานร่วมกับชุมชนอยู่แล้ว

“พาร์ทเนอร์ในชุมชนเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่นที่น่าน อาจารย์ที่ทำงานกับชุมชนอยู่แล้วจะเป็นคนช่วยพูดคุยได้มาก หรือบางทีเราต้องเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนด้วย เพราะเราไม่อาจทำให้ทุกคนเข้าใจ ต้องค่อยเป็นค่อยไป” 

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น
ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น
05

สเกลความหวัง

“คนในทีมอายุเฉลี่ยประมาณ 20 กลางๆ เอง” นุ่นเผยถึงชีวิตเบื้องหลังภารกิจใหญ่ ทีมงานของนุ่นส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ จากญี่ปุ่น ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ตูนิเซีย เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเกษตรเฉพาะทาง หาตัวจับได้ยาก แบ่งออกเป็น 3 ทีมหลักคือ ผลิตภัณฑ์ วิจัย และธุรกิจ

“คนกลุ่มนี้ชอบความท้าทายในงานที่ทำ และเชื่อในพันธกิจของ ListenField ว่าสิ่งที่เขาทำจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ไม่ได้ติดเรื่องอายุเลย เพราะเราเชื่อในความหลากหลายและการให้โอกาส”

แต่เมื่อคนเก่งๆ ที่มีความฝันและทิศทางชีวิตของตัวเองมารวมกันแล้ว CEO ก็จำเป็นต้องมีทิศทางชัดเจน และเร่งเรียนรู้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

“หลายคนอาจมองว่า CEO สตาร์ทอัพเท่ แต่จริงๆ ไม่เลย เผชิญความยากทุกจุด ตั้งคำถามว่าเรามาถูกทางหรือเปล่าอยู่เรื่อยๆ ยิ่งเราไม่ได้มาจากฝั่งธุรกิจด้วย ต้องเรียนรู้ใหม่และหาจุดสมดุลในเรื่องต่างๆ ซึ่งการเจอคนที่มีประสบการณ์จะช่วยเหลือเราได้มาก” นักวิจัยที่ปัจจุบันสวมบทบาทนักธุรกิจเล่า ที่ผ่านมาเธอนำ ListenField ไปเข้าร่วมโครงการต่างๆ ในหลากหลายประเทศ เช่น 500Kobe ที่ญี่ปุ่น และ FoodTrack ที่เดนมาร์ก เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลขึ้น

ล่าสุด ListenField ขยายการบริการเพิ่มเข้าสู่ประเทศอินเดีย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งรับการลงทุนจาก Kubota ประเทศญี่ปุ่น ที่ทำงานด้านการเกษตรมาอย่างยาวนาน เป็นหมุดหมายใหม่ที่สนับสนุนให้ ListenField เติบโตขึ้นไปอีกขั้น

“เรามีเป้าหมายร่วมกันว่าจะนำเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำมาพัฒนาการเกษตรในภูมิภาคนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่เหนื่อยและกดดันตามความคาดหวัง แต่รู้สึกสนุกเหมือนกันที่จะได้ขับเคลื่อนอะไรมากขึ้น” 

ภารกิจต่อไปที่สำคัญของนุ่นคือการพัฒนาโมเดลและงานวิจัยทั้งหลายให้ไม่อยู่เป็นเพียงเปเปอร์เท่านั้น แต่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สเกลต่อไปและสร้างความหวังและคุณค่าให้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง

ก่อนจากกัน เราบอกนุ่นว่าชื่นชอบชื่อและโลโก้ของบริษัทมาก เพราะดูสอดคล้องกับสิ่งที่นุ่นทำเหลือเกิน นุ่นจึงเฉลยว่าโลโก้ของ ListenField นั้นคือดอกเทมโปโป (แดนดิไลออน) ที่คุณอาจเคยเห็นในเรื่องโดราเอมอน

“เทมโปโปเป็นดอกไม้แห่งฤดูกาล คนอาจคิดว่าเป็นเพียงดอกหญ้า แต่จริงๆ มีประโยชน์ในทุกอณู เป่าฟู่แล้วล่องลอยไป นำความสุขและความหวังให้ผู้คน ไปตกลงที่ใดก็เจริญงอกงาม” นุ่นกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

ListenField สตาร์ทอัพการเกษตรแม่นยำของนักวิจัยไทยที่มีลูกค้าเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น

ติดตาม ListenField ได้ที่

เว็บไซต์ : ListenField

Facebook : ListenField

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

สถานการณ์ในบ้านหลังเดียวของเราเต็มไปด้วยอณูสารเคมีทุกตารางเมตร ทั้งในอากาศ น้ำดื่ม รวมไปถึงอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เทรนด์การกินอาหารออร์แกนิกเพื่อเสริมสุขภาพจึงเริ่มเป็นที่จับตามากขึ้น แต่ด้วยราคาที่สูงกว่าอาหารทั่วไป ทำให้ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายในทุกกลุ่ม

อีกด้านหนึ่ง เกษตรกรไทยก็มีข่าวราคาพืชผลตกต่ำ รายได้น้อยมาตลอดหลายปี เป็นปัญหาเรื้อรังระดับชาติเพราะการกดราคาจากพ่อคนกลาง ทำให้กลุ่มคนที่เปรียบเสมือนแหล่งอาหารของโลกยังอยู่ภายใต้เส้นความยากจนนับล้านคน

จะดีกว่าไหมหากมีการแก้ปัญหาทั้งสองสิ่งได้ภายในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทานอาหารออร์แกนิกราคาถูกลงและเข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันเกษตรกรก็เพิ่มมูลค่าสินค้าของตนเองได้ ช่วยขยับฐานะทางการเงินให้ดีขึ้น 

แอปพลิเคชัน ‘Kaspy’ ของ อั๋น-รังสิ ทุวิรัตน์ ตั้งขึ้นมาเพื่ออาสาแก้ปัญหานี้ โดยทำงานเป็นมาร์เก็ตเพลสให้แก่ผู้ขายอย่างเกษตรกรไทย ผู้ตั้งใจส่งมอบวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพดี และผู้ซื้อที่มองหาผลผลิตคุณภาพเยี่ยม

ใครจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ ว่าอยากมีสวนป่าเป็นของตัวเอง สู่การพลิกงานประจำจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อทำแอปพลิเคชันที่ทำให้ ‘ผู้บริโภคกินได้ เกษตรกรยิ้มด้วย’

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

01

ชีวิตของหนุ่มไทยผู้ใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ เกือบ 20 ปี ทั้งยังมีประสบการณ์ด้านแบรนดิ้งจากการทำงานกับแบรนด์ Oakley ที่สำนักงานใหญ่ Foothill Ranch, California นานถึง 10 ปี เขาตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อปลุกปั้นบริษัทแบรนดิ้งเอเจนซี่ชื่อ Mad Arai-D ก่อนจะได้พบเจอบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“3 สิ่งที่ว่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลยว่า เราต้องทำอะไรเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”

สิ่งแรกคือการได้พูดคุยกับ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับภาพยนต์โฆษณาชื่อดัง ขณะนั้นต่อกำลังจัดเตรียมสวนป่าขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 6 ไร่ที่สะสมเงินซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง เขาให้เหตุผลว่าโลกกำลังตกอยู่ในวิกฤตโลกร้อน ป่าไม้กำลังถูกทำลาย การสร้างสวนนี้คือความพยายามเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น

สิ่งที่สองคือพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 “ผมเห็นพระองค์ทรงช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรมาตลอดระยะเวลาการครองราชย์ พระองค์ทรงเห็นว่าเกษตรกรไทยยังคงมีความยากลำบากด้านฐานะการเงิน น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ลืมตาอ้าปากได้” 

สิ่งที่สามคืออาการป่วยของคุณแม่ ซึ่งขณะนั้นป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปัจจัยไม่มากก็น้อยมาจากสารเคมีตกค้างในร่างกาย ทั้งครอบครัวจึงใส่ใจเรื่องอาหารการกินและสินค้าอุปโภคบริโภคปลอดภัยสำหรับดูแลผู้ป่วย

ด้วย 3 เหตุผลนี้ทำให้อั๋นตั้งใจสร้างแพลตฟอร์มขายสินค้าออร์แกนิกที่ไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพดี แข็งแรง และหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือเกษตรกรไปพร้อม ๆ กัน 

Kaspy จึงเกิดขึ้น

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

02

“เราต้องการให้ Kaspy เป็นตลาดสินค้าออร์แกนิกที่ถูกและดี ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสุขภาพดี มีอาหารดี มีรายได้และค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ช่วยให้พวกเขายิ้มได้มากขึ้น” เขาว่าอย่างนั้น “เกษตรกรเข้ามาขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อสร้างสังคมออร์แกนิกให้เติบโตยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าใช้สารเคมีก็ขายในพื้นที่แห่งนี้ได้ นี่คือสังคมแห่งการแบ่งปันที่จะทำให้เกษตรกรและผู้คนได้รับแต่สิ่งดี ๆ”

ปัจจุบัน Kaspy แบ่งแพลตฟอร์มสินค้าออกเป็น 2 ประเภทคือ สินค้าออร์แกนิกและสินค้าที่ยังคงใช้สารเคมี 

ประเภทสินค้าออร์แกนิก สินค้าที่จำหน่ายในหมวดนี้ต้องมีหลักฐานรับรองจึงอยู่บนแพลตฟอร์มของเขาได้ โดยต้องส่งใบรับรองให้อนุมัติก่อน จึงจะได้ตราออร์แกนิกจาก Kaspy ซึ่งโปร่งใสและตรวจสอบคุณภาพได้

ส่วนหมวดย่อยของสินค้าออร์แกนิกคือ Kaspy Kudsan หมวดสินค้าที่รับประกันว่าเป็นสินค้าออร์แกนิก ปลอดภัยไร้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยรับประกันคุณภาพสินค้าจากที่ Kaspy รู้จักเหล่าเกษตรกรตัวจริง จากการเข้าไปคลุกลี ตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำด้วยมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกที่กำหนด โดยวางขายในราคาเป็นมิตรที่จะทำให้วงการออร์แกนิกเติบโตต่อไปในแนวราบ

“ผักบางชนิดต้นทุนไม่แพงขนาดนั้น อาจจะต้นทุน 220 แต่เสนอขาย 600 บาท คนที่ซื้อไหวมีไม่มาก ถ้าอยากให้สังคมออร์แกนิกเติบโต เราต้องหาวัตถุดิบที่ดีแต่ราคาเข้าถึงได้ มานำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้กลุ่มอื่น ๆ”

แพลตฟอร์มส่วนที่สองคือตลาดสินค้าเกษตรที่ยังใช้สารเคมี

อั๋นเปิดพื้นที่ส่วนนี้ให้กับเกษตรกรที่ยังใช้สารเคมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้าน GMP (Good Manufacturing Practice) เพราะเข้าใจว่าการทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ให้เป็นแบบออร์แกนิกมีต้นทุน ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การปรับตัว ดังนั้น ไม่ใช่เกษตรกรทุกกลุ่มที่จะทำได้ 

แล้วใครจะอยากมาทำ หากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงมันใหญ่ขนาดนี้ – พวกเรายิงคำถามไปหาอั๋นด้วยความสงสัย

“เมื่อมีอุปสงค์ผู้บริโภคและผู้รับซื้อสินค้าออร์แกนิกในราคาที่สูงกว่าสินค้าเคมีทั่วไป เกษตรกรจะเริ่มหันมาทำรูปแบบออร์แกนิกตามความต้องการและคอมมูนิตี้ที่เพิ่มมากขึ้นเอง ส่วนเรื่องราคา เมื่อมีคนทำแบบเดียวกันจำนวนมาก ราคาสินค้าจะปรับตัวลดลงอยู่ในจุดที่ทุกคนเอื้อมถึง” 

ท้ายที่สุด เป้าหมายที่ตั้งไว้คือเกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เข้าถึงสินค้าคุณภาพได้

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

03

นอกจากพัฒนาวงการสินค้าเกษตรอินทรีย์ อั๋นยังหวังให้เกษตรกรไทยทำธุรกิจด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน เท่าทันต่อโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป

“เกษตรบ้านเราถนัดเพาะปลูก แต่ไม่ถนัดค้าขาย” อั๋นเว้นจังหวะให้คิดตาม 

“สมมติเวลาซื้อถั่วแระ เราไม่มีทางรู้ว่าเจ้าไหนดีกว่ากันเพราะเราไม่ใช่เกษตรกร ดังนั้นแบรนดิ้งที่สื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ดีที่สุด จะทำให้เขาเชื่อถือและซื้อสินค้าของเรา” ผู้คร่ำหวอดในวงการแบรนดิ้งมาหลายสิบปียืนยันหนักแน่น

Kaspy อบรมทักษะเหล่านี้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้พวกเขาสื่อสารตรงถึงผู้บริโภคให้เข้าใจถึงความตั้งใจดี โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัย ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ทะลุเป้าเกินกว่าที่นักพยากรณ์คนไหนจะทำนายถูก

อีกปัญหาคือพ่อค้าคนกลางและค่า GP ซึ่งเป็นข้อกำจัดของวงการนี้มายาวนาน อาหารที่ต้นทุนไม่แพงกลับมีราคาแพงขึ้นเมื่อผ่านการซื้อหลายต่อ มีการกดราคารับซื้อหรือหักค่า GP ที่อาจมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงอย่างไม่เป็นธรรม Kaspy จึงขออาสาเข้ามาขันน็อตในจุดนี้

ไม่มีพ่อค้าคนกลาง มีเพียงค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคยิ้มกว้างมากขึ้น

สิ่งที่ Kaspy ทำ เป็นโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายยินดีโอบรับไว้

แม้แต่การพัฒนาแพลตฟอร์ม เขาก็ยังใส่ใจเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทุกปุ่ม ทุกฟังก์ชันของแอปพลิเคชัน Kaspy พัฒนาผ่านการสอบถามเกษตรกรตัวจริงถึงความยากง่ายในการใช้งาน 

ปุ่มเป็นยังไง สีแบบนี้มองชัดไหม

“Kaspy เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานกับ 2 ฝ่าย หากเกษตรกรใช้ไม่ได้คือพังตั้งแต่ต้นน้ำ”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

04

Kaspy อยู่รอดได้อย่างไรในสมรภูมินี้ที่มีคู่แข่งมากมาย

‘ความหลากหลายของสินค้าและผู้ค้ากว่า 700 ราย รวมถึง 14 หมวดสินค้าตั้งแต่อาหารไปจนถึงพันธุ์ไม้และสัตว์เกษตรกรรม’ คือหมัดน็อกแรก

แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ แต่การเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายบนมือถือเจ้าแรก ๆ ทำให้ได้เปรียบกว่าเจ้าเก่าที่ทำบนเว็บไซต์ และตอบสนองผู้บริโภคใหม่ ๆ นอกเหนือกลุ่มคนรักสุขภาพที่อาจเข้าถึงแหล่งสินค้าอาหารออร์แกนิกอยู่แล้ว ยังมีผู้คนที่คุ้นเคยกับ Mobile Application อีกมากมายที่พร้อมเปิดใจให้สินค้าออร์แกนิก 

หมัดน็อกที่สองคือ ระบบสมาชิก (Subscription) สำหรับลูกค้าที่สั่งอาหารออร์แกนิกเป็นประจำ โดยกำหนดได้ว่า ใน 1 สัปดาห์ต้องการหมู ปลา ผัก หรือธัญพืชจำนวนเท่าไหร่ อีกทั้งยังกำหนดรอบความถี่ในการส่งได้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าประจำและผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

“คนที่ซื้อวัตถุดิบจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง เจอมลพิษ เขาควรได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เขารัก เราจึงอาสามาช่วยดูแลกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวในจุดนี้

“อีกกลุ่มเป้าหมายคือร้านอาหารระดับ A และ B ซึ่งเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุดกับระบบนี้ ร้านอาหารระดับนี้กลุ่มลูกค้ามักมีกำลังจ่ายในระดับหนึ่ง การได้ใช้วัตถุดิบจากระบบ Subscribtion แลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วน ไม่ได้มีผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ซึ่งมีกำลังซื้อและใส่ใจสุขภาพเป็นทุนเดิม ดังนั้น การใช้สินค้าออร์แกนิกที่ดีทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพิ่มมูลค่าให้ร้านค้า เกิดเป็น Customer Loyalty ต่อร้านอาหารในระยะยาว”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

ชุด Kit ตรวจสารเคมีจะส่งไปพร้อมกับสินค้าระบบ Subscribtion เพื่อให้ลูกค้าทดสอบสารเคมีในอาหาร ดังนั้น ก่อนส่งมอบอาหารต้องมั่นใจว่าปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นออร์แกนิกไร้สารเคมีจริง ๆ ตามที่ Kaspy กำหนดมาตรฐานไว้ 

หมัดน็อกที่สามคือ การขยายตลาดแบบออฟไลน์

อั๋นกระซิบบอกพวกเราว่า ขณะนี้กำลังซุ่มศึกษาโมเดลการขายสินค้าออฟไลน์ โดยกระจายไปตามกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นการเสริมสร้างคอมมูนิตี้สินค้าออร์แกนิกให้แพร่หลาย ผู้บริโภคจะเข้าถึงและตรวจสอบสินค้าจริง ๆ ได้ด้วยตัวเอง และยังเป็นการส่งเสริมช่องทางการตลาดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่สันทัดการสั่งสินค้าออนไลน์ โมเดลนี้จึงเป็นหนึ่งในช่องทางขยายกลุ่มลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าในละแวกที่ตั้งร้านค้าออฟไลน์ได้เป็นอย่างดี 

อั๋นยอมรับว่าตนเป็นเพียงคนตัวเล็กในวงการนี้ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด รายได้จากค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงพอต่อการดูแลธุรกิจในระยะยาว การตลาดแบบ Subscribtion และออฟไลน์จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้บริษัทและทีมงานดำเนินต่อไปได้ 

แม้ไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล พร้อม Burn Cash ด้วยสารพัดโปรโมชัน แต่ Kaspy เป็นแอปพลิเคชันสัญชาติไทยที่สนับสนุนสินค้าออร์แกนิกแบบ E-Commerce จริง ๆ ซึ่งทำให้ ‘การซื้อขายสินค้าเป็นเรื่องง่าย’ ผู้ซื้อตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่กินคืออะไร ผลิตยังไง มาจากจังหวัดไหน มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและคุณภาพสินค้าให้โปร่งใสเสมอ จึงมั่นใจได้ว่า ‘ผู้ซื้อได้สินค้าที่ดี ผู้ขายได้รับเงินชัวร์’ และเงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะนำไปพัฒนาทักษะดิจิทัล ทักษะการแปรรูปสินค้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย 

การเป็นแพลตฟอร์มขนาดเล็ก ทำให้ Kaspy เข้าถึงผู้ซื้อและเกษตรกรได้ในระดับที่ใกล้ชิดกว่าแพลตฟอร์มใหญ่ เข้าใจทั้งคุณภาพ แหล่งที่มาสินของค้า และช่วยพัฒนาแบรนดิ้งของเกษตรกรเพื่ออุดรอยรั่วได้ตรงจุด อีกทั้ง Kaspy ยังเป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายให้มาเจอกัน จากบรรยากาศที่เป็นกันเองระหว่าง 2 ฝั่ง เกิดเป็นคอมมูนิตี้แฟนคลับของเกษตรกร

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

05

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในวงการนี้ – เราถาม 

“ยากทุกอย่างครับ” ทั้งเขาและเราหัวเราะกับคำตอบนี้ 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้

ยุคตั้งไข่ของสตาร์ทอัพมักไม่มีนายทุนหรือภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุนด้านการเงิน ทีมงานสตาร์ทอัพจึงต้องใช้เงินของตัวเองและครอบครัวในการพัฒนาแอปฯ จ่ายเงินค่าเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

อย่างที่สอง คือการวางแผนที่เกินตัว เขาเล่าถึงประสบการณ์ที่นิยามว่า เป็นประสบการณ์แห่งความโง่เขลาของตัวเอง

“เราคิดว่าองค์กรเราใหญ่ เลยวางตำแหน่งพนักงานหลายตำแหน่ง ที่จริงต้องเริ่มจากคนให้น้อยที่สุด ถ้ายังไม่จำเป็นอย่าไปหน้าใหญ่” 

อย่างที่สาม ความไม่รู้และการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไป เนื่องจากผู้เล่นใหม่มักคิดว่าตนรู้ทุกอย่าง เมื่อเจอสถานการณ์จริง มักเจอปัญหามากกว่าที่ได้ประเมินไว้

ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่อั๋นและทีมงานพบเจอ ตั้งแต่การทำงานวันแรกจนถึงวันเปิดตัวแอปพลิเคชัน ซึ่งในการเปิดตัว ระบบการทำงานยังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ ข้อตำหนิที่มาจากความหวังดีของคนรอบตัวที่อยากให้ Kaspy ดีขึ้น เป็นมีดทิ่มแทงอั๋นจนแทบหมดกำลังใจ 

“เราได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรว่าเราคือความหวังของเขา หากวันหนึ่งเราเลิกทำธุรกิจนี้ไป มันไม่ใช่เพียงเป็นการทำลายความฝันของเรา แต่เป็นการทำลายความหวังและความฝันของเกษตรกรจำนวนมาก ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเราตั้งแต่ยังไม่เริ่ม นี่จึงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะล้มเลิกความฝัน เราพร้อมสู้ต่อ” 

06

การได้ช่วยเหลือเกษตรกรและช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกที่มีคุณภาพ คือความสุขในปัจจุบันของชายคนนี้ 

ไม่ใช่การขายฝัน แต่ Kaspy แน่วแน่ในอุดมการณ์สินค้าที่ยั่งยืนในระยะยาว เแล้วหากวันหนึ่งมีข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้เข้ามา ธุรกิจนี้จะทำอย่างไร เขาให้คำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

“หากปลายทางเหมือนกับเราก็ไม่ผิด แต่หากเป็นกลุ่มทุนที่เข้ามาซื้อ แล้วบอกว่าเป้าหมายคือต้องทำสินค้าชนกับเกษตรกร เหมือนที่ทุนใหญ่หลายเจ้าทำ Kaspy จะไม่ทำ” 

ก่อนจากกัน เขาได้ทิ้งข้อคิดเอาไว้

“ต้นทุนที่แพงที่สุดสำหรับการทำสตาร์ทอัพไม่ใช่เงิน แต่คือ Cost of Delay หากมีความฝันจะทำอะไรให้ตั้งใจเริ่มทำทันที เพราะเมื่อมีคำว่า ‘ถ้า’ นั่นแปลว่าคนอื่นที่มีความฝันเหมือนกันเขาเริ่มไปหมดแล้ว จงพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ปรับตัว ลองผิดลองถูกอยู่เสมอ”

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load