Local Creative ตอนนี้ขอพาคุณเดินทางตามรอยชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่แม้โลกเปลี่ยนไปด้วยการใช้เครื่องจักรกลทดแทนฝีมือมนุษย์เพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาดมากขึ้น แต่ พลิษฐ์ หงสุชน กลับเห็นคุณค่าภูมิปัญญาของช่างจักสานคนไทยอันน่าทึ่ง ที่หยิบของใกล้ตัวอย่างฝากระป๋องนมที่ใครมองว่าไร้ค่า มาเป็นอุปกรณ์ชิ้นเอกในการวัดขนาดเส้นย่านลิเภา ต่อเรียงร้อยสานกันจนกลายเป็นกระเป๋าที่ชนชั้นสูงนิยมใช้กัน แล้วเมื่อภูมิปัญญาไทยมาบรรจบกับความคิดสร้างสรรค์ของนักการตลาดรุ่นใหม่ จะเกิดมิติใหม่อะไรขึ้นกับ ‘ย่านลิเภาไทย’ ที่คนรุ่นใหม่มองว่าแสนเชยบ้างนะ และอะไรคือกลยุทธ์ใหม่ๆ และก้าวสำคัญของ ‘บุญยรัตน์ ไทยคร๊าฟท์’ ที่ได้นักออกแบบชาวญี่ปุ่นเข้ามาช่วยแปลงโฉมย่านลิเภา สินค้า OTOP เมืองนครฯ ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกยังตลาดต่างประเทศได้ ล้อมวงเข้ามาฟังเรื่องราวจากพลิษฐ์พร้อมกัน

พลิษฐ์ หงสุชน

ใบเฟิร์น ดาษดื่นกลางป่าแต่ไม่ไร้ค่า

กระเป๋าย่านลิเภาที่เราคุ้นชินตาใช้วัสดุสานโดดเด่นคือใบเฟิร์น เถาชนิดหนึ่งในสกุล Lygodium ซึ่งพบได้มากทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช เพราะพันธุ์ไม้ตระกูลเฟิร์นชนิดนี้ชอบอยู่ในที่อากาศชื้น ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นพืชไม้เลื้อยที่มีความเหนียวทนและมีหลากสี

ที่เลิศกว่านั้น ย่านลิเภาของนครศรีธรรมราชขึ้นชื่อว่ามีความเหนียวและทน 20 ปีงามอย่างไร อีก 50 ปีก็ยังคงความงามอยู่อย่างนั้น

ครอบครัวของพลิษฐ์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบุญยรัตน์ ไทยคร๊าฟท์ แบรนด์สินค้าย่านลิเภาของดีเมืองนครศรีธรรมราชที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งเล็งเห็นค่าของกระเป๋าย่านลิเภา ด้วยธุรกิจเดิมของครอบครัวที่รับซื้อและจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรแก่ชาวบ้าน อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช

พลิษฐ์เล่าว่า เวลาคุณพ่อคุณแม่เข้าไปรับซื้อข้าวหรือเมล็ดพันธุ์พืชถึงบ้านเรือนชาวบ้าน ภาพที่เห็นจนชินตาคือลุงๆ ป้าๆ นั่งสานกระเป๋าย่านลิเภา แต่ไม่มีตลาดรองรับที่เพียงพอ จึงขาดกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อ

ถือเป็นความโชคดีของชาวบ้านและเป็นพระมหากรุณาอันใหญ่หลวง ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ส่งเสริมและสนับสนุนการสานย่านลิเภา ทำให้ช่างหัตถกรรมสานย่านลิเภามีกำลังใจที่จะสานต่องานฝีมือชั้นครูที่หายากนี้ให้คงอยู่ ไม่เพียงแค่นั้น คุณพ่อของเขายังสืบสานงานถมลงรักและงานจิวเวลรี่เพื่อต่อยอดกระเป๋าย่านลิเภาสู่เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนมากขึ้น

พลิษฐ์ หงสุชน

หลังจบการศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พลิษฐ์ตัดสินใจเรียนต่อด้านการตลาดในระดับปริญญาโทที่ประเทศจีนเพื่อต่อยอดแบรนด์ให้แข็งแกร่ง พลิษฐ์เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้ฟังว่า แผนการตลาดหลักใหญ่คือ ต้องผลิตสินค้าที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ทำในสิ่งที่อยากผลิต หลังเรียนจบพลิษฐ์ตั้งใจกลับบ้านไปเป็นนักการตลาดเพื่อผลักดันแบรนด์ย่านลิเภาไทยให้ไปสู่ตลาดต่างประเทศให้ได้

“ศาสตร์ด้านการตลาดจะมาช่วยเติมเต็มเรื่องการจัดสรรคนงาน วางแผนและควบคุมให้ชิ้นงานเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งความแตกต่างของคนเรียนศิลปะคือ มีความคิดสร้างสรรค์ในงานออกแบบ แต่อาจไม่ถนัดการจัดระบบระเบียบงาน เพราะขั้นตอนการทำงานหลังงานของช่างเสร็จ ยังต้องส่งชิ้นงานบางชิ้นไปประกอบต่อ กลายเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์ คนหนึ่งสานได้เดือนละกี่ชิ้น ต้องอาศัยการคำนวณวันและเวลาให้สินค้าเสร็จตามเวลาที่กำหนด ต้องรู้จักจัดสรรเวลา ออร์เดอร์ไหนรีบ อันไหนรอก่อนได้ ทั้งหมดต้องใช้การบริหารการจัดการที่ดี เพราะโลกความเป็นจริงของตลาดกับความงามก็มีข้อจำกัด” พลิษฐ์เล่า

 ย่านลิเภา เปล่งประกายดาว

หลังเรียนจบจากจีน พลิษฐ์เข้าร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พัฒนาสินค้าเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะผลักดันให้สินค้าของเขาไปจำหน่ายต่างประเทศได้ และความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล ย่านลิเภาของบุญยรัตน์ได้เป็นตัวแทนสินค้าไทยโกอินเตอร์เป็นครั้งแรกและเฉิดฉายในงาน Tokyo Gift Show 2017 พร้อมๆ กับการพัฒนารูปลักษณ์สินค้า โดยได้ทีมนักออกแบบไทยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นสร้างสรรค์ ‘ลายน้ำไหล’ โดยใช้เวลาพัฒนานาน 1 ปีทีเดียว

“ชาวบ้านคุ้นชินกับการสานลวดลายเดิมๆ ก็ต้องคุยกับชาวบ้าน คุณลองพลิกเส้น ลองทำก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าง่ายหรือยาก จากเดิมลายน้ำไหลนั้นช่างไม่อยากพลิก เพราะการพลิกคือการเปลี่ยนวัสดุจากย่านลิเภาเป็นใบลานสีขาว เขาอยากสานต่อไปเรื่อยๆ เราต้องจูงใจให้เขาพยายามทำหน่อย เพราะถ้าทำก็จะได้สินค้าใหม่ขึ้นมา ขายได้ดีนะ ผมพยายามบอกว่า ถ้าคุณทำแบบเดิมก็ต้องแข่งกับหมู่บ้านอื่น แต่ถ้าทำแบบใหม่นี้ขาย คุณจะเป็นบ้านเดียวที่ขายเลยนะ” พลิษฐ์เล่า

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

เขาบอกว่า นักออกแบบญี่ปุ่นยังมองว่าย่านลิเภามีแนวโน้มเติบโตได้ เพราะคนญี่ปุ่นรู้จักย่านลิเภาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ อยู่แล้ว ภายใต้ความเชื่อว่าย่านลิเภาเป็นสินค้าไฮเอนด์ของคนไทย ผู้ใหญ่มักใช้กัน แต่พลิษฐ์มีโจทย์ที่ต้องการทำรูปลักษณ์สินค้าให้ดูเด็กลง

“โชคดีที่เราได้ร่วมงานกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่นที่มาเมืองไทยเพื่อช่วยพัฒนาสินค้าไทยกับเรา โดยนักออกแบบได้แรงบันดาลใจจากจิตรกรรมของนักวาดภาพชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังมาก คือลายน้ำไหล Flow and Glow ออกแบบมาห้ารูปแบบ คือทรงกลมสองแบบ กลมเล็กกับกลมใหญ่ เป็นคลัตช์ขนาดใส่เอสี่ได้ และเป็นกระเป๋า Tote ทรงยาว และหมวก 

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

“ถือว่าประสบความสำเร็จ เราได้รายการสั่งซื้อจากเกียวโต เพราะพัฒนาสินค้าได้ตรงตามแบบเป๊ะๆ เป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง อย่างหมวกถือเป็นคอลเลกชันเดียวกับการพัฒนาสินค้าครั้งแรก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าขายได้เรื่อยๆ ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นผู้หญิงที่มีไลฟ์สไตล์ชอบเที่ยวทะเล ใส่ถ่ายรูปเก๋ๆ” เราจินตนาการเห็นภาพน่ารักๆ ของหญิงสาวช่างแต่งตัวตามที่พลิษฐ์เล่า

นอกจากพัฒนาแบบให้ดูเด็กลง ราคาก็ต้องปรับลดลงมาเพื่อให้กลุ่มวัยรุ่นจับต้องได้

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

ภารกิจต่อไปที่พลิษฐ์ทำคู่ขนานกับการพัฒนาย่านลิเภาคือ ช่วยดำรงงานเครื่องถมให้คงอยู่ เนื่องด้วยช่างฝีมือชั้นครูวัย 90 ในกลุ่มเหลือเพียง 3 ท่าน ซึ่งหากหมดรุ่นนี้แล้ว น่าห่วงว่าจะหาช่างที่มีฝีมือวิจิตรเช่นนี้ได้อีกหรือไม่ แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ฝึกช่างจิวเวลรี่ให้มาทำงานถมได้ เพราะงานมีความละเอียดคล้ายกัน

ลายน้ำไหล-ภูมิปัญญา-หัตถศิลป์ชั้นครู

ฝากระป๋องนมเจาะรู คืออาวุธติดกายของนักจักสานย่านลิเภา เพื่อรูดเส้นย่านลิเภานี้ ยิ่งมีความชำนาญเท่าไหร่ยิ่งรูดเส้นย่านลิเภาให้มีขนาดเล็กเท่าเส้นผมได้ อีกทั้งย่านลิเภาที่ปลูกที่ภาคใต้ยังมีลักษณะมันวาวโดยธรรมชาติ ซึ่งเพิ่มความงามและความโดดเด่นให้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้

กว่า 4 ปีในการพัฒนารูปแบบสินค้ากระเป๋าย่านลิเภาให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยขึ้น จากที่ดั้งเดิมกระเป๋าสานย่านลิเภาของทั้งบ้านหมนและโพธิ์เสด็จมีลักษณะงานที่แตกต่างกัน บ้านโพธิ์เสด็จทำเครื่องจักสานลวดลายละเอียดกว่าบ้านหมน ส่วนบ้านโพธิ์เสด็จมีจะโครงกระเป๋าจากหวายก่อน แล้วค่อยๆ ขึ้นรูป ค่อยๆ สานใบต่อใบ ไม่มีต้นแบบ ถือเป็นการสานที่ยากที่สุด ต้องใช้ฝีมือมาก แต่ก็ยังคงความดั้งเดิม เรียบง่าย ไม่ค่อยประดับตกแต่งมากนัก

กระเป๋าหนึ่งใบใช้เวลาทำนาน 3 – 5 เดือนทีเดียว

ด้วยเส้นย่านลิเภามีลักษณะแข็งและเส้นเล็ก จึงต้องใช้สายตาเพ่งมอง และใช้นิ้วมือกดให้เส้นย่านลิเภาสอดประสานกันเส้นต่อเส้น เราจึงเห็นนักหัตถศิลป์ไทยที่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในการสานย่านลิเภา

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

“ลายน้ำไหลคือคำตอบของการพัฒนาต่อยอดสินค้าอย่างแท้จริง ทุกอย่างพัฒนาให้เหมาะต่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น เช่นกระเป๋าขนาดใส่ไอแพดหรือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กได้ ยังมีกระเป๋าอีกแบบหนึ่งที่ผมพัฒนา คือกระเป๋าสตางค์ตกแต่งด้วยย่านลิเภา ด้านในทำจากหนัง ด้านนอกใช้ย่านลิเภา โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้ชาย 

“ก่อนจะพัฒนาเป็นกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่พาสปอร์ต กระเป๋าสตางค์ผู้หญิง จำหน่ายที่คิง เพาเวอร์ เท่านั้น เป็นการต่อยอดจากลายน้ำไหลเวอร์ชันสอง มีทั้งกระเป๋าสตางค์ผู้หญิงและผู้ชาย” พลิษฐ์ชี้ให้เราดูรายละเอียดภายใน และยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า คนรุ่นใหม่สนใจและถามหาย่านลิเภาในมุมมองใหม่ๆ เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของพวกเขามากขึ้น เช่น กล่องใส่ใบชา ที่นอกจากจะใส่ใบชาจริงๆ ได้แล้ว ยังดัดแปลงมาเป็นของตกแต่งบ้านได้ด้วย

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

พลิษฐ์บอกว่า การสานย่านลิเภากับเสื่อกระจูดพืชน้ำเหมือนกัน แต่กลับมีเทคนิคที่แตกต่างกัน และคุณสมบัติเรื่องความแข็งแรงห่างไกลกันมาก ไม้ไผ่เพียงบีบก็แตก รวมถึงการพัฒนาย่านลิเภามีข้อจำกัด เนื่องจากย่านลิเภาเป็นของสูงที่นิยมใช้ในราชสำนัก จึงพัฒนาเป็นเสื้อผ้าหรือสอดแทรกในรองเท้าไม่ได้ 

“ย่านลิเภามีคุณสมบัติที่ดีอีกหนึ่งอย่างคือราและมอดไม่ขึ้น ชาวบ้านจึงนิยมนำย่านลิเภามาใช้ในเชิงจักสานเป็นเชี่ยนหมาก พาน ถาด กระเป๋าถือ หรือของใช้อื่นๆ อีกหลายชนิด ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์เช่นเก้าอี้และโคมไฟ”

เมื่อเราถามถึงลวดลายใหม่ๆ ที่พลิษฐ์ตั้งใจจะผลิต เขาเล่าถึงการต่อยอดลายน้ำไหลให้เป็นลายรูปทรงเรขาคณิตบนกระเป๋า ใช้วิธีต่อลายเย็บย่านลิเภาเป็นสามเหลี่ยมชิ้นเล็กๆ และนำมาเย็บต่อกัน ซึ่งทำให้แข็งแรง เพราะมีความยืดหยุ่นที่รอยต่อ พลิษฐ์ตั้งใจจะออกแบบลายใหม่ๆ ปีละครั้งเพื่อกระตุ้นตลาด นอกจากพัฒนาแบบ ยังพัฒนาสีสันให้มีความหลากหลาย เช่น สีดำที่ได้จากการหมักโคลน สีขาวได้จากการสลับมาใช้ใบลาน เป็นต้น

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

“หน้าที่ของนักการตลาดแตกต่างจากผู้ทำงานศิลปะ คือมีการคิดงานที่เป็นระบบ หนึ่ง คิดว่าจะนำสินค้าไปขายที่ไหน เพราะสินค้าที่ไปขายยุโรปกับเอเชียมีความต่างกัน สองคือ คิดว่าจะผลิตอย่างไร ออกแบบแบบไหน สาม ใช้วัตถุดิบอะไร เพราะใช้เฉพาะย่านลิเภาก็จะได้สินค้าแบบเดิมๆ ซึ่งผมใช้การสานแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันดีอยู่แล้ว แต่เปลี่ยนรูปลักษณ์รูปทรง เช่นสานแบบเดิมปกติจะพลิกเส้นเพียงสองถึงสามครั้งต่อกระเป๋าหนึ่งใบ แต่ลวดลายน้ำไหลใหม่ ช่างฝีมือต้องพลิกเส้นหวายหรือนำใบลานสีขาวมาสานร่วมทุกๆ เส้น ทุกๆ รอบ ทำให้เกิดลวดลายใหม่ๆ หรือนำมาตกแต่งด้วยหนังหรือผ้าไหมก็กลายเป็นสินค้ารูปแบบใหม่ที่ครองใจตลาดใหม่ๆ” พลิษฐ์ยิ้ม

ศิลปะของการสานต่อศิลปะงานสาน

การจะร้องขอให้ช่างฝีมือรุ่นเก่าลองทำลวดลายใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

พลิษฐ์บอกว่า เขาต้องอาศัยการปรับจูนและศิลปะในการสร้างแรงจูงใจมากมาย ซึ่งจะบอกว่าเป็นเทคนิคแค่พลิกชีวิตก็เปลี่ยนก็คงไม่ผิดนัก และในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ได้สานต่ออาชีพอันเป็นศิลปหัตถกรรมของไทยแต่ดั้งเดิม พลิษฐ์บอกว่า สิ่งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุด

“ตอนแรกผมแค่อยากให้อาชีพชาวบ้านสี่สิบห้าสิบคน ลองทำสิ่งใหม่นี้ด้วยกัน เท่านั้นผมก็ดีใจมากแล้ว ผมพยายามคัดคนที่มีฝีมือเข้ามาร่วมงาน พยายามสอนคนใหม่ๆ ที่รักงานศิลปะจริงๆ สิ่งที่ผมกังวลคือไม่มีคนต่อยอดสานต่อกระเป๋าย่านลิเภา เพราะปัญหาของคนรุ่นใหม่คือใจร้อน อยากให้งานเสร็จเร็วๆ ลวดลายออกมาก็ไม่งดงาม ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นเก่าที่ค่อยๆ นั่งสานอย่างใจเย็น แล้วงานจะออกมาดีเพราะเขาใส่ใจในการทำ และถ้างานไม่เนี้ยบเราจะไม่นำเอาออกสู่ตลาด แม้ทำงานเพื่อซัพพอร์ตตลาดวัยรุ่น แต่งานต้องออกมาได้มาตรฐานทั้งหมด งานละเอียด ลวดลายงานสานต้องตรง มีการเข้าโค้งกระเป๋าที่ได้รูปได้ทรง”

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก
บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

พลิษฐ์เล่าว่า ตอนแรกเขาไม่ได้เข้าใจความพิถีพิถันอย่างลึกซึ้ง จนเมื่อได้ร่วมงานกับญี่ปุ่น ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป

“จากที่คิดว่างานฝีมือต้องไม่สมบูรณ์เท่ากันทุกชิ้น คนญี่ปุ่นที่ทำงานด้วยกันกลับบอกว่า ‘ไม่ได้ ยิ่งเป็นงานฝืมือ งานยิ่งต้องสวยสมบูรณ์’ อาจไม่เท่าเครื่องจักร แต่ต้องดีมีคุณภาพ ซึ่งทำให้ได้มูลค่าที่เพิ่มขึ้น เขาบอกว่า อย่าเอาความไม่สมบูรณ์มาเป็นข้ออ้างว่านี่งานฝีมือ เพราะงานฝีมือของญี่ปุ่นเนี้ยบมาก 

“ผมนำความคิดนี้มาปรับใช้ พยายามคัดสรรทุกใบ เน้นคุณภาพหมดเลย ทุกอย่างต้องค่อยๆ พูด แม้ช่างจะแก้ต่างว่ามันเป็นงานมือ ก็ต้องแย้งว่า อ้าว แล้วทำไมใบที่แล้วทำได้ล่ะ ใบที่ไม่ดีเอาไว้ก่อน ให้ไปทำใบใหม่อย่างตั้งใจนะ คือต้องใช้ศิลปะในการพูด ต้องหาวิธีพูด ใจเย็นๆ ใบที่แล้วคุณทำได้ ใบนี้นอนไม่พอหรือเปล่า กลับไปทำใหม่นะ ของานที่ละเอียดขึ้น ซึ่งวิธีการพูดแตกต่างจากการพูดกับคนรุ่นเก่า บางครั้งการสื่อสารกับคุณตาคุณยาย ก็ต้องให้คุณแม่ช่วยพูดอีกแรง” พลิษฐ์เล่าเสียงใส

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

การต่อยอดลวดลายใหม่ๆ ต้องไม่หยุดนิ่ง 

ปัจจุบันกระเป๋าลวดลายน้ำไหล จดลิขสิทธิ์เป็นของบุญยรัตน์แต่เพียงผู้เดียว และมีจำหน่ายแล้วในคิง เพาเวอร์ มหานคร และที่ซอยรางน้ำ ถือเป็นสินค้าที่ได้รับเสียงตอบรับดีจากทั้งนักท่องเที่ยวยุโรปและจีน 

พลิษฐ์เล่าถึงเหตุการณ์ที่นำความปลาบปลื้มมาสู่แบรนด์และครอบครัวบุญยรัตน์อย่างหาที่สุดไม่ได้ เมื่อแบรนด์ SIRIVANNAVARI ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้คัดเลือกกระเป๋ารุ่น Flow and Glow ของบุญยรัตน์ไปจัดแสดงในวันเปิดแบรนด์ของพระองค์ที่ปารีสเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อลงมาเล่นในตลาดแล้ว การคิดต่อยอดลวดลายใหม่ๆ ต้องไม่หยุดนิ่ง 

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

เห็นอะไรในตลาดต่างประเทศ ทุกอย่างล้วนนำมาต่อยอดได้หมด เช่นเพิ่มแบบตะกร้าหูหิ้วที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่คนญี่ปุ่นนิยมถือ ซึ่งหลักทำการตลาดให้ถูกใจผู้บริโภคนั้น ประกอบด้วย

หนึ่ง สังเกตตลาด รู้เขา… รู้ว่าในชีวิตประจำวันเขาใช้อะไร

สอง อย่ามองข้ามฤดูกาล เช่นสินค้าย่านลิเภาเหมาะกับตลาดหน้าร้อน ดังนั้น ต้องแนะนำให้สินค้าพบผู้บริโภคทันหน้าร้อน เพราะคนญี่ปุ่นจะนิยมแต่งตัวในหน้าร้อนและถือกระเป๋าย่านลิเภา ส่วนหน้าหนาวก็จะกลับไปนิยมกระเป๋าหนัง และ

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

สาม รู้เรา… เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตเครื่องหนังที่เป็นที่นิยมทั่วโลก ในฐานะคนไทย พลิษฐ์ก็ต้องเสาะแสวงหาแหล่งทำกระเป๋าหนังคุณภาพและรับทำในปริมาณไม่มาก

“อย่างกระเป๋าสตางค์ลายพิกุล เราแค่เอาของดั้งเดิมที่ดีอยู่แล้วมาผสมกับอันใหม่ การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ สมัยก่อนคงไม่มีใครใช้กระเป๋าสตางค์ ซึ่งอินโดนีเซียก็มีงานที่คล้ายๆ คนไทย แต่เขาไม่มีย่านลิเภา เขาใช้วัสดุที่ใกล้เคียงเช่นเชือกและหวายมาสานเป็นกระเป๋า ใช้วิธีการสานเดียวกัน ซึ่งค่าแรงอินโดนีเซียถูกกว่าไทย เป็นการบ้านที่ผมต้องขบคิด แต่ของไทยได้เปรียบตรงทรงคุณค่ากว่า เพราะสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงส่งเสริม เพราะเวลาพระองค์เสด็จฯ จะทรงถือย่านลิเภาตลอด ถือเป็นความโชคดีของคนไทยมากๆ อีกเรื่องคือญี่ปุ่นสนใจเรื่องราว ขณะที่ชาวยุโรปไม่ได้สนใจเรื่องราวเบื้องหลังงานแต่ละชิ้นขนาดนั้น” พลิษฐ์เล่า

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

ความหวัง ความฝัน อันสูงสุด

หากถามถึงความฝันและความหวัง พลิษฐ์ตอบด้วยแววตาเปล่งประกายว่า เขาอยากทำแบรนด์บุญยรัตน์ ไทยคร๊าฟท์ ให้แข็งแกร่ง อยากทำให้เป็นแบรนด์ไทยที่ไปจำหน่ายต่างประเทศได้ พลิษฐ์อยากก้าวข้ามคำว่า รับผลิต มาเป็นบุญยรัตน์ ไทยคร๊าฟท์ แบรนด์ที่ผลิต ออกแบบ และจัดจำหน่ายเอง เขาจึงต้องมีทีมที่แข็งแกร่ง

“ผมอยากเปิดร้านในกรุงเทพฯ ย่านประชาชื่น บองมาเช่ หรือทองหล่อ ตอนนี้เสียงตอบรับจากลูกค้าวัยรุ่นมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากลายน้ำไหล ผมพยายามผลักดันสินค้าไปสู่ตลาดระดับสูง เช่นติดต่อแบรนด์ดังอย่างแบรนด์เสื้อผ้า POEM ให้นำกระเป๋าย่านลิเภาไปถือในงานเดินแบบ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่ง หรือให้เพื่อนที่เป็นคนดังและเป็นคนรุ่นใหม่ เช่น คุณแหวนแหวน-ปวริศา เพ็ญชาติ ช่วยนำกระเป๋าย่านลิเภาลงโซเชียลมีเดีย ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการทำการตลาด ซึ่งต้องยอมรับว่าการรีวิวสินค้ามีผลอย่างมาก ด้วยตลาดย่านลิเภาคนมองว่าสูงวัยและราคาค่อนข้างสูง ผมจึงอยากทำให้ราคาสมเหตุสมผลและมีรูปแบบที่ทันสมัยใช้ง่ายขึ้น โดยวิธีการสานดังเดิมคือไฮเอนด์ไปเลย กับการสานแบบเส้นใหญ่กว่าและเส้นห่างกว่าจึงได้ตลาดที่กว้างขึ้น”

พลิษฐ์ หงสุชน

และผลลัพธ์จากการกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ ก็ทำให้ชาวบ้านภาคภูมิใจที่สินค้าของเขาเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่น คนยุโรป คนจีน ว่าเป็นงานที่สวยและดี แม้แต่หีบห่อก็ต้องใส่ใจในการผลิตแบบทำกล่องต่อกล่องเลยทีเดียว รวมทั้งมีการกำหนดซีเรียลนัมเบอร์เพื่อไม่ให้ผิดไซส์ ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการหาวัสดุในการซ่อมแซมด้วย ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากใจของช่างสานย่านลิเภาจังหวัดนครศรีธรรมราช และวิธีคิดที่แสนใจเย็นของคนรุ่นใหม่ที่ชื่อว่าพลิษฐ์อย่างแท้จริง

จากวันนี้ไป เราคงต้องมองย่านลิเภาและเครื่องจักสานทรงคุณค่าเหล่านี้ใหม่ คุณว่าจริงไหม

Writer

วราภรณ์ ผูกพันธ์

จบคณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ยุคแอนะล็อกที่โดน Digital Disruption แต่ยืนยันจะเดินตามเส้นทางนักเขียนต่อไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“โอฮาโย โกะไซมัส!” (อรุณสวัสดิ์ค่ะ!)

“อะริกะโต for coming!” (ขอบคุณที่มานะคะ!)

ประโยคที่ออกจากใจ อย่างไรก็ต้องส่งถึงผู้รับแน่นอน

เราทักทายในฐานะแฟนคลับแดนอาทิตย์อุทัยที่พูดญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้

โชคดีที่แขก ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นประธานบริษัทจากเกียวโตทั้ง 3 คน ยิ้มรับอย่างสดใสพร้อมโค้งให้เราอย่างสุภาพ

ครั้งนี้ The Cloud ซ้อมเปิดประเทศด้วยการเปิดบ้านต้อนรับทูตวัฒนธรรมผู้มาส่งต่อความเป็นญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม 3 ชิ้นจาก 3 บริษัท บอกเลยว่าประวัติศาสตร์ยาวนาน งานคราฟต์ไม่ธรรมดา คุณภาพคือที่หนึ่ง และความตั้งใจส่งต่อวัฒนธรรมไปทั่วโลกคือเป้าหมายที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBEI ที่ก่อตั้งมาจากธุรกิจครอบครัวอายุ 2 ศตวรรษ ทำให้สินค้าของพวกเขามีคุณภาพล้นแก้ว คนดื่มสุขกาย เกษตรกรท้องถิ่นสบายใจ คนญี่ปุ่นชงได้ คนต่างชาติชงไม่เป็นก็มีแบบ Shake ไว้บริการ

ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER ผู้รับช่วงต่อมาจากคุณปู่ที่เริ่มธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน สมุดทุกเล่มผลิตจากกระดาษคุณภาพดีของประเทศ โดยช่างฝีมือดั้งเดิมที่คงความละเอียดละออไว้ตั้งแต่ปก เนื้อกระดาษ ยันสันที่บรรจงเย็บด้วยมือ

ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI ผู้นำแสงสว่างสู่บ้านของชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 50 ปี พวกเขายกระดับแสงไฟให้มาพร้อมความงาม โดยซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมผ่านวัสดุ การออกแบบ และงานฝีมือ เพื่อให้โคมไฟทุกชิ้นเป็นงานคราฟต์ที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลก

 แค่ฟังน้ำจิ้มตอนที่พวกเขาแนะนำตัวก็ใจสั่น สั่นเพราะความอยากได้ปนความอยากรู้ 

ทั้ง 3 บริษัทมาจากเกียวโต เมืองวัฒนธรรมที่เก่าแก่และคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ แต่กว่าธุรกิจดั้งเดิมเหล่านี้จะก่อร่างสร้างตัวมาเป็นบริษัทในปัจจุบัน เรื่องราวของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

เราขอทานวุ้นแปลภาษาเพื่อพากายทิพย์ของทุกท่านไปเยือนญี่ปุ่นให้หายคิดถึงกันเลย อิตะดะคิมัส~

YAHIRO DENKI

สำนักโคมไฟ

ยกระดับแสงสว่างในเรือนให้มาเยือนพร้อมความงาม

ครอบครัวของ ซาชิโกะ ทันโนะ เริ่มต้นธุรกิจส่งต่อแสงสว่าง YAHIRO DENKI ที่เมืองฮิงะชิโอซะกะมายาวนานกว่า 54 ปี นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเธอรับช่วงต่อมาจาก โคจิ ทันโนะ ผู้เป็นพ่อ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อยกระดับโคมไฟงานคราฟต์ให้เป็นสินค้าส่งออกทั่วโลก โดยทันโนะหันมาให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบและความสวยงามมากขึ้น นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัยที่คุณพ่อของเธอสร้างมาตรฐานเอาไว้อยู่แล้ว

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

“ยุคหนึ่งมีงานเข้ามาน้อยลง ฉันจึงอาสาเป็นคนไปหาลูกค้า โดยเริ่มตระหนักถึงเรื่องการออกแบบ

“รุ่นแรกเริ่มต้นจากการทำโคมไฟธรรมดา เช่น ติดตั้งไฟในโรงงาน แต่รุ่นของฉันใช้โคมไฟในการประดับตกแต่ง เรายังมีช่างฝีมือทั้งงานไม้ งานผ้า งานแก้ว งานไฟ งานเชื่อม ซึ่งเป็นช่างดั้งเดิม ถามว่าดั้งเดิมขนาดไหน บางคนอยู่มาก่อนฉันเกิด พวกเขาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กเลย (หัวเราะ) จนตอนนี้ฉันบริหารบริษัทได้แล้ว”

โคมไฟของทางร้านเป็นงานสั่งผลิต มีนักออกแบบทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติร่วมกันสร้างสรรค์พลังไฟและงานศิลป์ให้เหมาะสมแก่สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงอาบน้ำ ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้องสมุด คลับบาร์ พื้นที่ส่วนตัว หรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างคือมีลูกค้าต่างชาติเยอะกว่าเดิม

ทันโนะเชื่อว่า ของดีต้องมีที่ให้แสดงออกและเผยแพร่ให้คนรับรู้ ไม่ใช่แค่ความสามารถอันโดดเด่น แต่ยังรวมถึงวัสดุที่เป็นของดีของประเทศ และความพิถีพิถันที่ถือเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นด้วย

“เราอยากสื่อสารเรื่องวัสดุและศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคิริโกะ โคมไฟโจจิ โคมไฟคุมิโกะ ทำจากกระดาษ แก้ว ไม้ ไม้ไผ่ หรือผ้า ผลงานทั้งหมดถูกส่งไปตั้งแต่ฮอกไกโดถึงโอกินาว่าด้วยฝีมือของสมาชิกเพียง 24 คนในบริษัทที่มีตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงวัยชรา

“วัถุดิบของญี่ปุ่นดีทั้งนั้นเลย แต่คนในประเทศไม่ได้เห็นความสำคัญมากนัก คนที่สนใจกลับเป็นชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นเลยอยากสื่อสารให้รับรู้” ทันโนะเล่า

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

เธอเสริมว่า เอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นคือความใส่ใจ เพราะฉะนั้นเธอจึงใส่ใจทุกขั้นตอน ทุกอย่างถูกทำให้เป็นจริงโดยช่างฝีมือตัวจริง ซึ่งทำให้โคมไฟมีคุณภาพระดับโลก 

“ระยะเวลา 50 ปีที่พวกเขาทำงานมาทำให้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรือการเชื่อมเหล็กแม้แต่น้อย มันเนี้ยบและปลอดภัยตามมาตรฐาน Product Safety of Electrical Appliances and Materials (PSE)”

ทันโนะบอกเคล็ดลับอีกอย่างว่า เธอไม่เคยมองคนในบริษัทเป็นพนักงาน เพราะพวกเขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญที่ช่วยสร้างทีมเวิร์กให้เกิดขึ้น โดยคติของเธอคือ ทุกคนจะต้องมีความสุขทั้งในระดับร่างกายและจิตวิญญาณ ตั้งแต่ผลิตงานจนถึงส่งมอบงาน ซึ่งต้องถึงอย่างปลอดภัย สะอาด ตรงเวลา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่ใช้บริการ ส่วนคนทำก็ภาคภูมิใจ

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

“นำเสนอความเป็นญี่ปุ่นลงไปในผลงาน คือเรื่องความละเอียดอ่อน พิถีพิถัน และคุณภาพ เช็กทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายคนที่เช็กและ QC ได้ดีที่สุดคือลูกค้า”

เมื่อพูดถึงเรื่องวัสดุ ทันโนะยกตัวอย่างสินค้าซีรีส์ใหม่ที่บริษัทภูมิใจนำเสนอในชื่อว่า GOLDBLU Lamp ซึ่งมี ‘แผ่นทอง’ ที่พบได้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ

“แผ่นทองนี้เบาและบาง ซึ่งบางเป็นพิเศษกว่าที่อื่น พบแค่ที่เมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิคาวา เมื่อนำไปส่องไฟจะไม่ได้แสงสีทอง แต่ได้เป็นแสงสีเงิน”

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เราลองสัมผัสโคมไฟนั้นดู ภายนอกเป็นแก้ว แต่ภายในคือวัสดุล้ำค่า ทันโนะบอกว่า คนทำแผ่นทองต้องเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ เหตุผลที่เลือกวัสดุใหม่มานำเสนอก็เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศและการเผยแพร่วัฒนธรรม เธออยากให้ช่างทุกคนรู้ว่า ผลงานของพวกเขาได้บินลัดฟ้ามาโชว์ที่ต่างประเทศแล้ว และฝีมือของพวกเขาจะถูกโจษจัน ไม่ใช่ถูกลืมไปตามยุคสมัย

“โคมไฟทุกอันมีเพียงชิ้นเดียวบนโลก เพราะเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือทั้งหมด เราอยากให้บ้านของทุกคนมีบรรยากาศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหรือไม่ มันคือการทำให้ศิลปะและงานแขนงนี้ยังคงอยู่”

ทันโนะทิ้งท้ายว่า หากใครอยากลองเปิดประสบการณ์เวิร์กชอปทำโคมไฟคุมิโกะ ก็สามารถไปเยือนโชว์รูมของเธอได้ในเดือนตุลาคมปีหน้า ทุกคนยินดีต้อนรับ!

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

YAHIRO DENKI

Website : http://yahirodenki.com/ 

Facebook : https://www.facebook.com/yahirodenki.co.jp 

NISHIKAWA PAPER

สำนักกระดาษ 

สมุดทำมือดั้งเดิมโดยช่างฝีมือหัตถาเทพ

กระดาษสีขาวและช่างมือทอง คือสิ่งที่ทุกท่านจะได้พบเมื่อมาเยือนบริษัท NISHIKAWA PAPER ธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวนิชิคาวาที่คัดสรรกระดาษคุณภาพเยี่ยมของประเทศ มาเปลี่ยนเป็นสมุดทำมือแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์คือ ‘ทำเองทุกขั้นตอน’ และคุณก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเหล่าปรมาจารย์ได้

“ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ก็ทำงานเกี่ยวกับกระดาษมาประมาณร้อยกว่าปี ช่วงปลายของยุคไทโชเริ่มมีการผลิตกระดาษ ต่อมาช่วงปี 1960 เราใช้ชื่อ NISHIKAWA PAPER ส่วนบริษัทก่อตั้งมา 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1975” ซาโอริ นิชิคาวา ทายาทของบริษัทเริ่มเล่า

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เยื่อไม้ผ่านนานากรรมวิธีออกมาเป็นแผ่นสีขาวบาง หากปล่อยไว้ก็คงเป็นเพียงกระดาษวาดภาพหรือของตกแต่งธรรมดา แต่ครอบครัวนิชิคาวามองเห็นคุณค่าที่มากกว่านั้น พวกเขาจึงแต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สมุดจด สมุดสะสมตราประทับ บานพับ ไปจนถึงกล่องอเนกประสงค์ และสินค้าสั่งผลิตอื่น ๆ มีการเพิ่มสีสันและลวดลายให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพิถีพิถันทุกรายละเอียด ตั้งแต่การทากาว จนถึงการเข้าเล่มด้วยเส้นด้าย

ธุรกิจกระดาษก้าวผ่านกาลเวลาที่รุ่งเรืองจนถึงวันที่เริ่มร่วงโรย แต่ใบไม้ก็ยังไม่เคยหมดต้น นิชิคาวาและแขกในออฟฟิศของเราเห็นพ้องต้องกันว่า ชาวญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการใช้สมุดจด ทำให้สินค้ายังเป็นที่ต้องการ เพียงแต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไปตามออเดอร์ 

ส่วนสมุดสไตล์ดั้งเดิมบนโต๊ะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกแปลกตา

เจ้าของบริษัทกางสมุดออกมาราวกับกางบานพับ หน้าปกสีสันสดใสถูกแปะลงบนกระดาษแข็งอีกทีเพื่อความคงทน เนื้อกระดาษสีขาวภายในทั้งหนาและลื่น รองรับได้ตั้งแต่ดินสอจนถึงน้ำหมึกของพู่กัน

เธอชี้ให้เราดูช่องว่างระหว่างหน้ากระดาษที่ใช้นิ้วสอดเข้าไปได้ ด้านในเนื้อกระดาษหยาบแต่นุ่ม ดูไม่เหมาะกับการเขียนด้วยพู่กัน เพราะน้ำหมึกคงแผ่กระจายจนอ่านไม่ออก 

สมุดดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นการใช้กระดาษ 1 แผ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของหน้าปก พับครึ่ง ให้เหลือขนาดเท่าสมุด โดยนำพื้นผิวที่เรียบและลื่นไว้ด้านนอก ส่วนผิวที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ด้านใน จากนั้นจึงนำมาต่อกันด้วยกาวเป็นรูปแบบบานพับ เท่านี้ก็จะได้กระดาษที่หนาตามสไตล์ดั้งเดิม แถมยังไม่เห็นรอยกาวแม้แต่น้อย

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

“เดี๋ยวนี้ยังมีคนมาสั่งผลิตอยู่ เพราะใช้เป็นสมุดสะสมตราประทับเวลาไปศาลเจ้า ปั๊มตราลงไปไม่ทะลุ เขียนด้วยพู่กันก็ไม่ซึม ทนทานและสวยงาม เป็นของที่ขาดไม่ได้ เพราะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของเรา

“สมุดเหล่านี้คือความมั่นใจและความภูมิใจ จริง ๆ กระดาษมีหลากหลายแบบมากกว่าที่ใครคิด เรานำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ด้วยสองมือของช่างเก่าแก่ แนวคิดของเราคือการส่งความสุขและคุณภาพของกระดาษญี่ปุ่นผ่านผลงานอย่างจริงใจ” เธออธิบาย

ธุรกิจแปรรูปกระดาษนิชิคาวาขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถัน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงกระบวนการสุดท้าย

“กระดาษผลิตจากต้นไม้หลายพันธุ์ ทั้งต้นโคโสะ ต้นมิสึมาตะ และต้นกัมปิ ซึ่งอย่างหลังเป็นไม้ราคาแพงที่ตอบโจทย์คนเขียนพู่กัน ในอดีตเวลาเขียนวรรณคดีหรือบทกลอนจะเขียนตัวเล็กมาก ถ้ากระดาษไม่ดี รอยพู่กันที่เขียนจะแตก ดังนั้น กระดาษที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

“เราใส่ใจเรื่องนี้มาก ทุกครั้งก่อนจะนำกระดาษตัวใหม่ออกขาย ต้องใช้พู่กันไปลองเขียนก่อนเพื่อเช็กว่าลายเส้นแตกไหม ถ้าแตกก็ไม่ขาย” ประธานบริษัทย้ำกับเรา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

การยกระดับสินค้าเก่าแก่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพ แต่การบริการเองก็ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ 

ในปี 2023 เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศ บริษัทของเธอจะเปิดกิจกรรมเวิร์กชอปอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและแบ่งปันวัฒนธรรมที่ตกทอดมากว่า 1 ศตวรรษ

“เรามีช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในบริษัทประมาณ 20 คน ซึี่งฝีมือสุดยอด ผลิตได้สูงสุด 1,500 เล่ม ทำด้วยมือนะคะ มีแค่บางขั้นตอนที่ใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ตอนกดกระดาษ เพราะถ้าจับด้วยมือบ่อย ๆ อาจทำให้เสียหาย หากท่านไหนสนใจสามารถติดต่อมาที่บริษัท มาเยี่ยมโรงงานได้

“ช่างฝีมือของเราพร้อมสอนให้ทุกท่านออกแบบและลองทำสมุดของตัวเอง ท่านจะได้รู้จักประวัติของเรา เห็นการผลิตจริง แต่ที่เยี่ยมที่สุดคือการได้ลงมือทำเอง แล้วสมุดเล่มนั้นก็จะมีเพียงเล่มเดียวบนโลกและเป็นของคุณ” 

นิชิคาวาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรักที่มอบให้กับสิ่งที่ทำ

การปูทางครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกรู้ว่า ‘นี่คือกระดาษที่ดีที่ควรค่าแก่การถูกใช้งาน’

พูดแล้วก็อยากได้มาครอบครองตามคำเรียกร้องสักเล่ม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

NISHIKAWA PAPER

Website : http://nishikawashigyo.com/ 

Instagram : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ

ROKUBEI TEA

สำนักชาเขียว 

จงรักษาคุณภาพเสมือน ‘การดื่มชามีได้แค่ครั้งเดียว’

เมืองอุจิ ไม่ได้มีเพียงวัดเบียวโดอินให้ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นบ้านเกิดของ ‘ชาอุจิ’ อันลือลั่น 

ใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส คือไร่สีเขียวที่เติบโตพร้อมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ขาดการชงชาไปไม่ได้ 

ครอบครัวของ ทาสุคุ อิโนะอุเอะ จึงไม่เคยหยุดพัฒนาเครื่องดื่มชนิดนี้ตราบจนถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวเราคิดว่า หากปล่อยให้ของดีกลายเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ธรรมดาที่โลกไม่รู้จักก็คงน่าเสียดาย

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI ไม่ได้เน้นชาเพียงชนิดเดียว หากแต่รวบรวมสุดยอดชามาจากทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ เซนฉะ เกียวคุโระ โฮจิฉะ เก็นไมฉะ มัทฉะคาปูชิโน มัทฉะลาเต้ โฮจิฉะคาปูชิโน หรือโฮจิฉะลาเต้ ภายใต้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบดั้งเดิม แบบ Shake (เขย่าดื่ม) แบบถุงชง และแบบซอง

นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดสินค้า จำหน่ายเป็นขนมหวานที่ผลิตจากชาคุณภาพ ทั้งคุกกี้และช็อกโกแลต รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่แก้ว ถ้วย ชาม กาน้ำ เครื่องปั้นดินเผาคิโยมิซุยากิ (Kiyomizuyaki) โทโคยาเมะยากิ (Tokonameyaki) และฮาซามิยากิ (Hasamiyaki) ซึ่งทุกอย่างถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การดื่มชาให้กับทุกคน

“เรามีร้านอยู่ใกล้วัด Daitokuji ในเกียวโต เป็นธุรกิจของครอบครัว ขายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ปลอดสารพิษ แม้ตัวบริษัทเพิ่งเปิดมาเพียง 6 ปี แต่ครอบครัวของผมทำมาตั้งแต่ปี 1818 เลยมั่นใจว่าประสบการณ์มากกว่า 200 ปี ย่อมทำให้คุณภาพยอดเยี่ยมแน่นอน

“ปัจจุบัน ภารกิจของเราคือการส่งชาญี่ปุ่นไปทั่วโลก” ทาสุคุ อิโนะอุเอะ เล่าอย่างภูมิใจ

บริษัทของเขามีหลักการประจำใจคือ ‘Ichigo Ichie’ (一期一会) เป็นสุภาษิตโบราณ หมายความว่า ‘พบกันครั้งเดียว’ เพราะฉะนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปปรับใช้กับการต้อนรับแขกและการทำงานอื่น ๆ ได้ ยกตัวอย่าง พิธีชงชา ที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชงหรือผู้ดื่มก็ต้องมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่กัน โดยอิโนะอุเอะถือว่า หลักการนี้เป็นวัฒนธรรมและจุดเด่นของบริษัทไม่ต่างจากสินค้า

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : ROKUBEI TEA

“ชาญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เดิมทีมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน ยุคแรกเริ่มถือเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ใครก็กินได้ ต้องอยู่ในวงศ์ชั้นสูง แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มแพร่หลาย 

“มันมีรสอูมามิในตัว มีสารแอลธีอะนีน (L-Theanine) ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตามธรรมชาติ และมีสารแคทีชิน (Catechin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ผมดื่มแล้วรู้สึกแข็งแรง” เขารีวิวประโยชน์ พร้อมแจกสินค้าสีเขียวและน้ำตาลสดใสให้ถึงมือ

วงการนักดื่มเติบโตไม่หยุดจนชากลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีปลายทางไปไกลถึงอเมริกา นอกจากแต่ละสายพันธุ์จะให้รสชาติอันเป็นเอกลักษ์ ดินแต่ละพื้นที่ยังมอบรสชาติที่แตกต่างเช่นเดียวกับไวน์ที่ได้จากองุ่นคนละแปลง

ROKUBEI คัดเลือกชาออร์แกนิก ปลอดสารพิษชั้นดีจากเกษตรกรท้องถิ่นทั่วประเทศโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พวกเขาเดินทางไปถึงไร่ เพื่อคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Japan Organic and Natural Foods Association (JONA) USDA Organic และ European Union organic

“เรามองว่าเกษตรกรเป็นเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ การไปเยือนถึงไร่ทำให้พวกเขาได้รับรายได้โดยตรง ถือเป็นการสร้างอาชีพ สร้างความภูมิใจ และสร้างกำลังใจให้ผู้ผลิต

“หลังจากได้วัตถุดิบมา เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะออกแบบและหาวิธีส่งต่อไปทั่วโลก เพราะเราคิดว่าเราไม่ได้แค่ส่งชา แต่เราส่งออกวัฒนธรรมอันงดงาม 

“ผมมีจัด Tea Tour เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตให้เป็นที่ท่องเที่ยว จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายด้าน เช่น ชงชาอย่างไรให้อร่อย นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องศิลปะและลายเส้นโบราณเอาไว้บนถุง”

เราเห็นกบโวยวาย กระต่ายถือกิ่งไม้ไล่หวดลิงจ๋อที่พกหมวกเหมือนชาวไร่ 

เรื่องราวของเหล่าสรรพสัตว์ที่เลียนแบบท่าทางมนุษย์ เรียกว่า Chōjū-jinbutsu-giga เป็นภาพวาดบนม้วนกระดาษเก่าแก่ของญี่ปุ่น คาดว่าวาดขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่ 12 เดิมเป็นของวัดโคซังจิ ในเกียวโต ส่วนในปัจจุบันถือเป็นสมบัติชาติ ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโตและโตเกียว

อิโนะอุเอะ เลือกภาพโบราณเหล่านี้มาใช้บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อถึงประวัติศาสตร์และศิลปะที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวที่ทายาทรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าเก่า

ปัจจุบัน ชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่มเพิ่มความอบอุ่นหรือเอาไว้ต้อนรับแขก แต่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ เอกลักษณ์ของชาติ และของกำนัลที่ส่งต่อวัฒนธรรมอันงดงามของพวกเขา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI TEA

Website : https://rokubei-tea.com/en

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ 

ก่อนจบการสนทนาอย่างเป็นทางการ แขกผู้มีเกียรติทั้งสามได้ส่งมอบของที่ระลึกให้เราเพื่อเป็นการเชื้อเชิญไปเที่ยวประเทศของพวกเขา โดยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ อยากให้คนไทยได้สัมผัสและรู้จักความเป็นญี่ปุ่นที่ลึกซึ้งกว่าเก่า ไม่ว่าจะผ่านการเวิร์กชอปสมุดทำมือ ทำโคมไฟคุมิโกะ หรือลองเข้าพิธีชงชา ทั้งหมดคือการส่งต่อวัฒนธรรมอันมีค่าที่เขารักและไม่อยากให้หายไป

“โดโมะ อาริกาโตโกไซมัส” (ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)

“มาตะ ไอมะโช” (แล้วพบกันใหม่)

เราบอกลาเจ้าของภาษาที่โค้งให้อย่างพร้อมเพรียง แล้วพบกันที่ประเทศญี่ปุ่น!

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load