Local Creative ตอนนี้ขอพาคุณเดินทางตามรอยชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่แม้โลกเปลี่ยนไปด้วยการใช้เครื่องจักรกลทดแทนฝีมือมนุษย์เพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาดมากขึ้น แต่ พลิษฐ์ หงสุชน กลับเห็นคุณค่าภูมิปัญญาของช่างจักสานคนไทยอันน่าทึ่ง ที่หยิบของใกล้ตัวอย่างฝากระป๋องนมที่ใครมองว่าไร้ค่า มาเป็นอุปกรณ์ชิ้นเอกในการวัดขนาดเส้นย่านลิเภา ต่อเรียงร้อยสานกันจนกลายเป็นกระเป๋าที่ชนชั้นสูงนิยมใช้กัน แล้วเมื่อภูมิปัญญาไทยมาบรรจบกับความคิดสร้างสรรค์ของนักการตลาดรุ่นใหม่ จะเกิดมิติใหม่อะไรขึ้นกับ ‘ย่านลิเภาไทย’ ที่คนรุ่นใหม่มองว่าแสนเชยบ้างนะ และอะไรคือกลยุทธ์ใหม่ๆ และก้าวสำคัญของ ‘บุญยรัตน์ ไทยคร๊าฟท์’ ที่ได้นักออกแบบชาวญี่ปุ่นเข้ามาช่วยแปลงโฉมย่านลิเภา สินค้า OTOP เมืองนครฯ ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกยังตลาดต่างประเทศได้ ล้อมวงเข้ามาฟังเรื่องราวจากพลิษฐ์พร้อมกัน

พลิษฐ์ หงสุชน

ใบเฟิร์น ดาษดื่นกลางป่าแต่ไม่ไร้ค่า

กระเป๋าย่านลิเภาที่เราคุ้นชินตาใช้วัสดุสานโดดเด่นคือใบเฟิร์น เถาชนิดหนึ่งในสกุล Lygodium ซึ่งพบได้มากทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช เพราะพันธุ์ไม้ตระกูลเฟิร์นชนิดนี้ชอบอยู่ในที่อากาศชื้น ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นพืชไม้เลื้อยที่มีความเหนียวทนและมีหลากสี

ที่เลิศกว่านั้น ย่านลิเภาของนครศรีธรรมราชขึ้นชื่อว่ามีความเหนียวและทน 20 ปีงามอย่างไร อีก 50 ปีก็ยังคงความงามอยู่อย่างนั้น

ครอบครัวของพลิษฐ์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบุญยรัตน์ ไทยคร๊าฟท์ แบรนด์สินค้าย่านลิเภาของดีเมืองนครศรีธรรมราชที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งเล็งเห็นค่าของกระเป๋าย่านลิเภา ด้วยธุรกิจเดิมของครอบครัวที่รับซื้อและจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรแก่ชาวบ้าน อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช

พลิษฐ์เล่าว่า เวลาคุณพ่อคุณแม่เข้าไปรับซื้อข้าวหรือเมล็ดพันธุ์พืชถึงบ้านเรือนชาวบ้าน ภาพที่เห็นจนชินตาคือลุงๆ ป้าๆ นั่งสานกระเป๋าย่านลิเภา แต่ไม่มีตลาดรองรับที่เพียงพอ จึงขาดกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อ

ถือเป็นความโชคดีของชาวบ้านและเป็นพระมหากรุณาอันใหญ่หลวง ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ส่งเสริมและสนับสนุนการสานย่านลิเภา ทำให้ช่างหัตถกรรมสานย่านลิเภามีกำลังใจที่จะสานต่องานฝีมือชั้นครูที่หายากนี้ให้คงอยู่ ไม่เพียงแค่นั้น คุณพ่อของเขายังสืบสานงานถมลงรักและงานจิวเวลรี่เพื่อต่อยอดกระเป๋าย่านลิเภาสู่เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนมากขึ้น

พลิษฐ์ หงสุชน

หลังจบการศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พลิษฐ์ตัดสินใจเรียนต่อด้านการตลาดในระดับปริญญาโทที่ประเทศจีนเพื่อต่อยอดแบรนด์ให้แข็งแกร่ง พลิษฐ์เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้ฟังว่า แผนการตลาดหลักใหญ่คือ ต้องผลิตสินค้าที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ทำในสิ่งที่อยากผลิต หลังเรียนจบพลิษฐ์ตั้งใจกลับบ้านไปเป็นนักการตลาดเพื่อผลักดันแบรนด์ย่านลิเภาไทยให้ไปสู่ตลาดต่างประเทศให้ได้

“ศาสตร์ด้านการตลาดจะมาช่วยเติมเต็มเรื่องการจัดสรรคนงาน วางแผนและควบคุมให้ชิ้นงานเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งความแตกต่างของคนเรียนศิลปะคือ มีความคิดสร้างสรรค์ในงานออกแบบ แต่อาจไม่ถนัดการจัดระบบระเบียบงาน เพราะขั้นตอนการทำงานหลังงานของช่างเสร็จ ยังต้องส่งชิ้นงานบางชิ้นไปประกอบต่อ กลายเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์ คนหนึ่งสานได้เดือนละกี่ชิ้น ต้องอาศัยการคำนวณวันและเวลาให้สินค้าเสร็จตามเวลาที่กำหนด ต้องรู้จักจัดสรรเวลา ออร์เดอร์ไหนรีบ อันไหนรอก่อนได้ ทั้งหมดต้องใช้การบริหารการจัดการที่ดี เพราะโลกความเป็นจริงของตลาดกับความงามก็มีข้อจำกัด” พลิษฐ์เล่า

 ย่านลิเภา เปล่งประกายดาว

หลังเรียนจบจากจีน พลิษฐ์เข้าร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พัฒนาสินค้าเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะผลักดันให้สินค้าของเขาไปจำหน่ายต่างประเทศได้ และความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล ย่านลิเภาของบุญยรัตน์ได้เป็นตัวแทนสินค้าไทยโกอินเตอร์เป็นครั้งแรกและเฉิดฉายในงาน Tokyo Gift Show 2017 พร้อมๆ กับการพัฒนารูปลักษณ์สินค้า โดยได้ทีมนักออกแบบไทยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นสร้างสรรค์ ‘ลายน้ำไหล’ โดยใช้เวลาพัฒนานาน 1 ปีทีเดียว

“ชาวบ้านคุ้นชินกับการสานลวดลายเดิมๆ ก็ต้องคุยกับชาวบ้าน คุณลองพลิกเส้น ลองทำก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าง่ายหรือยาก จากเดิมลายน้ำไหลนั้นช่างไม่อยากพลิก เพราะการพลิกคือการเปลี่ยนวัสดุจากย่านลิเภาเป็นใบลานสีขาว เขาอยากสานต่อไปเรื่อยๆ เราต้องจูงใจให้เขาพยายามทำหน่อย เพราะถ้าทำก็จะได้สินค้าใหม่ขึ้นมา ขายได้ดีนะ ผมพยายามบอกว่า ถ้าคุณทำแบบเดิมก็ต้องแข่งกับหมู่บ้านอื่น แต่ถ้าทำแบบใหม่นี้ขาย คุณจะเป็นบ้านเดียวที่ขายเลยนะ” พลิษฐ์เล่า

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

เขาบอกว่า นักออกแบบญี่ปุ่นยังมองว่าย่านลิเภามีแนวโน้มเติบโตได้ เพราะคนญี่ปุ่นรู้จักย่านลิเภาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ อยู่แล้ว ภายใต้ความเชื่อว่าย่านลิเภาเป็นสินค้าไฮเอนด์ของคนไทย ผู้ใหญ่มักใช้กัน แต่พลิษฐ์มีโจทย์ที่ต้องการทำรูปลักษณ์สินค้าให้ดูเด็กลง

“โชคดีที่เราได้ร่วมงานกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่นที่มาเมืองไทยเพื่อช่วยพัฒนาสินค้าไทยกับเรา โดยนักออกแบบได้แรงบันดาลใจจากจิตรกรรมของนักวาดภาพชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังมาก คือลายน้ำไหล Flow and Glow ออกแบบมาห้ารูปแบบ คือทรงกลมสองแบบ กลมเล็กกับกลมใหญ่ เป็นคลัตช์ขนาดใส่เอสี่ได้ และเป็นกระเป๋า Tote ทรงยาว และหมวก 

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

“ถือว่าประสบความสำเร็จ เราได้รายการสั่งซื้อจากเกียวโต เพราะพัฒนาสินค้าได้ตรงตามแบบเป๊ะๆ เป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง อย่างหมวกถือเป็นคอลเลกชันเดียวกับการพัฒนาสินค้าครั้งแรก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าขายได้เรื่อยๆ ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นผู้หญิงที่มีไลฟ์สไตล์ชอบเที่ยวทะเล ใส่ถ่ายรูปเก๋ๆ” เราจินตนาการเห็นภาพน่ารักๆ ของหญิงสาวช่างแต่งตัวตามที่พลิษฐ์เล่า

นอกจากพัฒนาแบบให้ดูเด็กลง ราคาก็ต้องปรับลดลงมาเพื่อให้กลุ่มวัยรุ่นจับต้องได้

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

ภารกิจต่อไปที่พลิษฐ์ทำคู่ขนานกับการพัฒนาย่านลิเภาคือ ช่วยดำรงงานเครื่องถมให้คงอยู่ เนื่องด้วยช่างฝีมือชั้นครูวัย 90 ในกลุ่มเหลือเพียง 3 ท่าน ซึ่งหากหมดรุ่นนี้แล้ว น่าห่วงว่าจะหาช่างที่มีฝีมือวิจิตรเช่นนี้ได้อีกหรือไม่ แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ฝึกช่างจิวเวลรี่ให้มาทำงานถมได้ เพราะงานมีความละเอียดคล้ายกัน

ลายน้ำไหล-ภูมิปัญญา-หัตถศิลป์ชั้นครู

ฝากระป๋องนมเจาะรู คืออาวุธติดกายของนักจักสานย่านลิเภา เพื่อรูดเส้นย่านลิเภานี้ ยิ่งมีความชำนาญเท่าไหร่ยิ่งรูดเส้นย่านลิเภาให้มีขนาดเล็กเท่าเส้นผมได้ อีกทั้งย่านลิเภาที่ปลูกที่ภาคใต้ยังมีลักษณะมันวาวโดยธรรมชาติ ซึ่งเพิ่มความงามและความโดดเด่นให้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้

กว่า 4 ปีในการพัฒนารูปแบบสินค้ากระเป๋าย่านลิเภาให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยขึ้น จากที่ดั้งเดิมกระเป๋าสานย่านลิเภาของทั้งบ้านหมนและโพธิ์เสด็จมีลักษณะงานที่แตกต่างกัน บ้านโพธิ์เสด็จทำเครื่องจักสานลวดลายละเอียดกว่าบ้านหมน ส่วนบ้านโพธิ์เสด็จมีจะโครงกระเป๋าจากหวายก่อน แล้วค่อยๆ ขึ้นรูป ค่อยๆ สานใบต่อใบ ไม่มีต้นแบบ ถือเป็นการสานที่ยากที่สุด ต้องใช้ฝีมือมาก แต่ก็ยังคงความดั้งเดิม เรียบง่าย ไม่ค่อยประดับตกแต่งมากนัก

กระเป๋าหนึ่งใบใช้เวลาทำนาน 3 – 5 เดือนทีเดียว

ด้วยเส้นย่านลิเภามีลักษณะแข็งและเส้นเล็ก จึงต้องใช้สายตาเพ่งมอง และใช้นิ้วมือกดให้เส้นย่านลิเภาสอดประสานกันเส้นต่อเส้น เราจึงเห็นนักหัตถศิลป์ไทยที่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในการสานย่านลิเภา

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

“ลายน้ำไหลคือคำตอบของการพัฒนาต่อยอดสินค้าอย่างแท้จริง ทุกอย่างพัฒนาให้เหมาะต่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น เช่นกระเป๋าขนาดใส่ไอแพดหรือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กได้ ยังมีกระเป๋าอีกแบบหนึ่งที่ผมพัฒนา คือกระเป๋าสตางค์ตกแต่งด้วยย่านลิเภา ด้านในทำจากหนัง ด้านนอกใช้ย่านลิเภา โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้ชาย 

“ก่อนจะพัฒนาเป็นกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่พาสปอร์ต กระเป๋าสตางค์ผู้หญิง จำหน่ายที่คิง เพาเวอร์ เท่านั้น เป็นการต่อยอดจากลายน้ำไหลเวอร์ชันสอง มีทั้งกระเป๋าสตางค์ผู้หญิงและผู้ชาย” พลิษฐ์ชี้ให้เราดูรายละเอียดภายใน และยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า คนรุ่นใหม่สนใจและถามหาย่านลิเภาในมุมมองใหม่ๆ เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของพวกเขามากขึ้น เช่น กล่องใส่ใบชา ที่นอกจากจะใส่ใบชาจริงๆ ได้แล้ว ยังดัดแปลงมาเป็นของตกแต่งบ้านได้ด้วย

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

พลิษฐ์บอกว่า การสานย่านลิเภากับเสื่อกระจูดพืชน้ำเหมือนกัน แต่กลับมีเทคนิคที่แตกต่างกัน และคุณสมบัติเรื่องความแข็งแรงห่างไกลกันมาก ไม้ไผ่เพียงบีบก็แตก รวมถึงการพัฒนาย่านลิเภามีข้อจำกัด เนื่องจากย่านลิเภาเป็นของสูงที่นิยมใช้ในราชสำนัก จึงพัฒนาเป็นเสื้อผ้าหรือสอดแทรกในรองเท้าไม่ได้ 

“ย่านลิเภามีคุณสมบัติที่ดีอีกหนึ่งอย่างคือราและมอดไม่ขึ้น ชาวบ้านจึงนิยมนำย่านลิเภามาใช้ในเชิงจักสานเป็นเชี่ยนหมาก พาน ถาด กระเป๋าถือ หรือของใช้อื่นๆ อีกหลายชนิด ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์เช่นเก้าอี้และโคมไฟ”

เมื่อเราถามถึงลวดลายใหม่ๆ ที่พลิษฐ์ตั้งใจจะผลิต เขาเล่าถึงการต่อยอดลายน้ำไหลให้เป็นลายรูปทรงเรขาคณิตบนกระเป๋า ใช้วิธีต่อลายเย็บย่านลิเภาเป็นสามเหลี่ยมชิ้นเล็กๆ และนำมาเย็บต่อกัน ซึ่งทำให้แข็งแรง เพราะมีความยืดหยุ่นที่รอยต่อ พลิษฐ์ตั้งใจจะออกแบบลายใหม่ๆ ปีละครั้งเพื่อกระตุ้นตลาด นอกจากพัฒนาแบบ ยังพัฒนาสีสันให้มีความหลากหลาย เช่น สีดำที่ได้จากการหมักโคลน สีขาวได้จากการสลับมาใช้ใบลาน เป็นต้น

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

“หน้าที่ของนักการตลาดแตกต่างจากผู้ทำงานศิลปะ คือมีการคิดงานที่เป็นระบบ หนึ่ง คิดว่าจะนำสินค้าไปขายที่ไหน เพราะสินค้าที่ไปขายยุโรปกับเอเชียมีความต่างกัน สองคือ คิดว่าจะผลิตอย่างไร ออกแบบแบบไหน สาม ใช้วัตถุดิบอะไร เพราะใช้เฉพาะย่านลิเภาก็จะได้สินค้าแบบเดิมๆ ซึ่งผมใช้การสานแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันดีอยู่แล้ว แต่เปลี่ยนรูปลักษณ์รูปทรง เช่นสานแบบเดิมปกติจะพลิกเส้นเพียงสองถึงสามครั้งต่อกระเป๋าหนึ่งใบ แต่ลวดลายน้ำไหลใหม่ ช่างฝีมือต้องพลิกเส้นหวายหรือนำใบลานสีขาวมาสานร่วมทุกๆ เส้น ทุกๆ รอบ ทำให้เกิดลวดลายใหม่ๆ หรือนำมาตกแต่งด้วยหนังหรือผ้าไหมก็กลายเป็นสินค้ารูปแบบใหม่ที่ครองใจตลาดใหม่ๆ” พลิษฐ์ยิ้ม

ศิลปะของการสานต่อศิลปะงานสาน

การจะร้องขอให้ช่างฝีมือรุ่นเก่าลองทำลวดลายใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

พลิษฐ์บอกว่า เขาต้องอาศัยการปรับจูนและศิลปะในการสร้างแรงจูงใจมากมาย ซึ่งจะบอกว่าเป็นเทคนิคแค่พลิกชีวิตก็เปลี่ยนก็คงไม่ผิดนัก และในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ได้สานต่ออาชีพอันเป็นศิลปหัตถกรรมของไทยแต่ดั้งเดิม พลิษฐ์บอกว่า สิ่งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุด

“ตอนแรกผมแค่อยากให้อาชีพชาวบ้านสี่สิบห้าสิบคน ลองทำสิ่งใหม่นี้ด้วยกัน เท่านั้นผมก็ดีใจมากแล้ว ผมพยายามคัดคนที่มีฝีมือเข้ามาร่วมงาน พยายามสอนคนใหม่ๆ ที่รักงานศิลปะจริงๆ สิ่งที่ผมกังวลคือไม่มีคนต่อยอดสานต่อกระเป๋าย่านลิเภา เพราะปัญหาของคนรุ่นใหม่คือใจร้อน อยากให้งานเสร็จเร็วๆ ลวดลายออกมาก็ไม่งดงาม ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นเก่าที่ค่อยๆ นั่งสานอย่างใจเย็น แล้วงานจะออกมาดีเพราะเขาใส่ใจในการทำ และถ้างานไม่เนี้ยบเราจะไม่นำเอาออกสู่ตลาด แม้ทำงานเพื่อซัพพอร์ตตลาดวัยรุ่น แต่งานต้องออกมาได้มาตรฐานทั้งหมด งานละเอียด ลวดลายงานสานต้องตรง มีการเข้าโค้งกระเป๋าที่ได้รูปได้ทรง”

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก
บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

พลิษฐ์เล่าว่า ตอนแรกเขาไม่ได้เข้าใจความพิถีพิถันอย่างลึกซึ้ง จนเมื่อได้ร่วมงานกับญี่ปุ่น ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป

“จากที่คิดว่างานฝีมือต้องไม่สมบูรณ์เท่ากันทุกชิ้น คนญี่ปุ่นที่ทำงานด้วยกันกลับบอกว่า ‘ไม่ได้ ยิ่งเป็นงานฝืมือ งานยิ่งต้องสวยสมบูรณ์’ อาจไม่เท่าเครื่องจักร แต่ต้องดีมีคุณภาพ ซึ่งทำให้ได้มูลค่าที่เพิ่มขึ้น เขาบอกว่า อย่าเอาความไม่สมบูรณ์มาเป็นข้ออ้างว่านี่งานฝีมือ เพราะงานฝีมือของญี่ปุ่นเนี้ยบมาก 

“ผมนำความคิดนี้มาปรับใช้ พยายามคัดสรรทุกใบ เน้นคุณภาพหมดเลย ทุกอย่างต้องค่อยๆ พูด แม้ช่างจะแก้ต่างว่ามันเป็นงานมือ ก็ต้องแย้งว่า อ้าว แล้วทำไมใบที่แล้วทำได้ล่ะ ใบที่ไม่ดีเอาไว้ก่อน ให้ไปทำใบใหม่อย่างตั้งใจนะ คือต้องใช้ศิลปะในการพูด ต้องหาวิธีพูด ใจเย็นๆ ใบที่แล้วคุณทำได้ ใบนี้นอนไม่พอหรือเปล่า กลับไปทำใหม่นะ ของานที่ละเอียดขึ้น ซึ่งวิธีการพูดแตกต่างจากการพูดกับคนรุ่นเก่า บางครั้งการสื่อสารกับคุณตาคุณยาย ก็ต้องให้คุณแม่ช่วยพูดอีกแรง” พลิษฐ์เล่าเสียงใส

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

การต่อยอดลวดลายใหม่ๆ ต้องไม่หยุดนิ่ง 

ปัจจุบันกระเป๋าลวดลายน้ำไหล จดลิขสิทธิ์เป็นของบุญยรัตน์แต่เพียงผู้เดียว และมีจำหน่ายแล้วในคิง เพาเวอร์ มหานคร และที่ซอยรางน้ำ ถือเป็นสินค้าที่ได้รับเสียงตอบรับดีจากทั้งนักท่องเที่ยวยุโรปและจีน 

พลิษฐ์เล่าถึงเหตุการณ์ที่นำความปลาบปลื้มมาสู่แบรนด์และครอบครัวบุญยรัตน์อย่างหาที่สุดไม่ได้ เมื่อแบรนด์ SIRIVANNAVARI ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้คัดเลือกกระเป๋ารุ่น Flow and Glow ของบุญยรัตน์ไปจัดแสดงในวันเปิดแบรนด์ของพระองค์ที่ปารีสเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อลงมาเล่นในตลาดแล้ว การคิดต่อยอดลวดลายใหม่ๆ ต้องไม่หยุดนิ่ง 

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

เห็นอะไรในตลาดต่างประเทศ ทุกอย่างล้วนนำมาต่อยอดได้หมด เช่นเพิ่มแบบตะกร้าหูหิ้วที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่คนญี่ปุ่นนิยมถือ ซึ่งหลักทำการตลาดให้ถูกใจผู้บริโภคนั้น ประกอบด้วย

หนึ่ง สังเกตตลาด รู้เขา… รู้ว่าในชีวิตประจำวันเขาใช้อะไร

สอง อย่ามองข้ามฤดูกาล เช่นสินค้าย่านลิเภาเหมาะกับตลาดหน้าร้อน ดังนั้น ต้องแนะนำให้สินค้าพบผู้บริโภคทันหน้าร้อน เพราะคนญี่ปุ่นจะนิยมแต่งตัวในหน้าร้อนและถือกระเป๋าย่านลิเภา ส่วนหน้าหนาวก็จะกลับไปนิยมกระเป๋าหนัง และ

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

สาม รู้เรา… เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตเครื่องหนังที่เป็นที่นิยมทั่วโลก ในฐานะคนไทย พลิษฐ์ก็ต้องเสาะแสวงหาแหล่งทำกระเป๋าหนังคุณภาพและรับทำในปริมาณไม่มาก

“อย่างกระเป๋าสตางค์ลายพิกุล เราแค่เอาของดั้งเดิมที่ดีอยู่แล้วมาผสมกับอันใหม่ การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ สมัยก่อนคงไม่มีใครใช้กระเป๋าสตางค์ ซึ่งอินโดนีเซียก็มีงานที่คล้ายๆ คนไทย แต่เขาไม่มีย่านลิเภา เขาใช้วัสดุที่ใกล้เคียงเช่นเชือกและหวายมาสานเป็นกระเป๋า ใช้วิธีการสานเดียวกัน ซึ่งค่าแรงอินโดนีเซียถูกกว่าไทย เป็นการบ้านที่ผมต้องขบคิด แต่ของไทยได้เปรียบตรงทรงคุณค่ากว่า เพราะสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงส่งเสริม เพราะเวลาพระองค์เสด็จฯ จะทรงถือย่านลิเภาตลอด ถือเป็นความโชคดีของคนไทยมากๆ อีกเรื่องคือญี่ปุ่นสนใจเรื่องราว ขณะที่ชาวยุโรปไม่ได้สนใจเรื่องราวเบื้องหลังงานแต่ละชิ้นขนาดนั้น” พลิษฐ์เล่า

บุญยรัตน์ แบรนด์ที่นำจิตรกรรมญี่ปุ่นผสมภูมิปัญญาเมืองคอนจนย่านลิเภาป๊อปไปทั่วโลก

ความหวัง ความฝัน อันสูงสุด

หากถามถึงความฝันและความหวัง พลิษฐ์ตอบด้วยแววตาเปล่งประกายว่า เขาอยากทำแบรนด์บุญยรัตน์ ไทยคร๊าฟท์ ให้แข็งแกร่ง อยากทำให้เป็นแบรนด์ไทยที่ไปจำหน่ายต่างประเทศได้ พลิษฐ์อยากก้าวข้ามคำว่า รับผลิต มาเป็นบุญยรัตน์ ไทยคร๊าฟท์ แบรนด์ที่ผลิต ออกแบบ และจัดจำหน่ายเอง เขาจึงต้องมีทีมที่แข็งแกร่ง

“ผมอยากเปิดร้านในกรุงเทพฯ ย่านประชาชื่น บองมาเช่ หรือทองหล่อ ตอนนี้เสียงตอบรับจากลูกค้าวัยรุ่นมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากลายน้ำไหล ผมพยายามผลักดันสินค้าไปสู่ตลาดระดับสูง เช่นติดต่อแบรนด์ดังอย่างแบรนด์เสื้อผ้า POEM ให้นำกระเป๋าย่านลิเภาไปถือในงานเดินแบบ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่ง หรือให้เพื่อนที่เป็นคนดังและเป็นคนรุ่นใหม่ เช่น คุณแหวนแหวน-ปวริศา เพ็ญชาติ ช่วยนำกระเป๋าย่านลิเภาลงโซเชียลมีเดีย ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการทำการตลาด ซึ่งต้องยอมรับว่าการรีวิวสินค้ามีผลอย่างมาก ด้วยตลาดย่านลิเภาคนมองว่าสูงวัยและราคาค่อนข้างสูง ผมจึงอยากทำให้ราคาสมเหตุสมผลและมีรูปแบบที่ทันสมัยใช้ง่ายขึ้น โดยวิธีการสานดังเดิมคือไฮเอนด์ไปเลย กับการสานแบบเส้นใหญ่กว่าและเส้นห่างกว่าจึงได้ตลาดที่กว้างขึ้น”

พลิษฐ์ หงสุชน

และผลลัพธ์จากการกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ ก็ทำให้ชาวบ้านภาคภูมิใจที่สินค้าของเขาเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่น คนยุโรป คนจีน ว่าเป็นงานที่สวยและดี แม้แต่หีบห่อก็ต้องใส่ใจในการผลิตแบบทำกล่องต่อกล่องเลยทีเดียว รวมทั้งมีการกำหนดซีเรียลนัมเบอร์เพื่อไม่ให้ผิดไซส์ ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการหาวัสดุในการซ่อมแซมด้วย ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากใจของช่างสานย่านลิเภาจังหวัดนครศรีธรรมราช และวิธีคิดที่แสนใจเย็นของคนรุ่นใหม่ที่ชื่อว่าพลิษฐ์อย่างแท้จริง

จากวันนี้ไป เราคงต้องมองย่านลิเภาและเครื่องจักสานทรงคุณค่าเหล่านี้ใหม่ คุณว่าจริงไหม

Writer

วราภรณ์ ผูกพันธ์

จบคณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ยุคแอนะล็อกที่โดน Digital Disruption แต่ยืนยันจะเดินตามเส้นทางนักเขียนต่อไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load