01

ตำนานละครเพลง

แค่เสียงโน้ตเพลง Circle of Life ดังขึ้น ฉันก็กลับไปเป็นเด็ก 7 ขวบอีกครั้ง เด็กที่นั่งดูวิดิโอ The Lion King ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าจอทีวี และเฝ้ามองการผจญภัยของซิมบ้าอย่างไม่รู้เบื่อ

หลังจากการ์ตูนเรื่องสิงโตเจ้าป่าออกฉายในปี 1994 และประสบความสำเร็จมหาศาล จึงเกิดละครเพลง The Lion King Musical ตามมาในปี 1997 ที่อเมริกา ซึ่งโด่งดังมากจนออกทัวร์ไปแสดงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 22 ปีแล้ว นับเป็นมิวสิคัลเบอร์ต้นของโลกที่มีผู้ชมละครเพลงเรื่องนี้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นละครเพลงที่เล่นต่อเนื่องมายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจาก The Phantom of the Opera และ Chicago)

ข่าวดีมากของเมืองไทยตอนนี้ คือ The Lion King Musical ฉบับ International Tour กำลังมาเล่นที่เมืองไทย ตั้งแต่เดือนกันยายน – 10 พฤศจิกายน หลังจากเดินทางไปเล่นทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน โดยนักแสดง 52 คน คนทำงานเบื้องหลัง 80 คน และทีมงานท้องถิ่น ทุ่มเทสร้างโลกสิงโตเจ้าป่าอันน่าทึ่งในโรงละครทุกค่ำคืน

นอกจากนั่งดูละครเพลงที่ใฝ่ฝันอยากดูมาตลอด ฉันได้โอกาสเข้าหลังเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ ไปสำรวจการทำงานของทีมสร้างสรรค์ และนั่งสัมภาษณ์นักแสดงหลักอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่งฟังเรื่องราวของละครเวทีในตำนานเรื่องนี้ บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนดิสนีย์ หรือติดตามมิวสิคัลมาก่อนหรือไม่ นี่คือผลงานสร้างสรรค์ระดับโลกที่ไม่ควรพลาด

02

ดีไซน์เจ้าป่า

The Lion King Musical กวาดรางวัล Tony Awards 6 รางวัลในปี 1998 ทั้งละครเพลงยอดเยี่ยม ฉากยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม แสงยอดเยี่ยม การออกแบบท่าทางยอดเยี่ยม และการกำกับยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเหมาหมด แถมยังได้รางวัลละครเพลงอีกกว่า 70 รางวัลจากทั่วโลก 

บุคคลสำคัญที่ออกแบบผลงานชิ้นโบว์แดงนี้คือหญิงมหัศจรรย์ จูลี่ เทย์มอร์ (Julie Taymor) ผู้กำกับคนแรกของ The Lion King Musical ที่ทั้งออกแบบเครื่องแต่งกาย และร่วมออกแบบหน้ากาก หุ่น และแต่งเนื้อเพลง เธอสร้างสรรค์ระบบที่เปลี่ยนแปลงวงการละครเพลงไปโดยสิ้นเชิง คือสร้าง Double Event ผสมผสานหุ่นเชิดเข้าไปในละคร ให้ผู้ชมได้เห็นนักแสดงและหุ่นเชิดไปพร้อมกัน ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความเป็นคนและสัตว์ของแต่ละตัวละคร จากแต่เดิมที่นักเชิดหุ่นต้องสวมชุดดำ ซ่อนลำตัวและใบหน้าให้คนเห็นแต่หุ่นเท่านั้น แต่การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม หุ่น และหน้ากากของเธอ กลับเปิดเผยตัวคนและกลไกอย่างชาญฉลาด ทำให้ตัวละครและเรื่องราวมีชีวิต มีจิตวิญญาณขึ้นมา เช่น หน้ากากสิงโตที่อยู่เหนือศีรษะนักแสดง เผยให้เห็นใบหน้ามนุษย์ของมูฟาซา สการ์ ซิมบ้า และนาล่า ที่เผชิญความสุขและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไปตลอดเรื่อง 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

เมื่อเข้าไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของฝ่ายหน้ากากและหุ่น ได้เจอ ทิม ลูคัส (Tim Lucas) หัวหน้าฝ่ายหน้ากากและหุ่นของคณะละครชุดปัจจุบันนี้เคยทำงานที่ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้มาก่อน เขาเล่าว่าทีมงานดูแลหน้ากากและหุ่นมีแค่ 3 คนเท่านั้น มีหน้าที่รับผิดชอบหุ่น 235 ตัวให้สวยงาม อยู่ในสภาพดี โดยซ่อมแซมและทำความสะอาดให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการแสดง ซ้ำยังสแตนด์บายอยู่หลังฉากตลอดเรื่อง หากหุ่นหรือหน้ากากแตกหักเสียหายระหว่างการแสดงก็จะรีบเข้าไปดูแลทันที

ปัจจุบันดีไซน์ที่เห็นในเรื่องยังเป็นของดั้งเดิม แต่เติมการพัฒนาและเทคโนโลยีตามเวลาที่ผ่านไป เช่นใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ทำโครงหน้ากากให้แข็งแรงขึ้นแต่เบาหวิว ส่วนหน้ากากมูฟาซาและสการ์ ประดับตกแต่งด้วยขนม้าบ้าง หางนกยูงบ้าง ให้ดูสวยงามและได้กลิ่นอายของสัตว์ป่า หน้ากากของตัวละครหลักมีแค่อย่างละอันเท่านั้น แต่ของตัวประกอบจะมีสำรองเผื่อไว้

หุ่นแต่ละตัวมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป โดยเฉพาะหุ่นนกซาซูที่มีกลไกละเอียดอ่อน นักแสดงต้องใช้มือหนึ่งคุมลำตัวกับปีก อีกมือคุมหน้า ดวงตา จงอยปาก และลำคอที่ยืดหดได้ 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

ส่วนที่มุมแต่งหน้าทำผม เฮทเธอร์ – เจ รอส (Heather – Jay Ross) หัวหน้าฝ่ายช่างทำผมและแต่งหน้า เล่าว่าทีมแต่งหน้า 4 คนมีตู้แต่งหน้าของตัวเอง ก่อนเริ่มการแสดงในแต่ละประเทศ ทีมงานต้องมาถึงก่อนนักแสดง 3 วันเพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของ ตั้งสถานีแต่งหน้า ซักวิกผม และสอนช่างแต่งหน้าท้องถิ่น 2 คนให้ช่วยแต่งหน้าเป็น เธอเล่าว่าเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งหน้าแต่งวิก 1 ชั่วโมงก่อนการแสดงเริ่ม หลังจบองค์หนึ่งก็แต่งต่อ 20 นาที จึงต้องทำงานรวดเร็วมาก

เทคนิคการแต่งหน้าก็คล้ายๆ หุ่นและหน้ากาก คือใส่ความเป็นสัตว์บางส่วนบนหน้ามนุษย์ แต่ไม่ได้ซ่อนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนเป็นสัตว์จริงๆ การแต่งหน้าทุกแบบมีคู่มือตัวอย่าง และเฉดสีที่สั่งทำเฉพาะ ซึ่งต้องพยายามทำให้เหมือนเดิมทุกครั้ง เครื่องสำอางเหล่านี้แต่งง่ายและลบได้ง่าย เพราะนักแสดงส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนบทบาทบ่อยๆ และแต่งหน้าซ้ำๆ ทุกคืน

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงแต่งหน้าเองบางส่วน เช่น ลงรองพื้น ลงสโมกกี้อาย หรือเหล่าไฮยีน่าที่แต่งหน้าแบบกราฟิกเอง แต่ทีมงานจะแต่งหน้าให้ตัวละครหลักๆ เช่น ซาซู สการ์ ราฟิกิ พุมบ้า ทีโมน ซิมบ้า นาล่า มูฟาซา และสิงโตเด็กทั้งคู่ โดยตัวละครที่แต่งหน้ายากที่สุดคือซาซู เพราะต้องค่อยๆ แต่งหน้าเป็นสีน้ำเงินและเกลี่ยสีขาวรอบดวงตา ส่วนวิกที่อลังการที่สุดคือวิกของเจ้าหมูป่าพุมบ้าที่ใหญ่โตอลังการ เฮทเธอร์แอบบอกว่าที่เห็นตัวละครแต่ละตัวผมสวยฟูฟ่อง หรือถักเปียสารพัดแบบแอฟริกัน แทบทั้งหมดนั้นคือวิกทั้งหมด อย่างนาล่าที่ถักเปียสั้นแนบทั้งศีรษะ ก็มีวิกตั้ง 3 อันเอาไว้ผลัดเปลี่ยนใช้งานตลอดการทัวร์

“เรามีทีมที่ดีที่ทำให้ทุกสิ่งพร้อม พวกเขาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูแลทุกอย่าง เพราะเป็นการแสดงสด อะไรจะเกิดก็ได้ เราต้องพร้อมที่จะแก้ไข และพยายามรับมือปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น” 

โอมาร์ โรดริเกรซ (Omar Rodriguez) ผู้กำกับการแสดงคณะละครทัวร์ The Lion King Musical เล่าว่านักแสดงและทีมงานซักซ้อมกันราว 2 เดือนก่อนออกทัวร์ไปทั่วโลก โดยระหว่างการแสดงก็ซ้อมด้วย เพื่อให้การแสดงสดใหม่ คุณภาพดี เพื่อไม่ให้การเล่นเรื่องเดิมซ้ำๆ น่าเบื่อหน่าย เป็นหน้าที่ของเขาที่จะให้การบ้านท้าทายนักแสดง มีโจทย์ใหม่ๆ ให้คิดให้แสดง และฝึกฝนนักแสดงตัวสำรองให้พร้อมออกไปเล่นอยู่เสมอ

03

ของขวัญแห่งโลกละคร

นักแสดง The Lion King Musical ต่างเติบโตมากับการ์ตูนดิสนีย์รุ่นดั้งเดิม เหมือนเด็กยุคแปดศูนย์เก้าศูนย์ทั่วโลกที่หลงใหลเรื่องราวผจญภัยของสิงโตเจ้าป่า 

“ผมได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรกตอนประถมต้น เราถูกเรียกไปรวมตัวกันที่ห้องวิดิโอ ผมตื่นเต้นสุดๆ และร้องเพลงคลอไปตลอดจนครูต้องสั่งให้เงียบ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องเพราะเพลงแอฟริกันที่ผมเข้าใจ พอโตขึ้นมา พ่อผมซื้อซีดีละครเพลงไว้ในรถ ผมนั่งฟังเพลง The Lion King ในรถได้ทั้งวันจนรถแบตเตอรี่หมด” มีโทโคซีสิ เอ็มเคย์ คานยาล (Mthokozisi Emkay Khanyile) เล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะ ชายหนุ่มเสียงทุ้มต่ำรับบทมูฟาซา พ่อของซิมบ้า มา 5 ปีแล้ว 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมก็โตมากับวิดิโอ The Lion King เป็นหนังโปรดที่ผมท่องได้ทุกประโยค รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ยังดู จนอายุยี่สิบต้นๆ ผมไปดูละครเพลงเรื่องนี้ครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันต้องเหมือนในหนัง แต่พอละครเริ่มเล่นผมก็รู้ตัวว่าคิดผิดทั้งหมด มันไม่เหมือนเลย ผมทึ่งกับการเล่าเรื่องและการออกแบบของจูลี่ เทย์มอร์ มันเป็นเรื่องเดิม แต่มันก็ต่างออกไป สิ่งที่ดึงดูดผมก็ต่างออกไปจากตอนเด็กๆ อะไรที่เคยขำก็ไม่ขำแล้ว อะไรที่ไม่เข้าใจตอนเด็กก็เริ่มเข้าใจ”

“เหตุผลที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนทุกวัยชื่นชอบ คนที่เคยดูเรื่องนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ถ้ามาดูเรื่องนี้พรุ่งนี้ คุณจะได้เห็นการแสดงที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาของคุณทำให้ประสบการณ์การดูต่างออกไป บางการแสดง คุณอาจจะคิดว่าวันนี้จะออกไปเล่นให้เด็กๆ ดู แต่เรื่องนี้คนดูได้ทุกวัย และทุกคนจะได้สิ่งที่ต่างออกไปหลังละครจบ”

แอนโทนี่ ลอเรนซ์ (Antony Lawrence) เจ้าของบทสการ์ สิงโตตัวร้ายทรงเสน่ห์ผู้เป็นอาของซิมบ้าเอ่ยสมทบ 

“ผมเชื่อว่าThe Lion King เป็นของขวัญ อาชีพนักแสดงมีอายุการทำงานสั้นมาก เราได้ของขวัญเป็นการได้เล่น The Lion King ในช่วงสั้นๆ ของเรา เส้นทางการงานของเราเดินไปข้างหน้า วันหนึ่งก็จะหยุดชะงักและต้องจากไป เมื่อมีเด็กรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ช่วงเวลาเหล่านี้จึงมีค่ามาก เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เล่นเรื่องนี้ครับ”

04

นักแสดงจากทั่วโลก

กว่าจะมาเล่นเรื่องนี้ นักแสดง 52 ชีวิตจากหลายเชื้อชาติ ผ่านการออดิชันจากทั่วโลก บางคนมีพื้นฐานจากการเล่นเป็น Ensemble หมู่มวลตัวประกอบมาก่อน บางคนถนัดการเต้น กายกรรม การเชิดหุ่น การร้องเพลง หรือสารพัดความสามารถพิเศษต่างๆ อย่าง อองเดรย์ จิวสัน (André Jewson) ผู้เชิดหุ่นซาซู นกเงือกปากแดง มหาดเล็กคู่ใจมูฟาซา ที่ดูแลซิมบ้าตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรื่องนี้เขาทั้งร้องเพลง เชิดหุ่นนก และแสดงบทบาทตลกขบขันไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตัวละครที่เด็กๆ โปรดปรานเป็นพิเศษ

“ละครเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหลายสิ่งที่ผมชอบ การเชิดหุ่น การเล่าเรื่อง การร้องเพลง ผมพยายามเก็บลักษณะตัวละครในหนัง และพยายามข้ามมาตรฐานความคาดหวังคนดู แต่การพากย์เสียงกับการเล่นละครเพลงบนเวทีไม่เหมือนกันเลย” อองเดรย์อธิบาย

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการ์ตูน The Lion King นั้นคลาสสิกขึ้นหิ้งมากๆ การพยายามเลียนแบบเสียงนักพากย์เหล่านั้นไม่มีทางจะทำได้ดีกว่า พวกเขาหยิบยืมลักษณะตัวละครดั้งเดิม มาสร้างตัวละครในแบบของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนได้

อแมนด้า คูนีน (Amanda Kunene) นักแสดงสาวร่างเล็กที่รับบทนาล่า สิงโตคู่รักของซิมบ้าเล่าว่าตอนออดิชั่นละครเรื่องนี้ เธอหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน หายใจหายคอกินนอนเป็นนาล่า เพราะอยากรู้จักตัวละครนี้อย่างถ่องแท้

“ฉันประทับใจมากที่นักแสดงทุกคนที่เล่นเป็นนาล่ามาก่อนฉันไม่เหมือนกันเลย ทุกคนตีความต่างกันไป บางคนถนัดเรื่องการเคลื่อนไหว บางคนถนัดเรื่องเสียง พวกเธอเป็นแรงบันดาลใจให้นาล่าแบบของฉัน ฉันเรียนรู้จากคนที่ทำงานในวงการนี้มานาน ฉันค้นข้อมูลเยอะมาก เรียนรู้จากพวกเธอ และสุดท้ายก็ถอดนาล่าออก เป็นแค่อแมนด้า ตอนนั้นแหละที่เป็นช่วงเวลาที่ฉันกลัวที่สุด ตัวละครนี้แข็งแกร่งมากๆ ฉันโตมาในครอบครัวผู้หญิงแกร่ง เมื่อคิดถึงนาล่า ฉันจะคิดถึงสมาชิกครอบครัวที่กล้าหาญและแข็งแกร่งมากๆ ฉันได้ค้นพบและสร้างนาล่าที่สดใหม่ขึ้นมาในแบบของตัวเอง”

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“มี The Lion King หลากหลายเวอร์ชั่นเล่นตลอดเวลาทั่วโลก ราฟิกิทุกคนเล่นแบบที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ตอนเริ่มเล่นฉันก็ดูวิดิโอที่คนอื่นเล่น เพราะฉันไม่แน่ใจว่าราฟิกิเป็นยังไง ตอนแรกฉันเริ่มจากเล่นเป็นตัวประกอบ ไม่รู้ว่าแม่หมอนี้เป็นยังไงกันแน่ เลยดูวิดิโอซ้ำๆ จนมีผู้กำกับคนนึงบอกว่าฉันพูดและเคลื่อนไหวเหมือนคนนั้นคนนี้ ฉันเลยต้องเลิกดู และพยายามหาว่าราฟิกิเป็นใครกันแน่ ในแบบของตัวเอง”

“คนแอฟริกาใต้หลายต่อหลายคนเดินทางไป Zangoma (หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเวทมนต์) เพื่อรับสมุนไพรรักษา หรือทำนายอนาคต ฉันไม่ได้โตมาแบบนั้น เลยต้องพยายามขุดหารากการเป็นชาวแอฟริกันและวิธีการเป็นราฟิกิ จะลงไปคลานสี่เท้าเป็นลิงก็ได้ แต่ฉันพยายามทำให้เธอเป็นมนุษย์มากขึ้น จริงมากขึ้น แม้ไม่พูดอะไรเลย แต่คุณรู้สึกได้ว่าเธอเปี่ยมไปด้วยความรักความเอาใส่ใจ เธอคือผู้เยียวยา”

เเซปา พิทเจง (Ntsepa Pitjeng) ผู้รับบทลิงปุโรหิตย้อนความหลังให้ฟัง ราฟิกิเวอร์ชั่นละครเพลงเป็นตัวละครที่เพศต่างจากในการ์ตูน เพราะผู้กำกับจูลี่ เทย์มอร์เห็นว่าไม่มีตัวละครหญิงที่รับบทบาทสำคัญในเรื่องนี้เพียงพอ เลยปรับบทลิงแมนดริลจากเพศชายเป็นเพศหญิง 

แซปาเล่นเป็นราฟิกิมา 8 ปีแล้ว เธอสวมบทบาทเป็นผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณของลูกสิงโตเจ้าป่าสัปดาห์ละ 8 รอบ ความท้าทายของการรับบทเดิมซ้ำๆ คือการเอาชนะตัวเองอยู่เสมอ หาความสดใหม่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมเวที โดยไม่เชื่อว่าตัวเอง ‘เอาอยู่’ หากไม่พยายาม

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมเพิ่งมาร่วมงานกับนักแสดงทีมนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ไม่เคยเล่นเป็นซิมบ้ามาก่อน แต่พอเล่นเรื่องเดียวแปดรอบต่อสัปดาห์ ครอบครัวผมถามซ้ำๆ ว่าไม่เบื่อเลยเหรอ ทำได้ไง ผมโชคดีที่ผมหลงใหลสิ่งที่ผมทำ และพยายามทำเต็มที่ทุกวัน พยายามซึมซับเรื่องราว การเคลื่อนไหว แสงไฟ และทุกสิ่งบนเวที บางครั้งผมร้องไห้ระหว่างช่วงพักการแสดง มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตทั้งบนเวทีและหลังฉาก กำลังพยายามทำให้สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกิดขึ้น”

“บางคนอาจจะเคยดู The Lion King Musical มาแล้ว แต่ผมพยายามคิดว่าทุกคนมาดูเรื่องนี้ครั้งแรก และนี่อาจเป็นประสบการณ์แรกในโรงละครของพวกเขา หน้าที่ของผมคือช่วยให้พวกเขาอยากมาดูละครเวทีอีก หรืออยากดูเรื่องนี้อีก หรืออยากฟังเพลงอีก” 

จอร์แดน ชอว์ (Jordan Shaw) ซิมบ้าหนุ่มไฟแรงจากลอนดอนกล่าวปิดท้าย จากเด็กชายที่ไปโรงละครทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เติบโตมากับการยืนจ้องโปสเตอร์ The Lion King Musical หน้าโรงละคร สิงโตเจ้าป่ามีความหมายสำหรับเขามาก และเขาเชื่อว่าละครเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมาย

“พอได้เล่นก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องนี้ลึกซึ้งขนาดไหน มีคนดูที่ร้องไห้และบอกผมว่าเขาดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงตัวเองตอนที่เสียพ่อไป หรือการดูเรื่องนี้ช่วยให้เขาอยากกลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีต ทุกคืนที่เล่นผมไม่มีทางลืมเรื่องเหล่านี้ เลยพยายามทำงานหนักและพัฒนาตัวเองต่อไปครับ”

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เคยไหม เล่นโทรศัพท์แล้ว แอปพลิเคชันค้าง บางครั้งล่ม ไม่ก็ขึ้นอัปเดตบ่อย

เคยไหม เวลาคุยกับเพื่อนเรื่องอาหาร โฆษณาอาหารก็ขึ้นมาทันใจเหมือนนั่งฟังอยู่ในห้องเดียวกัน

ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน การจัดการข้อมูลหลังบ้าน ระบบรักษาความปลอดภัย รวมไปถึงความร่วมมือทางธุรกิจ และการจัดการความยั่งยืนในองค์กร

ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัวและยังไม่เข้าใจ แต่ถ้าคุณประสบปัญหาด้านบน รับรองว่าเรื่องนี้ไม่ไกลอย่างที่คิด ทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจับตาในปี 2023 เพื่อเตรียมปรับตัวและเตรียมตัวให้ทันโลกสากล

ครั้งนี้ The Cloud มาหาคำตอบและความเชื่อมโยงผ่านบทสนทนากับ สวัสดิ์ อัศดารณ Managing Director ของ IBM ประเทศไทย และ Managing Partner ของ IBM Consulting เพื่ออัปเดต 5 เทรนด์น่าสนใจที่อยากให้คนรู้จักก่อนก้าวไปสู่ปีใหม่อย่างเป็นทางการ

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

2022

ปีแห่งการ ‘เร่ง’ การเติบโตของการใช้ดิจิทัลในประเทศไทย

ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เกิดการเว้นระยะห่างทางสังคม มีการเปิดตัวแอปพลิเคชันมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการและความตื่นตัวของผู้คน แต่ไม่ใช่ทุกแอปฯ ที่เสถียร ปราศจากการล่ม และไม่ใช่ทุกคนที่อ้าแขนรับสิ่งใหม่

ผู้ใหญ่ในหลายครอบครัวก็เช่นกัน ข้อจำกัดด้านอายุส่งผลต่อศักยภาพของสายตา ไหนจะความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลและความลำบากในการเรียนรู้ แต่หลังจากได้ลอง ปู่ย่ากลับซื้อของออนไลน์ไม่หยุด ใครจะคิดว่าจะเกิดสิ่งนี้

เหมือนที่เราไม่เคยคิดว่า ชีวิตหนึ่ง พนักงานทั้งหมดจะถูกบอกให้ Work from Home และนักเรียนไทยจะได้เรียนหนังสือออนไลน์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จึงถือเป็นการทลายกำแพง ‘อย่างรุนแรง’ และเป็นการเปิดโอกาสครั้งใหญ่ให้ทุกวงการ

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

2023

ปีแห่งการ ‘ตอบสนอง’ ตัวเร่ง

ปี 2022 หลายองค์กรทำงานแบบเผชิญหน้า ต้องพุ่งชนปัญหา แต่ปีถัดไปจะเป็นการทำงานอย่างมีแบบแผน และต้องทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

สวัสดิ์ยกตัวอย่างว่า สมัยก่อนเมื่อไปธนาคาร ธุรกรรมที่เกิดขึ้นในธนาคารนับเป็นหนึ่งครั้ง เราคาดการณ์ได้ว่าธุรกรรมจะเกิดขึ้นเยอะช่วงปลายเดือนเนื่องจากมีการจ่ายเงินเดือน แต่ตอนนี้ ธุรกรรมเกิดตามความต้องการนับไม่ถ้วนจนคาดการณ์ไม่ได้ แม้กระทั่งโปรโมชัน 11.11 หรือ 12.12 ก็ทำให้เงินสะพัดมากกว่าที่คิด

“เมื่อก่อนเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงที่พอทำนายได้ แต่ตอนนี้มันคือน้ำท่วมหลังบ้าน ถ้าบริษัทไหนจัดการข้อมูลได้ทันก็มีโอกาสมหาศาล ระบบหลังบ้านติดขัดก็ให้บริการได้ไม่ทันใจ เรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับเทรนด์ที่ 1 คือ Automation (การใช้เทคโนโลยีทำงาน) และ AI”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

5

Top Tech Trends

01 Pervasive Organization-wide Automation
การเชื่อมกระบวนการหลังบ้านรับโอกาสใหม่

ถึงเวลาในการกลับมาดูหลังบ้านอย่างจริงจังเพื่อปรับกระบวนการ ซึ่งไม่ใช่แค่ย้ายจากงานเอกสารมาสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะถ้ากระบวนการบางส่วนยังซับซ้อน และซ้ำซ้อนหลายขั้นตอนโดยไม่จำเป็น 

ทำไมต้องคงไว้

“เราเอา Customer Journey เป็นที่ตั้ง ถ้าจะทำให้เวิร์กมันต้องสมบูรณ์ทุกระดับ สมมติมี 7 ขั้นตอน ไม่ต้องคงไว้ทั้งหมด อะไรไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง จากนั้นค่อยนำเทคโนโลยีมาจับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง IBM เราใช้ AI ช่วยคำนวณเงินเดือน ช่วงแรกงงมาก แต่เพราะเราจัดการข้อมูลเป็นระบบ และสอน AI จนเก่งจึงใช้งานได้จริง

“ปีหน้าจะถึงเวลาที่องค์กรต้องกลับมาดูเรื่อง Process Reinvention และไม่ใช่การปรับทีละกระบวนการ แต่ต้องดูภาพใหญ่ ปรับทั้งองค์กร Automate เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน ลดงานซ้ำ ๆ ที่ใช้ AI ทำแทนได้ และที่สำคัญ ระบบเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกัน ระบบบัญชี การขาย การตลาด ต้องเชื่อมกัน ต้องมีการ Governance

“บางคนอาจกดยอมรับให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวด้วยความรีบ ในอดีตเราอ่านสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ตอนนี้รีบกดให้ผ่าน ๆ ไป นั่นแปลว่าข้อมูลของเราไหลเข้าระบบไปแล้ว แต่ถ้าองค์กรไม่รู้จะทำอย่างไรกับข้อมูล มันก็เปลืองที่เก็บเปล่า ๆ เทรนด์ที่ 2 จึงเป็นการจัดการข้อมูลให้เป็นระเบียบและใช้ประโยชน์ได้จริง”

02 AI and Trust on Data 
ข้อมูลหลังบ้านกับการจัดการให้มีประโยชน์

AI ไม่ลา ไม่ป่วย ไม่พัก และไม่งอน มันดูจะเป็นเครื่องมือที่เพอร์เฟกต์ แต่ถึงอย่างนั้น มนุษย์ยังคงต้องสอน และ AI ยังต้องเรียนรู้ เพื่อจัดการข้อมูลอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ 

สวัสดิ์เล่าว่า ข้อมูลในอดีตค่อนข้างเป็น Structured Data และไม่เรียลไทม์ ขณะที่ปัจจุบันเป็นการอัปเดตพฤติกรรมทันที ไม่ว่าจะเราเดินเข้าห้าง เปิดแผนที่นำทาง หรือค้นหาข้อมูลในโทรศัพท์ บางทีก็ถูกบันทึกอายุหรือความชอบโดยไม่รู้ตัว 

การเก็บข้อมูลเหล่านี้ไม่ว่าจะธุรกิจใด ร้านค้าปลีกหรือร้านค้าส่งก็เปลี่ยนมันเป็นแคมเปญหรือโปรโมชัน เพื่อตอบสนองความต้องการให้ตรงจุดได้

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่มี Bias ไม่มี Bad Data เราอาจเคยได้ยินกรณีที่ AI แนะนำให้ปล่อยกู้ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือเลือกคนจากมหาวิทยาลัย A มากกว่าที่อื่น แล้วลองคิดต่อว่า หากหนึ่งใน resume ที่ไม่ได้รับเลือกนั้นเป็นของเรา หรือคนที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อคือเรา

“กลับมาในมุมองค์กร ถ้าเราเชื่อข้อมูลที่เรามีไม่ได้ แล้วถ้าข้อมูลนั้นคือตัวแปรการตัดสินใจสำคัญที่อาจพลิกอนาคตบริษัท สิ่งที่องค์กรต้องทำคือหาจุดบอดของข้อมูลให้เจอหรือ Data Observability เพื่อให้ AI ประมวลผลบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีคุณภาพ ผลลัพธ์ก็จะแม่นยำไปด้วย”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

03 Embedded and Connected Security
ความปลอดภัยที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและคน

“แก๊งคอลเซนเตอร์โทรมา ข้อมูลผู้บริโภครั่ว ระดับองค์กรก็มีโอกาสโดนโจมตีเหมือนกัน วันนี้เอเชียเป็นเป้าโจมตีทางไซเบอร์อันดับหนึ่ง ทุกที่จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้”

แต่ระบบหลังบ้านขององค์กรที่ไม่เชื่อมต่อ คือช่องโหว่ของการโจมตี ที่ยิ่งนับวันยิ่งโตเท่าทวี ทางเดียวที่ทำได้คือใช้เทคโนโลยีช่วยมอนิเตอร์ จับแพทเทิร์น ชูธงแจ้งเมื่อพบความผิดปกติ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ภาพการณ์และหาแนวทางรับมือต่อไป

“เรื่อง Cybersecurity คือเรื่องที่ต้องอยู่ในจิตสำนึกของทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น HR Marketing หรือฝ่ายขาย ทุกคนต้องเรียน ต้องรู้ว่าเมลแบบไหนคือสแปม เจอแล้วต้องทำยังไง หรือหากโดนโจมตี สิ่งที่ต้องทำอันดับ 1, 2, 3 คืออะไร เพราะยิ่งแก้ได้เร็ว หยุดได้เร็ว ยิ่งสูญเสียน้อย”

วันนี้ปัญหาคือเราขาดบุคลากรที่ดูแล Cybersecurity ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่เป็นทั่วโลก องค์กรใหญ่เปิดรับบุคลากรใหม่หลายร้อยตำแหน่ง แต่พวกเขาจะหาบุคลากรจำนวนมากจากไหน เรื่องนี้เชื่อมไปถึงการศึกษา ซึ่ง IBM ได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ให้พนักงานอยู่แล้ว พวกเขาจึงขยายผลความร่วมมือไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย โดยเพิ่มช่องทางในการสร้างคนรุ่นใหม่เข้าวงการ หนึ่งในนั้นคือหลักสูตร Global University Programs

“คำว่า ความยั่งยืน ในทางเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วและเปลี่ยนเรื่อย ๆ จึงต้องคอยติดตามอยู่เสมอ บ้านเราเป็น Fast Adopter ที่รับเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Blockchain Cryptocurrency NFT หรือ Quantum Computing ความต้องการด้านนี้จึงมาแน่นอนในอนาคตทั้งในแง่เทคโนโลยีและคน”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

04 Partnership and Ecosystem
ความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคต

เมื่อเข้าสู่โลกแห่งความเร็ว องค์กรไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างขึ้นใหม่ หรือทำด้วยตัวเอง แต่วันนี้คือโลกของการพาร์ทเนอร์กัน โลกของ Business Model Reinvention

เช่นเดียวกับระบบไอทีที่รองรับ วันนี้องค์กรไม่จำเป็นต้องสร้างโปรแกรมขึ้นใหม่เสมอไป แต่ใช้การเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นที่มีโปรแกรมหรือดำเนินการอยู่แล้วผ่านระบบ API (Application Programming Interface) เปรียบเสมือนการนำหัวอะแดปเตอร์ไปเสียบในรางปลั๊กที่มีหลายรู ใครต้องการเซอร์วิสอะไรก็เสียบปลั๊กนั้นได้ทันที

“เมื่อก่อนถ้าต้องการเชื่อมสององค์กรต้องเขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่ ให้สองทีมคุยกัน ร่วมพัฒนาแอปฯ ต่อเชื่อม ซึ่งใช้เวลานาน แต่ตอนนี้ สมมติใช้แอปฯ ซื้อของออนไลน์ เราจะเห็นว่ามีธนาคารที่ใช้จ่ายเงินให้เลือกเยอะขึ้น นั่นคือการร่วมมือกันทำ Open API เพื่อรองรับการต่อเชื่อมระหว่างองค์กร 

“ที่เห็นชัดคือการใช้จ่าย การเชื่อม wallet หรือการปล่อยกู้ การกู้เงินซื้อคอนโดอาจใช้เอกสารเยอะ มีหลายขั้นตอน แต่ตอนนี้เหมือนเรามีรางปลั๊กไว้รอ บริษัทพร็อพเพอร์ตี้เสียบปลั๊กเชื่อมต่อกับธนาคาร หรือแอพรีเทลเองก็เชื่อมต่อกับธนาคารหรือแม้แต่ค่ายมือถือ ปรับตามเทศกาลหรือปัจจัยที่มากระทบได้ทันที นี่คืออีโคซิสเต็ม เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น ในอนาคตอาจเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ร่วมมือกันก็ได้”

05 Sustainability Mandate 
ความยั่งยืนกับข้อมูลมหาศาลที่ต้องวัดผลได้

ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพูดเรื่องความยั่งยืนอย่างกว้างขวาง และในอนาคตเรื่องนี้จะกลายเป็นรายงานสากลที่ทุกองค์กรต้องกางให้เห็น 

IBM มีโปรแกรมเก็บสถิติและจัดการข้อมูลหลังบ้านจำนวนมหาศาลให้เป็นระบบระเบียบ ทั้งยังละเอียดชนิดที่เห็นว่า องค์กรใช้ไฟฟ้าไปกี่หน่วย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไหร่ สร้างขยะไปกี่กิโลกรัม ใช้น้ำกี่ลิตร โดย AI ตัวนี้มีชื่อว่า Envizi

“ในอนาคต เราอาจต้องดูว่าอาหารหนึ่งจานสร้างปริมาณคาร์บอนเท่าไหร่ หรืออย่างเราดูภาพยนตร์ผ่านแล็ปท็อปสักเครื่อง ลองเอาวางไว้บนตัก เราจะรู้ได้ว่ามันร้อนมาก นั่นคือพลังงานที่ถูกปล่อยออกมา ดังนั้น Data Center ใหญ่ ๆ ในองค์กรขนาดยักษ์จึงปล่อยความร้อนสูงมาก” เขาเล่าให้เห็นผลกระทบ

IBM ในฐานะองค์กรแนวหน้าของโลกเรื่องคอมพิวเตอร์ทำรายงานสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปีแรกที่สวัสดิ์เข้าทำงานคือปี 1990 ต่อมาในปี 2000 ได้ออกเป้าหมายแรกในการลดคาร์บอน ผ่านไปอีก 10 ปี มีการออกข้อตกลงร่วมกันว่า องค์กรที่ร่วมงานกับ IBM จะต้องมีการเปิดเผยรายงานการปล่อยคาร์บอนด้วย

ส่วนปี 2030 พวกเขามีเป้าหมายใหญ่คือ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยใช้เทคโนโลยีช่วยลดการปล่อยก๊าซในปริมาณที่เท่ากันหรือมากกว่าคาร์บอนที่ปล่อยไป ตั้งเป้าไว้ที่ 350,000 เมตริกตัน หรือน้อยกว่านั้น

จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของ IBM ขยับขึ้นทุกปี พร้อมด้วยการพัฒนา Green IT ทั้งในรูปแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ยกตัวอย่าง การวิจัยชิปขนาด 2 นาโนเมตร เพื่อให้การใช้พลังงานใน Data Center ในอนาคตลดน้อยลง ไม่แน่ว่าอีกหน่อย แบตเตอรี่โทรศัพท์อาจใช้ได้นานถึง 4 วัน ด้วยชิปตัวนี้

“IBM ทำงานวิจัย มีเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมเยอะมาก ยกตัวอย่าง แบตเตอรี่ที่เราใช้ในปัจจุบันทำจากลิเธียมและนิกเกิล แต่มันมีราคาสูงและเริ่มหายาก ขณะที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังมาและยังต้องการแบตเตอรี่ เราจึงต้องมองไปยังอนาคตที่ไกลกว่าว่า จะหาแร่อะไรมาทดแทนลิเธียมและนิกเกิลได้บ้าง”

5 เทรนด์ปี 2023 โดย 'สวัสดิ์ อัศดารณ' จาก IBM ไขข้อข้องใจทำไมข้อมูลหลังบ้าน ความปลอดภัย และความยั่งยืน ถึงเกี่ยวกับเรา

ข้อมูลจาก International Energy Agency ประมาณการณ์ว่า ทุกวันนี้ 1 เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าทั่วโลกถูกใช้ไปกับ Data Center และภายในปี 2025 Data Center จะใช้ 1 ใน 5 ของพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก

ส่วน United Nations Environment Programme ประเมินว่าอาคารต่าง ๆ ใช้พลังงาน 40 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั่วโลก 25 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำทั่วโลก และ 40 เปอร์เซ็นต์ของทรัพยากรโลก ซึ่งนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ฟังจากสถิติดังกล่าว สวัสดิ์บอกทันทีว่า อีกหน่อยเรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องของการตลาด การปลูกต้นไม้ หรือการประหยัดไฟอีกต่อไป แต่เป็นความจริงจัง กลายเป็นการแข่งขันที่ผู้บริโภคต้องดูฉลากก่อนซื้อสินค้าว่า โรงงานปล่อยคาร์บอนไปมากน้อยแค่ไหน หากประเทศไทยต้องการทำงานกับต่างชาติคงหลีกหนีข้อตกลงเรื่องนี้ไม่ได้

การเตรียมตัวเดินทางสู่อนาคต

สวัสดิ์บอกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมตัวเดินทางสู่อนาคตผ่านสิ่งสำคัญ 5 อย่าง หรือ 5S คือ Speed, Smart, Simplify, Scale และ Security ซึ่งเกี่ยวพันตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการและการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์

(Speed) เมื่อคนใจร้อน แอปฯ โหลดนาน องค์กรจึงต้องหันมาจัดการข้อมูลหลังบ้านใหม่ ลดกระบวนการที่ซับซ้อน (Simplify) และร่วมมือกับองค์กรอื่นที่ทำงานด้านนั้น ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้ใช้บริการ

ตัวอย่างคือ การปล่อยเงินกู้ที่ในอดีตต้องผ่านหลายขั้นตอน มีการให้ Credit Scoring ซึ่งช่วยแจกแจงข้อมูลให้เห็นว่า สถานะทางบ้านของผู้กู้เป็นอย่างไร ทำงานอะไร รายได้เท่าไหร่ เพื่อนำมาคำนวณปริมาณเงินกู้ที่ควรปล่อยให้ ขณะที่ปัจจุบัน มีการนำ AI เข้ามาทำ Cognitive Scoring จึงรู้ผลลัพธ์ได้เร็วกว่าเดิม (Smart)

“สำหรับเด็กที่โตมาพร้อมเทคโนโลยี เป็น Digital Native ก็ต้องทำความเข้าใจหลังบ้านสักหน่อย เพื่อให้ตามทันและเกิดความระมัดระวัง ระวังทั้งตนเองและระวังเผื่อพ่อแม่

“ส่วนคนเจน Y, X และ Baby Boomer ก็ต้องปรับตัว อัปสกิลล์ เพื่อใช้สิ่งเทคโนโลยีอย่างเข้าใจ เรื่องนี้ควรเริ่มต้นที่บ้าน พอมาเจอที่ทำงาน ซึ่งเป็นแบบไฮบริดมีคนหลายช่วงวัย สุดท้ายเราจะเชื่อมเข้าหากันได้อย่างราบรื่น เพราะยังไงโลกก็ยังต้องอยู่ด้วยคนหลากหลายเจนเนอเรชันแบบนี้ต่อไป” สวัสดิ์ทิ้งท้าย

เทรนด์เหล่านี้มีไว้ให้องค์กรใหญ่ดูกระแสโลกและปรับตัว แต่ในอีกทางก็มีไว้ให้ผู้บริโภคเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับโทรศัพท์และชีวิตของพวกท่านเช่นกัน

อย่างน้อยหลังอ่านบทความนี้จบ ท่านอาจทำใจให้สุขุมและอ่านข้อความขอความยินยอมเข้าถึงข้อมูลอย่างถี่ถ้วนกว่านี้

5 เทรนด์ปี 2023 โดย 'สวัสดิ์ อัศดารณ' จาก IBM ไขข้อข้องใจทำไมข้อมูลหลังบ้าน ความปลอดภัย และความยั่งยืน ถึงเกี่ยวกับเรา

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load