01

ตำนานละครเพลง

แค่เสียงโน้ตเพลง Circle of Life ดังขึ้น ฉันก็กลับไปเป็นเด็ก 7 ขวบอีกครั้ง เด็กที่นั่งดูวิดิโอ The Lion King ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าจอทีวี และเฝ้ามองการผจญภัยของซิมบ้าอย่างไม่รู้เบื่อ

หลังจากการ์ตูนเรื่องสิงโตเจ้าป่าออกฉายในปี 1994 และประสบความสำเร็จมหาศาล จึงเกิดละครเพลง The Lion King Musical ตามมาในปี 1997 ที่อเมริกา ซึ่งโด่งดังมากจนออกทัวร์ไปแสดงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 22 ปีแล้ว นับเป็นมิวสิคัลเบอร์ต้นของโลกที่มีผู้ชมละครเพลงเรื่องนี้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นละครเพลงที่เล่นต่อเนื่องมายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจาก The Phantom of the Opera และ Chicago)

ข่าวดีมากของเมืองไทยตอนนี้ คือ The Lion King Musical ฉบับ International Tour กำลังมาเล่นที่เมืองไทย ตั้งแต่เดือนกันยายน – 10 พฤศจิกายน หลังจากเดินทางไปเล่นทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน โดยนักแสดง 52 คน คนทำงานเบื้องหลัง 80 คน และทีมงานท้องถิ่น ทุ่มเทสร้างโลกสิงโตเจ้าป่าอันน่าทึ่งในโรงละครทุกค่ำคืน

นอกจากนั่งดูละครเพลงที่ใฝ่ฝันอยากดูมาตลอด ฉันได้โอกาสเข้าหลังเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ ไปสำรวจการทำงานของทีมสร้างสรรค์ และนั่งสัมภาษณ์นักแสดงหลักอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่งฟังเรื่องราวของละครเวทีในตำนานเรื่องนี้ บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนดิสนีย์ หรือติดตามมิวสิคัลมาก่อนหรือไม่ นี่คือผลงานสร้างสรรค์ระดับโลกที่ไม่ควรพลาด

02

ดีไซน์เจ้าป่า

The Lion King Musical กวาดรางวัล Tony Awards 6 รางวัลในปี 1998 ทั้งละครเพลงยอดเยี่ยม ฉากยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม แสงยอดเยี่ยม การออกแบบท่าทางยอดเยี่ยม และการกำกับยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเหมาหมด แถมยังได้รางวัลละครเพลงอีกกว่า 70 รางวัลจากทั่วโลก 

บุคคลสำคัญที่ออกแบบผลงานชิ้นโบว์แดงนี้คือหญิงมหัศจรรย์ จูลี่ เทย์มอร์ (Julie Taymor) ผู้กำกับคนแรกของ The Lion King Musical ที่ทั้งออกแบบเครื่องแต่งกาย และร่วมออกแบบหน้ากาก หุ่น และแต่งเนื้อเพลง เธอสร้างสรรค์ระบบที่เปลี่ยนแปลงวงการละครเพลงไปโดยสิ้นเชิง คือสร้าง Double Event ผสมผสานหุ่นเชิดเข้าไปในละคร ให้ผู้ชมได้เห็นนักแสดงและหุ่นเชิดไปพร้อมกัน ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความเป็นคนและสัตว์ของแต่ละตัวละคร จากแต่เดิมที่นักเชิดหุ่นต้องสวมชุดดำ ซ่อนลำตัวและใบหน้าให้คนเห็นแต่หุ่นเท่านั้น แต่การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม หุ่น และหน้ากากของเธอ กลับเปิดเผยตัวคนและกลไกอย่างชาญฉลาด ทำให้ตัวละครและเรื่องราวมีชีวิต มีจิตวิญญาณขึ้นมา เช่น หน้ากากสิงโตที่อยู่เหนือศีรษะนักแสดง เผยให้เห็นใบหน้ามนุษย์ของมูฟาซา สการ์ ซิมบ้า และนาล่า ที่เผชิญความสุขและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไปตลอดเรื่อง 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

เมื่อเข้าไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของฝ่ายหน้ากากและหุ่น ได้เจอ ทิม ลูคัส (Tim Lucas) หัวหน้าฝ่ายหน้ากากและหุ่นของคณะละครชุดปัจจุบันนี้เคยทำงานที่ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้มาก่อน เขาเล่าว่าทีมงานดูแลหน้ากากและหุ่นมีแค่ 3 คนเท่านั้น มีหน้าที่รับผิดชอบหุ่น 235 ตัวให้สวยงาม อยู่ในสภาพดี โดยซ่อมแซมและทำความสะอาดให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการแสดง ซ้ำยังสแตนด์บายอยู่หลังฉากตลอดเรื่อง หากหุ่นหรือหน้ากากแตกหักเสียหายระหว่างการแสดงก็จะรีบเข้าไปดูแลทันที

ปัจจุบันดีไซน์ที่เห็นในเรื่องยังเป็นของดั้งเดิม แต่เติมการพัฒนาและเทคโนโลยีตามเวลาที่ผ่านไป เช่นใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ทำโครงหน้ากากให้แข็งแรงขึ้นแต่เบาหวิว ส่วนหน้ากากมูฟาซาและสการ์ ประดับตกแต่งด้วยขนม้าบ้าง หางนกยูงบ้าง ให้ดูสวยงามและได้กลิ่นอายของสัตว์ป่า หน้ากากของตัวละครหลักมีแค่อย่างละอันเท่านั้น แต่ของตัวประกอบจะมีสำรองเผื่อไว้

หุ่นแต่ละตัวมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป โดยเฉพาะหุ่นนกซาซูที่มีกลไกละเอียดอ่อน นักแสดงต้องใช้มือหนึ่งคุมลำตัวกับปีก อีกมือคุมหน้า ดวงตา จงอยปาก และลำคอที่ยืดหดได้ 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

ส่วนที่มุมแต่งหน้าทำผม เฮทเธอร์ – เจ รอส (Heather – Jay Ross) หัวหน้าฝ่ายช่างทำผมและแต่งหน้า เล่าว่าทีมแต่งหน้า 4 คนมีตู้แต่งหน้าของตัวเอง ก่อนเริ่มการแสดงในแต่ละประเทศ ทีมงานต้องมาถึงก่อนนักแสดง 3 วันเพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของ ตั้งสถานีแต่งหน้า ซักวิกผม และสอนช่างแต่งหน้าท้องถิ่น 2 คนให้ช่วยแต่งหน้าเป็น เธอเล่าว่าเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งหน้าแต่งวิก 1 ชั่วโมงก่อนการแสดงเริ่ม หลังจบองค์หนึ่งก็แต่งต่อ 20 นาที จึงต้องทำงานรวดเร็วมาก

เทคนิคการแต่งหน้าก็คล้ายๆ หุ่นและหน้ากาก คือใส่ความเป็นสัตว์บางส่วนบนหน้ามนุษย์ แต่ไม่ได้ซ่อนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนเป็นสัตว์จริงๆ การแต่งหน้าทุกแบบมีคู่มือตัวอย่าง และเฉดสีที่สั่งทำเฉพาะ ซึ่งต้องพยายามทำให้เหมือนเดิมทุกครั้ง เครื่องสำอางเหล่านี้แต่งง่ายและลบได้ง่าย เพราะนักแสดงส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนบทบาทบ่อยๆ และแต่งหน้าซ้ำๆ ทุกคืน

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงแต่งหน้าเองบางส่วน เช่น ลงรองพื้น ลงสโมกกี้อาย หรือเหล่าไฮยีน่าที่แต่งหน้าแบบกราฟิกเอง แต่ทีมงานจะแต่งหน้าให้ตัวละครหลักๆ เช่น ซาซู สการ์ ราฟิกิ พุมบ้า ทีโมน ซิมบ้า นาล่า มูฟาซา และสิงโตเด็กทั้งคู่ โดยตัวละครที่แต่งหน้ายากที่สุดคือซาซู เพราะต้องค่อยๆ แต่งหน้าเป็นสีน้ำเงินและเกลี่ยสีขาวรอบดวงตา ส่วนวิกที่อลังการที่สุดคือวิกของเจ้าหมูป่าพุมบ้าที่ใหญ่โตอลังการ เฮทเธอร์แอบบอกว่าที่เห็นตัวละครแต่ละตัวผมสวยฟูฟ่อง หรือถักเปียสารพัดแบบแอฟริกัน แทบทั้งหมดนั้นคือวิกทั้งหมด อย่างนาล่าที่ถักเปียสั้นแนบทั้งศีรษะ ก็มีวิกตั้ง 3 อันเอาไว้ผลัดเปลี่ยนใช้งานตลอดการทัวร์

“เรามีทีมที่ดีที่ทำให้ทุกสิ่งพร้อม พวกเขาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูแลทุกอย่าง เพราะเป็นการแสดงสด อะไรจะเกิดก็ได้ เราต้องพร้อมที่จะแก้ไข และพยายามรับมือปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น” 

โอมาร์ โรดริเกรซ (Omar Rodriguez) ผู้กำกับการแสดงคณะละครทัวร์ The Lion King Musical เล่าว่านักแสดงและทีมงานซักซ้อมกันราว 2 เดือนก่อนออกทัวร์ไปทั่วโลก โดยระหว่างการแสดงก็ซ้อมด้วย เพื่อให้การแสดงสดใหม่ คุณภาพดี เพื่อไม่ให้การเล่นเรื่องเดิมซ้ำๆ น่าเบื่อหน่าย เป็นหน้าที่ของเขาที่จะให้การบ้านท้าทายนักแสดง มีโจทย์ใหม่ๆ ให้คิดให้แสดง และฝึกฝนนักแสดงตัวสำรองให้พร้อมออกไปเล่นอยู่เสมอ

03

ของขวัญแห่งโลกละคร

นักแสดง The Lion King Musical ต่างเติบโตมากับการ์ตูนดิสนีย์รุ่นดั้งเดิม เหมือนเด็กยุคแปดศูนย์เก้าศูนย์ทั่วโลกที่หลงใหลเรื่องราวผจญภัยของสิงโตเจ้าป่า 

“ผมได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรกตอนประถมต้น เราถูกเรียกไปรวมตัวกันที่ห้องวิดิโอ ผมตื่นเต้นสุดๆ และร้องเพลงคลอไปตลอดจนครูต้องสั่งให้เงียบ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องเพราะเพลงแอฟริกันที่ผมเข้าใจ พอโตขึ้นมา พ่อผมซื้อซีดีละครเพลงไว้ในรถ ผมนั่งฟังเพลง The Lion King ในรถได้ทั้งวันจนรถแบตเตอรี่หมด” มีโทโคซีสิ เอ็มเคย์ คานยาล (Mthokozisi Emkay Khanyile) เล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะ ชายหนุ่มเสียงทุ้มต่ำรับบทมูฟาซา พ่อของซิมบ้า มา 5 ปีแล้ว 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมก็โตมากับวิดิโอ The Lion King เป็นหนังโปรดที่ผมท่องได้ทุกประโยค รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ยังดู จนอายุยี่สิบต้นๆ ผมไปดูละครเพลงเรื่องนี้ครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันต้องเหมือนในหนัง แต่พอละครเริ่มเล่นผมก็รู้ตัวว่าคิดผิดทั้งหมด มันไม่เหมือนเลย ผมทึ่งกับการเล่าเรื่องและการออกแบบของจูลี่ เทย์มอร์ มันเป็นเรื่องเดิม แต่มันก็ต่างออกไป สิ่งที่ดึงดูดผมก็ต่างออกไปจากตอนเด็กๆ อะไรที่เคยขำก็ไม่ขำแล้ว อะไรที่ไม่เข้าใจตอนเด็กก็เริ่มเข้าใจ”

“เหตุผลที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนทุกวัยชื่นชอบ คนที่เคยดูเรื่องนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ถ้ามาดูเรื่องนี้พรุ่งนี้ คุณจะได้เห็นการแสดงที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาของคุณทำให้ประสบการณ์การดูต่างออกไป บางการแสดง คุณอาจจะคิดว่าวันนี้จะออกไปเล่นให้เด็กๆ ดู แต่เรื่องนี้คนดูได้ทุกวัย และทุกคนจะได้สิ่งที่ต่างออกไปหลังละครจบ”

แอนโทนี่ ลอเรนซ์ (Antony Lawrence) เจ้าของบทสการ์ สิงโตตัวร้ายทรงเสน่ห์ผู้เป็นอาของซิมบ้าเอ่ยสมทบ 

“ผมเชื่อว่าThe Lion King เป็นของขวัญ อาชีพนักแสดงมีอายุการทำงานสั้นมาก เราได้ของขวัญเป็นการได้เล่น The Lion King ในช่วงสั้นๆ ของเรา เส้นทางการงานของเราเดินไปข้างหน้า วันหนึ่งก็จะหยุดชะงักและต้องจากไป เมื่อมีเด็กรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ช่วงเวลาเหล่านี้จึงมีค่ามาก เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เล่นเรื่องนี้ครับ”

04

นักแสดงจากทั่วโลก

กว่าจะมาเล่นเรื่องนี้ นักแสดง 52 ชีวิตจากหลายเชื้อชาติ ผ่านการออดิชันจากทั่วโลก บางคนมีพื้นฐานจากการเล่นเป็น Ensemble หมู่มวลตัวประกอบมาก่อน บางคนถนัดการเต้น กายกรรม การเชิดหุ่น การร้องเพลง หรือสารพัดความสามารถพิเศษต่างๆ อย่าง อองเดรย์ จิวสัน (André Jewson) ผู้เชิดหุ่นซาซู นกเงือกปากแดง มหาดเล็กคู่ใจมูฟาซา ที่ดูแลซิมบ้าตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรื่องนี้เขาทั้งร้องเพลง เชิดหุ่นนก และแสดงบทบาทตลกขบขันไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตัวละครที่เด็กๆ โปรดปรานเป็นพิเศษ

“ละครเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหลายสิ่งที่ผมชอบ การเชิดหุ่น การเล่าเรื่อง การร้องเพลง ผมพยายามเก็บลักษณะตัวละครในหนัง และพยายามข้ามมาตรฐานความคาดหวังคนดู แต่การพากย์เสียงกับการเล่นละครเพลงบนเวทีไม่เหมือนกันเลย” อองเดรย์อธิบาย

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการ์ตูน The Lion King นั้นคลาสสิกขึ้นหิ้งมากๆ การพยายามเลียนแบบเสียงนักพากย์เหล่านั้นไม่มีทางจะทำได้ดีกว่า พวกเขาหยิบยืมลักษณะตัวละครดั้งเดิม มาสร้างตัวละครในแบบของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนได้

อแมนด้า คูนีน (Amanda Kunene) นักแสดงสาวร่างเล็กที่รับบทนาล่า สิงโตคู่รักของซิมบ้าเล่าว่าตอนออดิชั่นละครเรื่องนี้ เธอหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน หายใจหายคอกินนอนเป็นนาล่า เพราะอยากรู้จักตัวละครนี้อย่างถ่องแท้

“ฉันประทับใจมากที่นักแสดงทุกคนที่เล่นเป็นนาล่ามาก่อนฉันไม่เหมือนกันเลย ทุกคนตีความต่างกันไป บางคนถนัดเรื่องการเคลื่อนไหว บางคนถนัดเรื่องเสียง พวกเธอเป็นแรงบันดาลใจให้นาล่าแบบของฉัน ฉันเรียนรู้จากคนที่ทำงานในวงการนี้มานาน ฉันค้นข้อมูลเยอะมาก เรียนรู้จากพวกเธอ และสุดท้ายก็ถอดนาล่าออก เป็นแค่อแมนด้า ตอนนั้นแหละที่เป็นช่วงเวลาที่ฉันกลัวที่สุด ตัวละครนี้แข็งแกร่งมากๆ ฉันโตมาในครอบครัวผู้หญิงแกร่ง เมื่อคิดถึงนาล่า ฉันจะคิดถึงสมาชิกครอบครัวที่กล้าหาญและแข็งแกร่งมากๆ ฉันได้ค้นพบและสร้างนาล่าที่สดใหม่ขึ้นมาในแบบของตัวเอง”

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“มี The Lion King หลากหลายเวอร์ชั่นเล่นตลอดเวลาทั่วโลก ราฟิกิทุกคนเล่นแบบที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ตอนเริ่มเล่นฉันก็ดูวิดิโอที่คนอื่นเล่น เพราะฉันไม่แน่ใจว่าราฟิกิเป็นยังไง ตอนแรกฉันเริ่มจากเล่นเป็นตัวประกอบ ไม่รู้ว่าแม่หมอนี้เป็นยังไงกันแน่ เลยดูวิดิโอซ้ำๆ จนมีผู้กำกับคนนึงบอกว่าฉันพูดและเคลื่อนไหวเหมือนคนนั้นคนนี้ ฉันเลยต้องเลิกดู และพยายามหาว่าราฟิกิเป็นใครกันแน่ ในแบบของตัวเอง”

“คนแอฟริกาใต้หลายต่อหลายคนเดินทางไป Zangoma (หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเวทมนต์) เพื่อรับสมุนไพรรักษา หรือทำนายอนาคต ฉันไม่ได้โตมาแบบนั้น เลยต้องพยายามขุดหารากการเป็นชาวแอฟริกันและวิธีการเป็นราฟิกิ จะลงไปคลานสี่เท้าเป็นลิงก็ได้ แต่ฉันพยายามทำให้เธอเป็นมนุษย์มากขึ้น จริงมากขึ้น แม้ไม่พูดอะไรเลย แต่คุณรู้สึกได้ว่าเธอเปี่ยมไปด้วยความรักความเอาใส่ใจ เธอคือผู้เยียวยา”

เเซปา พิทเจง (Ntsepa Pitjeng) ผู้รับบทลิงปุโรหิตย้อนความหลังให้ฟัง ราฟิกิเวอร์ชั่นละครเพลงเป็นตัวละครที่เพศต่างจากในการ์ตูน เพราะผู้กำกับจูลี่ เทย์มอร์เห็นว่าไม่มีตัวละครหญิงที่รับบทบาทสำคัญในเรื่องนี้เพียงพอ เลยปรับบทลิงแมนดริลจากเพศชายเป็นเพศหญิง 

แซปาเล่นเป็นราฟิกิมา 8 ปีแล้ว เธอสวมบทบาทเป็นผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณของลูกสิงโตเจ้าป่าสัปดาห์ละ 8 รอบ ความท้าทายของการรับบทเดิมซ้ำๆ คือการเอาชนะตัวเองอยู่เสมอ หาความสดใหม่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมเวที โดยไม่เชื่อว่าตัวเอง ‘เอาอยู่’ หากไม่พยายาม

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมเพิ่งมาร่วมงานกับนักแสดงทีมนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ไม่เคยเล่นเป็นซิมบ้ามาก่อน แต่พอเล่นเรื่องเดียวแปดรอบต่อสัปดาห์ ครอบครัวผมถามซ้ำๆ ว่าไม่เบื่อเลยเหรอ ทำได้ไง ผมโชคดีที่ผมหลงใหลสิ่งที่ผมทำ และพยายามทำเต็มที่ทุกวัน พยายามซึมซับเรื่องราว การเคลื่อนไหว แสงไฟ และทุกสิ่งบนเวที บางครั้งผมร้องไห้ระหว่างช่วงพักการแสดง มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตทั้งบนเวทีและหลังฉาก กำลังพยายามทำให้สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกิดขึ้น”

“บางคนอาจจะเคยดู The Lion King Musical มาแล้ว แต่ผมพยายามคิดว่าทุกคนมาดูเรื่องนี้ครั้งแรก และนี่อาจเป็นประสบการณ์แรกในโรงละครของพวกเขา หน้าที่ของผมคือช่วยให้พวกเขาอยากมาดูละครเวทีอีก หรืออยากดูเรื่องนี้อีก หรืออยากฟังเพลงอีก” 

จอร์แดน ชอว์ (Jordan Shaw) ซิมบ้าหนุ่มไฟแรงจากลอนดอนกล่าวปิดท้าย จากเด็กชายที่ไปโรงละครทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เติบโตมากับการยืนจ้องโปสเตอร์ The Lion King Musical หน้าโรงละคร สิงโตเจ้าป่ามีความหมายสำหรับเขามาก และเขาเชื่อว่าละครเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมาย

“พอได้เล่นก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องนี้ลึกซึ้งขนาดไหน มีคนดูที่ร้องไห้และบอกผมว่าเขาดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงตัวเองตอนที่เสียพ่อไป หรือการดูเรื่องนี้ช่วยให้เขาอยากกลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีต ทุกคืนที่เล่นผมไม่มีทางลืมเรื่องเหล่านี้ เลยพยายามทำงานหนักและพัฒนาตัวเองต่อไปครับ”

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

22 ธันวาคม 2560
14 K

ปี 1980 แบรนด์เสื้อผ้ามินิมอลเรียบเก๋สำหรับผู้ชายถือกำเนิดขึ้นใจกลางสยามเซ็นเตอร์

ภาณุ อิงคะวัต และกลุ่มเพื่อนที่ช่วยกันก่อตั้งร้านเล็กๆ ไม่ใช่แฟชั่นดีไซเนอร์ด้วยซ้ำ แต่พวกเขาเข้าใจศิลปะ วงการโฆษณา และเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ความคิดสร้างสรรค์ในทุกอณูของเสื้อผ้าที่เรียบง่าย กระตุกให้วัยรุ่นและคนทั้งวงการเสื้อผ้าหันมามอง Greyhound สิ่งมีชีวิตงามสง่าแห่งโลกการแต่งกาย

Greyhound Original

ปี 1998 สุนัขปราดเปรียวโดดออกจากตู้เสื้อผ้ามาเปิด Greyhound Café ทีมงานเบื้องหลังไม่ใช่เชฟกระทะเหล็ก ไม่ใช่คนในแวดวงอาหาร แต่พวกเขารู้ว่าประสบการณ์ดีๆ ที่มอบให้ลูกค้าได้คืออะไร ร้านอาหารสุดชิคสีขาวเทาดำเสิร์ฟอาหารแบบ Basic with a twist อร่อย เข้าใจง่าย แต่มีลูกเล่นสนุกๆ บนโต๊ะกินข้าว มากว่า 20 ปี ระหว่างทางมีบริษัทต่างชาติซื้อเฟรนไชส์ร้านรสนิยมเลิศล้ำนี้ไปเปิดสาขาที่มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน และฮ่องกง

ปี 2017 หลังก้าวเท้าไปทั่วเอเชีย Greyhound Café ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Mudman Public Company Limited ตัดสินใจกระโจนข้ามโลกด้วยตัวเอง โดยก้าวออกไปเปิดสาขาใหม่ที่ลอนดอน เมืองแปลกหน้าที่มีร้านอาหารไทยมากมายเป็นคู่แข่ง แถมร้านคาเฟ่เก๋โมเดิร์น ตกแต่งเรียบง่ายแบบเดียวกันก็มีอยู่เพียบ

“ตลาดอังกฤษลึกลับซับซ้อนมาก อยู่เมืองไทยเราทันสมัย ไปนู่นทุกที่มีเหมือนเรา แล้วเราจะพิเศษยังไง เราต้องการเป็นร้านไทยร้านแรกในลอนดอนที่แตกต่างจากร้านไทยที่เปิดอยู่เยอะแยะ ต้องกลับมานั่งคิดใหม่ว่าจะไปทางไหนดี”

ภาณุ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Greyhound เอ่ยปากเล่า

Greyhound Café ไม่เป็นที่รู้จักในลอนดอน ไม่เคยออกจากบ้านไกลขนาดนี้ ไม่เคยแตะธุรกิจร้านอาหารที่ยุโรป ถ้าเปรียบเป็นทีมกีฬา พวกเขาคือทีมท้องถิ่นที่ย้ายไปเล่นในเวทีระดับโลก การปักธงที่เมืองหลวงอังกฤษทำให้พวกเขาต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์

นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่บ้าบิ่นตุปัดตุเป๋ พวกเขาทำการบ้านอย่างหนักหน่วงเพื่อตะครุบเป้าหมายใจกลางยุโรป

การวางหมากพิชิตลอนดอนนี้ใช้เวลาถึง 3 ปีเต็ม

Greyhound Café

บุกลอนดอน

สเต็ปแรก Greyhound Café เปิดบริษัทใหม่ที่ประเทศอังกฤษ และจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการทำร้านอาหารไทยมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ พร้อมออกตามหาทำเลสำหรับคาเฟ่สัญชาติไทย

“เราคุยกับฝรั่งและคนไทยที่อยู่ลอนดอนนานๆ ถึงรู้ว่าถ้าอยากเก๋ ห้ามอยู่บนถนนใหญ่ ถนนดังๆ อย่าง Oxford, Regent, Bond มีแต่ร้านอาหารแมส ร้านเล็กๆ ฮิปเก๋คิวยาวที่นักกินสนใจต้องอยู่ซอยหลัก เอาล่ะ งั้นเราต้องไปอยู่ตามซอกตามซอย แล้วต้องไปอยู่ถิ่นไหน” ภาณุเล่าต่อ

ภาณุ อิงคะวัต

การตามหาโลเคชันที่เหมาะสมสำหรับคาเฟ่ต้องไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวจ๋าและต้องแสดงตัวตนของแบรนด์ออกมาให้ได้ หมอก-ณัฐพร รุ่งขจรกลิ่น ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศและผู้นำโปรเจกต์บุกเมืองหลวงอังกฤษเล่าว่าโจทย์ใหญ่นี้ต้องใช้เวลายาวนานกว่า 2 ปี

“ความยากคือเราเพิ่งไปครั้งแรก ไม่มีใครรู้จักเรา ลอนดอนค่อนข้างรัดกุมมากเรื่องการทำธุรกิจ เขาสืบประวัติกันเยอะ เราต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อใจกับแลนด์ลอร์ดว่าจะสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นบนพื้นที่นี้ แล้วอสังหาริมทรัพย์ที่นั่นแพงมาก และเคลื่อนไหวเร็วมาก ดูวันนี้ อีกสองสามวันไม่เอานี่ไปแล้ว แล้วไม่ใช่ว่าอยากได้ที่แล้วได้เลย ที่นั่นแบ่งเมืองเป็นโซน A1- A5 ที่ตรงนี้ดี มีคลาส แต่ไม่อนุญาตให้ทำร้านอาหารก็จบ แล้วเขาต้องไปถามเพื่อนบ้านว่าถ้ามีร้านอาหารแล้วโอเคกันรึเปล่า ถ้าชุมชนไม่รับ เราก็ทำไม่ได้”

ประชุม

ในที่สุด Greyhound Café ก็ได้อดีตร้านสเต็กที่มุมถนน Berners ย่าน Fitzrovia มาสร้างอาณาจักรของตัวเอง พวกเขาเลือกพื้นที่ในเขต Westminster เพราะเป็นย่านทำงานสร้างสรรค์ มีบริษัทโฆษณา เอเจนซี่ ร้านรวงต่างๆ ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายของ Greyhound ลูกค้าจากบริเวณนี้มากินอาหารกลางวันหรือสังสรรค์ยามเย็นที่คาเฟ่ได้ และการอยู่ใกล้ย่านของกินอย่างถนน Charlotte และย่านช้อปปิ้งอย่าง Oxford ทำให้บริเวณนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นอีกในอนาคต

ปรุงกรุงเทพฯ ใส่จาน

กาลเวลาและโลกาภิวัตน์เปลี่ยนลอนดอนให้เติบโตจากเมืองที่มีแต่อาหารท้องถิ่นให้กลายเป็นแหล่งรวมรสชาติแปลกใหม่ ธุรกิจอาหารเครื่องดื่มและ Casual Restaurant ของลอนดอนเป็นเมืองอันดับต้นๆ ของโลก แบรนด์ดังจากเอเชียหรืออเมริกาก็มักมาเปิดสาขาต่างประเทศที่นี่ และชาวลอนดอนรู้จักและชอบกินอาหารไทยมานาน เป็นรองแค่อาหารอังกฤษและอาหารอินเดีย

“ร้านอาหารไทยในลอนดอนมี 3 แบบ แบบแรกคือ Traditional เข้าไปแล้วเห็นตุ๊กตาไม้สวมชุดไทยยืนไหว้ พนักงานนุ่งสไบยืนสวัสดี แบบต่อมาคือ ไทยแบบฟิวชัน อย่างร้าน Patara, ร้าน Thai Square แบบที่สามคือ กลับไปหาความ authentic เมื่อก่อนเห็นส้มตำเสิร์ฟใส่จานสวยๆ ในต่างประเทศ แต่ร้านอย่าง Smoking Goat, ส้มซ่า หรือ Kiln เสิร์ฟใส่จานเมลามีนสีฟ้า รสชาติเผ็ดจริงแบบที่เราเคยกินตามปั๊มน้ำมัน มีปลาดุก มีเตาถ่าน ทั้งที่เชฟก็เป็นฝรั่ง แต่ได้รับการเทรนอย่างดีจากเมืองไทย” หมอกอธิบายวิวัฒนาการร้านอาหารในเมืองหลวงสหราชอาณาจักร ตอนนี้อาหารไทย อาหารลาว อาหารพม่า ร้าน authentic กำลังฮิตมากในกลุ่มนักกิน ความแปลกใหม่ที่คนลอนดอนไม่รู้จักเป็นเสน่ห์จากแดนไกล

ประชุม

เหม่ง-อังสนา พวงมะลิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เสริมว่าจุดเปลี่ยนน่าจะเกิดจากเชฟเดวิด ทอมป์สัน ร้าน Nahm ที่กรุงเทพฯ เป็นอาจารย์ฝรั่งที่รู้เรื่องอาหารไทยดีมากและสอนลูกศิษย์เยอะมาก ส่งผลให้บรรดาลูกศิษย์ฝรั่งแยกย้ายไปเปิดร้านอาหารไทยดั้งเดิมที่ลอนดอน

“อาหารไทยดั้งเดิมเป็นที่นิยม แต่ Greyhound ดันเป็นแบรนด์โมเดิร์น ตอนเราขายคนไทย คนไทยไม่ได้ต้องการของ authentic แล้ว เรากินของจริงกันอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้น เราขายของโมเดิร์น ขายไอเดียใหม่ Basic with creative twists แต่ถ้าจะไปแข่งกับร้านที่ลอนดอน เราต้องเปลี่ยนการทวิสต์ใหม่

“คำว่าทวิสต์กับคำว่า fake มันใกล้กันมากนะ ถ้าล้มเหลวมันเฟก ถ้าเจ๋งมันทวิสต์ จะทำยังไงให้เราทำถึง ดูแล้วไม่เสแสร้ง แสดงตัวตนให้อาหารเราออกมา เฮ้ย ไทย แต่ไม่ไทย เฮ้ย สนุกว่ะ แปลกว่ะ ไม่เคยกิน ไม่เคยเห็น” ภาณุเล่าความท้าทายของการปลุกความเรียบง่ายให้ดึงดูดสายตาคนอีกซีกโลก

Greyhound Café จึงไม่เสิร์ฟความจริงดิบๆ หรือใส่แซลมอนในแกงเหลืองเพื่อประนีประนอม แต่เลือกเสิร์ฟรสชาติของบางกอกในจานของคุณ

บางกอกโกลาหล

จาก Fashion Café สไตล์จัดที่มีรากฐานมาจากแบรนด์เสื้อผ้าเรียบๆ แต่มีบางอย่างน่าสนใจ เมื่อแบรนด์ Greyhound กลายเป็นอาหารก็พัฒนาสูตรและการนำเสนอเต็มที่ เช่น เปลี่ยนข้าวผัดปูที่ข้าวเยอะปูน้อยเป็นปูผัดข้าวที่ข้าวน้อยปูเยอะ ก๋วยเตี๋ยวห่อหมูสับก็ทำเส้น หมูสับ น้ำจิ้มแยกกันให้คลุกเองตามสบาย อาหารมีหลากหลาย ตั้งแต่ผัดไทย ข้าวผัดปลาสลิด ก๋วยเตี๋ยว ไปถึงเบอร์เกอร์ สปาเกตตี้ ทั้งที่กรุงเทพฯ และทั่วเอเชียเข้าใจวัฒนธรรมคาเฟ่แบบนี้

“แต่ลอนดอนแตกต่างจากตลาดเอเชียโดยสิ้นเชิง เรายกเมนูแบบกรุงเทพฯ ไปไม่ได้ ฝรั่งงง ร้านที่กรุงเทพฯ มีอาหาร 90 เมนู ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง มีเครื่องดื่ม 70 เมนู ขนม 50 เมนู แต่เมนูร้านอาหารที่ลอนดอนสเกลเล็ก ทั้งร้านมีอาหารไม่เกิน 40 เมนู เราต้องปรับ” เหม่งเล่าคอนเซปต์ Bangkok Café อย่างออกรสชาติ

ต้มยำกุ้ง อาหารอีสาน

“Bangkok แปลว่าอะไร ความวุ่นวาย beautiful chaotic way เละ แต่หัวเราะร่าเริง มีเสน่ห์ เรามีตั้งแต่แบรนด์หรูยันประตูน้ำ อาหารก็มีตั้งแต่ fine dining ยัน street food นี่คือสิ่งที่เรานำเสนอที่ลอนดอน คนกรุงเทพฯ กินอาหารไม่เหมือนคนไทยจังหวัดอื่นๆ เรากินเบอร์เกอร์ปูนิ่ม สปาเกตตี้ปลาเค็ม ผัดขี้เมา หรือสปาเกตตี้คาร์โบนาร่าที่จัดจ้าน ไม่เหมือนฝรั่งกิน เรามี twist อยู่แล้ว นี่คือการนำเสนออาหารที่คนกรุงเทพฯ ชอบและคุ้นเคย นี่คือเรา คอนเซปต์นี้ทำให้เมนูย่นย่อลง จากเมนูอาหาร 90 จาน เหลือแค่ 40 เมนู เครื่องดื่ม 70 เมนู เหลือแค่ 20 และของหวานก็เหลือไม่ถึง 10 เมนู”

ปูผัดข้าว

อาหารไทยฟิวชัน

สร้างรสสร้างชาติ

เมื่อคอนเซปต์ของร้านแข็งแรง หน้าที่เสกความอร่อยต่อมาเป็นของ เชฟโอ๊ะ-หฤษฎ์ เวชากุล Executive Chef แห่ง Greyhound Café ประจำประเทศไทยที่ต้องแบ่งหมวดอาหารใหม่ทั้งหมด คนไทยแบ่งหมวดอาหารเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ก็ปรับเป็นเมนู small plates เรียกน้ำย่อยจานเล็กๆ ซุปและสลัด เนื้อ อาหารจานเดียว อาหารมังสวิรัติ และของหวาน

อาหารไทยฟิวชัน

อาหารไทยฟิวชัน

อาหารไทยฟิวชัน

“คนกรุงเทพฯ อาจกินผัดกะเพราวันทำงาน วันหยุดอยากหรูหน่อย ไปกินในห้าง เพราะฉะนั้น เมนูของเราจึงมีตั้งแต่ผัดกะเพรายันล็อบสเตอร์ คือมีตั้งแต่สตรีทฟู้ดจนถึงอาหารหรู แล้วเราก็พยายามหาวัตถุดิบที่เหมือนกรุงเทพฯ มากที่สุด ทำให้รสชาติเหมือนที่กรุงเทพฯ มากที่สุด แต่การนำเสนอเปลี่ยนไป”

ประชุม

เชฟโอ๊ะอธิบายความแตกต่างระหว่างการสร้างเมนูที่เมืองไทยและอังกฤษ เมนูเมืองผู้ดีได้รับการปรับให้เป็นอาหารไทยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ บางอย่างฝรั่งไม่เข้าใจต้องปรับให้เรียบง่าย เช่น ทอดมันกลมๆ ฝรั่งกินแนมแตงกวา อาจาด ไม่เป็น ก็ทำให้เป็นทอดมันลูกเล็กๆ จานเดียวที่ราดอาจาดลงไปให้กินได้ทันที แต่ก็แบ่งส่วนสำหรับทดลองประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหยอดเมนูสนุกๆ ว่าฝรั่งจะเข้าใจมั้ย เช่น สปาเกตตี้ผัดปลาเค็ม เนื้อแกะปรุงแบบไทย ดักแด้ทอด สลัดยำเนื้อที่ใช้ผักฝรั่ง บรูเชตต้าใส่น้ำส้มตำแทนน้ำซัลซ่า

ประชุม

อู้ดดี้-อุทยาน ศุภสุข ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและการขายที่พ่วงตำแหน่งออกแบบเครื่องดื่ม อธิบายเพิ่มว่า Greyhound Café มีบาร์เครื่องดื่มในตัวให้ชาวลอนดอนมาสังสรรค์ทั้งในวันทำงานและวันหยุด การออกแบบเครื่องดื่มเลยต้องพิถีพิถัน ทั้งชา กาแฟ น้ำโซดา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เติมวัตถุดิบจากเมืองไทยให้โดดเด่น เช่น กาแฟที่แบรนด์ ‘มีวนา’ เบลนด์ให้ Greyhound โดยเฉพาะมาร์การิต้าใส่ตะไคร้ หรือการนำ ‘ชาละวัน’ คราฟต์เบียร์ไทยไปลอนดอน

“ที่ยากที่สุดคือเครื่ิองดื่มแอลกอฮอล์ เพราะคนลอนดอนดื่มหนัก การทำเองให้ถูกใจคงยาก ทำยังไงจะใส่ความเป็นไทยลงไปให้คนลอนดอนเข้าใจ เราเลยต้องเอาวัตถุดิบอย่างแม่โขงคุยกับ mixologist ชาวอังกฤษ ให้ครีเอทีฟคุยคอนเซปต์ให้ฟังแล้วให้เขาไปพัฒนาค็อกเทลแม่โขงต่อเพื่อนำเสนอความเป็น Greyhound มากที่สุดและถูกใจคนลอนดอนด้วย”

เครื่องดื่ม

แฟชั่นแมกกาซีน

เมื่อความเก๋จากในครัวมาเต็มพิกัด ฝ่ายสร้างสรรค์เล่มเมนูอาหารก็ต้องไม่ยอมแพ้ ยิ่งมีโจทย์สำคัญว่าคนลอนดอนไม่ชอบเมนูอาหารที่มีรูปภาพ ร้านอาหารเก๋ๆ จะมีแต่ตัวหนังสืือ เพราะลอนดอนเนอร์คิดว่าเมนูอาหารที่มีรูปเป็นของเชย เหมือนร้านอาหารไชน่าทาวน์ที่ไดคัตรูปมาแปะต่อๆ กัน ชาว Greyhound ยิ่งทุ่มเทกับศิลปะการออกแบบกราฟิกและถ่ายภาพ โดยให้ช่างภาพสายตาเฉียบอย่าง จุ๊-จุฑารัตน์ พรมณีสุนทร เป็นผู้ลั่นชัตเตอร์ ผลที่ได้รับคือฝรั่งบอกว่านี่มันไม่ใช่เมนูอาหาร นี่มันแฟชั่นแมกกาซีนชัดๆ

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

หนึ่ง-พิสุทธิ์ ขวัญพูลศรี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เปิดเมนูอาหารเก๋ไก๋ที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ให้ดู

“สำหรับคนอังกฤษ การถ่ายรูปพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใช้เงินมหาศาลมาก แบรนด์เราทำงานแฟชั่นอยู่แล้ว เรามั่นใจว่าเราทำสวย เราขอลองทำเมนูเล่มให้คนเห็นหน้าตาอาหารสไตล์ beautiful chaos เราเอาโต๊ะเหล็ก เก้าอี้พลาสติก เสื่อน้ำมัน ลอตเตอรี่ จนถึงเช่าตุ๊กตุ๊กมาถ่าย เล่าเรื่องว่าอาหารกรุงเทพฯ คืออะไร ถ้าเราต้องพาคนอังกฤษที่ไม่เคยมาเมืองไทยไปเที่ยวกินตั้งแต่เช้ายันเย็น เช้าไปกินอาหารเช้าที่ออน ล็อก หยุ่น สายไปเดินโอเดียน เที่ยงไปจตุจักร เย็นไปเยาวราช ดึกๆ ไปหาขนมกิน โดยนำเสนอสถานที่ต่างๆ ที่เราคุ้นเคยแบบแฟชั่น”

ประชุม

อาร์ตเวิร์ค

“คอนเซปต์ทั้งหมดร้อยเข้าด้วยกัน เห็นพนักงานเสิร์ฟใส่กางเกงแดงเหลือง ฝรั่งอาจจะงงว่านุ่งอะไร แต่จะเจออาหารที่มันร้อนแรง เผ็ดจัด สนุก เปิดเมนูจะบอกว่ามาเมืองไทยคุณได้อะไรบ้าง กางเกงชาวเล รอยสัก ถักผม จริงๆ แล้วมันมีเรื่องอาหารด้วย เราเอามาเสิร์ฟคุณที่นี่แล้ว”

เข้าฉากบางกอก

ด้านการแต่งร้าน ครีเอทีฟของ Greyhound Café ร่วมกับ B3 Designers กลุ่มสถาปนิกในลอนดอนเพื่อเสกกรุงเทพฯ ขนาดย่อมที่มีกลิ่นอาย Industrial Chic แบบเฉพาะตัวของ Greyhound Café ออกมา

บาร์

“คนลอนดอนไม่ได้มีความรู้เรื่องกรุงเทพฯ มากนัก เขาอาจเคยเห็นภาพสตรีทฟู้ดเยาวราชในสารคดี เราต้องผสมผสานสิ่งที่เขามองกับสิ่งที่เราเป็น เราไม่ใช่สตรีทฟู้ดผัดกระทะข้างทางตลอดเวลานะ ฉันกินอาหารสไตล์อื่นเหมือนกัน มีเก้าอี้พลาสติก แต่ก็มีอย่างอื่นด้วย” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอธิบาย

ประชุม

พิมฝัน ใจสงเคราะห์ Shop Image Creative ที่ดูแลการตกแต่งร้านร่วมกับดีไซเนอร์ขยายความต่อว่าการออกแบบร้านสาขาลอนดอนจะเพิ่มความเป็นไทยให้ชัดขึ้น เช่น แต่งร้านด้วยกระเบื้องลายตัวอักษรไทย กำแพงลายวินมอเตอร์ไซค์ แผ่นสังกะสี ถังน้ำมัน ใส่บรรยากาศรกแต่เป็นระเบียบของร้านโชห่วย และแขวนไซดักปลาขนาดยักษ์ทำจากทองเหลืืองไว้กลางร้าน ให้แสดงความเป็นไทยและเอาฤกษ์เอาชัยให้เต็มที่

Greyhound Café

อักษรไทย

ศิลปะบนกำแพง

 ฝน-ศุทธินี อัมพุช และ ฟุ่ง-สุภาพร คงวิวัฒน์ไมตรี ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและ International F&B Manager เล่าต่อว่าของตกแต่งและอุปกรณ์ทั้งหมดขนไปจากเมืองไทย แม้กระทั่งจานชาม ปิ่นโต ถาดไข่กระทะ ไปจนถึงยูนิฟอร์มพนักงานก็ออกแบบและทำในไทยก่อนส่งไปยุโรป พนักงานฝ่าย Operation ในร้านที่เป็นชาวต่างชาติก็ถูกส่งตัวมาเมืองไทยเพื่อเทรนความเข้าใจการบริการแบบ Greyhound ก่อนเปิดร้านจริง

อาหารไทยฟิวชัน อาหารไทยฟิวชัน

เปิดประตูร้าน

Greyhound Café เปิดตัวที่ลอนดอนในวันที่ 15 ธันวาคม ปี 2017 ในฐานะร้านอาหารไทยที่ไม่เหมือนร้านไหนๆ ในลอนดอน บรรยากาศร้านยังคงแสดงความเป็นไทยเต็มเปี่ยม แต่สลัดภาพจำของความเป็นไทยในสายตาฝรั่งแบบเดิมไปโดยสิ้นเชิง

หลังการทำการบ้านอย่างหนักหน่วงทุกภาคส่วน สำรวจ casual restaurant คู่แข่งในตลาดแล้ว Greyhound เลือกเปิดร้าน 2 ชั้นที่มีที่นั่งร้อยกว่าที่นั่ง เพื่อเปิดประตูต้อนรับผู้คน ไม่ใช่แค่กลุ่ม niche ของนักกินที่แสวงหาความแปลกใหม่ แต่ยังรวมถึงลอนดอนเนอร์ผู้ต้องการประสบการณ์ประทับใจในร้านอาหาร คาเฟ่เลือกใช้กลยุทธ์ราคากลางๆ ไม่ต่ำหรือสูงจนเกินไป เพื่อให้ผู้คนแวะเวียนมานั่งได้ทั้งช่วงพักกลางวันไปจนถึงตลอดค่ำคืน

“เวลาเราคุยกับคนอังกฤษ เขาก็ชื่นชมนะว่าเราทำการบ้านกันเยอะมาก คิดมาทุกส่วน ทุกตารางนิ้วของร้านที่นั่น เราคิดมาแล้ว ผ่านการกลั่นกรองทั้งจากคนที่นี่และที่โน่นเพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดไปลอนดอน”

หมอกตบท้าย ไม่มีความบังเอิญอยู่ในการทำงานหนัก หลังจากร้านแรกที่เมืองหลวงอังกฤษ Greyhound Café ตั้งใจจะเปิดสาขาใหม่ในปีถัดๆ ไปที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป ความเรียบง่ายแฝงลูกเล่นหรือ Basic with a twist เป็นรากฐานแข็งแรงที่สื่อสารกับสากลโลก

แบรนด์คาเฟ่สัญชาติไทยเพิ่งเริ่มต้นลงสนามในทวีปใหม่ แม้ข้อจำกัดมากมายกลายเป็นโจทย์สุดหิน แต่ด้วยทุกกระบวนท่าที่มาจากประสบการณ์เกือบ 40 ปี

พวกเขาสร้างเกมของตัวเองขึ้นมาแล้ว

ทีม

ภาพ  Greyhound
www.greyhoundcafe.co.th

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load