01

ตำนานละครเพลง

แค่เสียงโน้ตเพลง Circle of Life ดังขึ้น ฉันก็กลับไปเป็นเด็ก 7 ขวบอีกครั้ง เด็กที่นั่งดูวิดิโอ The Lion King ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าจอทีวี และเฝ้ามองการผจญภัยของซิมบ้าอย่างไม่รู้เบื่อ

หลังจากการ์ตูนเรื่องสิงโตเจ้าป่าออกฉายในปี 1994 และประสบความสำเร็จมหาศาล จึงเกิดละครเพลง The Lion King Musical ตามมาในปี 1997 ที่อเมริกา ซึ่งโด่งดังมากจนออกทัวร์ไปแสดงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 22 ปีแล้ว นับเป็นมิวสิคัลเบอร์ต้นของโลกที่มีผู้ชมละครเพลงเรื่องนี้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นละครเพลงที่เล่นต่อเนื่องมายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจาก The Phantom of the Opera และ Chicago)

ข่าวดีมากของเมืองไทยตอนนี้ คือ The Lion King Musical ฉบับ International Tour กำลังมาเล่นที่เมืองไทย ตั้งแต่เดือนกันยายน – 10 พฤศจิกายน หลังจากเดินทางไปเล่นทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน โดยนักแสดง 52 คน คนทำงานเบื้องหลัง 80 คน และทีมงานท้องถิ่น ทุ่มเทสร้างโลกสิงโตเจ้าป่าอันน่าทึ่งในโรงละครทุกค่ำคืน

นอกจากนั่งดูละครเพลงที่ใฝ่ฝันอยากดูมาตลอด ฉันได้โอกาสเข้าหลังเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ ไปสำรวจการทำงานของทีมสร้างสรรค์ และนั่งสัมภาษณ์นักแสดงหลักอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่งฟังเรื่องราวของละครเวทีในตำนานเรื่องนี้ บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนดิสนีย์ หรือติดตามมิวสิคัลมาก่อนหรือไม่ นี่คือผลงานสร้างสรรค์ระดับโลกที่ไม่ควรพลาด

02

ดีไซน์เจ้าป่า

The Lion King Musical กวาดรางวัล Tony Awards 6 รางวัลในปี 1998 ทั้งละครเพลงยอดเยี่ยม ฉากยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม แสงยอดเยี่ยม การออกแบบท่าทางยอดเยี่ยม และการกำกับยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเหมาหมด แถมยังได้รางวัลละครเพลงอีกกว่า 70 รางวัลจากทั่วโลก 

บุคคลสำคัญที่ออกแบบผลงานชิ้นโบว์แดงนี้คือหญิงมหัศจรรย์ จูลี่ เทย์มอร์ (Julie Taymor) ผู้กำกับคนแรกของ The Lion King Musical ที่ทั้งออกแบบเครื่องแต่งกาย และร่วมออกแบบหน้ากาก หุ่น และแต่งเนื้อเพลง เธอสร้างสรรค์ระบบที่เปลี่ยนแปลงวงการละครเพลงไปโดยสิ้นเชิง คือสร้าง Double Event ผสมผสานหุ่นเชิดเข้าไปในละคร ให้ผู้ชมได้เห็นนักแสดงและหุ่นเชิดไปพร้อมกัน ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความเป็นคนและสัตว์ของแต่ละตัวละคร จากแต่เดิมที่นักเชิดหุ่นต้องสวมชุดดำ ซ่อนลำตัวและใบหน้าให้คนเห็นแต่หุ่นเท่านั้น แต่การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม หุ่น และหน้ากากของเธอ กลับเปิดเผยตัวคนและกลไกอย่างชาญฉลาด ทำให้ตัวละครและเรื่องราวมีชีวิต มีจิตวิญญาณขึ้นมา เช่น หน้ากากสิงโตที่อยู่เหนือศีรษะนักแสดง เผยให้เห็นใบหน้ามนุษย์ของมูฟาซา สการ์ ซิมบ้า และนาล่า ที่เผชิญความสุขและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไปตลอดเรื่อง 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

เมื่อเข้าไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของฝ่ายหน้ากากและหุ่น ได้เจอ ทิม ลูคัส (Tim Lucas) หัวหน้าฝ่ายหน้ากากและหุ่นของคณะละครชุดปัจจุบันนี้เคยทำงานที่ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้มาก่อน เขาเล่าว่าทีมงานดูแลหน้ากากและหุ่นมีแค่ 3 คนเท่านั้น มีหน้าที่รับผิดชอบหุ่น 235 ตัวให้สวยงาม อยู่ในสภาพดี โดยซ่อมแซมและทำความสะอาดให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการแสดง ซ้ำยังสแตนด์บายอยู่หลังฉากตลอดเรื่อง หากหุ่นหรือหน้ากากแตกหักเสียหายระหว่างการแสดงก็จะรีบเข้าไปดูแลทันที

ปัจจุบันดีไซน์ที่เห็นในเรื่องยังเป็นของดั้งเดิม แต่เติมการพัฒนาและเทคโนโลยีตามเวลาที่ผ่านไป เช่นใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ทำโครงหน้ากากให้แข็งแรงขึ้นแต่เบาหวิว ส่วนหน้ากากมูฟาซาและสการ์ ประดับตกแต่งด้วยขนม้าบ้าง หางนกยูงบ้าง ให้ดูสวยงามและได้กลิ่นอายของสัตว์ป่า หน้ากากของตัวละครหลักมีแค่อย่างละอันเท่านั้น แต่ของตัวประกอบจะมีสำรองเผื่อไว้

หุ่นแต่ละตัวมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป โดยเฉพาะหุ่นนกซาซูที่มีกลไกละเอียดอ่อน นักแสดงต้องใช้มือหนึ่งคุมลำตัวกับปีก อีกมือคุมหน้า ดวงตา จงอยปาก และลำคอที่ยืดหดได้ 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

ส่วนที่มุมแต่งหน้าทำผม เฮทเธอร์ – เจ รอส (Heather – Jay Ross) หัวหน้าฝ่ายช่างทำผมและแต่งหน้า เล่าว่าทีมแต่งหน้า 4 คนมีตู้แต่งหน้าของตัวเอง ก่อนเริ่มการแสดงในแต่ละประเทศ ทีมงานต้องมาถึงก่อนนักแสดง 3 วันเพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของ ตั้งสถานีแต่งหน้า ซักวิกผม และสอนช่างแต่งหน้าท้องถิ่น 2 คนให้ช่วยแต่งหน้าเป็น เธอเล่าว่าเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งหน้าแต่งวิก 1 ชั่วโมงก่อนการแสดงเริ่ม หลังจบองค์หนึ่งก็แต่งต่อ 20 นาที จึงต้องทำงานรวดเร็วมาก

เทคนิคการแต่งหน้าก็คล้ายๆ หุ่นและหน้ากาก คือใส่ความเป็นสัตว์บางส่วนบนหน้ามนุษย์ แต่ไม่ได้ซ่อนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนเป็นสัตว์จริงๆ การแต่งหน้าทุกแบบมีคู่มือตัวอย่าง และเฉดสีที่สั่งทำเฉพาะ ซึ่งต้องพยายามทำให้เหมือนเดิมทุกครั้ง เครื่องสำอางเหล่านี้แต่งง่ายและลบได้ง่าย เพราะนักแสดงส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนบทบาทบ่อยๆ และแต่งหน้าซ้ำๆ ทุกคืน

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงแต่งหน้าเองบางส่วน เช่น ลงรองพื้น ลงสโมกกี้อาย หรือเหล่าไฮยีน่าที่แต่งหน้าแบบกราฟิกเอง แต่ทีมงานจะแต่งหน้าให้ตัวละครหลักๆ เช่น ซาซู สการ์ ราฟิกิ พุมบ้า ทีโมน ซิมบ้า นาล่า มูฟาซา และสิงโตเด็กทั้งคู่ โดยตัวละครที่แต่งหน้ายากที่สุดคือซาซู เพราะต้องค่อยๆ แต่งหน้าเป็นสีน้ำเงินและเกลี่ยสีขาวรอบดวงตา ส่วนวิกที่อลังการที่สุดคือวิกของเจ้าหมูป่าพุมบ้าที่ใหญ่โตอลังการ เฮทเธอร์แอบบอกว่าที่เห็นตัวละครแต่ละตัวผมสวยฟูฟ่อง หรือถักเปียสารพัดแบบแอฟริกัน แทบทั้งหมดนั้นคือวิกทั้งหมด อย่างนาล่าที่ถักเปียสั้นแนบทั้งศีรษะ ก็มีวิกตั้ง 3 อันเอาไว้ผลัดเปลี่ยนใช้งานตลอดการทัวร์

“เรามีทีมที่ดีที่ทำให้ทุกสิ่งพร้อม พวกเขาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูแลทุกอย่าง เพราะเป็นการแสดงสด อะไรจะเกิดก็ได้ เราต้องพร้อมที่จะแก้ไข และพยายามรับมือปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น” 

โอมาร์ โรดริเกรซ (Omar Rodriguez) ผู้กำกับการแสดงคณะละครทัวร์ The Lion King Musical เล่าว่านักแสดงและทีมงานซักซ้อมกันราว 2 เดือนก่อนออกทัวร์ไปทั่วโลก โดยระหว่างการแสดงก็ซ้อมด้วย เพื่อให้การแสดงสดใหม่ คุณภาพดี เพื่อไม่ให้การเล่นเรื่องเดิมซ้ำๆ น่าเบื่อหน่าย เป็นหน้าที่ของเขาที่จะให้การบ้านท้าทายนักแสดง มีโจทย์ใหม่ๆ ให้คิดให้แสดง และฝึกฝนนักแสดงตัวสำรองให้พร้อมออกไปเล่นอยู่เสมอ

03

ของขวัญแห่งโลกละคร

นักแสดง The Lion King Musical ต่างเติบโตมากับการ์ตูนดิสนีย์รุ่นดั้งเดิม เหมือนเด็กยุคแปดศูนย์เก้าศูนย์ทั่วโลกที่หลงใหลเรื่องราวผจญภัยของสิงโตเจ้าป่า 

“ผมได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรกตอนประถมต้น เราถูกเรียกไปรวมตัวกันที่ห้องวิดิโอ ผมตื่นเต้นสุดๆ และร้องเพลงคลอไปตลอดจนครูต้องสั่งให้เงียบ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องเพราะเพลงแอฟริกันที่ผมเข้าใจ พอโตขึ้นมา พ่อผมซื้อซีดีละครเพลงไว้ในรถ ผมนั่งฟังเพลง The Lion King ในรถได้ทั้งวันจนรถแบตเตอรี่หมด” มีโทโคซีสิ เอ็มเคย์ คานยาล (Mthokozisi Emkay Khanyile) เล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะ ชายหนุ่มเสียงทุ้มต่ำรับบทมูฟาซา พ่อของซิมบ้า มา 5 ปีแล้ว 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมก็โตมากับวิดิโอ The Lion King เป็นหนังโปรดที่ผมท่องได้ทุกประโยค รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ยังดู จนอายุยี่สิบต้นๆ ผมไปดูละครเพลงเรื่องนี้ครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันต้องเหมือนในหนัง แต่พอละครเริ่มเล่นผมก็รู้ตัวว่าคิดผิดทั้งหมด มันไม่เหมือนเลย ผมทึ่งกับการเล่าเรื่องและการออกแบบของจูลี่ เทย์มอร์ มันเป็นเรื่องเดิม แต่มันก็ต่างออกไป สิ่งที่ดึงดูดผมก็ต่างออกไปจากตอนเด็กๆ อะไรที่เคยขำก็ไม่ขำแล้ว อะไรที่ไม่เข้าใจตอนเด็กก็เริ่มเข้าใจ”

“เหตุผลที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนทุกวัยชื่นชอบ คนที่เคยดูเรื่องนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ถ้ามาดูเรื่องนี้พรุ่งนี้ คุณจะได้เห็นการแสดงที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาของคุณทำให้ประสบการณ์การดูต่างออกไป บางการแสดง คุณอาจจะคิดว่าวันนี้จะออกไปเล่นให้เด็กๆ ดู แต่เรื่องนี้คนดูได้ทุกวัย และทุกคนจะได้สิ่งที่ต่างออกไปหลังละครจบ”

แอนโทนี่ ลอเรนซ์ (Antony Lawrence) เจ้าของบทสการ์ สิงโตตัวร้ายทรงเสน่ห์ผู้เป็นอาของซิมบ้าเอ่ยสมทบ 

“ผมเชื่อว่าThe Lion King เป็นของขวัญ อาชีพนักแสดงมีอายุการทำงานสั้นมาก เราได้ของขวัญเป็นการได้เล่น The Lion King ในช่วงสั้นๆ ของเรา เส้นทางการงานของเราเดินไปข้างหน้า วันหนึ่งก็จะหยุดชะงักและต้องจากไป เมื่อมีเด็กรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ช่วงเวลาเหล่านี้จึงมีค่ามาก เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เล่นเรื่องนี้ครับ”

04

นักแสดงจากทั่วโลก

กว่าจะมาเล่นเรื่องนี้ นักแสดง 52 ชีวิตจากหลายเชื้อชาติ ผ่านการออดิชันจากทั่วโลก บางคนมีพื้นฐานจากการเล่นเป็น Ensemble หมู่มวลตัวประกอบมาก่อน บางคนถนัดการเต้น กายกรรม การเชิดหุ่น การร้องเพลง หรือสารพัดความสามารถพิเศษต่างๆ อย่าง อองเดรย์ จิวสัน (André Jewson) ผู้เชิดหุ่นซาซู นกเงือกปากแดง มหาดเล็กคู่ใจมูฟาซา ที่ดูแลซิมบ้าตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรื่องนี้เขาทั้งร้องเพลง เชิดหุ่นนก และแสดงบทบาทตลกขบขันไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตัวละครที่เด็กๆ โปรดปรานเป็นพิเศษ

“ละครเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหลายสิ่งที่ผมชอบ การเชิดหุ่น การเล่าเรื่อง การร้องเพลง ผมพยายามเก็บลักษณะตัวละครในหนัง และพยายามข้ามมาตรฐานความคาดหวังคนดู แต่การพากย์เสียงกับการเล่นละครเพลงบนเวทีไม่เหมือนกันเลย” อองเดรย์อธิบาย

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการ์ตูน The Lion King นั้นคลาสสิกขึ้นหิ้งมากๆ การพยายามเลียนแบบเสียงนักพากย์เหล่านั้นไม่มีทางจะทำได้ดีกว่า พวกเขาหยิบยืมลักษณะตัวละครดั้งเดิม มาสร้างตัวละครในแบบของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนได้

อแมนด้า คูนีน (Amanda Kunene) นักแสดงสาวร่างเล็กที่รับบทนาล่า สิงโตคู่รักของซิมบ้าเล่าว่าตอนออดิชั่นละครเรื่องนี้ เธอหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน หายใจหายคอกินนอนเป็นนาล่า เพราะอยากรู้จักตัวละครนี้อย่างถ่องแท้

“ฉันประทับใจมากที่นักแสดงทุกคนที่เล่นเป็นนาล่ามาก่อนฉันไม่เหมือนกันเลย ทุกคนตีความต่างกันไป บางคนถนัดเรื่องการเคลื่อนไหว บางคนถนัดเรื่องเสียง พวกเธอเป็นแรงบันดาลใจให้นาล่าแบบของฉัน ฉันเรียนรู้จากคนที่ทำงานในวงการนี้มานาน ฉันค้นข้อมูลเยอะมาก เรียนรู้จากพวกเธอ และสุดท้ายก็ถอดนาล่าออก เป็นแค่อแมนด้า ตอนนั้นแหละที่เป็นช่วงเวลาที่ฉันกลัวที่สุด ตัวละครนี้แข็งแกร่งมากๆ ฉันโตมาในครอบครัวผู้หญิงแกร่ง เมื่อคิดถึงนาล่า ฉันจะคิดถึงสมาชิกครอบครัวที่กล้าหาญและแข็งแกร่งมากๆ ฉันได้ค้นพบและสร้างนาล่าที่สดใหม่ขึ้นมาในแบบของตัวเอง”

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“มี The Lion King หลากหลายเวอร์ชั่นเล่นตลอดเวลาทั่วโลก ราฟิกิทุกคนเล่นแบบที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ตอนเริ่มเล่นฉันก็ดูวิดิโอที่คนอื่นเล่น เพราะฉันไม่แน่ใจว่าราฟิกิเป็นยังไง ตอนแรกฉันเริ่มจากเล่นเป็นตัวประกอบ ไม่รู้ว่าแม่หมอนี้เป็นยังไงกันแน่ เลยดูวิดิโอซ้ำๆ จนมีผู้กำกับคนนึงบอกว่าฉันพูดและเคลื่อนไหวเหมือนคนนั้นคนนี้ ฉันเลยต้องเลิกดู และพยายามหาว่าราฟิกิเป็นใครกันแน่ ในแบบของตัวเอง”

“คนแอฟริกาใต้หลายต่อหลายคนเดินทางไป Zangoma (หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเวทมนต์) เพื่อรับสมุนไพรรักษา หรือทำนายอนาคต ฉันไม่ได้โตมาแบบนั้น เลยต้องพยายามขุดหารากการเป็นชาวแอฟริกันและวิธีการเป็นราฟิกิ จะลงไปคลานสี่เท้าเป็นลิงก็ได้ แต่ฉันพยายามทำให้เธอเป็นมนุษย์มากขึ้น จริงมากขึ้น แม้ไม่พูดอะไรเลย แต่คุณรู้สึกได้ว่าเธอเปี่ยมไปด้วยความรักความเอาใส่ใจ เธอคือผู้เยียวยา”

เเซปา พิทเจง (Ntsepa Pitjeng) ผู้รับบทลิงปุโรหิตย้อนความหลังให้ฟัง ราฟิกิเวอร์ชั่นละครเพลงเป็นตัวละครที่เพศต่างจากในการ์ตูน เพราะผู้กำกับจูลี่ เทย์มอร์เห็นว่าไม่มีตัวละครหญิงที่รับบทบาทสำคัญในเรื่องนี้เพียงพอ เลยปรับบทลิงแมนดริลจากเพศชายเป็นเพศหญิง 

แซปาเล่นเป็นราฟิกิมา 8 ปีแล้ว เธอสวมบทบาทเป็นผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณของลูกสิงโตเจ้าป่าสัปดาห์ละ 8 รอบ ความท้าทายของการรับบทเดิมซ้ำๆ คือการเอาชนะตัวเองอยู่เสมอ หาความสดใหม่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมเวที โดยไม่เชื่อว่าตัวเอง ‘เอาอยู่’ หากไม่พยายาม

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมเพิ่งมาร่วมงานกับนักแสดงทีมนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ไม่เคยเล่นเป็นซิมบ้ามาก่อน แต่พอเล่นเรื่องเดียวแปดรอบต่อสัปดาห์ ครอบครัวผมถามซ้ำๆ ว่าไม่เบื่อเลยเหรอ ทำได้ไง ผมโชคดีที่ผมหลงใหลสิ่งที่ผมทำ และพยายามทำเต็มที่ทุกวัน พยายามซึมซับเรื่องราว การเคลื่อนไหว แสงไฟ และทุกสิ่งบนเวที บางครั้งผมร้องไห้ระหว่างช่วงพักการแสดง มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตทั้งบนเวทีและหลังฉาก กำลังพยายามทำให้สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกิดขึ้น”

“บางคนอาจจะเคยดู The Lion King Musical มาแล้ว แต่ผมพยายามคิดว่าทุกคนมาดูเรื่องนี้ครั้งแรก และนี่อาจเป็นประสบการณ์แรกในโรงละครของพวกเขา หน้าที่ของผมคือช่วยให้พวกเขาอยากมาดูละครเวทีอีก หรืออยากดูเรื่องนี้อีก หรืออยากฟังเพลงอีก” 

จอร์แดน ชอว์ (Jordan Shaw) ซิมบ้าหนุ่มไฟแรงจากลอนดอนกล่าวปิดท้าย จากเด็กชายที่ไปโรงละครทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เติบโตมากับการยืนจ้องโปสเตอร์ The Lion King Musical หน้าโรงละคร สิงโตเจ้าป่ามีความหมายสำหรับเขามาก และเขาเชื่อว่าละครเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมาย

“พอได้เล่นก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องนี้ลึกซึ้งขนาดไหน มีคนดูที่ร้องไห้และบอกผมว่าเขาดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงตัวเองตอนที่เสียพ่อไป หรือการดูเรื่องนี้ช่วยให้เขาอยากกลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีต ทุกคืนที่เล่นผมไม่มีทางลืมเรื่องเหล่านี้ เลยพยายามทำงานหนักและพัฒนาตัวเองต่อไปครับ”

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

1

พบกับดาบฟ้า ไชยลับแลง ครั้งแรก เขาถามผมว่า “เมื่อพูดถึงเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วคิดถึงอะไร”

“ความลึกลับ… ตำนานเมืองแม่ม่าย… การห้ามพูดโกหก… อืม… แล้วก็ทุเรียนหลงลับแล” นั่นคือสิ่งที่ผมพอจะนึกออก

ดาบฟ้า ไชยลับแลง คือชายหนุ่มวัย 36 เป็นคนบ้านลับแลง ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล พ่อของเขาเป็นปู่หนาน อาจารย์ผู้ทำพิธีและมัคนายก รวมถึงเป็นเกษตรกรทำสวนทุเรียนและลางสาด ส่วนยายและทวดเป็นช่างซอ (นักร้องเพลงพื้นบ้านของล้านนา) แต่ไหนแต่ไร เขาตั้งคำถามในเชิงเหตุและผลของตำนานท้องถิ่น พร้อมๆ ไปกับความสงสัยว่าทำไมคนในตัวเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ถึงเรียกชาวลับแลว่าเป็นคนลาว ทั้งๆ ที่ลับแลก็ไม่ได้มีอัตลักษณ์ร่วมกันกับชาวลาวเท่าไหร่ เช่นเดียวกับจังหวัดเพื่อนบ้านอย่างแพร่และน่าน ที่หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวมักจะจัดให้อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมร่วมกัน คนลับแลก็หาได้คล้าย

เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่เด่นชัดว่าชาติพันธุ์ของชาวลับแลส่วนใหญ่เป็นชาวไท-ยวนที่อพยพมาจากล้านนา เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของถิ่นกำเนิดตัวเองอย่างลงลึก

“เวลาผมถามใคร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันอย่างนี้ เมืองห้ามพูดโกหกเอย เมืองแม่ม่ายเอย แต่ถ้าถามคนลับแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านลับแลงจริงๆ นี่คนละเรื่องเลย” ดาบฟ้ากล่าว

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตำนานท้องถิ่นถูกผูกเข้าไว้กับประวัติศาสตร์ของผู้คน หากเมื่อตระหนักรู้อีกที อนุสาวรีย์แม่ม่ายและป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า ‘เขตห้ามพูดโกหก’ ก็ปรากฏอยู่พร้อมซุ้มประตูทางเข้าอำเภอลับแลเรียบร้อย

ดาบฟ้าบอกผมว่าเขาไม่ได้ต่อต้านตำนานท้องถิ่น แต่การอ้างตำนานว่าเป็นประวัติศาสตร์ชุมชนคือเรื่องผิดฝาผิดตัว เขาและทันตแพทย์ภัทรภูมินทร์ ชัยชมภู คุณหมอหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ร่วมในการสืบค้นและสืบสานวัฒนธรรมล้านนา จึงร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม ‘ฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนลับแลง’ กลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของชาวลับแล ศิลปิน และนักประวัติศาสตร์ ร่วมกันรื้อฟื้นและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ ทั้งเพลงและทำนองซอลับแลงโบราณ ท่าฟ้อนรำ สถาปัตยกรรมพื้นบ้าน ฯลฯ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เลอลับแลง พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรือนไม้โบราณแบบลับแลที่ดาบฟ้าได้รวบรวมมาไว้ในที่ดินผืนเดียวกัน

“ผมพบว่าประวัติศาสตร์ของเมืองลับแลที่ผ่านมาถูกเขียนและเข้าใจไปเองโดยคนภายนอก นั่นจึงก่อให้เกิดภาพจำที่คลาดเคลื่อนไปกับวิถีชีวิตของผู้คน กลายเป็นว่าเมืองลับแลเป็นเมืองในนิทานปรัมปรา ซึ่งตำนานเหล่านั้นมันไม่มีปรากฏในหลักฐานประวัติศาสตร์ใดๆ พอมันไม่เชื่อมโยงกัน การสืบค้นข้อเท็จจริงถึงที่มาของตัวตนคนลับแลก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ลับแลก็จะยังคงเป็นลับแล ในความหมายของความลึกลับคลุมเครืออยู่ต่อไป” ดาบฟ้ากล่าว

2

พ่อครูมาลา คำจันทร์ บอกผมว่าหลายปีมานี้เขาอ่านตั๋วเมือง (ตัวอักษรล้านนา) มากกว่าตัวอักษรภาษาไทยเสียอีก

มาลา คำจันทร์ คือนามปากกาของ เจริญ มาลาโรจน์ หลายคนรู้จักเขาในฐานะศิลปินแห่งชาติและนักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนจากนวนิยาย เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน หากคนเชียงใหม่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมจะรู้จักเขาในฐานะนักค้นคว้าและวิจัยอักษรธรรมโบราณของล้านนา เขาเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาเอกสารโบราณ หน่วยงานอิสระที่ทำงานค้นคว้า ถอดความ และจำแนก คัมภีร์เก่าแก่ที่ได้รับการค้นพบตามวัดวาอารามหรือสถานที่อื่นๆ ทั่วภาคเหนือ ก่อนจะจัดระเบียบเอกสารเหล่านั้นให้กับวัดที่เป็นแหล่งค้นพบ

ฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนลับแลง จารึก

เมื่อปีที่แล้วผมได้คุยกับพ่อครูครั้งแรกในงานเปิดศูนย์ศึกษาเอกสารโบราณ (ศ.อ.บ.) ที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เชียงใหม่ องค์กรของพ่อครู…ไม่สิ พ่อครูขอให้ใช้สรรพนามเรียกอย่างถ่อมตัวว่า ‘กลุ่ม’ ประกอบขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นรุ่นใหม่ที่มีกระบวนการทำงานไม่ซับซ้อน กล่าวคือ หากมีวัดไหนต้องการให้ ศ.อ.บ. ไปช่วยสืบค้น ศ.อ.บ. ก็จะยกทีมกันไปลงพื้นที่ ไล่อ่านคัมภีร์ใบลานและปั๊บสา (สมุดโบราณที่ทำจากกระดาษสา) เพื่อจำแนกหมวดหมู่ ถ่ายสำเนาเก็บไว้ศึกษาต่อ ก่อนจะคืนเอกสารทั้งหมดให้เป็นสมบัติของวัด โดยไม่แสวงหากำไรใดๆ…

ใช่, พ่อครูบอกผมว่ากำไรของเขาคือการสร้างนักประวัติศาสตร์และนักวรรณกรรมรุ่นใหม่ ในขณะที่ยังมีคัมภีร์ใบลานนับร้อยนับพันฉบับที่ยังไม่ถูกเปิดอ่านทั่วภาคเหนือ หากจำนวนผู้คนที่สามารถอ่านอักษรโบราณนี้ได้กลับน้อยลงไปทุกที การสร้างบุคลากรมาช่วยค้นคว้าและต่อยอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้มากขึ้น ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งของเขา นอกเหนือจากการมีโอกาสได้เสพความงามทางภาษา ความคิด และความเชื่อ ของผู้คนในสมัยก่อนผ่านวรรณกรรมโบราณที่ค้นพบ

วัดท้องลับแล

ปลายเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา ผมพบพ่อครูมาลาเป็นครั้งที่ 2 ที่อำเภอลับแล นั่นคือช่วงเวลาหลังจากที่กลุ่มฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนของดาบฟ้าชักชวนชาวบ้านช่วยกันบูรณะหอไตรกลางน้ำภายในวัดท้องลับแล ตำบลฝายหลวง และขนย้ายคัมภีร์ใบลานที่อยู่ภายในออกมาไว้ในวิหาร ก่อนจะเชิญ ศ.อ.บ. ลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบเอกสารโบราณที่มีนับร้อยฉบับดังกล่าว

นั่นเป็นครั้งที่ 2 อีกเช่นกันที่ได้พบดาบฟ้า เพราะผมตอบรับคำชวนของเขามาลงพื้นที่สังเกตการณ์ที่นี่

3

ผมไปเยือนอำเภอลับแลช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวบ้านในพื้นที่จัดพิธีแห่น้ำขึ้นโฮง พิธีกรรมเก่าแก่ที่จัดขึ้นเพื่อสักการะ ‘เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร’ บุคคลที่ตำนานในท้องที่ระบุว่าเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งเมือง

ม่อนอารักษ์

พิธีกรรมที่มีขึ้นทุกวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี จะจัดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารในตำบลฝายหลวง ณ เชิงเขาที่มีชื่อว่า ‘ม่อนอารักษ์’ ภูเขาอันเป็นที่สถิตของวิญญาณกษัตริย์ ชาวบ้านทั้งหมด 13 หมู่บ้านต่างนุ่งซิ่นตีนจกแบบพื้นเมือง เดินขบวนมาจากหมู่บ้านของตัวเอง พร้อมหาบน้ำที่ตักมาจากบ่อของหมู่บ้าน ขึ้นภูเขาไปมาสรงน้ำยังหอเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารด้านบน ด้วยความเชื่อว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ จะดลบันดาลให้ชาวเมืองอยู่ดีกินดี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล และเรือกสวนไร่นาที่เป็นทั้งอู่ข้าวอู่น้ำและฐานเศรษฐกิจหลักของเมืองออกผลอุดมสมบูรณ์

ตำนานเล่าว่าพิธีกรรมนี้เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 1513 หรือกว่า 1,000 ปีมาแล้ว โดยใน พ.ศ. 2526 ทางเทศบาลก็ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าฟ้าฮ่ามฯ ขึ้นเป็นรูปธรรม กระนั้นความน่าสนใจไม่แพ้ความเก่าแก่ของพิธีกรรม คือตัวตนของพระองค์ท่าน ที่ซึ่งคนท้องถิ่นเองยังเข้าใจไม่ตรงกัน

ในขณะที่ทางราชการผู้จัดสร้างอนุสาวรีย์ให้ข้อมูลว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ เป็นราชบุตรของพระเจ้าเรืองไทธิราช กษัตริย์ราชวงศ์สิงหนวัติแห่งอาณาจักรโยนกเชียงแสน (ปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) พระองค์เป็นผู้นำชาวเชียงแสนอพยพหนีโรคระบาดลงมาปักฐานอยู่ที่เมืองลับแลเมื่อ พ.ศ. 1513 พร้อมอภิเษกสมรสกับนางสุมาลีเเละนางสุมาลา (ที่เล่ากันว่าทั้งสองเป็นคนคิดค้นผ้าซิ่นตีนจก) หลังสิ้นพระชนม์ ชาวเมืองก็ฝังร่างของพระองค์ไว้บนยอดม่อนอารักษ์แห่งนี้ ก่อนจะมีพิธีสักการะเรื่อยมา นั่นคือการอธิบาย ‘ที่มา’ ของชาวลับแลเรื่องหนึ่ง

กระนั้นในมุมมองของชาวลับแลอีกส่วน กลับเห็นต่างว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ เป็นดวงวิญญาณอารักษ์ที่บรรพบุรุษชาวเชียงแสนอัญเชิญมาจากบ้านเกิด เมื่อครั้นอพยพหนีการรุกรานของพม่าจากบ้านเกิดลงมาตั้งถิ่นฐาน ณ ดินแดนนี้ โดยมีศาลสถิตอยู่บนม่อนอารักษ์

“เมื่อเทียบปี พ.ศ. 1513 ก็ไม่ตรงกับพงสาวดารฉบับไหนแล้วครับ ตำนานเรื่องนี้จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ กล่าวคืออาจไม่มีเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารอยู่ในประวัติศาสตร์ หรือถ้ามี ก็อาจจะไม่ใช่บุคคลในปี พ.ศ. 1513” ฉัตรชัย แว่นตา นักวิจัยเอกสารโบราณผู้มีพื้นเพเป็นคนลับแล กล่าว

อีกหนึ่งหลักฐานที่ช่วยเน้นย้ำความเลื่อนลอยของตำนานนี้ก็คือต้นทางของข้อมูล ซึ่งฉัตรชัยและดาบฟ้าเล่าตรงกันว่ามาจากหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพของพระครูฉิมพลีคณายุกต์-เนื้อหาในเล่มเล่าถึงประวัติการก่อตั้งเมืองลับแล หากพระครูผู้เขียนก็ได้ชี้แจงอยู่ในเล่มแล้วว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากที่ท่านนิมิตฝัน ก่อนจะเรียบเรียงออกมา

“มีทั้งชาวบ้านที่เชื่อตามตำนานเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร และชาวบ้านที่เชื่อว่าท่านไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงวิญญาณอารักษ์ที่อัญเชิญมาไว้ที่เมืองนี้ แต่นั่นดูไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไร เพราะสถานะของพระองค์ท่านก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวบ้านที่นี่ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นจึงเป็นเรื่องของนักประวัติศาสตร์มากกว่า ที่ต้องมาสืบค้นกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร” ฉัตรชัยเสริม

4

วัดท้องลับแลตั้งอยู่ห่างจากม่อนอารักษ์เพียงเดินเท้าไม่กี่อึดใจ ในแวดล้อมของจิตรกรรมสีฝุ่นเรื่องมหาเวสสันดรชาดกบนผนังภายในวิหาร พ่อครูมาลาและคณะกำลังรื้อค้นเอกสารโบราณที่ชาวบ้านช่วยกันขนย้ายมาเตรียมไว้ให้

วัดท้องลับแล วัดท้องลับแล

เอกสารมีหลายร้อยฉบับ มากกว่าครึ่งอยู่ในสภาพชำรุดจากกาลเวลา และมีคัมภีร์ใบลานส่วนหนึ่งที่เปื่อยยุ่ยจนคล้ายว่าเมื่อมันต้องลมก็พร้อมจะผุสลายได้ทุกเมื่อ กระบวนการทำงานจึงเป็นไปค่อนข้างช้า เพราะทีมงานที่มีด้วยกัน 7 คนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ระหว่างที่ผมเตร็ดเตร่สำรวจบ้านเรือนและเรือกสวนในลับแลตลอด 3 วัน ผมไม่ได้คุยกับทั้งพ่อครูมาลาและดาบฟ้าใดๆ ต่างคนก็ต่างคร่ำเคร่งกับหน้าที่ของตัวเองไป (ครับ, หน้าที่ของผมคือการเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกนี่แหละ) แต่นั่นล่ะ เย็นย่ำของวันที่ 3 ที่ผมอยู่ที่นี่ ระหว่างมื้ออาหารค่ำที่พิพิธภัณฑ์ของดาบฟ้า พ่อครูกับทีมงานเอกสารโบราณเพิ่งมุ่งตรงมาจากวัดเพื่อบอกข่าวดีแก่ดาบฟ้า และเราก็มีเรื่องต้องคุยกันอีกครั้ง

วัดท้องลับแล

เป็นสมุดแบบที่เราเห็นทั่วไปในปัจจุบันที่พ่อครูมาลาเรียกมันว่า ‘สมุดฝรั่ง’ เขียนด้วยอักษรไทย เนื้อหาภายในได้รับการคัดลอกมาจากคัมภีร์ใบลานเดิมที่ใกล้จะเปื่อยผุ คัดลอกโดยพระครูธรรมเนตรโสภน อดีตเจ้าคณะอำเภอและเจ้าอาวาสวัดท้องลับแล เอกสารดังกล่าวคือตำนานพระเจ้ายอดคำทิพย์ พระพุทธรูปองค์สำคัญของวัด ต้นฉบับเขียนโดยพระสุวรรณปัญญาญาณ เมื่อ พ.ศ. 2128 โดยในคำนำที่พระครูธรรมเนตรโสภณเขียนไว้ระบุว่าท่านพบต้นฉบับใบลานนี้เมื่อคราวบูรณะแท่นพระเจ้ายอดคำทิพย์ ราวปี พ.ศ. 2507 ใบลานซุกอยู่ในโพรงใต้ฐานพระ ท่านเห็นว่าเป็นเอกสารสำคัญจึงเอามาแปลจากอักษรธรรมล้านนาเป็นอักษรไทยใส่ลงสมุด

ตัดภาพมาในยุคปัจจุบัน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า หนึ่งในทีมงาน ศ.อ.บ. ก็ได้พบสมุดเล่มนี้เข้าอีกทีภายในกองคัมภีร์ใบลานที่วางสุมกันอยู่กลางวิหาร

คัมภีร์ใบลานเดิม คัมภีร์ใบลานเดิม คัมภีร์ใบลานเดิม

การค้นพบเอกสารที่ว่าด้วยตำนานการสร้างพระพุทธรูปพระเจ้ายอดคำทิพย์ดูจะไม่เกี่ยวอะไรกับประวัติเมืองลับแลเลย หากไม่มีใครสักคนอ่านมันอย่างละเอียด เพื่อพบว่าตำนานได้อ้างอิงที่มาของเมืองลับแลไว้ โดยเฉพาะห้วงเหตุการณ์ที่เจ้ายี่กุมกาม เจ้าเมืองเชียงราย (ในเอกสารเขียนว่าเจ้ายี่ความแก้ววงเมือง) ขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าไสลือไทแห่งสุโขทัย เพื่อยกทัพไปบุกเชียงใหม่หวังยึดบัลลังก์จากพระญาสามฝั่งแกนผู้เป็นพระอนุชา แต่ไม่สำเร็จ เพราะต้องกลศึกของฝ่ายล้านนา เจ้ายี่กุมกามจึงได้เทครัวหรือกวาดต้อนชาวเมืองเชียงรายพาผู้คนติดตามกองทัพสุโขทัยลงมาตั้งรกรากอยู่บนพื้นที่ที่มีชื่อว่าเวียงสระหนองหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองลับแลในปัจจุบัน

เอกสารฉบับเดียวกันยังอ้างอิงอีกห้วงเหตุการณ์ คือหลังจากยุคเจ้ายี่กุมกามย้ายมาเวียงสระหนองหลวงแล้ว พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 ของราชวงศ์มังราย ยกทัพลงมาจากเชียงใหม่เพื่อขับไล่กองทัพอยุธยาของพระเจ้าบรมไตรโลกนาถ โดยกองทัพของพระเจ้าติโลกราชก็ได้มาพักพลที่เมืองแห่งนี้ และพบว่าผู้คนถิ่นนี้เป็นชาวไท-ยวนอยู่แล้ว ต่อมาหลังจากพระองค์สามารถขับไล่กองทัพอยุธยาออกไปแล้ว ก็ได้สถาปนาเวียงสระหนองหลวงเป็นเมืองลับแลงไชย และราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าติโลกมหาราชาฟ้าฮ่าม ปฐมกษัตริย์แห่งลับแลงไชย

ในเอกสารยังกล่าวด้วยว่าคำว่า ‘ฟ้าฮ่าม’ ที่พ่วงท้ายชื่อมาจากเมื่อตอนที่พระเจ้าติโลกราชเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้และพบว่าท้องฟ้ามีแสงสีแดงอร่าม (ฮ่าม) ในยามบ่าย (แลง) ที่ดวงตะวันใกล้จะลับ

นั่นคือที่มาของคำว่า ลับแลง

พ่อครูมาลาบอกว่าจากเนื้อความในเอกสาร ซึ่งได้ตรวจสอบปีพุทธศักราชและข้อมูลที่สอดรับกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ‘มีความเป็นไปได้’ ว่าห้วงเหตุการณ์แรกในยุคเจ้ายี่กุมกามน่าจะอธิบายการอพยพเข้ามาตั้งรกรากในเมืองลับแลของชาวไท-ยวน ซึ่งปัจจุบันเป็นชาติพันธุ์หลักของพื้นที่ ขณะที่เหตุการณ์ที่สองซึ่งสอดรับกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่าพระเจ้าติโลกราชเสด็จลงมาทำการศึกกับอยุธยาในภูมิภาครอบๆ นี้จริง หากก็ไม่มีระบุมาก่อนว่าพระองค์ท่านเคยเสด็จมาที่ลับแล เอกสารจึงนำเสนอข้อมูลใหม่ที่ว่า บางทีเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารที่ชาวลับแลเลื่อมใสศรัทธาในฐานะวิญญาณอารักษ์อาจจะเป็นบุคคลคนเดียวกับพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดองค์หนึ่งแห่งล้านนา

5

ครับ, ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมดาบฟ้าถึงปลื้มปริ่มกับข้อมูลชุดนี้มาก จนถึงกับน้ำตาคลอหน่วย ก่อนจะก้มลงกราบพ่อครูมาลาเป็นการขอบคุณ

และผมก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน สอบถามใครหลายคนเพื่อไล่เรียงเรื่องราวและบริบทโดยรอบ ตัดทอนให้เหลือเพียงประวัติโดยสังเขปที่เพิ่งเขียนไปข้างบน

มีความพ้องพานที่น่าจะเป็นไปได้อีกประการซึ่งดาบฟ้ามาเล่าให้ฟังภายหลังที่เขาทุเลาจากอาการปลื้มปีติ นั่นคือเอกสารโบราณที่เพิ่งค้นพบชุดใหม่นี้มีโครงเรื่องที่ว่าด้วยตำนานเมืองลับแลคล้ายคลึงกับตำนานชุดเก่าที่พระครูฉิมพลีคณายุกต์เขียนถึงประวัติเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารจากการนิมิตฝัน ยิ่งเมื่อเทียบกับความเป็นจริงที่ว่าทั้งพระครูธรรมเนตรโสภณ ผู้คัดลอกเอกสาร กับพระครูฉิมพลีคณายุกต์ อยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกัน

“จะมีความเป็นไปได้ไหมว่าพระครูฉิมพลีท่านได้รับพื้นเรื่องจากวรรณกรรมที่บันทึกในคัมภีร์ที่วัดท้องลับแลที่เราเพิ่งเจอฉบับนี้ไปซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า หากมีการเปลี่ยนเพี้ยนในชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ รวมทั้งห้วงเวลาต่างๆ ที่เกิดขึ้น” ดาบฟ้าสันนิษฐาน (ตำนานเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารฉบับปัจจุบันที่ใช้อ้างอิงเหตุการณ์ไว้ที่ พ.ศ. 1513 ส่วนฉบับที่เพิ่งค้นพบใหม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จริงที่เกิดขึ้นช่วงต้นปีพุทธศักราช 2000-ผู้เขียน)

กระนั้นก็ดี เอกสารที่คณะของพ่อครูมาลาพบ ก็ถือเป็นข้อมูลใหม่ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมาช่วยคลี่คลายตัวตนในประวัติศาสตร์ของเจ้าฟ้าฮ่ามฯ ไม่มากก็น้อย แต่เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเอกสารโบราณฉบับแรกที่กล่าวถึงที่มาของเมืองลับแลงไชยหรือเมืองลับแลโดยตรง¹

ขณะที่พ่อครูมาลาให้ความเห็นต่อว่า น่าจะมีความเป็นไปได้ว่าจะมีเอกสารเกี่ยวกับเมืองลับแล ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เพิ่งค้นพบนี้อยู่อีกหลายฉบับตามวัดแห่งอื่นๆ หากตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงใดๆ ได้ กระนั้นในมุมมองของดาบฟ้า เอกสารก็จุดประกายความหวังในการแยกตำนานออกจากประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อจะทดแทนมันด้วยข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้เสียที

“แม้เอกสารฉบับนี้ฉบับเดียวจะไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของที่มาเมืองลับแลงได้ แต่อย่างน้อยมันก็ยืนยันกับผมว่าสิ่งที่ผมและทีมงานทำที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า ลับแลงคือเมืองที่มีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง เป็นเมืองที่มีตัวตนที่ไม่ได้เกิดจากตำนานปรัมปรา” ดาบฟ้ากล่าวด้วยแววตาที่เปี่ยมความหวัง

เขาไม่ได้เล่าอะไรให้ผมฟังมากกว่านี้ หากผมก็รู้ได้เองว่าจากนี้คงเป็นงานหนักของเขาและทีมงาน เพราะไม่ใช่แค่การตามหาเอกสารโบราณมาอ้างอิงเพิ่มเติม แต่ที่ต้องใช้พละกำลังมากกว่านั้น น่าจะเกิดขึ้นหากได้หลักฐานมาอ้างอิงสมใจ นั่นคือการต้องนำข้อมูลใหม่ที่คัดง้างกับข้อมูลเก่ามาเสนอสู่สาธารณะ-การเล่นกระดานโต้คลื่นทางประวัติศาสตร์ ที่ซึ่งความเชื่อเดิมได้ฝังรากลึกลงไปถึงท้องมหาสมุทร

และนี่คือสิ่งที่ท้าทายกลุ่มนักประวัติศาสตร์ชุมชนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ที่สุด

แต่นั่นล่ะ เช่นเดียวกับที่ชายหนุ่มไท-ยวนเลือดลับแลเข้มข้นคนนี้บอกกับผมว่า การลงแรงลงสมองของพวกเขาที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า สำหรับผม การมาเยือนบ้านเกิดของดาบฟ้าครั้งนี้ ก็หาได้้เสียเปล่าเหมือนกัน

¹ ดาบฟ้าให้ข้อมูลว่าเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดที่เอ่ยถึงเมืองลับแลอย่างเป็นทางการคือ ‘คู่มือตอบคำถามสำหรับทูต’ ที่ไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ โดยในเอกสารนั้นเพียงอ้างอิงว่า เมืองลับแล เป็นเมืองรองเมืองหนึ่งในแคว้นพิชัย ซึ่งเป็นแคว้นทางเหนือแคว้นที่ 8 ของอาณาจักรสยาม (อ้างอิงจาก www.silpa-mag.com)

Writer & Photographer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load