01

ตำนานละครเพลง

แค่เสียงโน้ตเพลง Circle of Life ดังขึ้น ฉันก็กลับไปเป็นเด็ก 7 ขวบอีกครั้ง เด็กที่นั่งดูวิดิโอ The Lion King ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าจอทีวี และเฝ้ามองการผจญภัยของซิมบ้าอย่างไม่รู้เบื่อ

หลังจากการ์ตูนเรื่องสิงโตเจ้าป่าออกฉายในปี 1994 และประสบความสำเร็จมหาศาล จึงเกิดละครเพลง The Lion King Musical ตามมาในปี 1997 ที่อเมริกา ซึ่งโด่งดังมากจนออกทัวร์ไปแสดงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 22 ปีแล้ว นับเป็นมิวสิคัลเบอร์ต้นของโลกที่มีผู้ชมละครเพลงเรื่องนี้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นละครเพลงที่เล่นต่อเนื่องมายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจาก The Phantom of the Opera และ Chicago)

ข่าวดีมากของเมืองไทยตอนนี้ คือ The Lion King Musical ฉบับ International Tour กำลังมาเล่นที่เมืองไทย ตั้งแต่เดือนกันยายน – 10 พฤศจิกายน หลังจากเดินทางไปเล่นทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน โดยนักแสดง 52 คน คนทำงานเบื้องหลัง 80 คน และทีมงานท้องถิ่น ทุ่มเทสร้างโลกสิงโตเจ้าป่าอันน่าทึ่งในโรงละครทุกค่ำคืน

นอกจากนั่งดูละครเพลงที่ใฝ่ฝันอยากดูมาตลอด ฉันได้โอกาสเข้าหลังเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ ไปสำรวจการทำงานของทีมสร้างสรรค์ และนั่งสัมภาษณ์นักแสดงหลักอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่งฟังเรื่องราวของละครเวทีในตำนานเรื่องนี้ บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนดิสนีย์ หรือติดตามมิวสิคัลมาก่อนหรือไม่ นี่คือผลงานสร้างสรรค์ระดับโลกที่ไม่ควรพลาด

02

ดีไซน์เจ้าป่า

The Lion King Musical กวาดรางวัล Tony Awards 6 รางวัลในปี 1998 ทั้งละครเพลงยอดเยี่ยม ฉากยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม แสงยอดเยี่ยม การออกแบบท่าทางยอดเยี่ยม และการกำกับยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเหมาหมด แถมยังได้รางวัลละครเพลงอีกกว่า 70 รางวัลจากทั่วโลก 

บุคคลสำคัญที่ออกแบบผลงานชิ้นโบว์แดงนี้คือหญิงมหัศจรรย์ จูลี่ เทย์มอร์ (Julie Taymor) ผู้กำกับคนแรกของ The Lion King Musical ที่ทั้งออกแบบเครื่องแต่งกาย และร่วมออกแบบหน้ากาก หุ่น และแต่งเนื้อเพลง เธอสร้างสรรค์ระบบที่เปลี่ยนแปลงวงการละครเพลงไปโดยสิ้นเชิง คือสร้าง Double Event ผสมผสานหุ่นเชิดเข้าไปในละคร ให้ผู้ชมได้เห็นนักแสดงและหุ่นเชิดไปพร้อมกัน ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความเป็นคนและสัตว์ของแต่ละตัวละคร จากแต่เดิมที่นักเชิดหุ่นต้องสวมชุดดำ ซ่อนลำตัวและใบหน้าให้คนเห็นแต่หุ่นเท่านั้น แต่การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม หุ่น และหน้ากากของเธอ กลับเปิดเผยตัวคนและกลไกอย่างชาญฉลาด ทำให้ตัวละครและเรื่องราวมีชีวิต มีจิตวิญญาณขึ้นมา เช่น หน้ากากสิงโตที่อยู่เหนือศีรษะนักแสดง เผยให้เห็นใบหน้ามนุษย์ของมูฟาซา สการ์ ซิมบ้า และนาล่า ที่เผชิญความสุขและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไปตลอดเรื่อง 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

เมื่อเข้าไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของฝ่ายหน้ากากและหุ่น ได้เจอ ทิม ลูคัส (Tim Lucas) หัวหน้าฝ่ายหน้ากากและหุ่นของคณะละครชุดปัจจุบันนี้เคยทำงานที่ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้มาก่อน เขาเล่าว่าทีมงานดูแลหน้ากากและหุ่นมีแค่ 3 คนเท่านั้น มีหน้าที่รับผิดชอบหุ่น 235 ตัวให้สวยงาม อยู่ในสภาพดี โดยซ่อมแซมและทำความสะอาดให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการแสดง ซ้ำยังสแตนด์บายอยู่หลังฉากตลอดเรื่อง หากหุ่นหรือหน้ากากแตกหักเสียหายระหว่างการแสดงก็จะรีบเข้าไปดูแลทันที

ปัจจุบันดีไซน์ที่เห็นในเรื่องยังเป็นของดั้งเดิม แต่เติมการพัฒนาและเทคโนโลยีตามเวลาที่ผ่านไป เช่นใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ทำโครงหน้ากากให้แข็งแรงขึ้นแต่เบาหวิว ส่วนหน้ากากมูฟาซาและสการ์ ประดับตกแต่งด้วยขนม้าบ้าง หางนกยูงบ้าง ให้ดูสวยงามและได้กลิ่นอายของสัตว์ป่า หน้ากากของตัวละครหลักมีแค่อย่างละอันเท่านั้น แต่ของตัวประกอบจะมีสำรองเผื่อไว้

หุ่นแต่ละตัวมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป โดยเฉพาะหุ่นนกซาซูที่มีกลไกละเอียดอ่อน นักแสดงต้องใช้มือหนึ่งคุมลำตัวกับปีก อีกมือคุมหน้า ดวงตา จงอยปาก และลำคอที่ยืดหดได้ 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

ส่วนที่มุมแต่งหน้าทำผม เฮทเธอร์ – เจ รอส (Heather – Jay Ross) หัวหน้าฝ่ายช่างทำผมและแต่งหน้า เล่าว่าทีมแต่งหน้า 4 คนมีตู้แต่งหน้าของตัวเอง ก่อนเริ่มการแสดงในแต่ละประเทศ ทีมงานต้องมาถึงก่อนนักแสดง 3 วันเพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของ ตั้งสถานีแต่งหน้า ซักวิกผม และสอนช่างแต่งหน้าท้องถิ่น 2 คนให้ช่วยแต่งหน้าเป็น เธอเล่าว่าเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งหน้าแต่งวิก 1 ชั่วโมงก่อนการแสดงเริ่ม หลังจบองค์หนึ่งก็แต่งต่อ 20 นาที จึงต้องทำงานรวดเร็วมาก

เทคนิคการแต่งหน้าก็คล้ายๆ หุ่นและหน้ากาก คือใส่ความเป็นสัตว์บางส่วนบนหน้ามนุษย์ แต่ไม่ได้ซ่อนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนเป็นสัตว์จริงๆ การแต่งหน้าทุกแบบมีคู่มือตัวอย่าง และเฉดสีที่สั่งทำเฉพาะ ซึ่งต้องพยายามทำให้เหมือนเดิมทุกครั้ง เครื่องสำอางเหล่านี้แต่งง่ายและลบได้ง่าย เพราะนักแสดงส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนบทบาทบ่อยๆ และแต่งหน้าซ้ำๆ ทุกคืน

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงแต่งหน้าเองบางส่วน เช่น ลงรองพื้น ลงสโมกกี้อาย หรือเหล่าไฮยีน่าที่แต่งหน้าแบบกราฟิกเอง แต่ทีมงานจะแต่งหน้าให้ตัวละครหลักๆ เช่น ซาซู สการ์ ราฟิกิ พุมบ้า ทีโมน ซิมบ้า นาล่า มูฟาซา และสิงโตเด็กทั้งคู่ โดยตัวละครที่แต่งหน้ายากที่สุดคือซาซู เพราะต้องค่อยๆ แต่งหน้าเป็นสีน้ำเงินและเกลี่ยสีขาวรอบดวงตา ส่วนวิกที่อลังการที่สุดคือวิกของเจ้าหมูป่าพุมบ้าที่ใหญ่โตอลังการ เฮทเธอร์แอบบอกว่าที่เห็นตัวละครแต่ละตัวผมสวยฟูฟ่อง หรือถักเปียสารพัดแบบแอฟริกัน แทบทั้งหมดนั้นคือวิกทั้งหมด อย่างนาล่าที่ถักเปียสั้นแนบทั้งศีรษะ ก็มีวิกตั้ง 3 อันเอาไว้ผลัดเปลี่ยนใช้งานตลอดการทัวร์

“เรามีทีมที่ดีที่ทำให้ทุกสิ่งพร้อม พวกเขาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูแลทุกอย่าง เพราะเป็นการแสดงสด อะไรจะเกิดก็ได้ เราต้องพร้อมที่จะแก้ไข และพยายามรับมือปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น” 

โอมาร์ โรดริเกรซ (Omar Rodriguez) ผู้กำกับการแสดงคณะละครทัวร์ The Lion King Musical เล่าว่านักแสดงและทีมงานซักซ้อมกันราว 2 เดือนก่อนออกทัวร์ไปทั่วโลก โดยระหว่างการแสดงก็ซ้อมด้วย เพื่อให้การแสดงสดใหม่ คุณภาพดี เพื่อไม่ให้การเล่นเรื่องเดิมซ้ำๆ น่าเบื่อหน่าย เป็นหน้าที่ของเขาที่จะให้การบ้านท้าทายนักแสดง มีโจทย์ใหม่ๆ ให้คิดให้แสดง และฝึกฝนนักแสดงตัวสำรองให้พร้อมออกไปเล่นอยู่เสมอ

03

ของขวัญแห่งโลกละคร

นักแสดง The Lion King Musical ต่างเติบโตมากับการ์ตูนดิสนีย์รุ่นดั้งเดิม เหมือนเด็กยุคแปดศูนย์เก้าศูนย์ทั่วโลกที่หลงใหลเรื่องราวผจญภัยของสิงโตเจ้าป่า 

“ผมได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรกตอนประถมต้น เราถูกเรียกไปรวมตัวกันที่ห้องวิดิโอ ผมตื่นเต้นสุดๆ และร้องเพลงคลอไปตลอดจนครูต้องสั่งให้เงียบ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องเพราะเพลงแอฟริกันที่ผมเข้าใจ พอโตขึ้นมา พ่อผมซื้อซีดีละครเพลงไว้ในรถ ผมนั่งฟังเพลง The Lion King ในรถได้ทั้งวันจนรถแบตเตอรี่หมด” มีโทโคซีสิ เอ็มเคย์ คานยาล (Mthokozisi Emkay Khanyile) เล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะ ชายหนุ่มเสียงทุ้มต่ำรับบทมูฟาซา พ่อของซิมบ้า มา 5 ปีแล้ว 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมก็โตมากับวิดิโอ The Lion King เป็นหนังโปรดที่ผมท่องได้ทุกประโยค รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ยังดู จนอายุยี่สิบต้นๆ ผมไปดูละครเพลงเรื่องนี้ครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันต้องเหมือนในหนัง แต่พอละครเริ่มเล่นผมก็รู้ตัวว่าคิดผิดทั้งหมด มันไม่เหมือนเลย ผมทึ่งกับการเล่าเรื่องและการออกแบบของจูลี่ เทย์มอร์ มันเป็นเรื่องเดิม แต่มันก็ต่างออกไป สิ่งที่ดึงดูดผมก็ต่างออกไปจากตอนเด็กๆ อะไรที่เคยขำก็ไม่ขำแล้ว อะไรที่ไม่เข้าใจตอนเด็กก็เริ่มเข้าใจ”

“เหตุผลที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนทุกวัยชื่นชอบ คนที่เคยดูเรื่องนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ถ้ามาดูเรื่องนี้พรุ่งนี้ คุณจะได้เห็นการแสดงที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาของคุณทำให้ประสบการณ์การดูต่างออกไป บางการแสดง คุณอาจจะคิดว่าวันนี้จะออกไปเล่นให้เด็กๆ ดู แต่เรื่องนี้คนดูได้ทุกวัย และทุกคนจะได้สิ่งที่ต่างออกไปหลังละครจบ”

แอนโทนี่ ลอเรนซ์ (Antony Lawrence) เจ้าของบทสการ์ สิงโตตัวร้ายทรงเสน่ห์ผู้เป็นอาของซิมบ้าเอ่ยสมทบ 

“ผมเชื่อว่าThe Lion King เป็นของขวัญ อาชีพนักแสดงมีอายุการทำงานสั้นมาก เราได้ของขวัญเป็นการได้เล่น The Lion King ในช่วงสั้นๆ ของเรา เส้นทางการงานของเราเดินไปข้างหน้า วันหนึ่งก็จะหยุดชะงักและต้องจากไป เมื่อมีเด็กรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ช่วงเวลาเหล่านี้จึงมีค่ามาก เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เล่นเรื่องนี้ครับ”

04

นักแสดงจากทั่วโลก

กว่าจะมาเล่นเรื่องนี้ นักแสดง 52 ชีวิตจากหลายเชื้อชาติ ผ่านการออดิชันจากทั่วโลก บางคนมีพื้นฐานจากการเล่นเป็น Ensemble หมู่มวลตัวประกอบมาก่อน บางคนถนัดการเต้น กายกรรม การเชิดหุ่น การร้องเพลง หรือสารพัดความสามารถพิเศษต่างๆ อย่าง อองเดรย์ จิวสัน (André Jewson) ผู้เชิดหุ่นซาซู นกเงือกปากแดง มหาดเล็กคู่ใจมูฟาซา ที่ดูแลซิมบ้าตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรื่องนี้เขาทั้งร้องเพลง เชิดหุ่นนก และแสดงบทบาทตลกขบขันไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตัวละครที่เด็กๆ โปรดปรานเป็นพิเศษ

“ละครเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหลายสิ่งที่ผมชอบ การเชิดหุ่น การเล่าเรื่อง การร้องเพลง ผมพยายามเก็บลักษณะตัวละครในหนัง และพยายามข้ามมาตรฐานความคาดหวังคนดู แต่การพากย์เสียงกับการเล่นละครเพลงบนเวทีไม่เหมือนกันเลย” อองเดรย์อธิบาย

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการ์ตูน The Lion King นั้นคลาสสิกขึ้นหิ้งมากๆ การพยายามเลียนแบบเสียงนักพากย์เหล่านั้นไม่มีทางจะทำได้ดีกว่า พวกเขาหยิบยืมลักษณะตัวละครดั้งเดิม มาสร้างตัวละครในแบบของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนได้

อแมนด้า คูนีน (Amanda Kunene) นักแสดงสาวร่างเล็กที่รับบทนาล่า สิงโตคู่รักของซิมบ้าเล่าว่าตอนออดิชั่นละครเรื่องนี้ เธอหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน หายใจหายคอกินนอนเป็นนาล่า เพราะอยากรู้จักตัวละครนี้อย่างถ่องแท้

“ฉันประทับใจมากที่นักแสดงทุกคนที่เล่นเป็นนาล่ามาก่อนฉันไม่เหมือนกันเลย ทุกคนตีความต่างกันไป บางคนถนัดเรื่องการเคลื่อนไหว บางคนถนัดเรื่องเสียง พวกเธอเป็นแรงบันดาลใจให้นาล่าแบบของฉัน ฉันเรียนรู้จากคนที่ทำงานในวงการนี้มานาน ฉันค้นข้อมูลเยอะมาก เรียนรู้จากพวกเธอ และสุดท้ายก็ถอดนาล่าออก เป็นแค่อแมนด้า ตอนนั้นแหละที่เป็นช่วงเวลาที่ฉันกลัวที่สุด ตัวละครนี้แข็งแกร่งมากๆ ฉันโตมาในครอบครัวผู้หญิงแกร่ง เมื่อคิดถึงนาล่า ฉันจะคิดถึงสมาชิกครอบครัวที่กล้าหาญและแข็งแกร่งมากๆ ฉันได้ค้นพบและสร้างนาล่าที่สดใหม่ขึ้นมาในแบบของตัวเอง”

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“มี The Lion King หลากหลายเวอร์ชั่นเล่นตลอดเวลาทั่วโลก ราฟิกิทุกคนเล่นแบบที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ตอนเริ่มเล่นฉันก็ดูวิดิโอที่คนอื่นเล่น เพราะฉันไม่แน่ใจว่าราฟิกิเป็นยังไง ตอนแรกฉันเริ่มจากเล่นเป็นตัวประกอบ ไม่รู้ว่าแม่หมอนี้เป็นยังไงกันแน่ เลยดูวิดิโอซ้ำๆ จนมีผู้กำกับคนนึงบอกว่าฉันพูดและเคลื่อนไหวเหมือนคนนั้นคนนี้ ฉันเลยต้องเลิกดู และพยายามหาว่าราฟิกิเป็นใครกันแน่ ในแบบของตัวเอง”

“คนแอฟริกาใต้หลายต่อหลายคนเดินทางไป Zangoma (หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเวทมนต์) เพื่อรับสมุนไพรรักษา หรือทำนายอนาคต ฉันไม่ได้โตมาแบบนั้น เลยต้องพยายามขุดหารากการเป็นชาวแอฟริกันและวิธีการเป็นราฟิกิ จะลงไปคลานสี่เท้าเป็นลิงก็ได้ แต่ฉันพยายามทำให้เธอเป็นมนุษย์มากขึ้น จริงมากขึ้น แม้ไม่พูดอะไรเลย แต่คุณรู้สึกได้ว่าเธอเปี่ยมไปด้วยความรักความเอาใส่ใจ เธอคือผู้เยียวยา”

เเซปา พิทเจง (Ntsepa Pitjeng) ผู้รับบทลิงปุโรหิตย้อนความหลังให้ฟัง ราฟิกิเวอร์ชั่นละครเพลงเป็นตัวละครที่เพศต่างจากในการ์ตูน เพราะผู้กำกับจูลี่ เทย์มอร์เห็นว่าไม่มีตัวละครหญิงที่รับบทบาทสำคัญในเรื่องนี้เพียงพอ เลยปรับบทลิงแมนดริลจากเพศชายเป็นเพศหญิง 

แซปาเล่นเป็นราฟิกิมา 8 ปีแล้ว เธอสวมบทบาทเป็นผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณของลูกสิงโตเจ้าป่าสัปดาห์ละ 8 รอบ ความท้าทายของการรับบทเดิมซ้ำๆ คือการเอาชนะตัวเองอยู่เสมอ หาความสดใหม่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมเวที โดยไม่เชื่อว่าตัวเอง ‘เอาอยู่’ หากไม่พยายาม

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมเพิ่งมาร่วมงานกับนักแสดงทีมนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ไม่เคยเล่นเป็นซิมบ้ามาก่อน แต่พอเล่นเรื่องเดียวแปดรอบต่อสัปดาห์ ครอบครัวผมถามซ้ำๆ ว่าไม่เบื่อเลยเหรอ ทำได้ไง ผมโชคดีที่ผมหลงใหลสิ่งที่ผมทำ และพยายามทำเต็มที่ทุกวัน พยายามซึมซับเรื่องราว การเคลื่อนไหว แสงไฟ และทุกสิ่งบนเวที บางครั้งผมร้องไห้ระหว่างช่วงพักการแสดง มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตทั้งบนเวทีและหลังฉาก กำลังพยายามทำให้สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกิดขึ้น”

“บางคนอาจจะเคยดู The Lion King Musical มาแล้ว แต่ผมพยายามคิดว่าทุกคนมาดูเรื่องนี้ครั้งแรก และนี่อาจเป็นประสบการณ์แรกในโรงละครของพวกเขา หน้าที่ของผมคือช่วยให้พวกเขาอยากมาดูละครเวทีอีก หรืออยากดูเรื่องนี้อีก หรืออยากฟังเพลงอีก” 

จอร์แดน ชอว์ (Jordan Shaw) ซิมบ้าหนุ่มไฟแรงจากลอนดอนกล่าวปิดท้าย จากเด็กชายที่ไปโรงละครทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เติบโตมากับการยืนจ้องโปสเตอร์ The Lion King Musical หน้าโรงละคร สิงโตเจ้าป่ามีความหมายสำหรับเขามาก และเขาเชื่อว่าละครเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมาย

“พอได้เล่นก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องนี้ลึกซึ้งขนาดไหน มีคนดูที่ร้องไห้และบอกผมว่าเขาดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงตัวเองตอนที่เสียพ่อไป หรือการดูเรื่องนี้ช่วยให้เขาอยากกลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีต ทุกคืนที่เล่นผมไม่มีทางลืมเรื่องเหล่านี้ เลยพยายามทำงานหนักและพัฒนาตัวเองต่อไปครับ”

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

13 มิถุนายน 2561
1 K

นำแสดงโดย

ปู่-บุญศรี สิทธิวงค์

ย่า-คำเอ้ย สิทธิวงค์

หลังมิวสิกวิดีโอเพลง พจนานุกรม ถึงฉากจบ เครดิตขึ้นรายชื่อนักแสดงนำ ผมเองในฐานะผู้ชมก็รู้ทันทีว่าตัวละครที่เป็นคู่พระนางคือปู่และย่าในชีวิตจริงของ เอ็ม-ยศวัศ สิทธิวงค์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ M Yoss

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

หากลองไล่เรียงรายชื่อศิลปินนักร้องหน้าใหม่ในวงการเพลงไทยที่น่าสนใจตอนนี้ ผมคิดว่าย่อมต้องมีชื่อของนักร้องหนุ่มผู้นี้เป็นหนึ่งในนั้น

ใครที่เคยติดตามเพลงของเขามาบ้างย่อมคิดคล้ายๆ กันว่า ภายใต้ดนตรีและเมโลดี้ฟังเพลิน มุมมองในการเขียนเพลงของเขามีความน่าสนใจไม่น้อย ไล่ตั้งแต่ซิงเกิลแรกอย่าง เสาอากาศ มาจนถึงซิงเกิลล่าสุดที่ชื่อ พจนานุกรม

โดยอาชีพ นอกจากเป็นนักร้องนักดนตรี เป็นศิลปินเบอร์แรกของค่ายเพลง 123records เอ็มยังเป็นคนทำวิดีโอมือดีคนหนึ่ง เขาทำมิวสิกวิดีโอให้ศิลปินมาแล้วหลายชิ้นทั้งของโฟร์ มด, Scrubb และ แสตมป์ อภิวัชร์ ผู้เป็นเจ้าของค่ายที่เขาสังกัด

เมื่อพบว่าผู้ถ่ายทำ กำกับ ตัดต่อ มิวสิกวิดีโอเพลง พจนานุกรม คือเอ็ม ผมจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกใดๆ กับมิวสิกวิดีโอตัวนี้ ตรงกันข้าม สีหน้าแววตาของคู่ชีวิตวัยชราที่ผ่านตายังตรึงใจแม้นาทีสุดท้ายของเพลงจบลง นั่นเป็นเหตุผลที่เรานัดพบเอ็มเพื่อให้เขาช่วยย้อนเล่าเบื้องหลังเพลงเพลงนี้และการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอให้ฟัง

แต่ใครจะคิดว่าถ้าจะคุยถึงเบื้องหลังเพลง พจนานุกรม ต้องย้อนไปไกลเป็นสิบปี

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

1.

“หลังจากที่เราชอบแต่ยังไม่ถึงขนาดรัก ความรู้สึกระหว่างนี้คือคำอะไร”

ในห้องเรียนวิชาการเขียนภาษาไทย อาจารย์เปิดรูปรูปหนึ่งเพื่อเป็นโจทย์ให้นักศึกษาในห้องเขียนพรรณนาโวหาร

รูปรูปนั้นเป็นรูปหญิงชรา 2 คน

หลังจากได้โจทย์นักศึกษาแต่ละคนก็ก้มหน้าก้มตาเขียนงานส่งอาจารย์ แล้ววันรุ่งขึ้น นายยศวัศ สิทธิวงค์ ก็ถูกเรียกไปหน้าห้อง

“แล้วอาจารย์ก็บอกเพื่อนๆ ว่านี่เป็นตัวอย่างที่ผิดนะ” เอ็มย้อนเล่าเหตุการณ์สำคัญในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยเสียงหัวเราะ “วันนั้นหลังจากเลิกเรียนแล้วอาจารย์ก็บอกว่า ‘งานชิ้นนี้มันไม่ดีตรงที่เธอใช้คำไม่เป็น เธอใช้คำน้อย เธอเป็นคนที่มีคำในหัวน้อย’ ซึ่งผมรู้สึกว่าตรงดี แล้วอาจารย์ก็บอกว่าเธอต้องไปอ่านพจนานุกรมเยอะๆ ไปอ่านหนังสือ ไปดูคำเยอะๆ”

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

ไปอ่านพจนานุกรมเยอะๆ–ประโยคนี้คือประโยคสำคัญอันทำให้คล้อยหลัง 10 ปีเกิดเป็นเพลงเพลงหนึ่ง

“ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนเป็นปมในใจว่า เราอยากทำเพลงหรือทำงานศิลปะอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับพจนานุกรม

“แล้วผมก็แอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน มันเลยเป็นคอนเซปต์ไอเดียช่วงนั้นว่าความรู้สึกกับคนคนหนึ่งหลังจากที่เราชอบแต่ยังไม่ถึงขนาดรัก ความรู้สึกระหว่างนี้คือคำอะไร เราเปิดพจนานุกรมมันก็ไม่มี ว้าวุ่นเหรอ สับสนเหรอ หรืออยู่ดีๆ เราก็รู้สึกกลัว รู้สึกระแวง มีคำอะไรที่ใช้อธิบายได้ เราอยากหาคำคำนี้คำเดียวมีมั้ย ซึ่งมันไม่มี ก็เลยรู้สึกอยากแต่งเพลงเกี่ยวกับสิ่งนี้”

คล้อยหลังราว 10 ปี เมื่อได้แรงยุจาก แสตมป์ อภิวัชร์ ผู้เป็นเจ้าของค่ายที่เขาสังกัด เอ็มจึงเริ่มลงมือเขียนเพลงที่ติดค้างอยู่ในใจมานาน

เขาตั้งชื่อเพลงเพลงนี้ว่า พจนานุกรม

“ผมเดาว่าถ้าเขียนตอนนั้นผมจะเขียนไม่เสร็จ เพราะผมกังวลอยู่ ผมยังไม่มีสติ ตอนนี้เราผ่านมา 10 ปี เราได้มองในมุมที่มันกว้างขึ้น เราได้เห็นตัวเองตอนนั้นว่าเราเคลื่อนไหวยังไง เราคิดอะไรกับมันยังไง ด้วยอายุผม 18 -19 คุ้มคลั่งมากเลยอะตอนเป็นเด็ก แต่ตอนนี้อายุ 28 – 29 มันผ่านมาเป็นสิบปี เราเลยมองอีกแบบหนึ่ง”

ไม่แน่ใจว่าถ้าอาจารย์ที่บอกให้ชายหนุ่มไปอ่านพจนานุกรมในวันวาน ได้อ่านเนื้อเพลงที่เขาเขียนขึ้นในวันนี้ จะนั่งยิ้มเหมือนกันกับใครหลายคนบ้างไหม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

2.

“ผมรู้สึกว่ายิ่งเราใช้เวลาคบกันมานานมากเท่าไหร่วันแรกยิ่งสำคัญมาก”

อย่างที่ว่าไป หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดเพลง พจนานุกรม คือภาพหญิงชรา 2 คนที่อาจารย์เปิดในห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ในวันที่คิดอยากทำมิวสิกวิดีโอ เขาจึงอย่างเล่าเรื่องราวของคู่รักที่ผ่านกาลเวลามายาวนาน

“ผมรู้สึกว่ายิ่งเราใช้เวลาคบกันมานานมากเท่าไหร่วันแรกยิ่งสำคัญมาก วันแรกที่เราแอบชอบคนคนหนึ่งก่อนที่จะมารักกัน ผมเลยรู้สึกอยากเล่าเรื่องคนที่อายุมากๆ แล้วให้เขาได้กลับไปเริ่มวันแรก”

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

แต่ในตอนนั้นคู่รักที่อายุมากๆ ที่เขาว่ายังไม่ใช่ปู่ย่าอย่างที่เราเห็น

“ผมอยากทำมิวสิกวิดีโอนี้ เรามีกล้องอยู่ เราอยากทำเอง เลยเปิดปฏิทินในมือถือขึ้นมาดู ซึ่งเรามีวันว่างแค่วันสองวันเท่านั้น ก็เลยโทรหาโมเดลลิ่งว่าค่าตัวนักแสดงเท่าไหร่ เขาก็บอกราคามาว่านักแสดงคนชราราคาเท่านี้ ซึ่งมันแพง (หัวเราะ) ในหัวคือแบบอยากเริ่มด้วยตัวเองเลย ยังไม่ได้ปรึกษาพี่แสตมป์

“คืนนั้นก็นอนมองมือถือแล้วคิดว่ามีเวลา 2 วัน จะเอายังไงดี จะทำได้มั้ย แล้วผมชอบผู้กำกับคนหนึ่งชื่อ Sean Baker เขากำกับเรื่อง Florida Project และก็เรื่อง Tangerine ตอนนั้นผมไล่ดูคลิปในยูทูบแล้วมีคลิปสัมภาษณ์คลิปหนึ่ง พิธีกรถามว่า ‘มีคำแนะนำอะไรมั้ยให้กับนักทำหนังรุ่นใหม่’ แล้วเขาก็บอกว่า ‘อย่ารอ อย่ารอที่จะทำอะไรก็ตาม’ แล้วเขาก็บอกว่าอย่างเรื่อง Tangerine เขาใช้ไอโฟนถ่ายทั้งเรื่องจนได้รางวัลที่เทศกาลภาพยนตร์ Sun Dance (หัวเราะ)

“โอเค อย่ารอเหรอ เฮ้ย ผมมีเวลา 2 วันเหรอ ทำได้ คนแก่ 2 คนเหรอ โอเค ผมโทรหาพ่อ แล้วบอกพ่อว่าบอกปู่กับย่าหน่อยว่าผมจะกลับไปถ่ายปู่กับย่าที่บ้าน”

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

3.

เวลามันเร็วเหมือนกันนะ แต่สิ่งที่ช่วยหยุดมันได้คือภาพถ่ายนี่แหละ

บนเครื่องบินกรุงเทพฯ-เชียงราย

ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั่งสงบเสงี่ยม บ้างงีบหลับ รอปลายทางมาถึง ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการวาดบางสิ่งบางอย่างลงบนไอแพดของเขา

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“ระหว่างที่นั่งเครื่องบินก็เขียนสตอรี่บอร์ดไป เขียนลงในไอแพด วาดเป็นช่องเลย เช้าปู่เดินลงบันไดมา ไปวัด ไปไหว้พระ แล้วเจอย่า ก็วาดเหมือนที่เห็นในมิวสิกวิดีโอเลย พอเรามีสตอรี่บอร์ด แล้วก็ต้องแตกมันออกมาเป็นรายละเอียดอีกที เพราะเรามีเวลาทำงานเพียงแค่ 1 วัน คือวันรุ่งขึ้นหลังจากถึงเชียงราย  พอพระอาทิตย์ตกดินเราก็ต้องบินกลับกรุงเทพฯ แล้ว

“เราก็เลยเขียนอีกหน้าหนึ่งว่า 7 โมงเช้าถึง 10 โมง ถ่ายที่ไหน บูรณาการสมองตัวเองเลยว่า ถ้าเราจะทำให้ภาพในหัวหรือภาพในจินตนาการให้มันเป็นจริงต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ต้องทำอะไร ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง พวกพร็อพต่างๆ อย่างพจนานุกรมซื้อหรือยังคุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“ซึ่งพอไปถึงบ้าน ผมก็ถามพ่อว่า ‘พ่อ ที่โรงเรียนมีห้องสมุดใช่มั้ย ขอยืมพจนานุกรมหน่อยสิ’” คือพ่อผมเขาเป็นครู พ่อก็บอกว่าเอาอย่างนี้เลยหรอ โอเค เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อขับรถไปเอาให้ ซึ่งพ่อเอามาให้ผมเลือก 2 เล่ม ผมก็เลือกเล่มใหญ่สุดเลย”

ความโชคดีอย่างหนึ่งของการถ่ายทำครั้งนี้คือปู่กับย่าของเอ็มคุ้นเคยกับกล้องดีอยู่แล้ว

“ปกติเขาจะรู้ว่าเวลาไอ้หลานคนนี้กลับบ้านจะมีกล้องเล็กๆ ตัวหนึ่งแล้วก็เอามาถ่ายรูป ซึ่งผมตั้งเป้าไว้ว่าทุกครั้งที่ผมกลับบ้านจะถ่ายภาพท่านเก็บไว้”

ว่าถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปปู่ย่าที่เขาถ่ายเก็บไว้ให้ดู

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรมคุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรมคุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“กลายเป็นว่าโตขึ้นผมอยากเข้าหาเขามากขึ้นนะ” เอ็มเล่าด้วยรอยยิ้มแบบที่คุ้นเคย “ตอนเด็กๆ เราก็เล่นตามป่าตามคลองทั่วไป เราไม่ได้สนใจเขา แต่พอช่วงเวลาที่เราโตขึ้น เราแก่ขึ้น เราเจออะไรมาเยอะขึ้น เวลาเรากลับบ้าน เราหันกลับมามองคนข้างหลังที่บ้าน แล้วเราเห็นหน้าพ่อย่น หน้าปู่ย่าเริ่มแก่ลง ผมก็รู้สึกว่าเวลามันเร็วเหมือนกันนะ แต่สิ่งที่ช่วยหยุดมันได้คือภาพถ่ายนี่แหละ เราเป็นตากล้อง เราอยากถ่ายรูป เราอยากเก็บช่วงเวลาของเขาในแต่ละปีไว้ มันก็เลยเกิดเป็นเหมือนโปรเจกต์ส่วนตัวที่ถ่ายเก็บไว้ ถ่ายเสร็จแล้วก็จะแต่งรูปในคอมพิวเตอร์แล้วไปร้านอัดรูปหน้าปากซอย ให้เขาอัดแล้วก็ใส่กรอบให้ปู่กับย่า”

“แล้วก่อนจะเริ่มถ่าย บอกปู่กับย่าว่าอะไร” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“ก็บอกว่าครั้งที่แล้วตอนที่ผมทำวิดีโอ ‘ปิ๊กบ้าน’ ผมเคยให้ปู่ฟังเพลง เสาอากาศ ใช่มั้ย แต่ครั้งนี้เอ็มทำเพลงใหม่แล้วนะ เป็นเพลงช้า เพลงรัก เอ็มอยากถ่ายปู่กับย่าจีบกันใหม่ เหมือนสมัยหนุ่มสาวเลย เขาก็บอกว่า เหรอ ต้องทำไงบ้าง บอกสิ

“เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นยังไง แต่เขาคงคิดว่าเหมือนกับการถ่ายรูป”

4.

มองหน้ากันมาตลอดชีวิตแล้ว วันนี้มองไม่ได้หรอ

ข้อมูลหนึ่งที่เรารู้แล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจคือ วัดที่ใช้เป็นฉากในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้คือวัดที่ปู่กับย่าพบกันครั้งแรก

“ปู่กับย่าเจอกันที่วัดแถวบ้าน ซึ่งเราก็ไม่ได้ถามรายละเอียดชัดเจน รู้แค่ว่าสองคนนี้ไปเจอกันวันเฉลิมฉลองศาลาการเปรียญที่วัดแห่งนี้ ฉะนั้น ฉากแรกๆ ก็อยากให้มาเจอกันในวัดนี้แหละ ให้เขารื้อฟื้นหน่อย”

ระหว่างเรื่องเล่าไม่ใช่แค่เขาที่ยิ้ม เราก็ยิ้มด้วย

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“แล้วในชีวิตจริงเขาชอบทำบุญ เป็นเรื่องปกติของคนภาคเหนือที่ตอนเช้าจะไปทำบุญกัน เราก็เลยเซ็ตฉากให้เขาไปทำบุญแล้วเจอกัน แต่แค่มองหน้ากันเฉยๆ นะ เพราะว่าประเพณีของคนโบราณเขาจะถือ แตะเนื้อต้องตัวกันไม่ได้เลย ได้แค่มองกัน การจะพูดจะบอกอะไรกันมันเลยเป็นสิ่งที่ยากมาก

“ฉากที่ใช้ในมิวสิกวิดีโอก็เป็นทางเดินแถวหน้าวัด ส่วนบ้านที่นั่งเขียนจดหมายก็เป็นบ้านของปู่จริงๆ เป็นบ้านที่ผมโตมาตั้งแต่เด็ก มุมการถ่าย ทางแสง เรารู้หมดเลย เพราะว่ามันเป็นบ้านเรา เราเลยไม่กังวลมาก ช่วงที่เรานั่งเครื่องบินมาก็นั่งคิดแล้วว่าตรงไหนดี ตรงไหนสวย

“แล้วมันจะมีฉากที่เขาไปที่ทุ่งนา ซึ่งความจริงจะให้ไปบอกรักกันที่อื่นก็ได้ แต่ว่าผมรู้สึกภูมิใจที่จะให้เขาบอกรักกันที่นั่น เพราะว่าเขาสองคนเป็นชาวนา เราเห็นเขามาตั้งแต่เด็กแล้วรู้สึกว่าเราอยากให้เขาอยู่ตรงนั้น จักรยานที่เห็นก็เป็นจักรยานของเขาที่ใช้ปั่นสมัยก่อนจริงๆ”

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

ฟังเขาเล่าทุกอย่างดูราบรื่นดี คล้ายไร้อุปสรรคใดๆ หากแต่ความยากที่ใครๆ ก็น่าจะเดาออกคือการกำกับคนสูงอายุ 2 คนที่ต่างไม่เคยมีประสบการณ์ทางการแสดง

แม้จะอยู่กันมาเกินครึ่งชีวิต สบตากันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อต้องมาถ่ายทำ ทั้งสองกลับไปไม่เป็น ไม่กล้าจ้องหน้า มองตา

“เขาเขิน” เอ็มบอกปัญหาเล็กๆ ที่พบเจอ “มองหน้ากันมาตลอดชีวิตแล้ว วันนี้มองไม่ได้เหรอ ไหนมองหูดูซิ ไหนมองแก้มซิ เราพยายามบอกแต่ก็ไม่ได้สักที สุดท้ายเราก็ถ่ายไป ขอแค่ไม่กี่เสี้ยววินาทีที่เขาเผลอมองก็พอ แล้วเราก็เอาตรงนั้นมาใช้

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“ข้อดีอย่างหนึ่งของการถ่ายมิวสิกวิดีโอคือ มันไม่เอาเสียงตอนที่เรากำกับ เราก็เลยใช้วิธีที่หลอกล่อในเชิงกายภาพ เช่น จะให้เขาทำท่าคิด เราจะไม่บอกว่าให้ปู่คิดถึงวันเก่าๆ เพราะมันจะซึมซับยาก แต่เราจะบอกตรงๆ เลยว่าปู่เขียนจดหมาย ปู่เห็นเสาต้นนั้นมั้ย เขียนก่อนแล้วมองเสานะ หรือตอนเขียนเราอยากให้เหมือนปู่กำลังกังวล คิดไม่ออก เราก็จะบอกว่าปู่ลองเอามือลูบๆ หน้านะ แล้วผมก็ค่อยๆ ดันกล้องเข้าไป เหมือนเขาคิดอยู่จริงๆ”

และฉากที่นักร้องหนุ่มกังวลที่สุด หาใช่ฉากพิสดารใดๆ หากแต่เป็นฉากที่ปู่ต้องยิ้ม

ใช่-แค่ยิ้ม

“คือปู่ผมเป็นคนขี้อาย เป็นเสือยิ้มยาก ถ้าดูในรูปเขาจะไม่ค่อยยิ้มเลย เขาจะทำหน้าเครียดอย่างเดียวเลย ซึ่งในสตอรี่บอร์ดจะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมเขียนตอนสุดท้ายให้เขายิ้ม ผมกังวลอันนี้ที่สุดแล้วว่าเขาจะทำได้หรือเปล่า

“แล้วตอนสุดท้ายมันก็จะมีจังหวะที่เขาแบบยิ้ม แค่นั้นเลย เขาทำได้แค่นั้น”

ว่าถึงตรงนี้ ผมก็อยากกลับไปเปิดมิวสิกวิดีโอดูอีกครั้ง เพื่อดูรอยยิ้มนั้นของปู่

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

5.

“หลังจากนี้เราอยากทำงานอื่นๆ ให้มันเป็นแบบนี้”

แล้วภาพในหัวที่ว่าจะถ่ายทุกอย่างให้เสร็จภายในวันเดียวก็เป็นความจริง

 “ฟุตเทจไม่เยอะนะ” เอ็มตอบเมื่อผมถามถึงจำนวนเวลานาทีที่บันทึกไว้ “วันนั้นผมถ่ายน้อยเทค เพราะว่าเราไม่อยากให้เขาเหนื่อย มากที่สุดคือ 4 เทค เพราะว่าตอนทำงานโฆษณาผมเองเคยทำงานกับคนแก่ เขาเหนื่อยนะ มันต้องใช้สมาธิเยอะ ใจเขาเต็มร้อยก็จริง แต่ว่าร่างกายเขาจะไม่เหมือนวัยรุ่นอย่างเรา การทำงานกับคนแก่เราต้องเคารพเขาด้วย

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราถ่ายมาตั้งแต่เช้า จนถึงทุ่งนาตอนเย็น พอมาร้อยในหัวเรา เรารู้สึกว่ามันโอเคแล้ว ฉากในวัดปู่ก็เล่นดี ดูแววตาแกแล้วผมยังสงสัยว่าทำได้ยังไง ดูแล้วมันเชื่อแล้ว ซึ่งผมไม่ได้ถามปู่หรอกว่าตอนนั้นรู้สึกอะไร แต่เราถ่ายเรารู้สึกแล้ว”

“ปู่กับย่าได้ดูมิวสิกวิดีโอที่เสร็จสมบูรณ์หรือยัง” ผมถาม

“ผมยังไม่ได้กลับไปเปิด เพราะว่าตั้งแต่วันที่ถ่ายยังไม่ได้กลับบ้านเลย แต่มีลูกพี่ลูกน้องที่บ้านเขาจะมีคอมพิวเตอร์จอใหญ่ๆ วันนั้นหลังจากปล่อยมิวสิกวิดีโอ เขาก็เรียกปู่กับย่ามาดู แล้วก็มีหลาน 3 – 4 คน มีลุงป้า น้า อา มาดู แล้วก็มาเล่าให้ผมฟังว่าปู่กับย่าเขาเขิน

“ย่าบอกว่า ‘ปู่ ทำไมหน้าเหี่ยว’ เพราะฉากที่ต้องคิดหน้าจะย่น แล้วย่าก็ถามว่าฉากเขียนจดหมาย ทำไมปู่ต้องเคี้ยวหมูทอดด้วย มันไม่น่ารัก ตอนนี้ย่าติด 2 จุด คือเรื่องหน้าเหี่ยวกับกินหมูทอด” เล่าถึงตรงนี้เขาก็หัวเราะสดชื่น

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“นอกนั้นส่วนใหญ่ทุกคนชอบ แล้วมันกลายเป็นว่าตอนนี้ญาติๆ ทุกคนเข้าหาปู่กับย่ามากขึ้น คือหลังจากที่ทุกคนเริ่มเติบโต ครอบครัวต่างจังหวัดจะเริ่มห่างจากครอบครัว แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ครอบครัวผมเข้ามาเล่น เข้ามาแซว เข้ามาคุย กับปู่ย่า ซึ่งมันดีมากเลย

“การทำมิวสิกวิดีโอนี้ทำให้เรารู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้วนะ การทำงานสักอย่างหนึ่ง มันต้องมีงานที่ทำให้เราได้เล่นอะไรแบบ คือมันจะมีงานส่วนใหญ่ที่เราทำแล้วรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเสร็จสักที แต่มันก็จะมีงานแบบนี้ที่เราพร้อมจะทุ่ม พร้อมจะพลีชีพให้มันได้ และ หลังจากนี้เราอยากทำงานอื่นๆ ให้มันเป็นแบบนี้”

ซึ่งคำว่า ‘เป็นแบบนี้’ ที่เขาว่า ก็ยากที่จะหาคำใดใดในพจนานุกรมมาอธิบายอีกนั่นแหละ

ภาพ : ยศวัศ สิทธิวงค์

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load