01

ตำนานละครเพลง

แค่เสียงโน้ตเพลง Circle of Life ดังขึ้น ฉันก็กลับไปเป็นเด็ก 7 ขวบอีกครั้ง เด็กที่นั่งดูวิดิโอ The Lion King ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าจอทีวี และเฝ้ามองการผจญภัยของซิมบ้าอย่างไม่รู้เบื่อ

หลังจากการ์ตูนเรื่องสิงโตเจ้าป่าออกฉายในปี 1994 และประสบความสำเร็จมหาศาล จึงเกิดละครเพลง The Lion King Musical ตามมาในปี 1997 ที่อเมริกา ซึ่งโด่งดังมากจนออกทัวร์ไปแสดงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 22 ปีแล้ว นับเป็นมิวสิคัลเบอร์ต้นของโลกที่มีผู้ชมละครเพลงเรื่องนี้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นละครเพลงที่เล่นต่อเนื่องมายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจาก The Phantom of the Opera และ Chicago)

ข่าวดีมากของเมืองไทยตอนนี้ คือ The Lion King Musical ฉบับ International Tour กำลังมาเล่นที่เมืองไทย ตั้งแต่เดือนกันยายน – 10 พฤศจิกายน หลังจากเดินทางไปเล่นทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน โดยนักแสดง 52 คน คนทำงานเบื้องหลัง 80 คน และทีมงานท้องถิ่น ทุ่มเทสร้างโลกสิงโตเจ้าป่าอันน่าทึ่งในโรงละครทุกค่ำคืน

นอกจากนั่งดูละครเพลงที่ใฝ่ฝันอยากดูมาตลอด ฉันได้โอกาสเข้าหลังเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ ไปสำรวจการทำงานของทีมสร้างสรรค์ และนั่งสัมภาษณ์นักแสดงหลักอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่งฟังเรื่องราวของละครเวทีในตำนานเรื่องนี้ บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนดิสนีย์ หรือติดตามมิวสิคัลมาก่อนหรือไม่ นี่คือผลงานสร้างสรรค์ระดับโลกที่ไม่ควรพลาด

02

ดีไซน์เจ้าป่า

The Lion King Musical กวาดรางวัล Tony Awards 6 รางวัลในปี 1998 ทั้งละครเพลงยอดเยี่ยม ฉากยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม แสงยอดเยี่ยม การออกแบบท่าทางยอดเยี่ยม และการกำกับยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเหมาหมด แถมยังได้รางวัลละครเพลงอีกกว่า 70 รางวัลจากทั่วโลก 

บุคคลสำคัญที่ออกแบบผลงานชิ้นโบว์แดงนี้คือหญิงมหัศจรรย์ จูลี่ เทย์มอร์ (Julie Taymor) ผู้กำกับคนแรกของ The Lion King Musical ที่ทั้งออกแบบเครื่องแต่งกาย และร่วมออกแบบหน้ากาก หุ่น และแต่งเนื้อเพลง เธอสร้างสรรค์ระบบที่เปลี่ยนแปลงวงการละครเพลงไปโดยสิ้นเชิง คือสร้าง Double Event ผสมผสานหุ่นเชิดเข้าไปในละคร ให้ผู้ชมได้เห็นนักแสดงและหุ่นเชิดไปพร้อมกัน ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความเป็นคนและสัตว์ของแต่ละตัวละคร จากแต่เดิมที่นักเชิดหุ่นต้องสวมชุดดำ ซ่อนลำตัวและใบหน้าให้คนเห็นแต่หุ่นเท่านั้น แต่การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม หุ่น และหน้ากากของเธอ กลับเปิดเผยตัวคนและกลไกอย่างชาญฉลาด ทำให้ตัวละครและเรื่องราวมีชีวิต มีจิตวิญญาณขึ้นมา เช่น หน้ากากสิงโตที่อยู่เหนือศีรษะนักแสดง เผยให้เห็นใบหน้ามนุษย์ของมูฟาซา สการ์ ซิมบ้า และนาล่า ที่เผชิญความสุขและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไปตลอดเรื่อง 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

เมื่อเข้าไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของฝ่ายหน้ากากและหุ่น ได้เจอ ทิม ลูคัส (Tim Lucas) หัวหน้าฝ่ายหน้ากากและหุ่นของคณะละครชุดปัจจุบันนี้เคยทำงานที่ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้มาก่อน เขาเล่าว่าทีมงานดูแลหน้ากากและหุ่นมีแค่ 3 คนเท่านั้น มีหน้าที่รับผิดชอบหุ่น 235 ตัวให้สวยงาม อยู่ในสภาพดี โดยซ่อมแซมและทำความสะอาดให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการแสดง ซ้ำยังสแตนด์บายอยู่หลังฉากตลอดเรื่อง หากหุ่นหรือหน้ากากแตกหักเสียหายระหว่างการแสดงก็จะรีบเข้าไปดูแลทันที

ปัจจุบันดีไซน์ที่เห็นในเรื่องยังเป็นของดั้งเดิม แต่เติมการพัฒนาและเทคโนโลยีตามเวลาที่ผ่านไป เช่นใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ทำโครงหน้ากากให้แข็งแรงขึ้นแต่เบาหวิว ส่วนหน้ากากมูฟาซาและสการ์ ประดับตกแต่งด้วยขนม้าบ้าง หางนกยูงบ้าง ให้ดูสวยงามและได้กลิ่นอายของสัตว์ป่า หน้ากากของตัวละครหลักมีแค่อย่างละอันเท่านั้น แต่ของตัวประกอบจะมีสำรองเผื่อไว้

หุ่นแต่ละตัวมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป โดยเฉพาะหุ่นนกซาซูที่มีกลไกละเอียดอ่อน นักแสดงต้องใช้มือหนึ่งคุมลำตัวกับปีก อีกมือคุมหน้า ดวงตา จงอยปาก และลำคอที่ยืดหดได้ 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

ส่วนที่มุมแต่งหน้าทำผม เฮทเธอร์ – เจ รอส (Heather – Jay Ross) หัวหน้าฝ่ายช่างทำผมและแต่งหน้า เล่าว่าทีมแต่งหน้า 4 คนมีตู้แต่งหน้าของตัวเอง ก่อนเริ่มการแสดงในแต่ละประเทศ ทีมงานต้องมาถึงก่อนนักแสดง 3 วันเพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของ ตั้งสถานีแต่งหน้า ซักวิกผม และสอนช่างแต่งหน้าท้องถิ่น 2 คนให้ช่วยแต่งหน้าเป็น เธอเล่าว่าเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งหน้าแต่งวิก 1 ชั่วโมงก่อนการแสดงเริ่ม หลังจบองค์หนึ่งก็แต่งต่อ 20 นาที จึงต้องทำงานรวดเร็วมาก

เทคนิคการแต่งหน้าก็คล้ายๆ หุ่นและหน้ากาก คือใส่ความเป็นสัตว์บางส่วนบนหน้ามนุษย์ แต่ไม่ได้ซ่อนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนเป็นสัตว์จริงๆ การแต่งหน้าทุกแบบมีคู่มือตัวอย่าง และเฉดสีที่สั่งทำเฉพาะ ซึ่งต้องพยายามทำให้เหมือนเดิมทุกครั้ง เครื่องสำอางเหล่านี้แต่งง่ายและลบได้ง่าย เพราะนักแสดงส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนบทบาทบ่อยๆ และแต่งหน้าซ้ำๆ ทุกคืน

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงแต่งหน้าเองบางส่วน เช่น ลงรองพื้น ลงสโมกกี้อาย หรือเหล่าไฮยีน่าที่แต่งหน้าแบบกราฟิกเอง แต่ทีมงานจะแต่งหน้าให้ตัวละครหลักๆ เช่น ซาซู สการ์ ราฟิกิ พุมบ้า ทีโมน ซิมบ้า นาล่า มูฟาซา และสิงโตเด็กทั้งคู่ โดยตัวละครที่แต่งหน้ายากที่สุดคือซาซู เพราะต้องค่อยๆ แต่งหน้าเป็นสีน้ำเงินและเกลี่ยสีขาวรอบดวงตา ส่วนวิกที่อลังการที่สุดคือวิกของเจ้าหมูป่าพุมบ้าที่ใหญ่โตอลังการ เฮทเธอร์แอบบอกว่าที่เห็นตัวละครแต่ละตัวผมสวยฟูฟ่อง หรือถักเปียสารพัดแบบแอฟริกัน แทบทั้งหมดนั้นคือวิกทั้งหมด อย่างนาล่าที่ถักเปียสั้นแนบทั้งศีรษะ ก็มีวิกตั้ง 3 อันเอาไว้ผลัดเปลี่ยนใช้งานตลอดการทัวร์

“เรามีทีมที่ดีที่ทำให้ทุกสิ่งพร้อม พวกเขาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูแลทุกอย่าง เพราะเป็นการแสดงสด อะไรจะเกิดก็ได้ เราต้องพร้อมที่จะแก้ไข และพยายามรับมือปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น” 

โอมาร์ โรดริเกรซ (Omar Rodriguez) ผู้กำกับการแสดงคณะละครทัวร์ The Lion King Musical เล่าว่านักแสดงและทีมงานซักซ้อมกันราว 2 เดือนก่อนออกทัวร์ไปทั่วโลก โดยระหว่างการแสดงก็ซ้อมด้วย เพื่อให้การแสดงสดใหม่ คุณภาพดี เพื่อไม่ให้การเล่นเรื่องเดิมซ้ำๆ น่าเบื่อหน่าย เป็นหน้าที่ของเขาที่จะให้การบ้านท้าทายนักแสดง มีโจทย์ใหม่ๆ ให้คิดให้แสดง และฝึกฝนนักแสดงตัวสำรองให้พร้อมออกไปเล่นอยู่เสมอ

03

ของขวัญแห่งโลกละคร

นักแสดง The Lion King Musical ต่างเติบโตมากับการ์ตูนดิสนีย์รุ่นดั้งเดิม เหมือนเด็กยุคแปดศูนย์เก้าศูนย์ทั่วโลกที่หลงใหลเรื่องราวผจญภัยของสิงโตเจ้าป่า 

“ผมได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรกตอนประถมต้น เราถูกเรียกไปรวมตัวกันที่ห้องวิดิโอ ผมตื่นเต้นสุดๆ และร้องเพลงคลอไปตลอดจนครูต้องสั่งให้เงียบ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องเพราะเพลงแอฟริกันที่ผมเข้าใจ พอโตขึ้นมา พ่อผมซื้อซีดีละครเพลงไว้ในรถ ผมนั่งฟังเพลง The Lion King ในรถได้ทั้งวันจนรถแบตเตอรี่หมด” มีโทโคซีสิ เอ็มเคย์ คานยาล (Mthokozisi Emkay Khanyile) เล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะ ชายหนุ่มเสียงทุ้มต่ำรับบทมูฟาซา พ่อของซิมบ้า มา 5 ปีแล้ว 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมก็โตมากับวิดิโอ The Lion King เป็นหนังโปรดที่ผมท่องได้ทุกประโยค รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ยังดู จนอายุยี่สิบต้นๆ ผมไปดูละครเพลงเรื่องนี้ครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันต้องเหมือนในหนัง แต่พอละครเริ่มเล่นผมก็รู้ตัวว่าคิดผิดทั้งหมด มันไม่เหมือนเลย ผมทึ่งกับการเล่าเรื่องและการออกแบบของจูลี่ เทย์มอร์ มันเป็นเรื่องเดิม แต่มันก็ต่างออกไป สิ่งที่ดึงดูดผมก็ต่างออกไปจากตอนเด็กๆ อะไรที่เคยขำก็ไม่ขำแล้ว อะไรที่ไม่เข้าใจตอนเด็กก็เริ่มเข้าใจ”

“เหตุผลที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนทุกวัยชื่นชอบ คนที่เคยดูเรื่องนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ถ้ามาดูเรื่องนี้พรุ่งนี้ คุณจะได้เห็นการแสดงที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาของคุณทำให้ประสบการณ์การดูต่างออกไป บางการแสดง คุณอาจจะคิดว่าวันนี้จะออกไปเล่นให้เด็กๆ ดู แต่เรื่องนี้คนดูได้ทุกวัย และทุกคนจะได้สิ่งที่ต่างออกไปหลังละครจบ”

แอนโทนี่ ลอเรนซ์ (Antony Lawrence) เจ้าของบทสการ์ สิงโตตัวร้ายทรงเสน่ห์ผู้เป็นอาของซิมบ้าเอ่ยสมทบ 

“ผมเชื่อว่าThe Lion King เป็นของขวัญ อาชีพนักแสดงมีอายุการทำงานสั้นมาก เราได้ของขวัญเป็นการได้เล่น The Lion King ในช่วงสั้นๆ ของเรา เส้นทางการงานของเราเดินไปข้างหน้า วันหนึ่งก็จะหยุดชะงักและต้องจากไป เมื่อมีเด็กรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ช่วงเวลาเหล่านี้จึงมีค่ามาก เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เล่นเรื่องนี้ครับ”

04

นักแสดงจากทั่วโลก

กว่าจะมาเล่นเรื่องนี้ นักแสดง 52 ชีวิตจากหลายเชื้อชาติ ผ่านการออดิชันจากทั่วโลก บางคนมีพื้นฐานจากการเล่นเป็น Ensemble หมู่มวลตัวประกอบมาก่อน บางคนถนัดการเต้น กายกรรม การเชิดหุ่น การร้องเพลง หรือสารพัดความสามารถพิเศษต่างๆ อย่าง อองเดรย์ จิวสัน (André Jewson) ผู้เชิดหุ่นซาซู นกเงือกปากแดง มหาดเล็กคู่ใจมูฟาซา ที่ดูแลซิมบ้าตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรื่องนี้เขาทั้งร้องเพลง เชิดหุ่นนก และแสดงบทบาทตลกขบขันไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตัวละครที่เด็กๆ โปรดปรานเป็นพิเศษ

“ละครเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหลายสิ่งที่ผมชอบ การเชิดหุ่น การเล่าเรื่อง การร้องเพลง ผมพยายามเก็บลักษณะตัวละครในหนัง และพยายามข้ามมาตรฐานความคาดหวังคนดู แต่การพากย์เสียงกับการเล่นละครเพลงบนเวทีไม่เหมือนกันเลย” อองเดรย์อธิบาย

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการ์ตูน The Lion King นั้นคลาสสิกขึ้นหิ้งมากๆ การพยายามเลียนแบบเสียงนักพากย์เหล่านั้นไม่มีทางจะทำได้ดีกว่า พวกเขาหยิบยืมลักษณะตัวละครดั้งเดิม มาสร้างตัวละครในแบบของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนได้

อแมนด้า คูนีน (Amanda Kunene) นักแสดงสาวร่างเล็กที่รับบทนาล่า สิงโตคู่รักของซิมบ้าเล่าว่าตอนออดิชั่นละครเรื่องนี้ เธอหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน หายใจหายคอกินนอนเป็นนาล่า เพราะอยากรู้จักตัวละครนี้อย่างถ่องแท้

“ฉันประทับใจมากที่นักแสดงทุกคนที่เล่นเป็นนาล่ามาก่อนฉันไม่เหมือนกันเลย ทุกคนตีความต่างกันไป บางคนถนัดเรื่องการเคลื่อนไหว บางคนถนัดเรื่องเสียง พวกเธอเป็นแรงบันดาลใจให้นาล่าแบบของฉัน ฉันเรียนรู้จากคนที่ทำงานในวงการนี้มานาน ฉันค้นข้อมูลเยอะมาก เรียนรู้จากพวกเธอ และสุดท้ายก็ถอดนาล่าออก เป็นแค่อแมนด้า ตอนนั้นแหละที่เป็นช่วงเวลาที่ฉันกลัวที่สุด ตัวละครนี้แข็งแกร่งมากๆ ฉันโตมาในครอบครัวผู้หญิงแกร่ง เมื่อคิดถึงนาล่า ฉันจะคิดถึงสมาชิกครอบครัวที่กล้าหาญและแข็งแกร่งมากๆ ฉันได้ค้นพบและสร้างนาล่าที่สดใหม่ขึ้นมาในแบบของตัวเอง”

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“มี The Lion King หลากหลายเวอร์ชั่นเล่นตลอดเวลาทั่วโลก ราฟิกิทุกคนเล่นแบบที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ตอนเริ่มเล่นฉันก็ดูวิดิโอที่คนอื่นเล่น เพราะฉันไม่แน่ใจว่าราฟิกิเป็นยังไง ตอนแรกฉันเริ่มจากเล่นเป็นตัวประกอบ ไม่รู้ว่าแม่หมอนี้เป็นยังไงกันแน่ เลยดูวิดิโอซ้ำๆ จนมีผู้กำกับคนนึงบอกว่าฉันพูดและเคลื่อนไหวเหมือนคนนั้นคนนี้ ฉันเลยต้องเลิกดู และพยายามหาว่าราฟิกิเป็นใครกันแน่ ในแบบของตัวเอง”

“คนแอฟริกาใต้หลายต่อหลายคนเดินทางไป Zangoma (หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเวทมนต์) เพื่อรับสมุนไพรรักษา หรือทำนายอนาคต ฉันไม่ได้โตมาแบบนั้น เลยต้องพยายามขุดหารากการเป็นชาวแอฟริกันและวิธีการเป็นราฟิกิ จะลงไปคลานสี่เท้าเป็นลิงก็ได้ แต่ฉันพยายามทำให้เธอเป็นมนุษย์มากขึ้น จริงมากขึ้น แม้ไม่พูดอะไรเลย แต่คุณรู้สึกได้ว่าเธอเปี่ยมไปด้วยความรักความเอาใส่ใจ เธอคือผู้เยียวยา”

เเซปา พิทเจง (Ntsepa Pitjeng) ผู้รับบทลิงปุโรหิตย้อนความหลังให้ฟัง ราฟิกิเวอร์ชั่นละครเพลงเป็นตัวละครที่เพศต่างจากในการ์ตูน เพราะผู้กำกับจูลี่ เทย์มอร์เห็นว่าไม่มีตัวละครหญิงที่รับบทบาทสำคัญในเรื่องนี้เพียงพอ เลยปรับบทลิงแมนดริลจากเพศชายเป็นเพศหญิง 

แซปาเล่นเป็นราฟิกิมา 8 ปีแล้ว เธอสวมบทบาทเป็นผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณของลูกสิงโตเจ้าป่าสัปดาห์ละ 8 รอบ ความท้าทายของการรับบทเดิมซ้ำๆ คือการเอาชนะตัวเองอยู่เสมอ หาความสดใหม่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมเวที โดยไม่เชื่อว่าตัวเอง ‘เอาอยู่’ หากไม่พยายาม

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมเพิ่งมาร่วมงานกับนักแสดงทีมนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ไม่เคยเล่นเป็นซิมบ้ามาก่อน แต่พอเล่นเรื่องเดียวแปดรอบต่อสัปดาห์ ครอบครัวผมถามซ้ำๆ ว่าไม่เบื่อเลยเหรอ ทำได้ไง ผมโชคดีที่ผมหลงใหลสิ่งที่ผมทำ และพยายามทำเต็มที่ทุกวัน พยายามซึมซับเรื่องราว การเคลื่อนไหว แสงไฟ และทุกสิ่งบนเวที บางครั้งผมร้องไห้ระหว่างช่วงพักการแสดง มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตทั้งบนเวทีและหลังฉาก กำลังพยายามทำให้สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกิดขึ้น”

“บางคนอาจจะเคยดู The Lion King Musical มาแล้ว แต่ผมพยายามคิดว่าทุกคนมาดูเรื่องนี้ครั้งแรก และนี่อาจเป็นประสบการณ์แรกในโรงละครของพวกเขา หน้าที่ของผมคือช่วยให้พวกเขาอยากมาดูละครเวทีอีก หรืออยากดูเรื่องนี้อีก หรืออยากฟังเพลงอีก” 

จอร์แดน ชอว์ (Jordan Shaw) ซิมบ้าหนุ่มไฟแรงจากลอนดอนกล่าวปิดท้าย จากเด็กชายที่ไปโรงละครทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เติบโตมากับการยืนจ้องโปสเตอร์ The Lion King Musical หน้าโรงละคร สิงโตเจ้าป่ามีความหมายสำหรับเขามาก และเขาเชื่อว่าละครเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมาย

“พอได้เล่นก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องนี้ลึกซึ้งขนาดไหน มีคนดูที่ร้องไห้และบอกผมว่าเขาดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงตัวเองตอนที่เสียพ่อไป หรือการดูเรื่องนี้ช่วยให้เขาอยากกลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีต ทุกคืนที่เล่นผมไม่มีทางลืมเรื่องเหล่านี้ เลยพยายามทำงานหนักและพัฒนาตัวเองต่อไปครับ”

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

15 มิถุนายน 2561
4 K

แม้จะไม่ได้มีเครื่องวัดคุณภาพอากาศอยู่บนนั้น แต่ช่วงไหนที่เมืองเชียงใหม่ประสบปัญหาหมอกควัน (ประจำปี) คนที่เชียงใหม่จะชั่งตวงมลภาวะทางอากาศจากการหันหน้าไปยังทิศตะวันตก ทิศที่ดอยสุเทพวางตัวอยู่

หากวันไหนยังพอมองเห็นสีเขียวของผืนป่าบนดอยสุเทพ วันนั้นก็ถือว่าไม่เลวร้ายที่จะออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งนัก แต่ถ้าวันไหนหมอกลงจนกลืนภูเขาทั้งลูก นั่นก็ไม่ต้องพิจารณาจากค่า PM ใดๆ แล้ว และถ้าไม่จำเป็นอะไรคนเชียงใหม่ก็มักเลือกที่จะไม่ออกจากบ้าน

ดอยสุเทพไม่ได้ผูกพันกับคนเชียงใหม่แค่ในฐานะแลนด์มาร์กหรือแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ หากคนที่นี่ตระหนักดีถึงความสำคัญที่ครอบคลุมแทบทุกองคาพยพของชีวิต ตั้งแต่ความเชื่อความศรัทธา ทรัพยากรทางธรรมชาติ แรงบันดาลใจทางศิลปะ ไปจนถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายที่มาของผู้คนบนที่ราบลุ่มเชิงภูเขา–ผู้คนที่เป็น ‘คนเมือง’ ในทุกวันนี้

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจหากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่กระทบต่อดอยสุเทพ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนนลอยฟ้ามาบดบังทิวทัศน์ หรืออย่างกรณีล่าสุดกับการถางผืนป่ามาสร้างบ้านพักอาศัยให้ข้าราชการ คนที่นี่จึงเดือดดาลนัก

เดือนพฤษภาคม ภายหลังฤดูหมอกควันผ่านพ้น เราสามารถมองเห็นทั้งสีเขียวของผืนป่าและสีทองอร่ามของพระธาตุบนดอยสุเทพอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง ผมได้มีโอกาสร่วมสังเกตการณ์ในเวทีรับฟังความเห็นภาคประชาชนของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO (พื้นที่ดอยสุเทพเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่คณะกรรมการฯ เลือกเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ร่วมกับย่านสี่เหลี่ยมคูเมืองเชียงใหม่)

หากจะกล่าวว่าเป็น ‘เวที’ ก็คงไม่ถูก เพราะการประชุมครั้งนี้คณะทำงานชวนชาวเชียงใหม่ร่วมเดินระยะสั้นขึ้นดอยสุเทพผ่านเส้นทางเดินเท้าของคนล้านนาแต่เดิม จากวัดฝายหิน ด้านหลังคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สู่วัดผาลาด พร้อมกับรับฟังคุณค่าของพื้นที่จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และความยั่งยืน

โดยหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่เดินไปกับเราในเช้าวันนั้นคือ จุลพร นันทพานิช

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีเขียว

อาจารย์จุลพรเริ่มต้นการเดินเท้าโดยบอกว่าเราไม่อาจมองธรรมชาติให้แยกขาดจากวัฒนธรรมและศิลปะได้เลย

 “ถ้าคุณไม่เข้าใจธรรมชาติ คุณก็ไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้ ถ้าไม่เข้าใจธรรมชาติ ก็ไม่มีทางสร้างงานออกแบบและศิลปะได้เช่นกัน ”

  จุลพร นันทพานิช คืออาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หากหนึ่งบทบาทที่หลายคนรู้จักเขาดี คือสถาปนิกเบอร์ต้นที่ทำงานออกแบบที่สอดรับไปกับความยั่งยืนของวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เขาเป็นสถาปนิกที่สนใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่นเท่าๆ กับการเป็นนักเดินป่า หรือนักเรียนผู้นั่งแถวหน้าในคลาสเรียนธรรมชาติ และแน่นอน เมื่อพูดถึงการปลูกต้นไม้พื้นถิ่น หลายคนเลือกที่จะมาปรึกษาเขา

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สำหรับคนเชียงใหม่ พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เปรียบเสมือน ‘สวนหลังบ้าน’ เป็นสวนที่รวบรวมเอาป่าที่ต่างรูปแบบ 4 ชนิด และพันธุ์ไม้ที่พบได้จากทุกมุมเมืองเชียงใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการเดินสำรวจดอยสุเทพในแง่มุมของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่นและคุณค่าอันเป็นสากลโลก น้อยคนจะอธิบายได้ดีเท่าสถาปนิกที่ชอบเดินป่าผู้นี้

“เรามักมองดอยสุเทพเชื่อมโยงไปกับพญามังรายที่ก่อตั้งเมือง (พญามังรายเลือกดอยสุเทพเป็นหนึ่งในชัยมงคล 7 ประการ หรือพื้นที่ชัยภูมิสำคัญในการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1835) แต่ดอยสุเทพมีบทบาทเชื่อมโยงกับผู้คนมาก่อนหน้านั้นนานมากแล้ว หากมองกันตรงภูมิศาสตร์ เทือกเขาของดอยสุเทพและดอยปุยเป็นตอนหนึ่งของเส้นทางเดินเท้าไปถึงรัฐฉานได้ เมื่อก่อนไม่มีถนน คนโบราณในยุคก่อนอาณาจักรหริภุญชัยเขาก็เดินลัดสันเขามาเรื่อยๆ อย่างคนจากรัฐฉานเขาก็เดินเลาะมาจากพื้นที่ที่ตอนนี้เป็นอำเภอปาย มาถึงดอยสุเทพเพื่อขนเกลือกลับไป” อาจารย์จุลพรกล่าว

“อย่างชื่อดอยปุย หลายคนคิดว่ามาจากชื่อของต้นปุยหรือต้นกระโดน แต่พอมาพิจารณากันแล้ว ดอยปุยอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,600 กว่าเมตร มันไม่ใช่ที่อยู่ของต้นกระโดน ทีนี้ลองมาดูในภาษาลัวะ ภาษาของผู้คนที่อาศัยในพื้นที่นี้ก่อนอาณาจักรล้านนา คำว่า ปุย ในภาษาลัวะมันแปลว่า ผู้คน ภูเขาที่เรากำลังเดินขึ้นอยู่นี่มันไม่ใช่พื้นที่ธรรมชาติที่ตั้งอยู่โดดๆ แต่มันเชื่อมโยงกับผู้คนมาเป็นพันปี”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ดอยสุเทพแต่เดิมชื่อ ‘ดอยอ้อยช้าง’ สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นจุดแวะพักสำหรับพลช้าง เนื่องจากเป็นป่าที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์และมีพืชพันธุ์ที่เป็นอาหารของช้าง (อาทิ อ้อย) ส่วนชื่อ ‘สุเทพ’ มาทีหลัง โดยตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่า พระฤาษีวาสุเทพผู้อัญเชิญพระนางจามเทวีมาปกครองอาณาจักรหริภุญชัย เคยมาบำเพ็ญพรตอยู่บนยอดดอยแห่งนี้ ดอยสุเทพอยู่ในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการภายหลังที่พญามังรายทรงย้ายเมืองหลวงจากเวียงกุมกามที่ประสบภาวะอุทกภัยบ่อยครั้ง มาตั้งเมืองยังที่ราบฝั่งทิศตะวันออกของดอยสุเทพ นั่นคือที่มาของเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา หรือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน

ข้างต้นคือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ผมจำขึ้นใจ เสิร์ชกูเกิลไม่กี่อึดใจก็เจอ หากระหว่างที่เราเริ่มออกเดินจากวัดฝายหินเลาะถนนที่ปูพื้นคอนกรีตผ่านทางเข้าด้านหลังของสวนสัตว์เชียงใหม่ ไต่ภูเขาหนีทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ที่แผ่กว้างอยู่เบื้องหลังออกไปเรื่อยๆ อาจารย์จุลพรก็เริ่มเล่าเรื่องดอยสุเทพในข้อมูลที่ลึกลงไป พร้อมไปกับการชี้ชวนให้ดูพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่สร้างร่มเงาให้เส้นทางโดยรอบ

“ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการให้เจมส์ แมคคาร์ธี (James McCarthy) มาสำรวจภูมิประเทศเพื่อเขียนแผนที่แบบตะวันตก แมคคาร์ธีก็ใช้ดอยสุเทพและดอยปุยเป็นแลนด์มาร์กเชื่อมกับดอยหลวงเชียงดาว และดอยผ้าห่มปก กำหนดขอบเขตแดนทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งในตอนนั้นแมคคาร์ธีก็ทำให้คนรุ่นต่อมาเข้าใจถึงเส้นทางน้ำและระบบการจัดการน้ำจากดอยสุเทพไหลลาดสู่พื้นที่กักเก็บในตัวเมืองเชียงใหม่ทางทิศตะวันออก มันเป็นระบบเดียวกันกับตระพังน้ำของอาณาจักรสุโขทัย เป็นระบบที่ยั่งยืนทีเดียว”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ไม่เพียงแต่การจัดการน้ำธรรมชาติ หากการสำรวจภูมิประเทศของแมคคาร์ธียังจุดประกายให้เกิดการสำรวจพันธุ์พืชบนผืนป่าแห่งนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะพบถึงความอุดมสมบูรณ์ในระดับที่อาจารย์จุลพรเคลมว่า ‘ลำพังแค่ผืนป่า ดอยสุเทพและปุยมีความหลากหลายของพันธุ์พืชมากกว่าเกาะอังกฤษทั้งเกาะเสียอีก’

“คนล้านนากินป่าเป็นอาหารมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะพื้นที่บนดอยสุเทพที่อยู่ใกล้เมืองที่สุด เราเสาะหาเห็ดมาประกอบอาหาร พืชผักต่างๆ หรือต้นไม้ที่เราใช้ปลูกเรือน หรือสร้างสิ่งของ ซึ่งแต่เดิมคนล้านนากินป่าเป็น เขาใช้พื้นที่ป่าอย่างรู้คุณค่า มีการหยิบความเชื่อเรื่องผีสางมาใช้ผ่านพิธีกรรมร่วมกับการอนุรักษ์ พอคิดถึงประเด็นนี้ก็น่าเศร้าเหมือนกัน คือนอกจากคนสมัยนี้กินป่าไม่เป็นแล้ว ยังมองดอยสุเทพในมิติที่ตื้นเขิน อย่างที่หน่วยงานราชการบางหน่วยรื้อป่าไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวอีก”

อาจารย์จุลพรชี้ให้เราแหงนขึ้นไปดูต้นเต็ง ไม้ตระกูลยางที่ยืนต้นสูงชะลูดเหนือขึ้นไปนับสิบเมตร ก่อนจะบอกว่านี่คือต้นไม้ที่คนล้านนาเรียกว่า ‘ไม้แงะ’ แต่เดิมจะถูกใช้เป็นเสาหรือขื่อบ้าน เช่นเดียวกับต้นรัง (คนล้านนาเรียกว่า ‘ไม้เปา’) ที่รูปร่างใกล้เคียงกัน นอกจากลำต้นที่ใช้สำหรับการก่อสร้าง ชันยางจากต้นรังยังใช้ผสมกับน้ำมันทาไม้ สำหรับยาแนวเรือและเครื่องจักสานต่างๆ ด้วย

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ต้นเต็งกับต้นรังคือที่มาของชื่อป่าเต็งรัง ป่าที่กระจายตัวอยู่บริเวณเชิงเขาดอยสุเทพ (ระดับความสูง 330 – 850 เมตร) ก่อนที่จะเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา บนชั้นต่อๆ ไปของภูเขา ป่าเต็งรังแห่งนี้คือป่าที่คนโบราณนำทรัพยากรมาสร้างอาณาจักร เพราะนอกจากไม้ 2 ชนิดที่กล่าวไป ไม้ตึง (ยางพลวง) และไม้เหียง (ยางเหียง) ที่อยู่ในพื้นที่ ก็ยังเป็นส่วนประกอบของเรือนที่สำคัญ เช่น การนำไม้เหียงที่มีความบางไปทำเป็นแป้นเกล็ดหลังคา หรือใบจากไม้ตึง (ใบตองตึง) ก็สามารถนำมามุงหลังคาและใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้อีก

  “ประดู่ป่าเป็นพืชวงศ์ถั่ว ออกดอกสีเหลืองสวยเลยล่ะ นอกจากเป็นสมุนไพรแล้ว คนโบราณมักจะถากเปลือกของลำต้นบางๆ เอามาเป็นสีย้อมผ้า แต่คนสมัยนี้นิยมปลูกประดู่บ้านกัน ทั้งๆ ที่ประดู่บ้านมันไม่ใช่พืชท้องถิ่น แถมปลวกยังกินเร็วมากอีก ไม้เหียงนี่ก็เหมาะกว่าการปลูกหูกระจงในเขตบ้าน ต้นมะมื่อ (มะพอก-ผู้เขียน) ปล่อยไอเย็นสูง ปลูกใกล้บ้าน ก็ทำให้บ้านเย็น

“ต้นคำมอกหลวงให้ดอกสวย ส่งกลิ่นหอม คนมักเด็ดดอกไปถวายพระ ส่วนปลียอดของมันเมื่อก่อนก็ถูกนำมาใช้เป็นด้ามมีดได้อีก ในยุคหนึ่งเคยมีความคิดว่าการปลูกพืชท้องถิ่นไว้บริเวณบ้านเป็นพวกคนบ้านนอก ต้องปลูกไม้นอกสิ ซึ่งผมมองว่านี่เป็นทัศนคติที่ผิด คนเมืองต้องปลูกไม้ท้องถิ่นแหละถูกแล้ว เท่กว่าเป็นไหนๆ เพราะมันให้ประโยชน์กับสภาพของพื้นที่จริงๆ สอดคล้องกับวิถีชีวิต ทั้งยังเสริมทัศนียภาพเมืองอีก”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ลำพังแค่เดินเท้าออกมาไม่ถึง 200 เมตรจากวัดฝายหิน อาจารย์จุลพรก็ชี้ให้มองพันธุ์ไม้ที่ต่างกันนับสิบต้น และร่ายถึงคุณประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนบนที่ราบในแบบที่จดจำกันไม่หวาดไหว ทั้งยังรวมถึงความนิยมยึดพันธุ์ไม้พื้นเมืองเป็นแลนด์มาร์ก สำหรับการตั้งชื่อหมู่บ้านต่างๆ ของภาคเหนือ อาทิ บ้านป่าแงะ (อำเภอแม่ริม) บ้านต้นดู่ (อำเภอสันกำแพง และในเชียงรายยังมีตำบล ‘บ้านดู่’) บ้านต้นเปา (สันกำแพง) วัดป่าแดง (หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เป็นต้น

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

“เราอยู่ในโลกสมัยใหม่ที่ทุกอย่างมันมีพร้อมจนลืมไปแล้วว่าต้นไม้มันมีคุณค่าผูกโยงกับวิถีชีวิตและความเชื่อมนุษย์มากไปกว่าแค่ให้ร่มเงาและอากาศ สังเกตไหมว่าทำไมเมล็ดต้นยางถึงมีปีกข้างบนเหมือนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะต้นยางแต่ละต้นเนี่ยมันสูงเป็นสิบๆ เมตร ถ้าเมล็ดมันไม่มีใบ มันก็จะไม่ต้านลมและตกลงมาแตกหมด ธรรมชาติจึงออกแบบใบพัดให้เมล็ดมันปลิวตกลงมาไม่บอบช้ำ เพื่อการขยายพันธุ์

“มนุษย์เราหยิบธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบและศิลปะ ไม่เฉพาะรูปทรงเส้นสาย แต่ยังรวมไปถึงวิถีธรรมชาติที่เป็นอยู่และได้รับการออกแบบมา ผมถึงบอกไงว่าเราไม่อาจมองธรรมชาติแยกออกจากวัฒนธรรมและศิลปะได้เลย และนี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมผืนป่าใกล้บ้านเรามากๆ จนหลายคนมองข้ามอย่างดอยสุเทพถึงสำคัญ”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีเหลือง

ถนนคอนกรีตที่ลาดเอียงและเรียกพลังงานจากเราไม่น้อยมาสิ้นสุดยังศูนย์ข้อมูลเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ‘ผาลาด’ จากตรงนั้นทางเดินแคบเข้าผืนป่าที่เคยโปร่งและเปิดเส้นทางให้รถยังพอวิ่งผ่านได้แปรสภาพเป็นอุโมงค์ป่าอันรกครึ้มบนเส้นทางดินรังปนไปกับหินกรวดและเศษใบไม้ที่อนุญาตให้มนุษย์ได้ก้าวเท้าต่อแถวกันเข้าไปอย่างอ่อนน้อมและทีละคน

นี่คือจุดเริ่มต้นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผาลาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอยสุเทพ โดยเราต้องเดินเท้าไต่ขึ้นไปบนทางดินต่ออีกเกือบ 2 กิโลเมตรเพื่อไปยังวัดผาลาด

เสียงน้ำตกแว่วดังมาแต่ไกลคลอไปกับเสียงแมลงที่ซ่อนอยู่ตามหลืบไม้ ซึ่งสุมทุมหนาเสียจนเรามองเห็นได้ชัดว่าจุดไหนที่แสงแดดจะสามารถลอดตกลงพื้นบ้าง คณะเราเริ่มเดินสวนกับกลุ่มคนที่แต่งชุดทะมัดทะแมงที่ต่างมาวิ่งเทรลออกกำลังกายเป็นระยะ ในป่าเต็งรังรอยต่อสู่ป่าเบญจพรรณบนพื้นที่สูงขึ้นไป ผมเริ่มสังเกตเห็นต้นไม้ใหญ่รายทางหลายต้นซึ่งมีจีวร (ที่มีทั้งสีเหลืองซีดและเหลืองสด) ผูกไว้

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

พระครูธีรสุตพจน์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด หนึ่งในมัคคุเทศก์รับเชิญของเราวันนี้ เล่าให้ฟังว่านี่คือสิ่งที่ญาติโยมเรียกว่า ‘การบวชป่า’ กุศโลบายในการอนุรักษ์ต้นไม้โดยยึดโยงความเชื่อทางพุทธศาสนา

“ต้นไม้มีชีวิต เราเอาจีวรไปนุ่งห่มและประกอบพิธีกรรมก็คล้ายกับการบวชพระ ทีนี้ใครก็ไม่กล้ามาตัดท่านไป” พระครูอธิบายแนวคิดของผู้คนที่เอาจีวรมาผูก กระนั้นในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยแห่งนี้ การตัดต้นไม้ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอยู่แล้ว จีวรนี้จึงถูกใช้ประหนึ่งสัญลักษณ์ของเส้นทางศักดิ์สิทธิ์แต่โบราณ และเป็นเครื่องสร้างบรรยากาศให้กับผู้ที่เดินผ่านไปมาเคารพและสำรวมต่อธรรมชาติ

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ก่อนที่ถนนศรีวิชัยซึ่งตัดเชื่อมถนนห้วยแก้ว (หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่) สู่ยอดดอยสุเทพ จะสร้างแล้วเสร็จในเดือนเมษายน พ.ศ. 2478 ทางเดินเท้าที่พระครูธีสุตพจน์กำลังนำทางเราอยู่นี้คือเส้นทางหลักที่คนเชียงใหม่ใช้สัญจรเพื่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

“ไม่ใช่แค่ทางสัญจรหลักของผู้คนในสมัยก่อนเท่านั้น แต่ถ้าย้อนไปหกร้อยกว่าปีก่อน นี่คือเส้นทางอันเป็นที่มาของวัดพระธาตุดอยสุเทพ” พระครูเล่า

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 1929 ในรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 6 ผู้มุ่งหมายจะให้พุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาแผ่รกรากเป็นศาสนาประจำอาณาจักร พระองค์ได้อาราธนาพระสุมนเถระมาจากกรุงสุโขทัย โดยพระสงฆ์รูปนี้ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย 2 องค์ พญากือนาทรงบรรจุพระบรมธาตุองค์หนึ่งไว้ในเจดีย์วัดสวนดอก ขณะที่สถานที่ของพระบรมธาตุองค์ที่ 2 พระองค์ได้ทรงบรรจุไว้บนหลังช้างเผือกมงคล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมันในการเสี่ยงทายเลือกสถานที่ กล่าวคือเมื่อช้างอัญเชิญพระธาตุไปหยุดยังจุดไหน ก็ให้สร้างเจดีย์ประดิษฐานที่นั่น

“ช้างมงคลได้อัญเชิญพระบรมธาตุจากเมืองมุ่งตรงมายังทิศตะวันตกผ่านเส้นทางนี้ จุดแรกที่ช้างแวะพักคือพื้นที่ที่เคยเป็นวัดสามยอบ ซึ่งชื่อสามยอบก็มาจากการที่ช้างย่อตัวลงไปคล้ายกับการคำนับ 3 ครั้ง ทีแรกคนที่ตามช้างมาด้วยก็คิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่จะประดิษฐานพระธาตุ แต่สักพักช้างก็เดินต่อ”

พระครูชี้ชวนให้เราดูฐานศิลาแลงและเศษปูนปั้นสลักลวดลายที่ถูกกลืนไปกับผืนดินและผืนป่า พร้อมระบุว่าซากโบราณสถานนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดดังกล่าว สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้เคยเป็นจุดแวะพักสำคัญของผู้คนที่จะเดินเท้าขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุ และเป็น 1 ใน 4 วัดเก่าแก่ซึ่งพญากือนาทรงดำริให้สร้างไว้เนื่องจากช้างเผือกมงคลมาแวะพัก (หลังจากวัดสามยอบ ช้างก็มาหยุดยังพื้นที่ที่เป็นวัดผาลาดในปัจจุบัน ก่อนจะแวะพักที่ม่อนพญาหงส์ หรือวัดอนาคามีวนาราม และมาหยุดลงโดยสมบูรณ์พร้อมสิ้นใจยังบริเวณที่ตั้งของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ)

หากสังเกตจากชื่ออีกชื่อของวัดสามยอบคือ ‘วัดโสดาปันนาราม’ และนามอีกชื่อของวัดผาลาดและวัดม่อนพญาหงส์ที่อยู่สูงขึ้นคือ ‘สกทาคามีวนาราม’ และ ‘อนาคามีวนาราม’ ญาติโยมคงพอมองออกว่านี่คือเครือข่ายวัดที่ถูกออกแบบให้เป็นประหนึ่งลำดับขั้นของการสำเร็จมรรคผลทางพุทธศาสนา ก่อนที่จะไปสุดสิ้นยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ อันเปรียบเสมือนการบรรลุอรหันต์

แนวคิดเรื่องการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพเสมือนการบรรลุธรรม สืบต่อมาตั้งแต่สมัยพญากือนา จนภายหลังเกิดเป็นประเพณีเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพในค่ำคืนก่อนวันวิสาขบูชาของทุกปี ซึ่งในยุคต่อมาครูบาศรีวิชัยได้เห็นความสำคัญของประเพณี และปรารถนาจะให้ชาวเชียงใหม่สามารถขึ้นไปสักการะพระธาตุโดยสะดวก จึงเริ่มมีการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ (ที่ต่อมาได้รับการตั้งชื่อว่าถนนศรีวิชัย) โดยอาศัยกำลังศรัทธาและทุนจากญาติโยมชาวเชียงใหม่อย่างไม่พึ่งพางบประมาณจากภาครัฐสักแดงเดียว นี่คือถนนที่เปิดให้รถวิ่งขึ้นดอยสุเทพสายแรกและสายเดียว และกลายมาเป็นเส้นทางขึ้นดอยสุเทพสายหลักในปัจจุบัน

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

“ครูบาศรีวิชัยยังนำแนวคิดของการบรรลุธรรมมาใช้ โดยท่านได้สร้างวัดศรีโสดาซึ่งเป็นวัดในขั้นโสดาปันนารามแทนวัดสามยอบที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางใหม่ พร้อมกับบูรณะวัดผาลาด และวัดม่อนพญาหงส์ (ปัจจุบันเป็นวัดร้างอีกแห่งไปแล้ว โดยอยู่ตรงข้ามหอดูดาวสิรินธร-ผู้เขียน)” พระครูกล่าว

กระนั้นแม้จะมีการตัดถนนสายใหม่ ชาวเชียงใหม่หลายคน (ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นคนเฒ่าคนแก่ไปหมดแล้ว) ก็ยังคงเลือกเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในประเพณีเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพ ค่าที่ว่านี่เป็นเส้นทางที่ย่นย่อระยะทางช่วงต้นได้พอสมควร และวัดผาลาดที่เรากำลังจะเดินเท้าไปถึงยังเป็นจุดเชื่อมระหว่างทางเดินเท้าสายเก่าและทางถนนสายใหม่ในปัจจุบัน

ครับ, หลังจากที่เราเดินจากวัดสามยอบไปตามรอยเท้าโบราณของช้างมงคลผ่านธารน้ำตกน้อย ฝายขนาดเล็ก ดงไม้ไผ่หนาทึบ และแนวสันเขาที่เมื่อหันหลังไปจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่กว้างไกลสุดสายตา เราก็เดินมาถึงแหล่งกำเนิดเสียงน้ำตกที่แว่วให้เราพอได้รู้สึกชุ่มเย็นตลอดการเดินทางช่วงท้าย นั่นคือธารน้ำที่ไหลลงมาจากเบื้องบนของภูเขา ก่อนจะชะลอตัวบนแอ่งขนาดใหญ่บนหน้าผาที่ลาดลงไปตามแนวเขา พ้นไปจากหน้าผานั้น ผมก็พบสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมล้านนาตั้งตระหง่านอยู่บนสันเขา และเราก็มาถึงวัดผาลาด

ระหว่างเดินผ่านสะพานข้ามน้ำตก พระครูเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวัดแห่งนี้เรื่องหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ ท่านถามเราว่าวัดที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด

โบราณสถาน วิหาร อาราม พระพุทธรูป เจ้าอาวาส ฯลฯ คณะที่เดินมาด้วยกันต่างไล่เรียงคำตอบ

“ไม่ใช่เลย นั่นคือสิ่งปลูกสร้างที่วัดไหนๆ ก็มีทั้งนั้น” เจ้าอาวาสตอบ “ทีนี้โยมลองหลับตา”

แน่นอน, พอผมหลับตา ความมืดก็ปรากฏ

แต่นั่นล่ะ มันทำให้ผมได้ยินเสียงของน้ำที่เคลื่อนไหลลงสู่เบื้องล่างได้ชัดแจ้ง

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีใส

“สมัยก่อนเราไม่มีปั๊มน้ำ คนเชียงใหม่ที่ตั้งเมืองห่างจากแม่น้ำปิงหลายกิโลเมตรเขาไม่ได้ใช้น้ำ    จากน้ำปิง คนโบราณใช้น้ำปิงเป็นเส้นทางคมนาคม ส่วนน้ำที่ดื่มที่ใช้กันทั้งหมดมาจากดอยสุเทพ” อาจารย์จุลพรกล่าว

เช่นเดียวกับที่พระครูธีรสุตพจน์ย้ำให้เห็นขณะเรามองไปยังธารน้ำใสที่ไหลผ่านหน้าผา ธารที่ไหลมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเบื้องบนหล่อเลี้ยงผู้คนที่อยู่บนที่ราบ นับตั้งแต่ชาวลัวะที่มาอาศัยอยู่แต่เดิม และการมาถึงชาวไทเชื้อสายต่างๆ ในอาณาจักรล้านนา แม้จะเคยร้างไร้ผู้คนมากว่า 200 ปีระหว่างที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า แต่เชียงใหม่ก็กลับมาฟื้นคืนชีวิตและกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่รุ่งเรืองอีกครั้ง อันมีปัจจัยสำคัญมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติแหล่งเดิม

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการเลือกสรรชัยภูมิที่ชาญฉลาดของพระญามังราย (หลังจากมีบทเรียนจากการตั้งเมืองที่น้ำท่วมถึงบ่อยๆ อย่างเวียงกุมกาม) การเลือกชัยภูมิที่มีความลาดเทจากดอยสุเทพทางทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของเมือง มีแม่น้ำไหลจากภูเขาลงมาใกล้เมืองถึง 2 สาย ได้แก่ ลำน้ำห้วยแก้วและลำน้ำแม่ข่า มีหนองบึงขนาดใหญ่ไว้กักเก็บน้ำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (นั่นคือ ‘หนองบัว’ ซึ่งน่าเศร้าที่ปัจจุบันถูกถมไปแล้ว) และมีแหล่งระบายน้ำขนาดใหญ่อย่างแม่น้ำปิงอยู่ทางทิศตะวันออก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เมื่อ ‘ของ’ มาเต็มตั้งแต่ต้นยันปลายขนาดนี้ ที่เหลือก็แค่สร้างเส้นทางระบายน้ำ และขุดคูคลองรอบกำแพงเมืองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ เท่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เมืองจะมีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนมาขนาดนี้  

ห้วยผาลาดในเขตวัดผาลาดคือหนึ่งในสิบกว่าห้วยต้นน้ำที่ไหลลงมาหล่อเลี้ยงเมือง โดยห้วยที่คนเชียงใหม่รู้จักกันดี เพราะเป็นแหล่งน้ำที่แต่เดิมใช้ต่อตรงเข้าเมืองมามากที่สุดคือ ‘ห้วยแก้ว’ ครับ, คือชื่อเดียวกับถนนที่เชื่อมจากเชิงดอยสุเทพเข้าสู่สี่เหลี่ยมคูเมืองเชียงใหม่ทางแจ่งหัวริน ซึ่งก่อนจะมีถนน บ้านเรือน และศูนย์การค้า พลุกพล่านเช่นทุกวันนี้ คนเชียงใหม่ (ที่ต่อรางรินรองน้ำจากน้ำตกเข้ามาผันใช้ในคูเมือง) ยังสามารถได้ยินเสียงดังก้องของน้ำตกแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายกิโลเมตร

“ถ้าไปถามคนเฒ่าคนแก่อายุหกสิบเจ็ดสิบขึ้นไป เขาจะบอกได้เลยว่าเมื่อก่อนยังได้ยินเสียงน้ำตกตีนดอยสุเทพดังมาถึงในเมือง เขาเชื่อกันว่ายิ่งได้ยินดังเท่าไหร่แสดงว่าปีนั้นน้ำท่าอุดมสมบูรณ์มากเท่านั้น ในทางกลับกันถ้าไม่ได้ยินเลย นั่นก็แปลว่าปีแล้งหนัก เป็นลางไม่ดี” พระครูกล่าว

การเชื่อมโยงภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำจากพื้นที่ดอยสุเทพเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรม รวมทั้งแนวคิดในการสร้างผังเมืองเชียงใหม่ที่ผ่านมาเจ็ดร้อยกว่าปีก็ยังคงไม่ล้าสมัย เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลกยกมาเป็นเหตุผลอ้างอิง ‘คุณค่าอันเป็นสากล’ (Outstanding Universal Value หรือ OUV) เพื่อเสนอคณะกรรมการยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก

รศ.ดร. วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก กล่าวเปิดในวงเสวนากลางลานวัดริมธารน้ำตกผาลาด อันเป็นจุดหมายของเราวันนี้

“เวลาเราพูดถึงเชียงใหม่กับเมืองมรดกโลก หลายคนคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะเมืองสมัยใหม่มันเติบโตจนกลบทับโบราณสถานเดิมไปหมด ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง แต่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คณะทำงานต้องเร่งผลักดันให้เชียงใหม่เป็นมรดกโลกให้ได้ เพราะนี่คือเครื่องมือสำคัญที่กระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของพื้นที่ให้ร่วมกันอนุรักษ์คุณค่าที่เมืองของเรายังคงหลงเหลืออยู่”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เช่นเรื่องเล่าจำนวนนับไม่ถ้วนที่เราได้ฟังระหว่างทางเดินเท้าระยะสั้นขึ้นดอยสุเทพ ในมุมมองของอาจารย์วรลัญจก์ เมืองเชียงใหม่ยังคงมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาหลายร้อยปีและยังคงมีลมหายใจอยู่ เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่กาลเวลาไม่อาจพรากไปไหน

ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ได้เข้าไปอยู่ใน Tentative List หรือบัญชีรายชื่อที่รอการพิจารณาจากยูเนสโกแล้ว โดยล่าสุดคณะทำงานได้เตรียมเสนอคุณค่า OUV ของเมืองเชียงใหม่และพื้นที่ดอยสุเทพ ไปพร้อมกับการร่างแผนการบริหารจัดการพื้นที่ หรือ Management Plan (แน่ล่ะ คงจะเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์มาก หากสถานที่ใดได้รับการยกระดับเป็นมรดกของผู้คนทั้งโลก แต่กลับไม่มีการจัดการมารองรับ กระบวนการนี้จึงสำคัญไม่แพ้การประมวลคุณค่า)

ทั้งนี้หนึ่งในวิธีการออกแบบ Management Plan คือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และให้ภาคประชาชนมีส่วนในการออกแบบแผน เพราะการประกาศให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นมรดกโลก ไม่ใช่การกันคนออกจากพื้นที่ หากเป็นการอยู่ร่วมกันในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“การอนุรักษ์เริ่มต้นได้จากการเข้าใจในคุณค่าของสิ่งนั้นๆ ซึ่งถ้าเราเข้าใจในคุณค่าจริงๆ เราจะไม่มีทางอนุรักษ์ด้วยการแช่แข็งสิ่งนั้นเอาไว้ แต่ในทางกลับกันเราจะหาแนวทางในการร่วมกันพัฒนาให้คุณค่ายังคงดำรงอยู่ในวิถีร่วมสมัย

เป็นข้อได้เปรียบของเราที่ว่าคนเชียงใหม่ส่วนมากต่างตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เมืองเรามีอยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่การกำหนดขอบเขตพื้นที่มรดกโลกและพื้นที่กันชนให้แน่ชัด และสร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่ถึงข้อดีของการได้เป็นมรดกโลก” อาจารย์วรลัญจก์กล่าว

ท่ามกลางเสียงน้ำตกที่ไหลรินลงจากป่าบนดอยสู่พื้นที่ราบในเมืองเชียงใหม่ วงเสวนาแลกเปลี่ยนระหว่างคณะทำงาน นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และประชาชนผู้สนใจ ก็ได้ขับเคลื่อนไปจากตอนสายถึงบ่าย บทสนทนาที่ว่าด้วยคุณค่าอายุกว่าพันปีและแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างอนุรักษ์พื้นที่อันเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดคุณค่าที่ว่านี้

วงสนทนาที่หากใครสักคนเริ่มเมื่อยก็แค่ลุกขึ้นมาพักอิริยาบถด้วยการเดินไปที่น้ำตก และมองลงไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ที่อยู่ลิบตา

ภูเขาของคนเชียงใหม่ ป่าต้นน้ำของคนเชียงใหม่ ทิวทัศน์ของคนเชียงใหม่ พื้นที่ที่วันข้างหน้ามันอาจจะเป็นมรดกของคนทั้งโลก คงจะมีแต่คนบ้าอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา หรือไม่ก็เห็นแก่ตัวอย่างหน้าด้านๆ เท่านั้น, ที่คิดจะเอาสมบัติเหล่านี้ ไปรื้อถาง เพื่อปลูกบ้านให้พวกพ้องพักอาศัย

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

หมายเหตุ: ในวงเสวนานี้ยังได้รับเกียรติจากอาจารย์ภูเดช แสนสา และ อาจารย์สิทธิ วิจจา นักวิชาการด้านสังคมล้านนา จากสถาบันล้านนาคดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมพูดคุยถึงการเปลี่ยนผ่านจากศาสนาผีสู่ศาสนาพุทธของผู้คนที่อยู่บริเวณที่ราบเชิงดอยสุเทพ รวมทั้งตัวแทนจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยมาพูดถึงขอบเขตและแนวทางการอนุรักษ์พื้นที่ ผู้เขียนขออภัยที่ไม่สามารถนำมาเล่าได้หมด และขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลกได้ที่ Chiang Mai World Heritage – Initiative Project

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load