01

ตำนานละครเพลง

แค่เสียงโน้ตเพลง Circle of Life ดังขึ้น ฉันก็กลับไปเป็นเด็ก 7 ขวบอีกครั้ง เด็กที่นั่งดูวิดิโอ The Lion King ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าจอทีวี และเฝ้ามองการผจญภัยของซิมบ้าอย่างไม่รู้เบื่อ

หลังจากการ์ตูนเรื่องสิงโตเจ้าป่าออกฉายในปี 1994 และประสบความสำเร็จมหาศาล จึงเกิดละครเพลง The Lion King Musical ตามมาในปี 1997 ที่อเมริกา ซึ่งโด่งดังมากจนออกทัวร์ไปแสดงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 22 ปีแล้ว นับเป็นมิวสิคัลเบอร์ต้นของโลกที่มีผู้ชมละครเพลงเรื่องนี้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นละครเพลงที่เล่นต่อเนื่องมายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจาก The Phantom of the Opera และ Chicago)

ข่าวดีมากของเมืองไทยตอนนี้ คือ The Lion King Musical ฉบับ International Tour กำลังมาเล่นที่เมืองไทย ตั้งแต่เดือนกันยายน – 10 พฤศจิกายน หลังจากเดินทางไปเล่นทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน โดยนักแสดง 52 คน คนทำงานเบื้องหลัง 80 คน และทีมงานท้องถิ่น ทุ่มเทสร้างโลกสิงโตเจ้าป่าอันน่าทึ่งในโรงละครทุกค่ำคืน

นอกจากนั่งดูละครเพลงที่ใฝ่ฝันอยากดูมาตลอด ฉันได้โอกาสเข้าหลังเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ ไปสำรวจการทำงานของทีมสร้างสรรค์ และนั่งสัมภาษณ์นักแสดงหลักอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่งฟังเรื่องราวของละครเวทีในตำนานเรื่องนี้ บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนดิสนีย์ หรือติดตามมิวสิคัลมาก่อนหรือไม่ นี่คือผลงานสร้างสรรค์ระดับโลกที่ไม่ควรพลาด

02

ดีไซน์เจ้าป่า

The Lion King Musical กวาดรางวัล Tony Awards 6 รางวัลในปี 1998 ทั้งละครเพลงยอดเยี่ยม ฉากยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม แสงยอดเยี่ยม การออกแบบท่าทางยอดเยี่ยม และการกำกับยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเหมาหมด แถมยังได้รางวัลละครเพลงอีกกว่า 70 รางวัลจากทั่วโลก 

บุคคลสำคัญที่ออกแบบผลงานชิ้นโบว์แดงนี้คือหญิงมหัศจรรย์ จูลี่ เทย์มอร์ (Julie Taymor) ผู้กำกับคนแรกของ The Lion King Musical ที่ทั้งออกแบบเครื่องแต่งกาย และร่วมออกแบบหน้ากาก หุ่น และแต่งเนื้อเพลง เธอสร้างสรรค์ระบบที่เปลี่ยนแปลงวงการละครเพลงไปโดยสิ้นเชิง คือสร้าง Double Event ผสมผสานหุ่นเชิดเข้าไปในละคร ให้ผู้ชมได้เห็นนักแสดงและหุ่นเชิดไปพร้อมกัน ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความเป็นคนและสัตว์ของแต่ละตัวละคร จากแต่เดิมที่นักเชิดหุ่นต้องสวมชุดดำ ซ่อนลำตัวและใบหน้าให้คนเห็นแต่หุ่นเท่านั้น แต่การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม หุ่น และหน้ากากของเธอ กลับเปิดเผยตัวคนและกลไกอย่างชาญฉลาด ทำให้ตัวละครและเรื่องราวมีชีวิต มีจิตวิญญาณขึ้นมา เช่น หน้ากากสิงโตที่อยู่เหนือศีรษะนักแสดง เผยให้เห็นใบหน้ามนุษย์ของมูฟาซา สการ์ ซิมบ้า และนาล่า ที่เผชิญความสุขและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไปตลอดเรื่อง 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

เมื่อเข้าไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของฝ่ายหน้ากากและหุ่น ได้เจอ ทิม ลูคัส (Tim Lucas) หัวหน้าฝ่ายหน้ากากและหุ่นของคณะละครชุดปัจจุบันนี้เคยทำงานที่ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้มาก่อน เขาเล่าว่าทีมงานดูแลหน้ากากและหุ่นมีแค่ 3 คนเท่านั้น มีหน้าที่รับผิดชอบหุ่น 235 ตัวให้สวยงาม อยู่ในสภาพดี โดยซ่อมแซมและทำความสะอาดให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการแสดง ซ้ำยังสแตนด์บายอยู่หลังฉากตลอดเรื่อง หากหุ่นหรือหน้ากากแตกหักเสียหายระหว่างการแสดงก็จะรีบเข้าไปดูแลทันที

ปัจจุบันดีไซน์ที่เห็นในเรื่องยังเป็นของดั้งเดิม แต่เติมการพัฒนาและเทคโนโลยีตามเวลาที่ผ่านไป เช่นใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ทำโครงหน้ากากให้แข็งแรงขึ้นแต่เบาหวิว ส่วนหน้ากากมูฟาซาและสการ์ ประดับตกแต่งด้วยขนม้าบ้าง หางนกยูงบ้าง ให้ดูสวยงามและได้กลิ่นอายของสัตว์ป่า หน้ากากของตัวละครหลักมีแค่อย่างละอันเท่านั้น แต่ของตัวประกอบจะมีสำรองเผื่อไว้

หุ่นแต่ละตัวมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป โดยเฉพาะหุ่นนกซาซูที่มีกลไกละเอียดอ่อน นักแสดงต้องใช้มือหนึ่งคุมลำตัวกับปีก อีกมือคุมหน้า ดวงตา จงอยปาก และลำคอที่ยืดหดได้ 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

ส่วนที่มุมแต่งหน้าทำผม เฮทเธอร์ – เจ รอส (Heather – Jay Ross) หัวหน้าฝ่ายช่างทำผมและแต่งหน้า เล่าว่าทีมแต่งหน้า 4 คนมีตู้แต่งหน้าของตัวเอง ก่อนเริ่มการแสดงในแต่ละประเทศ ทีมงานต้องมาถึงก่อนนักแสดง 3 วันเพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของ ตั้งสถานีแต่งหน้า ซักวิกผม และสอนช่างแต่งหน้าท้องถิ่น 2 คนให้ช่วยแต่งหน้าเป็น เธอเล่าว่าเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งหน้าแต่งวิก 1 ชั่วโมงก่อนการแสดงเริ่ม หลังจบองค์หนึ่งก็แต่งต่อ 20 นาที จึงต้องทำงานรวดเร็วมาก

เทคนิคการแต่งหน้าก็คล้ายๆ หุ่นและหน้ากาก คือใส่ความเป็นสัตว์บางส่วนบนหน้ามนุษย์ แต่ไม่ได้ซ่อนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนเป็นสัตว์จริงๆ การแต่งหน้าทุกแบบมีคู่มือตัวอย่าง และเฉดสีที่สั่งทำเฉพาะ ซึ่งต้องพยายามทำให้เหมือนเดิมทุกครั้ง เครื่องสำอางเหล่านี้แต่งง่ายและลบได้ง่าย เพราะนักแสดงส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนบทบาทบ่อยๆ และแต่งหน้าซ้ำๆ ทุกคืน

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงแต่งหน้าเองบางส่วน เช่น ลงรองพื้น ลงสโมกกี้อาย หรือเหล่าไฮยีน่าที่แต่งหน้าแบบกราฟิกเอง แต่ทีมงานจะแต่งหน้าให้ตัวละครหลักๆ เช่น ซาซู สการ์ ราฟิกิ พุมบ้า ทีโมน ซิมบ้า นาล่า มูฟาซา และสิงโตเด็กทั้งคู่ โดยตัวละครที่แต่งหน้ายากที่สุดคือซาซู เพราะต้องค่อยๆ แต่งหน้าเป็นสีน้ำเงินและเกลี่ยสีขาวรอบดวงตา ส่วนวิกที่อลังการที่สุดคือวิกของเจ้าหมูป่าพุมบ้าที่ใหญ่โตอลังการ เฮทเธอร์แอบบอกว่าที่เห็นตัวละครแต่ละตัวผมสวยฟูฟ่อง หรือถักเปียสารพัดแบบแอฟริกัน แทบทั้งหมดนั้นคือวิกทั้งหมด อย่างนาล่าที่ถักเปียสั้นแนบทั้งศีรษะ ก็มีวิกตั้ง 3 อันเอาไว้ผลัดเปลี่ยนใช้งานตลอดการทัวร์

“เรามีทีมที่ดีที่ทำให้ทุกสิ่งพร้อม พวกเขาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูแลทุกอย่าง เพราะเป็นการแสดงสด อะไรจะเกิดก็ได้ เราต้องพร้อมที่จะแก้ไข และพยายามรับมือปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น” 

โอมาร์ โรดริเกรซ (Omar Rodriguez) ผู้กำกับการแสดงคณะละครทัวร์ The Lion King Musical เล่าว่านักแสดงและทีมงานซักซ้อมกันราว 2 เดือนก่อนออกทัวร์ไปทั่วโลก โดยระหว่างการแสดงก็ซ้อมด้วย เพื่อให้การแสดงสดใหม่ คุณภาพดี เพื่อไม่ให้การเล่นเรื่องเดิมซ้ำๆ น่าเบื่อหน่าย เป็นหน้าที่ของเขาที่จะให้การบ้านท้าทายนักแสดง มีโจทย์ใหม่ๆ ให้คิดให้แสดง และฝึกฝนนักแสดงตัวสำรองให้พร้อมออกไปเล่นอยู่เสมอ

03

ของขวัญแห่งโลกละคร

นักแสดง The Lion King Musical ต่างเติบโตมากับการ์ตูนดิสนีย์รุ่นดั้งเดิม เหมือนเด็กยุคแปดศูนย์เก้าศูนย์ทั่วโลกที่หลงใหลเรื่องราวผจญภัยของสิงโตเจ้าป่า 

“ผมได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรกตอนประถมต้น เราถูกเรียกไปรวมตัวกันที่ห้องวิดิโอ ผมตื่นเต้นสุดๆ และร้องเพลงคลอไปตลอดจนครูต้องสั่งให้เงียบ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องเพราะเพลงแอฟริกันที่ผมเข้าใจ พอโตขึ้นมา พ่อผมซื้อซีดีละครเพลงไว้ในรถ ผมนั่งฟังเพลง The Lion King ในรถได้ทั้งวันจนรถแบตเตอรี่หมด” มีโทโคซีสิ เอ็มเคย์ คานยาล (Mthokozisi Emkay Khanyile) เล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะ ชายหนุ่มเสียงทุ้มต่ำรับบทมูฟาซา พ่อของซิมบ้า มา 5 ปีแล้ว 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมก็โตมากับวิดิโอ The Lion King เป็นหนังโปรดที่ผมท่องได้ทุกประโยค รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ยังดู จนอายุยี่สิบต้นๆ ผมไปดูละครเพลงเรื่องนี้ครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันต้องเหมือนในหนัง แต่พอละครเริ่มเล่นผมก็รู้ตัวว่าคิดผิดทั้งหมด มันไม่เหมือนเลย ผมทึ่งกับการเล่าเรื่องและการออกแบบของจูลี่ เทย์มอร์ มันเป็นเรื่องเดิม แต่มันก็ต่างออกไป สิ่งที่ดึงดูดผมก็ต่างออกไปจากตอนเด็กๆ อะไรที่เคยขำก็ไม่ขำแล้ว อะไรที่ไม่เข้าใจตอนเด็กก็เริ่มเข้าใจ”

“เหตุผลที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนทุกวัยชื่นชอบ คนที่เคยดูเรื่องนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ถ้ามาดูเรื่องนี้พรุ่งนี้ คุณจะได้เห็นการแสดงที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาของคุณทำให้ประสบการณ์การดูต่างออกไป บางการแสดง คุณอาจจะคิดว่าวันนี้จะออกไปเล่นให้เด็กๆ ดู แต่เรื่องนี้คนดูได้ทุกวัย และทุกคนจะได้สิ่งที่ต่างออกไปหลังละครจบ”

แอนโทนี่ ลอเรนซ์ (Antony Lawrence) เจ้าของบทสการ์ สิงโตตัวร้ายทรงเสน่ห์ผู้เป็นอาของซิมบ้าเอ่ยสมทบ 

“ผมเชื่อว่าThe Lion King เป็นของขวัญ อาชีพนักแสดงมีอายุการทำงานสั้นมาก เราได้ของขวัญเป็นการได้เล่น The Lion King ในช่วงสั้นๆ ของเรา เส้นทางการงานของเราเดินไปข้างหน้า วันหนึ่งก็จะหยุดชะงักและต้องจากไป เมื่อมีเด็กรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ช่วงเวลาเหล่านี้จึงมีค่ามาก เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เล่นเรื่องนี้ครับ”

04

นักแสดงจากทั่วโลก

กว่าจะมาเล่นเรื่องนี้ นักแสดง 52 ชีวิตจากหลายเชื้อชาติ ผ่านการออดิชันจากทั่วโลก บางคนมีพื้นฐานจากการเล่นเป็น Ensemble หมู่มวลตัวประกอบมาก่อน บางคนถนัดการเต้น กายกรรม การเชิดหุ่น การร้องเพลง หรือสารพัดความสามารถพิเศษต่างๆ อย่าง อองเดรย์ จิวสัน (André Jewson) ผู้เชิดหุ่นซาซู นกเงือกปากแดง มหาดเล็กคู่ใจมูฟาซา ที่ดูแลซิมบ้าตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรื่องนี้เขาทั้งร้องเพลง เชิดหุ่นนก และแสดงบทบาทตลกขบขันไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตัวละครที่เด็กๆ โปรดปรานเป็นพิเศษ

“ละครเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหลายสิ่งที่ผมชอบ การเชิดหุ่น การเล่าเรื่อง การร้องเพลง ผมพยายามเก็บลักษณะตัวละครในหนัง และพยายามข้ามมาตรฐานความคาดหวังคนดู แต่การพากย์เสียงกับการเล่นละครเพลงบนเวทีไม่เหมือนกันเลย” อองเดรย์อธิบาย

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการ์ตูน The Lion King นั้นคลาสสิกขึ้นหิ้งมากๆ การพยายามเลียนแบบเสียงนักพากย์เหล่านั้นไม่มีทางจะทำได้ดีกว่า พวกเขาหยิบยืมลักษณะตัวละครดั้งเดิม มาสร้างตัวละครในแบบของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนได้

อแมนด้า คูนีน (Amanda Kunene) นักแสดงสาวร่างเล็กที่รับบทนาล่า สิงโตคู่รักของซิมบ้าเล่าว่าตอนออดิชั่นละครเรื่องนี้ เธอหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน หายใจหายคอกินนอนเป็นนาล่า เพราะอยากรู้จักตัวละครนี้อย่างถ่องแท้

“ฉันประทับใจมากที่นักแสดงทุกคนที่เล่นเป็นนาล่ามาก่อนฉันไม่เหมือนกันเลย ทุกคนตีความต่างกันไป บางคนถนัดเรื่องการเคลื่อนไหว บางคนถนัดเรื่องเสียง พวกเธอเป็นแรงบันดาลใจให้นาล่าแบบของฉัน ฉันเรียนรู้จากคนที่ทำงานในวงการนี้มานาน ฉันค้นข้อมูลเยอะมาก เรียนรู้จากพวกเธอ และสุดท้ายก็ถอดนาล่าออก เป็นแค่อแมนด้า ตอนนั้นแหละที่เป็นช่วงเวลาที่ฉันกลัวที่สุด ตัวละครนี้แข็งแกร่งมากๆ ฉันโตมาในครอบครัวผู้หญิงแกร่ง เมื่อคิดถึงนาล่า ฉันจะคิดถึงสมาชิกครอบครัวที่กล้าหาญและแข็งแกร่งมากๆ ฉันได้ค้นพบและสร้างนาล่าที่สดใหม่ขึ้นมาในแบบของตัวเอง”

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“มี The Lion King หลากหลายเวอร์ชั่นเล่นตลอดเวลาทั่วโลก ราฟิกิทุกคนเล่นแบบที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ตอนเริ่มเล่นฉันก็ดูวิดิโอที่คนอื่นเล่น เพราะฉันไม่แน่ใจว่าราฟิกิเป็นยังไง ตอนแรกฉันเริ่มจากเล่นเป็นตัวประกอบ ไม่รู้ว่าแม่หมอนี้เป็นยังไงกันแน่ เลยดูวิดิโอซ้ำๆ จนมีผู้กำกับคนนึงบอกว่าฉันพูดและเคลื่อนไหวเหมือนคนนั้นคนนี้ ฉันเลยต้องเลิกดู และพยายามหาว่าราฟิกิเป็นใครกันแน่ ในแบบของตัวเอง”

“คนแอฟริกาใต้หลายต่อหลายคนเดินทางไป Zangoma (หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเวทมนต์) เพื่อรับสมุนไพรรักษา หรือทำนายอนาคต ฉันไม่ได้โตมาแบบนั้น เลยต้องพยายามขุดหารากการเป็นชาวแอฟริกันและวิธีการเป็นราฟิกิ จะลงไปคลานสี่เท้าเป็นลิงก็ได้ แต่ฉันพยายามทำให้เธอเป็นมนุษย์มากขึ้น จริงมากขึ้น แม้ไม่พูดอะไรเลย แต่คุณรู้สึกได้ว่าเธอเปี่ยมไปด้วยความรักความเอาใส่ใจ เธอคือผู้เยียวยา”

เเซปา พิทเจง (Ntsepa Pitjeng) ผู้รับบทลิงปุโรหิตย้อนความหลังให้ฟัง ราฟิกิเวอร์ชั่นละครเพลงเป็นตัวละครที่เพศต่างจากในการ์ตูน เพราะผู้กำกับจูลี่ เทย์มอร์เห็นว่าไม่มีตัวละครหญิงที่รับบทบาทสำคัญในเรื่องนี้เพียงพอ เลยปรับบทลิงแมนดริลจากเพศชายเป็นเพศหญิง 

แซปาเล่นเป็นราฟิกิมา 8 ปีแล้ว เธอสวมบทบาทเป็นผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณของลูกสิงโตเจ้าป่าสัปดาห์ละ 8 รอบ ความท้าทายของการรับบทเดิมซ้ำๆ คือการเอาชนะตัวเองอยู่เสมอ หาความสดใหม่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมเวที โดยไม่เชื่อว่าตัวเอง ‘เอาอยู่’ หากไม่พยายาม

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมเพิ่งมาร่วมงานกับนักแสดงทีมนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ไม่เคยเล่นเป็นซิมบ้ามาก่อน แต่พอเล่นเรื่องเดียวแปดรอบต่อสัปดาห์ ครอบครัวผมถามซ้ำๆ ว่าไม่เบื่อเลยเหรอ ทำได้ไง ผมโชคดีที่ผมหลงใหลสิ่งที่ผมทำ และพยายามทำเต็มที่ทุกวัน พยายามซึมซับเรื่องราว การเคลื่อนไหว แสงไฟ และทุกสิ่งบนเวที บางครั้งผมร้องไห้ระหว่างช่วงพักการแสดง มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตทั้งบนเวทีและหลังฉาก กำลังพยายามทำให้สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกิดขึ้น”

“บางคนอาจจะเคยดู The Lion King Musical มาแล้ว แต่ผมพยายามคิดว่าทุกคนมาดูเรื่องนี้ครั้งแรก และนี่อาจเป็นประสบการณ์แรกในโรงละครของพวกเขา หน้าที่ของผมคือช่วยให้พวกเขาอยากมาดูละครเวทีอีก หรืออยากดูเรื่องนี้อีก หรืออยากฟังเพลงอีก” 

จอร์แดน ชอว์ (Jordan Shaw) ซิมบ้าหนุ่มไฟแรงจากลอนดอนกล่าวปิดท้าย จากเด็กชายที่ไปโรงละครทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เติบโตมากับการยืนจ้องโปสเตอร์ The Lion King Musical หน้าโรงละคร สิงโตเจ้าป่ามีความหมายสำหรับเขามาก และเขาเชื่อว่าละครเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมาย

“พอได้เล่นก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องนี้ลึกซึ้งขนาดไหน มีคนดูที่ร้องไห้และบอกผมว่าเขาดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงตัวเองตอนที่เสียพ่อไป หรือการดูเรื่องนี้ช่วยให้เขาอยากกลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีต ทุกคืนที่เล่นผมไม่มีทางลืมเรื่องเหล่านี้ เลยพยายามทำงานหนักและพัฒนาตัวเองต่อไปครับ”

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

23 มิถุนายน 2561
36 K

กล่องสี่เหลี่ยมหลังคาหน้าจั่ว มีประตู มีหน้าต่าง มีต้นไม้ใหญ่ข้างๆ และพ่อแม่ลูกยืนเรียงพร้อมใบหน้าเปื้อนสุข นี่คือบ้านและความสุขสามัญในวัยเยาว์ที่เราเฝ้าฝันถึง

แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เก็บสะสมประสบการณ์ ความทรงจำ และเรื่องราว ผ่านกาลเวลาจนกลายเป็นเราในทุกวันนี้ ทุกคนมีเรื่องราว และเรื่องราวเหล่านั้นคือเสน่ห์ของความเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ภาพของบ้านและความสุขที่เราเคยวาดไว้ในวัยเยาว์นั้นยังเป็นภาพเดิมอยู่ไหม

ทุกคนมีเรื่องราว และเรื่องราวเหล่านั้นคือความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสะท้อนผ่านการใช้ชีวิต แรงบันดาลใจ ความเป็นตัวตน และความสุข ของแต่ละคน

และต่อไปนี้คือคน 3 คน กับบ้าน 3 หลัง ซึ่งตอกย้ำว่าเราสามารถเลือกอยู่แบบที่เราอยากอยู่ได้

หลังที่ 1

ห้องเช่าย่านคลาสสิกที่ตกแต่งด้วยตัวเองในสไตล์ Industrial Loft ของ อ๋อง-วุฒิกร เอกรัตนสมภพ
แห่ง Visionary Studio

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

เขียวหวาน น้องหมาตัวเล็กสุดแสบและ อ๋อง-วุฒิกร เอกรัตนสมภพ แห่ง Visionary Studio เปิดประตูต้อนรับเราเข้าสู่ ‘บ้าน’ ในอพาร์ตเมนต์ย่านราชวัตรที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ห่างไกลจากประโยค “เป็นห้องที่เช่าเขาอยู่นะครับ” ชายเจ้าของบ้านออกตัวกับเราตั้งแต่ก้าวแรกของการมาเยี่ยมเยียน ในทุกๆ พื้นที่เต็มไปด้วยข้าวของชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ที่ถูกจับวางอย่างเป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่งห้องในสไตล์ Industrial Loft

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Building dream house

ตอนเด็กๆ เราอยู่บ้านแล้วไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง เคยร้องอยากทำห้องส่วนตัว พยายามตื๊อจนพ่อยอมตอกไม้กั้นห้องให้ แต่ก็ไม่เชิงเป็นห้องซะทีเดียว เพราะต้องแบ่งห้องกันกับน้องสาว จนเริ่มโตย้ายมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อยู่หอพัก แต่อยู่บ้านหลังใหญ่ที่แชร์ร่วมกันกับเพื่อนและรุ่นพี่อีกหลายคน เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เด็กจนเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรจบ เรายังไม่เคยมีพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง พอถึงวัยทำงาน เราก็เริ่มเก็บเงินเพื่อหาซื้อคอนโดมิเนียม แต่เมื่อเทียบกับงบประมาณที่มีอยู่จำกัด มันแทบจะซื้อห้องแบบที่เราชอบไม่ได้เลย ตอนนั้นเราก็คิดว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไปดี จนกระทั่งได้มาเจออพาร์ตเมนต์นี้ เนื่องจากเราทำงานโฆษณา ทำให้ได้เจอโลเคชันแปลกๆ ใหม่ๆ เยอะ มีอยู่คืนหนึ่งเราต้องมาขนพร็อพตอนกลางดึกที่นี่ ซึ่งแม้จะมืดมองไม่ค่อยเห็นอะไรก็ตาม แต่ก็รู้สึกถูกชะตากับที่นี่ไปแล้ว

วันต่อมาเราเลยโทรศัพท์หาเพื่อนที่เป็นสไตลิสต์ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ว่าเราอยากเข้ามาดูที่พัก ด้วยความบังเอิญซึ่งถือว่าโชคดีสุดๆ จังหวะนั้นมีชาวต่างชาติย้ายออกพอดี 1 ห้อง หลังจากมาสำรวจสถานที่ตอนกลางวัน ทำให้ได้พบว่าที่นี่ตอบโจทย์ที่สุดตั้งแต่มองหาที่พักมาเลย อาคารมีความคลาสสิก มีสระว่ายน้ำ แปลนห้องที่เราจะเช่าต่อจากชาวต่างชาติก็เป็นสเปซแบบที่เราอยากได้มานาน เลยวางมัดจำห้องวันนั้นเลย เพราะโอกาสที่จะได้ห้องนี้มันยากมาก และแน่นอนล่ะว่าเช่าอยู่ที่นี่ คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเสียดายเช่าเดือนละหมื่นกว่าบาท เอาเงินค่าเช่านี้ไปซื้อคอนโดมิเนียมดีกว่าไหม เราก็นั่งบวกลบคูณหารดู ถ้าเราอยู่ที่นี่ 10 ปี เราจะเสียเงินค่าเช่าทั้งหมด 1 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ 1 ล้านบาทในยุคนี้มันแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยกับอสังหาริมทรัพย์ ผมยอมทิ้ง 1 ล้านบาทกับ 10 ปีในพื้นที่ที่ผมชอบ ซึ่งตอนนี้ก็เข้าปีที่ 8 แล้วนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

อีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องโลเคชัน ที่นี่คือย่านราชวัตร มีความคลาสสิกด้วยรูปแบบของสถาปัตยกรรมโดยรอบ มีตึกเก่า ตลาดเก่า สำนักงานราชการ และด้วยความที่ใกล้วัง ทำให้ย่านนี้สร้างได้เฉพาะตึกที่สูงไม่มากนัก ไม่บดบังทัศนียภาพ และเป็นจุดกึ่งกลางการใช้ชีวิตของเราพอดี จะกลับไปศิลปากรก็ได้ ไปฝั่งธนบุรีก็ใกล้ จะไปจตุจักร ลาดพร้าว ก็ใกล้ จะไปทำงานที่ออฟฟิศที่สีลมก็ใกล้ สภาพแวดล้อมจึงถือว่าลงตัวพอดี”

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Happiness is all around

ปัญหาสุดคลาสสิกของคนที่อยู่ห้องเช่าคือ แนวคิดที่ว่าเราควรแตะต้องวุ่นวายกับผนังและโครงสร้างให้น้อยที่สุด ซึ่งก็คงเป็นความโชคดีของผมด้วยที่เจ้าของห้องนี้เขาไม่ได้จุกจิกจู้จี้เลย และเขาเลือกที่จะตามใจคนอยู่ เราแค่คุยกันถึงจุดเริ่มต้นและตอนจบ แต่ช่วงเวลาระหว่างกลางมันเป็นช่วงเวลาในการอยู่อาศัยของเรา ดังนั้น ตอนที่เริ่มปรับปรุง ต่อเติม ส่วนต่างๆ ในห้อง เราก็มีวิธีสื่อสารกับเจ้าของห้องในแบบของเรา อย่างครัวตรงนี้เดิมมันเป็นผนังโล่งๆ สีฟ้าพาสเทล ซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน เป็นคราบเลอะเต็มผนัง อยากรื้อทำใหม่ เราก็ทำ Reference ให้เจ้าของห้องดูเลย เหมือนทำ Pre-production ชิ้นหนึ่งให้ลูกค้าดู แจกแจงเขาอย่างละเอียดว่าจะทำอะไรบ้าง เริ่มจากจะรื้อผนัง จากนั้นก่ออิฐมอญขึ้นมาใหม่ ฉาบปูนเปลือยทับ แล้วตอนเราย้ายออกจะทาสีกลับไปเป็นแบบเดิมให้นะ ก็เหมือนเราช่วยดูแลให้ห้องเขาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากขึ้น

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

บ้านในฝันของเราสมัยเด็กๆ คือบ้านหลังใหญ่ มี 2 ชั้น มีหมา มีที่จอดรถ แต่เมื่อเราโตขึ้น สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามวัย ความฝันก็เช่นกัน กับบ้านหลังนี้เราพยายามใส่ความเป็นตัวเราเข้าไปให้มากที่สุด เราโชคดีที่เรารู้ตัวเองตั้งแต่เด็ก รู้ว่าอยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร เราก็มุ่งไปในเส้นทางนั้น การแต่งบ้านก็เหมือนกัน เมื่อเรารู้ว่าเราชอบแบบไหน และเราก็มุ่งไปทางนั้น เราชอบข้าวของแปลกตา มีเรื่องราว ชอบของที่มีตำหนิ ของที่ไม่ต้องราคาแพงก็ได้ แต่มองแล้วสวย เท่ ซึ่งในสายตาคนเรียนอาร์ตแบบเรา ทุกอย่างมันทำให้มีดีไซน์ได้หมด แต่เราต้องจับจุดให้เจอ อาจจะด้วยวัสดุ เทกซ์เจอร์หรือสี หากเราจับถูกจุดของไม่สวยก็ทำให้สวยได้ ไม่ต้องแปลกใจที่บ้านนี้มีข้าวของเยอะ เพราะเวลาเราออกเดินทางไปในที่ต่างๆ เวลาเจออะไรที่เป็นตัวเรา เราก็อยากหยิบจับกลับมาไว้ในบ้านเรา ดังนั้น ทุกอย่างในบ้านหลังนี้คือตัวเราทั้งสิ้น

“เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตมาแล้ว ช่วงก่อตั้งบริษัท สร้างเนื้อสร้างตัว ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ปูพื้นฐานการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน จนตอนนี้เริ่มอยู่ตัว ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองทั้งหมด ทั้งการทำงานและใช้ชีวิต รักหมาก็ได้เลี้ยงหมา รักดนตรีก็ได้เล่นดนตรี รักต้นไม้ก็ได้ปลูกต้นไม้ และที่สำคัญที่สุดคือได้ทำงานที่เรารักและภาคภูมิใจ ทำให้ในทุกวันของชีวิตคือความสุขในแบบของเรา”

หลังที่ 2

บ้านริมทางรถไฟในตลาดยิปซีเก่าแบบสแกนดิเนเวียผสมผสานญี่ปุ่นของ ปุ๊-อิศเรศ จันทรวดี
แห่ง The Attic Diary Cafe

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

เสียงฉึกฉักของวิ่งไฟที่วิ่งผ่านหน้าบ้านไปในระยะไม่กี่สิบเมตร กลิ่นดินกลิ่นหญ้าและสายลมที่พัดโชยอ่อนๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในทุ่งหญ้าที่ไหนสักแห่ง ทั้งที่ความจริงเราอยู่ในบ้านไม้สไตล์สแกนดิเนเวียผสมผสานญี่ปุ่นขนาดกะทัดรัดย่านบางซ่อน

หลังเดินผ่านประตูบ้าน เราก็นั่งลงสนทนาเรื่องความจริงแท้ของชีวิตกับ ปุ๊-อิศเรศ จัทรวดี เจ้าของบ้านและร้านอาหารชื่อ The Attic Diary Café แห่งนี้ต่างหาก

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Building dream house

“เราเคยเป็นคนหนึ่งที่มีทุกอย่าง ทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตและครอบครัวที่ดีสมบูรณ์พร้อม จนเมื่อถึงวันหนึ่งเราเลือกที่จะละทิ้งสิ่งเหล่านั้นเพื่อออกเดินทางสู่เส้นทางสายใหม่ เลือกที่จะปลีกวิเวกเพื่อมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เมื่อโจทย์ชีวิตเปลี่ยนไป มันก็เป็นหน้าที่ของสติปัญญาของเราที่ต้องขบคิดหาทางออกให้กับเส้นทางที่เราเลือกเดิน

“ที่นี่คือชุมทางสยามยิปซี ซึ่งแต่ก่อนเป็นตลาดขายของที่มีร้านรวงอยู่เยอะมาก แต่ค่อยๆ เลิกกิจการไปทีละร้านจนตอนนี้เหลือแค่เรา ซึ่งมีร้านขายเสื้อผ้าอยู่ที่นี่มาแต่แรก จนทุกวันนี้ก็ยังขายได้ทั้งขายส่งและมีลูกค้ามาซื้อที่ร้าน เราเลยไม่ได้เดือดร้อนกับการที่คนค่อยๆ ทยอยย้ายกันออกไป กลับรู้สึกถึงความเงียบสงบในมุมหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในกรุงเทพฯ เลยไปขอเช่าพื้นที่เพื่อสร้างบ้าน บ้านของเราหลังนี้จึงสร้างภายใต้โจทย์ที่เรียบง่าย นั่นคือเป็นบ้านที่เราอยู่ตัวคนเดียวและสามารถเป็นสถานที่ประกอบอาชีพได้ด้วย โดยใส่ส่วนผสมความเป็นตัวเองลงไป

“อะไรหลายๆ อย่างที่เคยอยากทำแต่ยังไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาหรือจังหวะให้ได้ทำ ก็ทำมันเสียในบ้านหลังนี้ อย่างเช่นห้องทดลองต้นไม้ เพราะเราเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ มีหลังคาบ้านที่เราสามารถปีนขึ้นไปนั่ง นอน คิดเรื่องต่างๆ เวลาเครียดหรืออยากอยู่คนเดียว มีที่วางเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่เราสะสมมาทั้งชีวิต มีโฮมเธียเตอร์ไว้ให้เราเสพความบันเทิง มีแท่นบูชาเล็กๆ ให้เราได้กราบไหว้ ทำชีวิตให้มันน้อยลง ทำตามตัวเอง ไม่ต้องทำตามใครๆ หรือทำเพื่อหวังให้ใครมาชื่นชม เพราะนี่คือบ้านของเรา เราคือคนที่อยู่ที่นี่ 24 ชั่วโมง ไม่มีใครจะมารู้ดีไปกว่าเราได้

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

คอนเซ็ปต์หลักคือความเป็นสแกนดิเนเวียที่จะแสดงออกมาผ่านวัสดุและการออกแบบส่วนต่างๆ ภายในบ้าน ไม้ที่ใช้ในบ้านหลังนี้ผมสั่งมาจากประเทศฟินแลนด์ มาย้อมเป็นสีที่เราอยากได้ โดยใส่กิมมิกด้านฟังก์ชันที่หลากหลายในการใช้งานแบบบ้านญี่ปุ่นด้วยข้อกำจัดด้านพื้นที่ซึ่งมีขนาดเพียง 9 x 6 เมตร เริ่มจากวัดของชิ้นใหญ่ๆ ที่เราต้องใส่ไว้ในบ้านอย่างรถยนต์ ระยะเปิดประตูแค่ไหน ระยะจากเพดานแค่ไหน จากนั้นก็วางเสาเลย ถ้ามองดีๆ คุณจะเห็นว่าบ้านหลังนี้เป็นรูปทรงโรงนา เพดานสูง โปร่ง มองจากข้างนอกอาจจะเหมือนบ้านฝรั่ง แต่ถ้าเดินเข้ามาข้างใน จริงๆ แล้วทรอปิคอลมาก เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้เมืองร้อนที่ผมทดลองปลูกไว้ในเต็มบ้านไปหมด”

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Happiness is all around

“จากเมื่อก่อนเราเป็นผู้กำกับที่สั่งคนนู้นคนนี้ทำงาน ชีวิตเคลื่อนที่เร็วมาก จนมาทุกวันนี้ทุกอย่างชะลอช้าลง ทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันมันอิ่มเอม เราปล่อยให้เวลาไหลผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากร้านเสื้อผ้าที่อยู่ติดกับตัวบ้าน เรายังเปิดบ้านเป็นร้านอาหารเล็กๆ ในโจทย์ Chef’s Table ขึ้นมา คุณเข้ามานั่งกินอาหารฝีมือเรา ซึมซับบรรยากาศการใช้ชีวิตในบ้านของเรา แต่ต้องจองก่อน เพราะเราจะซื้อวัตถุดิบเท่าที่ลูกค้าบอกเมนูล่วงหน้าไว้เท่านั้น โดยเป็นต้นตำหรับอาหารไทยจากคุณยายซึ่งเคยอยู่ในวังสมัยรัชกาลที่ 6 เราเองช่วยคุณยายในครัวมาตั้งแต่เล็กๆ เป็นความรู้ที่ซึมซับเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว ทุกวันนี้บางทีที่ทำบางเมนูยังได้ยินคำพูดคุณยายดังก้องอยู่ในโสตประสาท

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เราไม่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองอยู่กรุงเทพฯ เลย แม้ว่าออกจากบ้านขึ้นทางด่วนไปไม่กี่นาทีก็ถึงทองหล่อ แต่มันสุขสงบด้วยบรรยากาศ มีรถไฟผ่านหน้าบ้าน ตื่นเช้าก็ได้ยินเสียงนกร้อง ไก่ขัน กลางคืนฝนตกก็ได้ยินเสียงกบเขียดร้องระงมไปหมด คืนไหนโชคดีจะได้เห็นหิ่งห้อยบินโฉบบ้านไปมา ไม่เห็นการจราจรใดๆ ไม่เห็นรถยนต์ เห็นเพียงแค่ธรรมชาติและตัวเราเท่านั้น คนที่ไม่เคยมีก็อยากได้ อยากเป็น อยากมี แต่แท้จริงแล้วเมื่อคุณได้มันมา ชีวิตมันก็เท่านั้น ทุกอย่างมันเป็นแค่สิ่งที่สวยงามฉาบฉวย สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติ

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

“เราอยากปลีกวิเวกออกไปอยู่ในป่าเลยด้วยซ้ำ แต่เรายังมีภาระหน้าที่ มีความจำเป็นที่ยังต้องอยู่ใกล้กรุงเทพฯ อยู่ เลยตีโจทย์ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ แบบไหนจึงจะเป็นแบบที่เรามีความสุขตามอัตภาพที่เรามีได้ดีที่สุด คำตอบคือบ้านหลังนี้ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นเส้นทางในการดำเนินชีวิตที่เราเลือกจะก้าวเดิน”

หลังที่ 3

บ้านดินทำมือแบบเรียบง่ายที่ซ่อนตัวอยู่กลางกรุงของ แพร-ฉัตรพร นิลธรรมชาติ แห่งแบรนด์ RE+PAIR

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

เดินหลบความจอแจความวุ่นวายของถนนรัชโยธินเข้ามาในซอยไม่กี่นาที เราก็พบกับบ้านเปื้อนดินสีเหลืองสดใสของ แพร-ฉัตรพร นิลธรรมชาติ แห่งแบรนด์ RE+PAIR

บ้านดินทำมือสองชั้นหลังนี้เป็นทั้งที่นอน ที่ทำงาน และที่ใช้ชีวิต ข้างๆ คือแปลงปลูกผักสวนครัว ถัดไปหน่อยเป็นฟาร์มไส้เดือนที่ย่อส่วนให้เหลือแค่กล่องซ้อนกันไม่กี่ชั้น ในพื้นที่ไม่กี่ตารางวานี้คือชีวิตของเธอคนนี้

ส่วนเธออยากอยู่อย่างไร ชีวิตต้องการอะไร คือสิ่งที่เราได้คุยกับเธอ

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Building dream house

“เราเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่อยู่ในเมืองมาตลอดชีวิต จนกระทั่งได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พบรูปแบบการใช้ชีวิตและวัฒนธรรมที่เราไม่เคยเห็น สิ่งเหล่านั้นค่อยๆ เปลี่ยนตัวตนของเราไปทีละน้อยจนกลายเป็นตัวเราอย่างทุกวันนี้ จากกินข้าวตามร้านที่สยาม เมื่อมาอยู่เชียงใหม่ เวลาพักเที่ยงเพียงชั่วโมงเดียวก็นานพอที่เราจะไปซื้อส้มตำหลังมหาวิทยาลัย แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปกินริมน้ำตกห้วยแก้ว กินเสร็จก็กลับลงมาเข้าเรียนได้อย่างสบายๆ ไปเรียนไม่ต้องโหนรถไฟฟ้าฝ่ารถติดไปนะ แค่เดินหรือขี่จักรยานไปก็ถึงแล้ว ชีวิตมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งเรียนจบเราก็ต้องกลับลงมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ เริ่มหางานประจำทำ และปรับตัวเรื่องการใช้ชีวิตอีกรอบ (หัวเราะ) ที่เชียงใหม่เราแทบจะไม่ดูเวลา อยากไปไหนก็ไปได้ ชีวิตมีทางเลือกมากมาย กลับมาอยู่กรุงเทพฯ เราเป็นตัวเองแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเราต้องเป็นไปตามสังคมที่ตีกรอบให้เราทำ

“เราเริ่มทำแบรนด์ซึ่งต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ เป็นการนำขยะมารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ ตอนนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้ส่งออกนอก ได้ไปจัดนิทรรศการที่ต่างประเทศ ช่วงนั้นเราฟู่ฟ่ามากเพราะหาเงินได้เยอะ แต่งตัวเป็นนักออกแบบเท่ๆ มีสื่อมวลชนให้ความสนใจ จนถึงจุดหนึ่งเราได้รับออร์เดอร์มา 3,000 ชิ้น แต่เรารู้สึกว่าเราทำไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวตนของเราอีกต่อไปแล้ว เราเริ่มซื้อขวดมาทำ เราไม่ได้ใช้ขยะในการทำผลิตภัณฑ์ของเราอีกแล้ว มันไม่ใช่คอนเซปต์เดิมที่เราเคยคิดไว้ คำว่า Eco ที่แปะไว้บนของๆ เรามันเป็นแค่การตลาดแล้วนี่หว่า เรากลายเป็นคนที่ทำของขายเพื่อเงินแล้วนำเงินไปแลกของที่เราอยากได้ เราเลยกลับมาตั้งต้นคิดว่าแล้วถ้าไม่มีเงินล่ะ เราจะอยู่อย่างไร

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

“เราจึงไปเข้าคอร์สสอนการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเองของพี่โจน จันได ชื่อคอร์สเอาจริง! ข้างล่างเขียนว่าอยู่ได้โดยไม่ใช้เงิน ตอนนั้นเราคิดเลยว่า แม่ง จะบ้าหรอวะ จะอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ใช้เงิน แต่ตลอด 21 วันในคอร์สนี้แหละที่เปลี่ยนชีวิตเราอีกครั้ง ชีวิตคนเราต้องการแค่ปัจจัยสี่ อาหารเราก็ปลูกกินเอง ยารักษาโรคคือสมุนไพร เสื้อผ้าเราไม่ต้องซื้อเพิ่มถ้าไม่จำเป็น เพราะเราก็ตัวเท่าเดิม และสิ่งที่ใหญ่ที่สุดคือบ้าน คนเราเก็บเงินทั้งชีวิตเพราะอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เขาเลยมาสอนการทำบ้านด้วยดินและสองมือ”

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Happiness is all around

“บ้านที่เราอยู่มาตั้งแต่เด็กสะท้อนบุคลิกและตัวตนของแม่เรา ซึ่งไม่ชอบสวน ไม่ชอบดิน เพราะดูแลลำบาก มันเลยเป็นบ้านที่ไม่ค่อยมีตัวตนของเราอยู่เลย ที่ผ่านมาเราคิดมาโดยตลอดว่าสุดท้ายเราต้องไปอยู่เชียงใหม่ เพราะตัวตนของเรามาจากที่นั่น สังคมเราก็อยู่ที่นั่น เรามองเห็นแต่ข้อจำกัดที่ทำให้เราอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ จนหลังจาก 21 วันในคอร์สเอาจริง! เรากลับมาถึงกรุงเทพฯ และคิดว่าต้องสร้างเลย บ้านดินที่สร้างจากสองมือเราเอง ไม่อย่างนั้นไม่ได้อยู่สักที พอเราประกาศว่าเราจะเริ่มทำบ้านดินในกรุงเทพฯ เพื่อนๆ ที่ไปเรียนในคอร์สนี้ด้วยกันจึงสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนกรุงเทพฯ ทั้งนั้น  บ้านหลังนี้ก็เลยเป็นพื้นที่ทดลองของทุกคน เราว่ามันเป็นบ้านดินที่โคตรไม่เนี้ยบที่สุดแล้วในประเทศไทย (หัวเราะ)

“ถ้าจะเรียกว่าบ้านดินที่หลังนี้เป็นบ้านในฝันได้หรือเปล่า ณ เวลานี้ก็คงได้นะ เพราะจริงๆ แล้วความฝันของเรามันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่มันก็สะท้อนบุคลิกและตัวตนของเราออกมาได้ทั้งหมด เราสร้างมันขึ้นมาเองด้วยสองมือ ออกแบบเอง ทำเองทุกอย่าง คนเรามันไม่รู้จักพอ อยากได้อยากมีไปเรื่อย ตัวเราเองก็พยายามที่จะพออยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าตอนนี้เราตัดกิเลสไปได้เยอะพอสมควรจากแต่ก่อน เพราะพอเรามาวิถีนี้ รายได้เราน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก เราเลยคิดว่าถ้าเรารายได้น้อยลง เราก็ต้องตัดรายจ่าย เราก็ต้องตัดความอยากทิ้งเสีย พูดง่ายๆ ก็คือปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไปได้

“เราเคยอ้างว่าชีวิตในแบบของเรา บ้านในฝันของเราต้องอยู่ที่เชียงใหม่ แต่จริงๆ แล้วถ้าเราหยุดอ้าง แล้วมองหาความเป็นไปได้ภายใต้ข้อกำจัด เราก็สามารถทำทุกที่ให้เป็นที่ในฝันของเราได้”

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

ทุกคนล้วนมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตด้วยกันทั้งนั้น อย่าให้ความฝันในการสร้างความสุขจากการได้อยู่ในที่ๆ เราอยากอยู่ถูกจำกัดด้วยคำว่าเป็นไปไม่ได้

‘อยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น’ ด้วยบริการออกแบบตกแต่งภายในบ้านครบวงจร แบบไม่จำกัดสไตล์จาก SB Interior Team ที่พร้อมช่วยเหลือเรื่องการออกแบบ และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ

ตั้งแต่การช่วยคิดคอนเซ็ปต์ดีไซน์ มองหาเฟอร์นิเจอร์ที่ใช่ ไปจนถึงการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเรา สามารถติดต่อใช้บริการ SB Interior Team ได้ที่ SB Design Square ทุกสาขาใกล้บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sbdesignsquare.com

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load