01

โรคระบาดที่กระทบถึงภาคการศึกษา

ความจริงที่น่าตกใจ คือปีนี้มีเด็กๆ กว่า 7 แสนคนทั่วประเทศต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา สาเหตุแรกมาจากความบอบช้ำของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ครอบครัวของคนนับล้านตกงาน ทำให้น้องๆ ในครอบครัวเหล่านี้ไม่สามารถกลับมาเข้าเรียนเนื่องจากขาดแคลนเงิน ทั้งที่การเข้าถึงการศึกษา เพื่อโอกาสใช้ชีวิตในอนาคต เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่น้องทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม

สาเหตุต่อมาคือระบบการเรียนออนไลน์ ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใช้ในช่วงที่ต้องมีการกักตัวอยู่บ้าน เรื่อยมาจนตอนนี้ที่บางพื้นที่หรือบางวิชา ยังใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบนี้อยู่ แน่นอนว่าน้องๆ ปลอดภัยมากขึ้น เพราะไม่ต้องออกไปรับภาวะเสี่ยงข้างนอก แต่ปัญหาที่ตามมา คือมีเด็กมากมายที่ไม่สามารถเข้าถึงสื่อการสอนนี้ เพราะขาดแคลนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารห่างไกล ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจไปไม่ถึง

ดังนั้นเมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ปกติก็เป็นปัญหาใหญ่อยู่แล้ว ในปีนี้ที่ทุกคนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ยิ่งทำให้ช่องว่างแห่งความไม่เท่าเทียมนี้ขยายใหญ่ขึ้นอีก

เพราะความจริงที่น่าตกใจนี้ เราเลยมาคุยกับทีม Limited Education ซึ่งประกอบไปด้วย พิ-พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน, ณัฐ-ณัฐชยา จรรยาพาณิชย์ Communication Designer, อาย-อคัมย์สิริ ภคปรีชาพัฒน์ Project Manager และแคน-นพัชธวัช วงษ์เจริญสิน Change Manager

คนรุ่นใหม่ที่ตั้งหน้าตั้งตา สร้างความรับรู้และชวนคนเมืองอย่างเราๆ ที่อาจไม่เคยรู้ถึงปัญหานี้เลย มาร่วมระดมทุน เพื่อนำเงินไปอุดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของน้องๆ ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อย่างขะมักเขม้นมากว่า 4 ปีแล้ว 

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

02

การศึกษาที่ไม่จำกัดอยู่ที่ใคร

เชื่อว่าหลายคนเคยซื้อ ‘ขนมปังเนยโสด’ แสนอร่อยจากร้าน After You และก็เชื่อว่าหลายคนไม่รู้ว่าทันทีที่ขนมปังเนยโสดเข้าปาก คุณก็มีส่วนช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้น้องๆ ที่จะเป็นอนาคตของประเทศไปแล้วเช่นกัน เพราะรายได้จากการขายขนมปังเนยโสด นำไปให้ Limited Education ที่ส่งต่อให้โครงการร้อยพลังการศึกษาอีกที

หรือเมื่อ 3 – 4 ปีที่แล้ว เสื้อยืดสกรีนชื่อสะกดผิดสะกดถูกของแบรนด์ Greyhound ที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นก็เป็นผลงานของพวกเขา แต่ละปี Limited Education ระดมทุนไปช่วยเด็กๆ ให้เข้าถึงการเรียนรู้ได้นับล้านบาท โดยมีคนเมืองเป็นผู้สนับสนุนอย่างเต็มใจและสุขใจด้วย เพราะนอกจากได้ช่วยน้องๆ แล้ว เรายังได้กินขนมอร่อย ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีมาใช้อีกด้วย

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

ความท้าทายของปีนี้ คือนอกจากความรุนแรงในการหลุดจากระบบการศึกษาจะเพิ่มขึ้น หัวใจที่ทำให้ Limited Education ระดมทุนไปช้วยน้องๆ ได้อย่างต่อเนื่อง คือการ Collaboration กับแบรนด์ต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไปเช่นกัน เพราะแบรนด์ต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่ต่างกัน ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา

โจทย์คือ จะทำยังไงให้รูปแบบการช่วยเหลือไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ผู้คน เมื่อรู้สึกว่านี่เป็นปัญหาใกล้ตัว และเราก็ช่วยเหลือได้จากเรื่องใกล้ตัว ทุกคนย่อมยินดีหยิบยื่นมือเข้ามา

03

พลังของชุมชนคนรักศิลปะ

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

เป็นที่มาของ Community Power โปรเจกต์ในปีนี้ที่ Limited Education ไปจับมือกับกลุ่มคนหลากหลายแวดวง เพื่อนำความชอบ ความสนใจ และความถนัดของแต่ละคน มาช่วยกันระดมทุนไปช่วยน้องๆ รวมถึงสื่อสารเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจาก COVID-19 ที่น้องๆ มากกว่า 7 แสนคนจะต้องหลุดจากระบบโรงเรียน 

โดยได้ศิลปินและนักออกแบบชาวไทยกว่า 17 คน ที่มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ และมีผู้ติดตามเหนียวแน่นเป็นชุมชนผู้ชื่นชอบผลงานศิลปะ มาช่วยกันสร้างสรรค์ของที่ระลึกสำหรับการระดมทุนในปีนี้ ทีม Limited Education บอกว่า ทันทีที่ติดต่อศิลปินไป แต่ละคนตอบรับกลับมาว่องไวมาก เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น และอยากลงมือทำอะไรสักอย่างร่วมกันอยู่แล้ว

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา
โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

ทั้ง Juli baker and Summer, นักรบ มูลมานัส, สะอาด, Munin, TUNA Dunn, Banana Blah Blah, LoveSyrup, Kanith, Arch Apolar, Sahred Toy, Jeep Kongdechakul, Puck, Nut.Dao, Benxblues, Tum Ulit, Cuscus และ Louis Sketcher โดยของที่ระลึกที่คอมมูนิตี้ศิลปินช่วยกันออกแบบมีทั้งแต่เสื้อยืด กระเป๋า หมวกปักลาย หมอน แก้วกาแฟ เข็มกลัดโลหะ โปสเตอร์ ไปจนถึง Marking Tape 

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา
โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

อย่างสะอาดที่กำลังจะออกหนังสือ การศึกษาของกระป๋องมีฝัน ยกหนังสือที่จัดพิมพ์ไว้แล้วให้ทาง Limited Education มาใช้เป็นของที่ระลึกในการระดมทุน เพราะส่วนตัวเขาอินประเด็นนี้มากเป็นพิเศษ หรือ Tum Ulit ที่เคยอยู่ชมรมอาสาสมัยมหาวิทยาลัย และเป็นครูสอนอาสาสอนวิชาศิลปะให้น้องๆ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษามาก่อน 

ฟีดแบ็กของแฟนๆ ที่ชื่นชอบงานศิลปินอยู่แล้วก็ดีมาก พอทุกคนมาช่วยมันทำให้เรื่องนี้กระจายไปได้เร็ว อย่างศิลปินบางคนมีคนติดตามนับล้าน เมื่อโปรเจกต์ดำเนินไป ก็มีแฟนๆ ต่างประเทศมาคอมเมนต์ชื่นชมและร่วมสนับสนุนมากมาย 

การที่ศิลปินมีจุดยืนทางสังคมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สิ่งแวดล้อม หรืออะไรก็ตามมันยิ่งเสริมให้คอมมูนิตี้แข็งแรงขึ้น 

ไม่ใช่แค่คอมมูนิตี้ของศิลปินเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลาย Community Power ที่มาร่วมกันระดมทุนช่วยน้องๆ ในปีนี้ โดยนำรูปแบบการระดมทุนสุดครีเอทีฟไปหาแต่ละคอมมูนิตี้ ทั้งชุมชนคนรักการออกกำลังกาย ชุมชน BNK25 ไปจนถึงป๋าเต็ดที่ชวนนักร้องนักแสดงหลายคนมาช่วยกัน

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

ลองคิดดูว่าค่าจัดส่งของที่ระลึกกล่องละประมาณ 50 บาท ถ้ามีผู้บริจาคสักพันคน เงินครึ่งแสนที่สามารถนำไปสนับสนุนการศึกษาน้องๆ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็จะหายไป ดังนั้นอีกหนึ่งพาร์ทเนอร์ที่เป็นกำลังสำคัญคือ Kerry ที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการจัดส่งของที่ระลึก

แถม Kerry ยังออกแบบกล่องรุ่นพิเศษ สำหรับโปรเจ็กต์ Community Power โดยเฉพาะ ที่มีทั้งหมด 17 แบบสำหรับของที่ระลึกของศิลปินแต่ละคนด้วย บอกเลยว่าน่ารักและเต็มไปด้วยความปรารถนาดีทั้งตัวกล่องและของข้างใน

ใครอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เข้าไปบริจาคเงินได้ที่นี่ เมื่อบริจาคขั้นต่ำครบ 699 บาท สามารถเลือกรับของที่ระลึกที่ออกแบบโดยศิลปินคนไหนก็ได้ ความพิเศษคือถ้าเราเป็น Top Donator ของศิลปินคนไหน ก็จะได้รับของที่ระลึกที่มีเพียงชิ้นเดียวจากศิลปินคนนั้นไปอีกด้วย แต่ถ้าใครอยากช่วยน้องๆ มากกว่านั้น ก็สามารถเลือกบริจาค 3,500 บาท สำหรับมอบให้น้องๆ 1 เทอมได้

04

จุดหมายคือเพิ่มโอกาสอย่างเท่าเทียม

เงินที่ได้จากการระดมทุนทั้งหมด จะถูกนำไปจัดสรรเป็นค่ากินอยู่และค่าสนับสนุนการศึกษา ให้น้องๆ ที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจาก COVID-19 คนละ 3,500 บาต่อเทอม อย่างที่เล่าไปข้างต้น

โปรเจกต์ร้อยพลังการศึกษามีโรงเรียนที่อยู่ในการดูแลถึง 84 โรงเรียน และมีน้องๆ กว่า 15,000 คนที่รอการช่วยเหลืออยู่ เมื่อคูณตัวเลขเข้าไป เท่ากับแต่ละเทอมต้องมีเงินกว่า 52 ล้านบาท โปรเจกต์ Community Power จึงเป็นอีกส่วนสำคัญในการระดมเงินไปเปิดประตูให้น้องๆ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง

นอกจากให้เงินช่วยเหลือแล้ว โปรเจกต์นี้ยังเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมหลากหลายองค์กรที่ทำงานพัฒนาการศึกษาในหลายด้าน ที่บุกป่าฝ่าดงไปปฏิบัติงานในโรงเรียนด้อยโอกาสทั่วประเทศ เพื่อหมุดหมายในการยกระดับการศึกษาครบวงจร 

นั่นคือเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษา เพิ่มโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เพิ่มโอกาสเส้นทางอาชีพ และการมีจิตอาสาให้กับเด็กๆ โดยโปรเจกต์จะลงมือปฏิบัติงาน ให้ความช่วยเหลือโรงเรียนด้อยโอกาสอย่างน้อย 6 ปีการศึกษา

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา
โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

05

หลายชุมชนรวมกันเป็นพลัง

ในส่วนของคอมมูนิตี้ของ Limited Education และโปรเจกต์ร้อยพลังการศึกษาเองประกอบไปด้วย มูลนิธิยุวพัฒน์ ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่มีฐานะยากจนต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษา

ปีที่ 6 หรือ ปวช.3 ทุกวันนี้มีเด็กที่รับทุนอยู่เกือบ 7,000 คน และคาดว่าจะมีนักเรียนรับทุนเพิ่มอีก 1,500 คนในปีนี้ โดยรุ่นพี่หลายคนในโครงการที่เรียนจบแล้ว ยังช่วยกลับมาสนับสนุนมอบทุนการศึกษาให้รุ่นน้องต่อไป

มูลนิธิฯ ยังมีโครงการพี่เลี้ยงอาสา ให้ผู้สนใจร่วมเป็นอาสาสมัครดูแล ให้คำแนะนำน้องๆ​ ในโครงการผ่านทางโทรศัพท์และออนไลน์ โดยปัจจุบันโครงการพี่เลี้ยงอาสาสมัครดำเนินการมาเป็นรุ่นที่ 6 และยังดำเนินการต่อไปควบคู่กับงานหลักของการให้ทุน ขยายโอกาสให้การศึกษาเข้าถึงได้ไม่จำกัด

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

Learn Education กลุ่มนักพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ผ่านห้องเรียนดิจิทัลที่ผสานเทคโนโลยี โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการขยายโอกาสถ่ายทอดการเรียนการสอนวิชาการ ช่วยลดภาระงานของครูให้ครูสอนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้นักเรียนเข้าถึงการเรียนรู้ที่หลากหลาย กระตุ้นการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ด้วยหลักสูตรที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ เรียนอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งวัดผลได้จากผลการเรียนที่สูงขึ้นของโรงเรียนที่เข้าร่วมกว่า 150 โรงเรียนหลังจากได้รับเครื่องมือเรียนรู้ของพวกเขา

Teach for Thailand เครือข่ายสร้างและพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นระบบ ผ่านการทำงานร่วมกับครู ผู้ปกครองโรงเรียน โดยการสร้างครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้มโดยโครงการ เพื่อเข้าไปทำงานในโรงเรียนที่ขาดแคลนครูเป็นเวลา 2 ปีเต็ม เพื่อให้ครูเข้าไปช่วยนักเรียนพัฒนาศักยภาพตนเองได้อย่างสูงสุด และขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งในเชิงลึกและกว้าง 

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา Teach for Thailand ได้อบรมสร้างครูคุณภาพไปสู่โรงเรียนต่างๆ แล้ว 150 กว่าคน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตนักเรียนในห้องเรียนครูมากถึง 20,000 คน

Winner English กลุ่มนักพัฒนาระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษผ่านเทคโนโลยี โดยสร้างรูปแบบเสมือนการเรียนตัวต่อตัวกับครูผู้สอน ที่รับรองโดยงานวิจัยว่าเพิ่มอัตราการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้มากกว่าปกติถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เด็ก ฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษได้จริงในชีวิตประจำวัน

และ a-chieve โปรเจกต์จัดกระบวนการค้นหาตัวเองและแนะนำอาชีพ เส้นทางการเรียน สร้างแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นวางเป้าหมายชีวิตให้เด็กไทย ให้เด็กๆ ได้เริ่มเตรียมข้อมูลเพื่อวางแผนเส้นทางการเรียนสู่อาชีพในฝันของพวกเขาได้ตรงความถนัดและความสนใจ

ให้เด็กไทยเริ่มต้นชีวิตไปสู่เป้าหมายที่พวกเขาสร้างเอง

โปรเจกต์ระดมทุนของ Limited Education และ 17 ศิลปินที่ช่วยไม่ไห้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

สำหรับคนที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยการสนับสนุนน้องๆ ทั่วประเทศไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา สามารถร่วมบริจาคเงินและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Limited Edcation และ FB : Limited Education 

โดยโปรเจกต์ Community Power จะสิ้นสุดการระดมทุนในวันที่ 8 กันยายนนี้ซึ่งเป็น International Literacy Day

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ปตท. คือบริษัทพลังงานแห่งชาติ หลายคนทราบกันดี

แต่ปัจจุบันภารกิจหลักของ ปตท. ไม่ได้มีเพียงเรื่องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจที่คำนึงถึงสังคมส่วนรวมที่กว้างกว่าแค่เพียงธุรกิจตัวเอง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในด้านต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ปัจจุบันที่ว่า ‘Powering Life with Future Energy and Beyond’ 

เมื่อธุรกิจไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่ต้องดูแลรับผิดชอบสังคมของทุกคนร่วมกัน และควรวางแผนให้เกิดความยั่งยืนจริง ปตท. ในฐานะองค์กรใหญ่ที่เกี่ยวโยงกับชีวิตผู้คนมากมาย เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และจัดตั้งทีมที่คอยดำเนินการอย่างจริงจัง

The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ คุณดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ ของ ปตท. เพื่อสอบถามแนวคิดและทิศทางการทำงานเพื่อสังคมของธุรกิจที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศและพนักงานประจำหลายพันคน

หลังจากทำงานในสายธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นเวลานาน ผู้บริหารหญิงคนนี้พลิกบทบาทมาดูแลหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างผลกระทบต่อสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ

“ปตท. มีวิสัยทัศน์ว่า องค์กรต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนขึ้น ด้วยความเชื่อว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเกิดสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ดี เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” คุณดวงพรกล่าว 

แม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอย่างโควิด-19 ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ ปตท. กลับตัดสินใจจ้างงานเพิ่ม และฝึกฝนทักษะความรู้ให้คนนับหมื่น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

และนอกจากดูแลงานด้านกิจการเพื่อสังคมแล้ว อีกหน้าที่สำคัญของหน่วยงานนี้ คือการกำกับดูแลภายในองค์กร จัดการเรื่อง GRC (Governance, Risk Management, Compliance) ให้บริษัทดำเนินการไปอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎข้อบังคับต่างๆ 

ดูแลทั้งภายในและภายนอก สอดคล้องไปกับค่านิยม ‘SPIRIT + D’ ที่แทนการผลักดันให้พนักงานเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร

ธุรกิจพลังงานชั้นนำคิดเรื่องสังคมและมีวิธีการขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ อย่างไร สร้างผลกระทบได้มากน้อยแค่ไหน เราขอชวนคุณมาสำรวจจิตวิญญาณของ ปตท. ไปด้วยกัน

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

For People & Planet

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปตท. ดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคมในหลากหลายเรื่อง แต่ช่วงปีที่ผ่านมา ทีมงานของคุณดวงพรเลือกวางแผนและปฏิบัติงานเฉพาะด้านให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ชัดเจน 

“เรามองว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งเน้นแล้วจะเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศได้มากที่สุด จนตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นว่าคือเรื่องการศึกษา เพราะเป็นการลงทุนในมนุษย์ (People) และสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลก (Planet)” คุณดวงพรเล่าสองประเด็นสำคัญที่หยิบยกเป็นเรื่องหลักขององค์กร

“เยาวชนคืออนาคตของประเทศชาติ และในทางเศรษฐกิจ ประเทศเราจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Resource-based หรือการมุ่งเน้นใช้ทรัพยากรให้เกิดผลิตภัณฑ์ กลายเป็น Knowledge-based ที่คิดค้นอะไรที่สร้างคุณค่าใหม่และนวัตกรรม จึงต้องบ่มเพาะพวกเขาด้วยทักษะที่ทำให้สามารถดำเนินชีวิตในอนาคต” 

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19
ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

เพื่อดำเนินการตามแนวคิดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2558 ปตท. จึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนกำเนิดวิทย์​ (KVIS)’ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ และ ‘สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)’ ศูนย์รวมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ

รวมถึงช่วยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายทั้งหมด 204 โรงเรียนใน 17 จังหวัด โดยเน้นสอดแทรก 4E ที่จำเป็นคือ

‘Energy Literacy’ หรือความเข้าใจด้านพลังงาน เพราะทุกธุรกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น คนควรทราบว่าต้องใช้พลังงานในรูปแบบใดให้เหมาะสมและประหยัดที่สุด

‘Environmental Awareness’ หรือการตระหนักรู้และสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่เราต้องเร่งรักษาไว้ร่วมกัน

‘Entrepreneurship’ หรือความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้เมื่อมีไอเดีย พวกเขาสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้อยู่รอด

และ ‘Ethics and Growth Mindset’ หรือจริยธรรมและการคิดถึงสังคมส่วนรวม เพราะคนควรจะเก่งและดีไปควบคู่กัน

ข้อดีคือ หลักสูตรในโรงเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดวิชาและประสบการณ์ของผู้คนในแวดวงธุรกิจที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทำให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมกับการทำงานในอนาคต

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานยังจำเป็นต้องปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างทาง ปตท. พยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ให้เป็นมิตรต่อสรรพสิ่งร่วมโลกมากยิ่งขึ้นเสมอมา และแสวงหาหนทางการดูดซับ กักเก็บก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น เพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon)

หนึ่งในวิธีที่ ปตท. เลือกใช้คือการสร้างพื้นที่สีเขียว อาจฟังดูเป็นทางออกทั่วไป แต่พวกเขาทำอย่างจริงจัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายรวมแล้วมากกว่า 1 ล้านไร่ทั่วภูมิภาค ได้รับการดูแลมาอย่างต่อเนื่องจากการร่วมมือกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนต่อยอดด้วยการจัดตั้งเป็น สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. และศูนย์เรียนรู้ 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกรุงเทพมหานคร ทำงานกับชุมชนเพื่อพิทักษ์ผืนป่าและส่งต่อความรู้ให้ประชาชน

นอกเหนือจาก 2 เรื่องหลักด้านบนแล้ว ปตท. ยังมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนแบบไม่เน้นการบริจาคเงิน แต่สร้างความยั่งยืนผ่านการหาโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนอย่างมีเป้าหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว ชุมชนต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง

“เมื่อไปทำธุรกิจบนพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชน ต้องช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเจริญเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ทำลายหรือสร้างผลกระทบแก่เขา” คุณดวงพรเน้นย้ำความตั้งใจขององค์กร โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ ‘สานพลังวิสาหกิจ’ หน่วยงานด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของ ปตท. ที่ตั้งขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง

และเมื่อเกิดวิกฤตใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานทางการแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ ทุนทรัพย์ และความสามารถ ตั้งแต่เริ่มการระบาดจนถึงปัจจุบัน มูลค่ารวมแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจส่วนหนึ่งของ ปตท. ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานโดยตรง แต่ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

Restart Thailand

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายบริษัทต้องชะลอการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคม ปตท. ซึ่งพอมีทรัพยากรอยู่จึงตัดสินใจไม่นิ่งเฉย จัดตั้งโครงการ ‘Restart Thailand’ เพื่อสร้างโอกาสทางการงานรวมกว่า 25,000 อัตรา ตั้งแต่เมื่อปีก่อน เปิดรับแรงงานทั้งในโครงการก่อสร้าง พนักงานประจำเพิ่มเติม และนักศึกษาจบใหม่ระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีที่อยากพัฒนาภูมิลำเนาของตนให้ดียิ่งขึ้น

“เรายังคงดำเนินโครงการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจประเทศและสร้างงานในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การจ้างงานจะช่วยให้คนที่ตกงานจากสถานการณ์ยังคงได้พัฒนาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ เขาจะมีประสบการณ์และองค์ความรู้ที่จะไปทำงานอื่นต่อ และโครงการของเราก็ดำเนินการต่อได้เลย” 

ในจำนวนการจ้างงานนี้ กว่า 900 คนคือกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยผลักดันโครงการ ‘นวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม’ มุ่งเน้นการใช้ศักยภาพและเทคโนโลยีของ ปตท. ไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุมชนแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ Smart Farming และ Smart Marketing

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

“ชุมชมส่วนใหญ่ในเครือข่ายเป็นภาคเกษตรกรรมที่ยังทำงานแบบเดิมอยู่ แต่เขาสามารถเอานวัตกรรมที่เรามีไปใช้ในงานเกษตร มาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และทำให้เกิดผลิตผลที่ดีขึ้น สิ่งที่ทำคือการคัดเลือกและจ้างนักศึกษาจบใหม่พื้นที่เข้าโครงการ Restart Thailand มาอบรมให้ความรู้ในเรื่องนวัตกรรม อุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาการเกษตรได้ สอนการวิเคราะห์ความคุ้มทุน จากนั้นก็ทำให้เขาลงไปวิเคราะห์พื้นที่จริงและนำเสนอโปรเจกต์ ว่าต้องการลงทุนในอุปกรณ์อะไร เพื่อพัฒนาผลิตผลในด้านไหน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่

“โดยมีพนักงานกลุ่ม ปตท. ในพื้นที่คอยให้คำแนะนำและประสานงานด้วย” คุณดวงพรเล่าถึงงานด้าน Smart Farming ที่ริเริ่มในยี่สิบห้าพื้นที่นำร่องที่กลุ่ม ปตท. ดูแลอย่างใกล้ชิดและขับเคลื่อนงานตามบริบทของชุมชนที่เป็นอยู่

เช่น บางพื้นที่ต้องจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมาใหม่ เพื่อการบริหารจัดการระยะยาว แต่บางพื้นที่มีความพร้อม เริ่มติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ของกลุ่ม ปตท. อย่างโรงเรือนอัจฉริยะที่ตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติด้วยระบบ IoT (Internet of Things) ระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ หรือโดรนการเกษตร เพื่อใช้งาน ลองปลูกพืชใหม่ๆ และขยายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ปตท. ไม่ได้ทำเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังจับมือกับภาคส่วนต่างๆ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน สำหรับการตรวจวิเคราะห์สภาพดิน และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สำหรับงบประมาณสนับสนุนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนจริง 

“เราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง หลายๆ งานทำคนเดียวอาจจะยาก จึงร่วมมือเป็นพันธมิตรกับพาร์ตเนอร์ที่มีทักษะและองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน เปิดรับการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่มีพันธกิจสอดคล้อง เพื่อให้เกิดอิมแพคที่กว้างขึ้น”

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนทางด้าน Smart Marketing เป็นการเสริมศักยภาพด้านการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชน รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยว แม้จะมีสินค้าหรือสถานที่น่าท่องเที่ยวเพียงใด แต่หากขาดกลยุทธ์การขายและประชาสัมพันธ์ในช่องทางที่เหมาะสม ให้คนได้สัมผัสเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำพื้นที่ ก็คงไปไม่ได้ไกล

วิธีการทำงานเรื่องนี้คล้ายกับ Smart Farming คือการให้ความรู้คนในพื้นที่จากโครงการ Restart Thailand ในเรื่องการตลาด จากนั้นให้เขาลงพื้นที่เพื่อสำรวจผลิตภัณฑ์ชุมชน และเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนา

ทาง ปตท. ยังสร้าง Online Market Platform ‘ชุมชนยิ้มได้’ เพื่อเพิ่มตัวเลือกช่องทางการขายและจัดส่ง สำหรับผลิตภัณฑ์ในโครงการที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วโดยเฉพาะ

ปัจจุบัน มีร้านค้าอยู่บนแพลตฟอร์มราว 195 ร้าน รวมกว่า 672 ผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารแปรรูป ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของตกแต่งและของใช้ สมุนไพรแปรรูป และเครื่องดื่ม

หากใครเป็นสายช้อป อยากสนับสนุนชุมชน ขอชวนลองแวะเวียนไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนบนเว็บไซต์ www.ชุมชนยิ้มได้.com กันได้เลย

“ต่อไปจะมีผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มมากขึ้น และหลายพื้นที่จะใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มากขึ้น แม้โควิด-19 จะทำให้เกิดอุปสรรคเรื่องการเดินทางและสื่อสารบ้าง แต่ทางทีมที่ทำงานยังมุ่งมั่นเหมือนเดิม” ผู้บริหารหญิงกล่าวถึงความตั้งใจและทุ่มเทของพนักงาน ที่ช่วยประคับประคอง ดูแลกัน เพื่อผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปให้ได้ด้วยกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ดูแลทั้งภายนอกและภายใน

แม้ ปตท. จะมีผู้บริหารและทีมที่ดูแลงานด้านกิจการสังคมโดยเฉพาะ แต่หากอยากขับเคลื่อนให้เกิดผลในวงกว้างจริง ความร่วมมือกันของคนทั้งองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ

โชคดีที่พนักงานปัจจุบันของ ปตท. มีความสนใจและพร้อมช่วยเหลือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภารกิจนี้จึงไม่ยากเกินเอื้อมไปนัก 

“เราสังเกตเห็นว่าคนในองค์กรมีใจช่วยเหลือสังคมและจิตสาธารณะอยู่แล้ว จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อจำกัดบ้าง เช่น งานเยอะ ไม่มีเวลา แต่ถ้าว่างเมื่อไรก็สนใจที่จะทำ สิ่งที่ทีมเราทำได้ คือการออกแบบและอำนวยความสะดวกให้เขามีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น” คุณดวงพรกล่าว การสร้างพื้นที่ให้เข้าถึงง่ายและหลากหลาย จะช่วยให้คนในองค์กรได้ช่วยเหลือตามความถนัดและเหมาะสม

นอกจากผลักดันการทำงานเพื่อสังคมรอบข้างแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันที่ต้องทำในการบริหารองค์กรที่ดี คือการกำกับดูแลธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่คุณดวงพรต้องดูแลด้วยเช่นกัน

ถ้าภายนอกดูดี แต่ภายในมีข้อขัดข้อง ก็คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

“เราต้องดูให้กระบวนการทำงานตั้งแต่หน้างานจนถึงระดับผู้บริหารมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดช่องว่างให้คนทุจริต ต้องมีการตรวจสอบกันและกันในกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด” คุณดวงพรเล่าถึงหน้าที่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ ปตท. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม

ความท้าทายคือ ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งยังอยู่ภายใต้ระเบียบราชการบางส่วน เดิมมีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ค่อยกล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง ปตท. ต้องหาวิธีปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังรักษาธรรมาภิบาลไว้ครบถ้วน เปิดพื้นที่ให้คนได้ทดลองเสี่ยงหรือทำอะไรที่นอกกรอบเดิมมากขึ้น บนกระบวนการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารหญิงคนนี้ต้องทำงาน เพื่อขับเคลื่อนให้ ปตท. ดูแลผู้คนรอบข้างทั้งภายนอกและภายในองค์กรได้อย่างสมบูรณ์

แต่อย่างน้อย เราพอจะวางใจได้ว่า ปตท. จะคำนึงถึงสิ่งนี้อยู่ในกระบวนการของธุรกิจตลอดเวลา

Future and Beyond

ในอนาคต ปตท. ตั้งเป้าไว้ว่า จะไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจพลังงานอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่ครอบคลุมไปถึงธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้น ทำให้หน่วยงานที่ดูแลกำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ต้องพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับธุรกิจ โดยไม่หลงลืมที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมอย่างรอบด้านมากกว่าเดิมด้วย

ประเทศไทยยังมีปัญหาอีกหลายมิติที่ต้องได้รับการพัฒนา องค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สามารถช่วยเหลือและรับผิดชอบต่อสังคม น่าติดตามว่าก้าวเดินต่อไปของ ปตท. และองค์กรขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง จะมีทิศทางการดูแลส่วนรวมร่วมกันอย่างไร

ถ้าทุกคนทำงานอย่างมีธรรมาภิบาลและช่วยเหลือกัน เราจะรีสตาร์ทกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววันนี้ และสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ร่วมกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก ปตท.

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load