The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ตั้งใจเรียนหนังสือ โตไปพัฒนาประเทศ เหมือนเป็นเรื่องทั่วไปที่เด็กๆ ทำกัน แต่ภาวะวิกฤตอากาศเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่อาจรอเวลาให้คนรุ่นใหม่เรียนจบแล้วออกไปพัฒนาสังคม หรือคอยให้โรงเรียนเลิกก่อนแล้วทำเป็นกิจกรรมเสริมได้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปทำความรู้จัก ลิลลี่-ระริน สถิตธนาสาร เด็กหญิงวัย 12 ปี ผู้เลือกจะลงมือทำอะไรบางอย่าง และสิ่งนั้นก็ไม่ใช่อะไรเล็กๆ อย่างการเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองเท่านั้น หากเป็นการชวน ‘ผู้ใหญ่’ ทั้งอายุ ทั้งตำแหน่ง มาหารือ เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ลิลลี่-ระริน สถิตธนาสาร​ นักเคลื่อนไหววัย 12​ ที่ชวนผู้ใหญ่ร่วมหาทางออกเรื่อง​ Climate​ Change

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 13 Climate Action บูรณาการมาตรการรับมือสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแห่งชาติ รวมถึงปรับปรุงการศึกษา สร้างความตระหนักรู้ถึงขีดความสามารถของมนุษย์และสถาบัน ในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว ลดผลกระทบ รวมถึงการเตือนภัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศล่วงหน้า

ตัวอย่างโปรเจกต์ที่เธอคนนี้ไปเจรจากับผู้ใหญ่คือ Green Brands โปรเจกต์สนับสนุนให้ผู้ผลิตรายใหญ่ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดบรรจุภัณฑ์พลาสติก หลังจากฟังข้อเสนอ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อย่าง IKEA ตอบรับแนวคิดดังกล่าวและกำลังวางแผนพัฒนาศูนย์รีไซเคิลเพื่อการเรียนรู้ 

การบ้านอีกหนึ่งชิ้นของลิลลี่ คือภารกิจบรรจุวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษาเข้าสู่หลักสูตรโรงเรียน โดยเข้าไปหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงการศึกษา นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่ลิลลี่กับเพื่อนๆ กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งมีจุดประสงค์เดียวกันคือ แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

“หนูโทรไปคอลเซ็นเตอร์หลายบริษัท เพราะว่าตามกฎหมายแล้วคอลเซ็นเตอร์ปฏิเสธคำร้องเรียนจากลูกค้าไม่ได้ แต่ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง หนูขออีเมลคนสำคัญๆ แล้วขอนัดประชุม ถ้าพวกเขาไม่ให้ก็ส่งเมลไปอีก จนกระทั่งได้นัด 

“หลายคนคิดว่าหนูแกล้งเล่นหรือว่าต้องทำการบ้านส่งสักวิชา ถึงกับมีคนพูดว่า ‘หนูทำการบ้านไม่ได้เหรอ ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเราส่งเมลบอกคุณครูให้’ หนูโทรตามพวกเขาเรื่อยๆ จนพวกเขาให้ความร่วมมือ หนูดีใจมากกับสิ่งที่ทุกบริษัททำ”

ลิลลี่เล่าให้เราฟังถึงเทคนิคการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมของเธอ ด้วยปฏิบัติการขอเข้าไปนัดคุยกับผู้ใหญ่หลายคน ไม่ว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นจะทำงานอยู่ในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคการศึกษา

คุณคิดว่าการแก้ไขปัญหาใหญ่อย่าง Climate Change เป็นหน้าที่ของใคร บทสนทนากับลิลลี่บนหน้าจอต่อไปนี้ คือคำตอบที่ผู้ใหญ่อย่างเราอาจคาดไม่ถึงเลย

ลิลลี่-ระริน สถิตธนาสาร​ นักเคลื่อนไหววัย 12​ ที่ชวนผู้ใหญ่ร่วมหาทางออกเรื่อง​ Climate​ Change

01

เพราะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

แม้อายุเพียง 12 แต่ลิลลี่เห็นได้ชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมของโลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเหตุการณ์ผืนป่าแอมะซอนลุกไหม้หรือปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่โรงเรียนเธอต้องประกาศหยุด เธอเล่าว่า 7 ปีก่อนตอนเริ่มจำความได้ เหตุการณ์ประเภทดังกล่าวไม่ได้เกิดถี่อย่างทุกวันนี้ โลกที่เธอรู้จักเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรอบ 50 ปี

ข้อเสนอที่ลิลลี่ชวนให้ผู้ใหญ่หลายคนทำมากที่สุดคือ ลดปริมาณขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง แล้วประเด็นภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือว่าที่คนไทยติดปากเรียกกันว่า โลกร้อน เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติกยังไง เราถามด้วยความข้องใจ เธอขยับตัวเตรียมพร้อมก่อนเริ่มอธิบายอย่างกระตือรือร้น

“พลาสติกที่พวกเราใช้อยู่ทำมาจากน้ำมันใช่ไหมล่ะ ขั้นตอนสูบเชื้อเพลิงฟอสซิลจากใต้ดินเพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติกต้องใช้พลังงานมาก แถมยังสร้างควันพิษ ถ้าขยะพลาสติกเดินทางต่อไปลงทะเลก็จะเป็นอันตรายต่อสัตว์ แต่ว่าต่อให้เราใช้แล้วทิ้งถูกที่เรียบร้อย ส่งไปหลุมฝังกลบ พอหลุมเต็มเขาก็เอาไปเผา ปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมเข้าชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นำไปสู่ภัยพิบัติต่างๆ เช่น สึนามิ”

อย่างไรก็ตาม ลิลลี่เสริมว่า สิ่งที่เราพูดถึงกันอยู่ตอนนี้คือพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อนบางคนที่โรงเรียนชอบแซวเธอด้วยการทำท่าโยนปากกาทิ้งแล้วบอกว่า “ดูสิลิลลี่ ฉันกำลังทิ้งขยะพลาสติกล่ะ!”

ใครว่าล่ะ ปากกาไม่ใช่พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพราะเอาไปคัดแยกต่อได้ จริงๆ แล้วพลาสติกเป็นวัสดุที่มหัศจรรย์มาก ทั้งแข็งแรง ทั้งหลอมได้

ประเด็นอยู่ที่การใช้กันฟุ่มเฟือยจนกลายเป็นนิสัย ลิลลี่เปรียบเทียบนิสัยติดการใช้พลาสติกของพวกเรา ว่าเหมือนเวลาเรากัดเล็บแล้วรู้สึกหายประหม่า เราใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งแล้วสะดวกกว่าพกปิ่นโตหรือถุงผ้าของตัวเอง ทำให้รู้สึกดีจนติดเป็นนิสัย

แล้วทำไมเด็กคนหนึ่งที่น่าจะใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนเล่นกับเพื่อน จึงหันมาตื่นตัวกับความเป็นไปของโลกและตื่นเต้นกับการคิดหาทางรับมือ ถึงกับโดดเรียนทำกิจกรรมบ่อยๆ แถมคุณครูยังไม่ว่าอะไรด้วย

ลิลลี่-ระริน สถิตธนาสาร​ นักเคลื่อนไหววัย 12​ ที่ชวนผู้ใหญ่ร่วมหาทางออกเรื่อง​ Climate​ Change

02

พัทยา จุดเริ่มต้นพัฒนา

ด้วยความที่ครอบครัวของเธอตื่นตัวทางสิ่งแวดล้อมเป็นทุนเดิม ที่บ้านเลยพยายามลดใช้พลาสติกมาตลอดตั้งแต่เธอยังเล็ก นอกจากนั้น คุณแม่ยังสอนให้เคารพและไม่เบียดเบียนสิ่งอื่น เพราะสิ่งต่างๆ ล้วนมีความรู้สึก

จุดเปลี่ยนสำคัญที่พัฒนาความสนใจแก้ไขปัญหาของลิลลี่ คือตอนอายุ 8 ขวบ เธอไปเที่ยวพัทยาและพบว่าทั้งบนหาด ทั้งในทะเล เต็มไปด้วยขยะ จนเธอไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร นอกจากเก็บเอาไปทิ้ง 

ถึงอย่างนั้นลิลลี่ก็ตระหนักว่า วันต่อมาก็จะมีขยะจำนวนมหาศาลเท่าเดิมมาเกยที่หาดอีก พวกเธอจึงเริ่มสืบสาวปมของปัญหาและเริ่มแก้จากจุดนั้น โดยเริ่มทำออกมาเป็นโปรเจกต์สนุกๆ ที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าและผู้ผลิต

เช่นเมื่อ พ.ศ. 2561 หลังจากลิลลี่ติดต่อไป ห้างเดอะมอลล์และธุรกิจในเครือห้างเซ็นทรัลอย่างท็อปส์ก็ประกาศงดแจกถุงพลาสติกในวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันปลอดถุงพลาสติกสากล นับว่าเป็นครั้งแรกของไทยที่ห้างร้านร่วมฉลองโอกาสพิเศษนี้

“เวลานึกถึงอนาคต หนูจะนึกถึงโลกที่มีหุ่นยนต์ รถบินไปมาในอากาศ ทันสมัยมากๆ แต่หนูกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะสิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่ หนูรู้สึกว่าโลกเปลี่ยนไปมาก แต่คนเราเปลี่ยนแปลงน้อย เพราะงั้นเราต้องขยับไปตามมัน

“การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ยาก เราไม่กล้าเพราะเรากลัวทำพลาด เหมือนเวลามีสอบที่โรงเรียน เรากลัววันสอบที่ใกล้เข้ามา กลัวว่าจะทำผิด กลัวว่าจะไม่ได้คะแนนดีอย่างที่เคยได้ แล้วความกลัวการเปลี่ยนแปลงก็ติดเป็นนิสัยเราไปตลอดชีวิต ทั้งที่เราไม่ควรกลัวที่จะทำพลาด”

แม้ว่าจำนวนคนที่เปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ให้ใกล้เคียงกับคำว่า Zero Waste มากที่สุด จะมีไม่เยอะเมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งหมด เรียกว่าแทบจะเป็นเหมือนจุดเล็กจิ๋วในสังคมก็ตาม แต่ลิลลี่เชื่อว่านั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า และถ้าคนจำนวนมากทำตามจะยิ่งส่งผลกระทบที่กว้างขึ้น 

ดังนั้น การเผยแผ่ต่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปลี่ยนให้เป็นบรรทัดฐานสังคมได้ เช่นถ้าคุณสร้างขยะพลาสติก คุณอาจไม่ถึงกับโดนโทษร้ายแรงอย่างโดนปรับ จับเข้าคุก ทว่าคนทำจะโดนขมวดคิ้วมองแรงใส่ว่าทำสิ่งไม่เหมาะสม

ลักษณะโปรเจกต์ของเด็กหญิงเชื้อชาติไทยที่พูดอังกฤษคล่องปร๋อคนนี้ จึงเป็นการเข้าไปประชุมกับผู้ใหญ่ที่มีอำนาจส่งเสียงได้กว้างไกล เธอเข้าไปนำเสนอความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและข้อเสนอต่างๆ ผลัดกันถาม-ตอบและหาทางออก หลังจากนั้นจึงคอยนัดประชุมเรื่อยๆ เพื่อดำเนินงานต่อ ตอนนี้ลิลลี่มีโปรเจกต์ที่ผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 13 Climate Action อยู่ 6 โปรเจกต์ คือ

  1. สนับสนุนห้างสรรพสินค้าและร้านค้าให้ลดเลิกการแจกพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ภายในปี 2562
  2. Eco Education ผลักดันให้บรรจุวิชาที่ชวนให้คนเรียนตระหนักถึงความสำคัญและปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลักสูตรโรงเรียน โดยร่วมมือกับโครงการ Chula Zero Waste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกระทรวงการศึกษาธิการ
  3. Green Guideline จัดทำแนวทางปรับร้านอาหารและคาเฟ่ให้รักษ์โลก เช่นมีเมนูไม่มีเนื้อสัตว์ให้เลือกและลดภาชนะพลาสติก ปัจจุบันกำลังทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันที่เราเสิร์ชหาเวลาหิวอย่าง Wongnai เพื่อเพิ่มให้ผู้ใช้ช่วยรีวิวความ Eco ของร้าน
  4. Green Brand สนับสนุนผู้ผลิตให้ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง
  5. การตัดป่า สนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ทั้งบริษัท ภาครัฐ และโรงเรียน กำหนดจำนวนต้นไม้ที่จะปลูกทดแทนต่อปี
  6. พลังงานทางเลือก คัดค้านการสร้างโรงงานถ่านหินและเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในไทย

“ตอนแรกหนูก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะออกมาใหญ่ขนาดนี้ พอมีแรงบันดาลใจแล้วเริ่มติดลม ตอนนี้อยากทำอย่างอื่นอีกเรื่อยๆ” ลิลลี่ยิ้มอย่างสดใส

ลิลลี่-ระริน สถิตธนาสาร​ นักเคลื่อนไหววัย 12​ ที่ชวนผู้ใหญ่ร่วมหาทางออกเรื่อง​ Climate​ Change

03

สิ่งแวดล้อมและการศึกษาเป็นของทุกคน

หลายครั้งที่การทำโปรเจกต์ต่างๆ ทำให้ต้องโดดเรียนบ้าง ลิลลี่เล่าว่าคุณครูไม่ว่าอะไร ตราบใดที่เธอตามเนื้อหาในห้องเรียนทัน ขณะที่คุณแม่เธอคือผู้สนับสนุนคนสำคัญที่คอยช่วยให้คำปรึกษาและกำลังใจเวลาเธอต้องออกไปพูดงานใหญ่แล้วรู้สึกตื่นเต้น

ส่วนเพื่อนๆ ของเธอเองก็มาช่วยด้วยสม่ำเสมอ นอกจากคนรอบตัวที่หันมาตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ลิลลี่ยังอยากให้คนรุ่นเดียวกันหันมาใส่ใจเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โปรเจกต์ Eco Education จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อผลักดันให้กระทรวงการศึกษาธิการบรรจุวิชาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมลงในหลักสูตรภาคบังคับทุกชั้นเรียน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและปัญหาที่โลกกำลังเผชิญ

“โรงเรียนไม่ได้สอนเราว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น หนูคิดว่าถ้าถามใครสักคนหนึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เขาคงตอบไม่ได้ชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นและมีผลกระทบยังไง หนูต้องเรียนสิ่งที่หนูรู้พวกนี้เองจาก TED Talks YouTube เว็บไซต์ หนูไม่ได้เรียนจากโรงเรียน”

แม้ว่าโรงเรียนเธอจะมีนโยบายทางสิ่งแวดล้อมหลายๆ อย่าง เช่นถังแยกขยะและกำหนดให้ทุกวันจันทร์เป็นวันไม่ทานเนื้อสัตว์ เพื่อลดพลังงานและรอยเท้าคาร์บอนที่เกิดระหว่างขั้นตอนการผลิต แต่เธออยากให้โรงเรียนเพิ่มการเรียนการสอนประเด็นดังกล่าวในห้องเรียน

ลิลลี่เชื่อว่าการรับรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเด็กๆ รุ่นเธอ เพราะในอนาคตอาชีพต่างๆ อย่างเช่นครู อาจถูกแทนที่ด้วย AI แล้วอาชีพที่คนส่วนใหญ่ทำจะเป็นงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อม

เพราะการแก้ปัญหาทำได้อย่างสร้างสรรค์ ดังนั้น วิชาพื้นฐานต่างๆ อาจนำแง่มุมทางสิ่งแวดล้อมไปประยุกต์ให้เข้ากับรายวิชา เช่น หาทางกำจัดถุงพลาสติกด้วยความรู้วิทยาศาสตร์ และคำนวณหาจำนวนคนที่ใช้และจำนวนคนที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยทักษะคณิตศาสตร์

เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ลิลลี่ยื่นจดหมายถึงรัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาธิการเพื่อเสนอเป้าหมายดังกล่าวพร้อมยกตัวอย่างโรงเรียน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนแบบนั้นประกอบ

“เหตุผลที่หนูไม่ทำเรื่องนี้ที่โรงเรียนของตัวเอง แต่ไปยื่นเรื่องกับกระทรวงการศึกษา เพราะว่าทุกๆ คนควรจะได้รับรู้เรื่องนี้ หนูได้รับการศึกษาที่ดีมาก แต่เด็กบางคนไม่มีโอกาสแบบนี้ ทุกๆ คนควรจะได้รับความรู้ เพราะนั่นทำให้พวกเราเท่าเทียมกัน เราควรจะได้มีความคิดสร้างสรรค์ เราควรจะได้รับรู้ว่าโลกกำลังเกิดอะไรขึ้น”

ลิลลี่ นักเคลื่อนไหววัย 12​ ที่ชวนผู้ใหญ่ร่วมหาทางออกเรื่อง​ Climate​ Change
ลิลลี่-ระริน สถิตธนาสาร​ นักเคลื่อนไหววัย 12​ ที่ชวนผู้ใหญ่ร่วมหาทางออกเรื่อง​ Climate​ Change

04

จากเด็กถึงผู้ใหญ่

ทุกวันนี้เราเห็นพลังของเด็กรุ่นใหม่ที่ออกมาพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมหลายคน แล้วเสียงของว่าที่ผู้ใหญ่ในอนาคตเหล่านี้ดังขนาดไหน-เราอดถามลิลลี่ไม่ได้

สำหรับเธอ การเป็นเด็กคนหนึ่งที่พูดเรื่องซีเรียสและกำลังโดดเรียนเพื่อเรื่องนี้ ทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ คนตั้งใจฟังและเปลี่ยนความคิด เธอยืนยันว่าการคุยและทำงานกับคนที่โตกว่าไม่ใช่เรื่องยาก

“ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ คุณก็เรียนรู้ได้เสมอ ขณะที่คุณมองสิ่งต่างๆ ด้วยมุมมองใหม่ได้ คุณก็มีมุมมองร่วมกันได้ในเรื่องเดียวกัน เพียงแค่คุยและสื่อสารกับคนที่โตกว่าเหมือนกับคนในวัยคุณ”

นอกจากโปรเจกต์ทั้งหกแล้ว เธอยังร่วมกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ ออกมาเป็นปากเสียงเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะ Grin Green International กลุ่มนักเรียนที่รวมตัวทำภารกิจลดพลาสติก หรือการหยุดเรียนประท้วงจากเยาวชนทั่วโลก ให้ผู้นำประเทศหันมารับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่าง Climate Strike ที่ประเทศไทยเราเองก็ออกมาแสดงพลังไม่น้อยหน้าประเทศอื่น

พอเราถามว่า เป็นห่วงอนาคตประเทศไทยไหม คำตอบที่ได้นั้นมาถึงทันควัน

“หนูเป็นห่วงอนาคตประเทศไทย ถ้าเรายังเป็นแบบนี้ต่อไปใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เด็กหญิงวัย 12 ถอนหายใจ 

“แทนที่หนูจะทำการบ้าน ไปว่ายน้ำ หรือว่าเล่นกับเพื่อน ตอนนี้หนูกลับต้องมาเผยแผ่ให้ทุกคนตระหนักและตั้งใจทำโปรเจกต์เพื่อฟื้นฟูให้โลกกลับมาน่าอยู่ มันไม่แฟร์เลยสำหรับเด็กๆ มันทำให้หนูเศร้าและสับสน แต่เราทุกคนต้องทำอะไรบางอย่าง เราทุกคนต้องช่วยกันผลักดัน และเราทุกคนต้องลองให้สุดความสามารถ

“หนูอยากให้ผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงเป็นก้าวแรกที่พวกเราทำได้ เปลี่ยนความคิดเวลามองสิ่งต่างๆ ถ้าคุณเกลียดการบ้านที่ทำอยู่มากๆ คุณทำได้ไม่ดีหรอก หนูอยากให้พวกเขามีทัศนคติที่ดีกับสิ่งที่ทำอยู่ เช่นไม่ได้คิดว่าจะทำเพื่อกำไรอย่างเดียว ‘โลกมาก่อนกำไร’  (Planet before Profit)

“เงินไม่ใช่ทุกอย่าง เงินซื้อโลกกลับมาไม่ได้”

ลิลลี่-ระริน สถิตธนาสาร​ นักเคลื่อนไหววัย 12​ ที่ชวนผู้ใหญ่ร่วมหาทางออกเรื่อง​ Climate​ Change

05

ประเทศไทยในฝัน

ปัจจุบันมี ‘ผู้ใหญ่’ ที่ลิลลี่พูดถึงหลายคนกำลังปฏิบัติการภารกิจหลากหลายด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกับเธอ…ทำให้โลกน่าอยู่

ไม่ว่าจะผลิตเครื่องแปรรูปขวดและฝาพลาสติกมาเป็นของใช้ใหม่อย่าง กลุ่ม Precious Plastic และลงพื้นที่เก็บขยะตามพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะแม่น้ำลำคลองหรือชายทะเลเพื่อสื่อสารออกไป ว่าปัญหาขยะพลาสติกเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมควรหันมาใส่ใจดังกลุ่ม Trash Hero ที่มีอยู่หลายจังหวัดทั่วไทย

“หนูชอบไปพายแพดเดิลบอร์ดเก็บขยะในคลองกับ Trash Hero สนุกมากเลย จำได้ว่ามีพื้นที่หนึ่งที่เราไปเก็บสองสามครั้งแล้ว เร็วๆ นี้เราไปอีกรอบแล้วเจอขยะเยอะมาก เห็นได้ชัดเลยว่ามันแย่ลงเรื่อยๆ แต่ว่าวันนั้นมีคนมาร่วมเก็บขยะถึงสามร้อยคน แล้วก็จัดการทุกอย่างสะอาดเกลี้ยงก่อนกลับ หนูประทับใจว่ามีคนสนใจเรื่องนี้และมาช่วยเยอะ แม้จะเป็นคนตัวเล็กๆ แต่ทุกคนก็ตั้งใจพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ”

นอกจากความฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นจิตแพทย์ นักเต้น และทำโปรเจกต์ต่างๆ ของเธอต่อไปแล้ว ลิลลี่ยังมีความฝันอื่นอีก

“แน่นอนว่าหนูอยากให้เมืองไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากๆ แต่หนูก็อยากให้เป็นที่ที่ทุกคนเท่าเทียมและรู้สึกปลอดภัยด้วย หนูติดนิสัยชอบพูดเวลาอยู่โรงเรียนว่า ‘โอ้ย เหนื่อยจังเลย อยากกลับบ้านที่สุด’

“หนูอยากให้ประเทศไทยให้ความรู้สึกแบบนั้น เป็นเหมือนบ้าน เป็นแหล่งเสรีภาพ ที่เรารู้สึกปลอดภัยแทนที่จะต้องรู้สึกกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าสภาพภูมิอากาศจะเป็นยังไง”

ลิลลี่ยื่นหน้ามาพร้อมตาเป็นประกาย ชวนพวกเราไปร่วมงาน Climate Strike เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เธอโดดเรียนหนังสือมาเรียนท่านผู้ใหญ่ให้ช่วยกันใส่ใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน หลังชวนเรา เธอก็รีบไปประชุมต่อกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่โตกว่า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานที่ว่า

เมื่อบทสนทนากับลิลลี่จบลง เราก็ได้คำตอบว่าการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 13 Climate Action เพื่อแก้ไขปัญหาใหญ่อย่าง Climate Change เป็นเรื่องของทุกคน

เพราะเราอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน  ไม่ว่าคุณจะเป็นคนประเทศอะไร แต่ท้องฟ้าและมหาสมุทรนั้นเชื่อมต่อกันไร้พรมแดน ขยะพลาสติกและมลพิษจะยังคงเดินทางรอบโลกไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังไม่ช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้

แล้วเราก็ได้ไปเห็นพลังเยาวชนที่งาน Climate Strike ตามคำชวนของเธอคนนี้จริงๆ นี่สินะ เสียงของเด็กวัย 12 ที่ส่งถึงผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ลิลลี่ นักเคลื่อนไหววัย 12​ ที่ชวนผู้ใหญ่ร่วมหาทางออกเรื่อง​ Climate​ Change

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load