จากป่าสนในดารัมซาลา รัฐหิมาจัลประเทศในอินเดีย เราเดินทางด้วยเท้าสลับนั่งรถรอนแรมบนเทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่ เลาะเลียบแม่น้ำ 5 สายทางตอนเหนือของอินเดีย ได้แก่ แม่น้ำบีอาส เจนาป บาก้า เซแทร็ป และแม่น้ำสินธุ ผ่านสภาพอากาศที่แปรปรวนทุกรูปแบบ ทั้งแดดร้อน ลมแรง ฝนตก และหิมะ ใช้ชีวิตแบบนอนกลางดินกินกลางทราย บางคืนหนาวจนนอนไม่หลับ กลางวันต้องสู้กับแดดร้อนจนผิวไหม้เกรียม เป็นการเดินทางในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 3,000 – 5,000 เมตร เพื่อแลกกับการได้เห็นภูมิประเทศที่งดงามราวภาพในความฝัน และพบกับวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนในอินเดีย รวมทั้งความว่างเปล่าและได้เห็นภาพชีวิตตัวเอง

ผมเลือกบันทึกภาพภูมิประเทศอันงดงามและผู้คนที่ผมสนใจเมื่อได้พบเจออย่างเชื่องช้าด้วยกล้องมีเดียมฟอร์แมตขนาด 6 x 7 ที่ใช้กันในสตูดิโอ เพราะตลอดชีวิตการทำงานถ่ายภาพ ผมจะใช้กล้องตัวเล็กที่ถ่ายภาพได้รวดเร็วจนภาพที่ได้ส่วนใหญ่มักให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวมากกว่าความนิ่งสงบ 

ในช่วงแรกของการเดินทางจากดารัมซาลาเป็นความสุขสดชื่นของคนเดินทางอย่างแท้จริง ธรรมชาติสวยงาม มีน้ำตกมากมาย ภูเขาในช่วงซัมเมอร์เขียวขจี มียอดเขาสูงที่ยังปกคลุมด้วยหิมะ มีนักท่องเที่ยวมาจากหลายที่ทั่วโลก เป็นเมืองที่คึกคักไม่หยุดหย่อน เราเดินทางขึ้นเหนือมาเรื่อย ๆ ความเป็นเมืองก็ค่อย ๆ หายไป เปลี่ยนเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ล้อมรอบด้วยป่าสน จากนั้นเราไต่ระดับความสูงผ่านโรแทงพาสที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา มีนักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมกันมากมาย ถือเป็นช่วงที่คนหนีร้อนมาหาที่เย็น ๆ ในช่วงซัมเมอร์ คงคล้ายกับคนกรุงเทพฯ ไปเที่ยวเชียงใหม่ในฤดูหนาว

ลงจากโรแทงพาส เราเดินเลาะแม่น้ำเจนาปอันเชี่ยวกรากมาพักกันที่น้ำตกซิสซูอีก 2 – 3 วันก่อนจะเดินต่อไปทันดิ หลังจากนั้นเราออกเดินทางขึ้นเขาสูงชัน สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากไร่มันฝรั่งเป็นเพียงภูเขาหินที่ไม่มีต้นไม้ เราลัดเลาะไปตามทางเดินของแพะบ้าง บนถนนบ้าง สภาพอากาศในช่วงนี้สดใส แต่ก็เต็มไปด้วยฝุ่นเพราะความแห้ง จนมาถึงซิง ซิง บาร์ ตรงนี้เป็นจุดพักแรมที่งดงามมาก กลางคืนพระจันทร์ดวงกลมโตค่อย ๆ โผล่มาจากทิวเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ยามเช้าราวตี 5 แสงแดดกระทบยอดเขาที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง ไอหมอกจากยอดเขาปลิวไปตามแรงลม ผมเปิดเต็นท์และนั่งดูภาพนั้นเนิ่นนานก่อนจะต้มกาแฟดื่มกับมิตรสหาย

จากซิง ซิง บาร์ เราเดินทางผ่านอีกหลายพาสจนมาถึงปัง จุดพักที่มีภูมิประเทศเหมือนแกรนด์แคนยอน ภูเขาทรายสลับภูเขาหินสุดลูกหูลูกตา และยังมีพื้นราบเป็นทะเลทรายอันยิ่งใหญ่ ช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวนมาก ฝนตกหนัก ลมแรง ในขณะที่ร่างกายผมเริ่มอ่อนล้า เพราะขาดน้ำและอาหาร ผมกินอะไรไม่ค่อยได้เพราะกังวลว่าจะป่วย ร่างกายจึงอ่อนแอ อากาศหนาวเย็นทำให้ดื่มน้ำได้น้อยและน้ำดื่มก็หายากบนเทือกเขานี้ 

ระหว่างทางขึ้นตักลังลาพาส หิมะกำลังตกปกคลุมภูเขาที่มีแต่หิน มันเป็นเส้นทางที่งดงาม ทิวเขาสลับซับซ้อนขาวโพลน ถนนกับหุบเหวรวมกันเป็นหนึ่งเดียวจนสายตาแทบแยกไม่ออก ผืนหิมะนุ่มห่มคลุมก้อนหิน ดั่งขนนกสีขาวห่มคลุมประติมากรรมอันนิ่งสนิท 

อากาศเย็นยะเยือกอย่างที่คนอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรไม่เคยเจอ มันเหมือนเส้นทางสู่สรวงสวรรค์ที่ผู้คนจะขึ้นไปพบกับความงามแสนสงบ แต่เมื่อขึ้นไปถึงระดับ 5,328 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตัวผมเริ่มชา แข็ง เกร็ง และควบคุมอะไรไม่ได้อีกต่อไป ร่างกายของผมเหมือนก้อนหินก้อนหนึ่งที่ถูกหิมะห่มคลุม มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาเท่านั้นที่ทำให้ผมแตกต่างจากก้อนหินบนภูเขา 

เพื่อนร่วมทางช่วยชีวิตผมไว้ด้วยการป้อนน้ำอุ่นและนวดตัวให้ตลอดเวลา จนผ่านไปราวชั่วโมงเราก็ลงมาถึงหมู่บ้าน Rumtse หมู่บ้านที่เหมือนโอเอซิสกลางเทือกเขาหิมาลัย ภาพแรกที่ผมเห็นจากยอดเขาคือท้องทุ่งเขียวขจี เมื่อเห็นภาพนั้นผมจึงมั่นใจว่ารอดตายแล้ว เพราะตรงนั้นมีออกซิเจนและน้ำดื่มอุ่น ๆ แน่นอน ร่างกายผมเริ่มผ่อนคลาย กลับมาขยับได้อีกครั้ง จำได้ว่าผมลงจากรถและเดินเข้าห้องพักห่มผ้าหนา ๆ แล้วหลับไปสักพักก่อนตื่นมาพบกับมิตรสหายอีกครั้ง ผมจะจดจำหมู่บ้านนี้ไปตลอดชีวิต และแน่นอนว่าหากมีโอกาสก็อยากกลับพักที่นั่นอีกในฐานะคนปกติ ไม่ใช่ผู้ป่วย

เราพักกันที่นี่ 2 – 3 วันก่อนออกเดินทางต่อเพื่อเข้าเมืองเลห์ เมื่อเห็นแม่น้ำสินธุ นั่นหมายความว่าการเดินทางครั้งนี้ใกล้จบลงแล้ว ที่เมืองเลห์เรายังได้พบมิตรภาพมากมายจากเพื่อนชาวลาดักกี้ของเรา และอาจมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่ทำให้ผมได้กลับไปสร้างงานชิ้นใหม่ที่นั่นอีกครั้ง

เกือบ 2 เดือนตลอดเส้นทางภูเขาอันยิ่งใหญ่นี้ การเดินทางของผมเหมือนก้อนหินที่กลิ้งลงมาจากภูเขาแล้วกลิ้งลงแม่น้ำไหลตามแรงของน้ำเชี่ยวไปหยุดนิ่งที่ไหนสักที่ ผมเห็นชีวิตของผู้คนหลากหลายรูปแบบ เห็นภูมิประเทศที่ยิ่งใหญ่ และเห็นว่าตัวเองไม่ต่างจากก้อนหินเล็ก ๆ ก้อนหนึ่ง

รับชมภาพถ่ายชุดนี้ในรูปแบบ Photo Book ได้ที่ Instagram : chalit.saphaphak 

Write on The Cloud

Photo Essay

ถ้าคุณมีเซ็ตภาพถ่ายที่อยากมาอวดในคอลัมน์นี้ ช่วยส่งเซ็ตภาพพร้อมคำบรรยาย(แบบไม่ยาวมาก) รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Photo Essay

ถ้าเซ็ตรูปของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชลิต สภาภักดิ์

ชลิต สภาภักดิ์

ช่างภาพสารคดีอิสระ เติบโตมาจากชนบทในจังหวัดสุพรรณบุรี ทํางานสื่อสารเรื่องราวของผู้คนและสิ่งแวดล้อม และเป็นนักสะสมโฟโต้บุ๊ค