ก่อนอื่นยอมรับเลยว่าขณะเขียนอยู่ในช่วงที่ทีสิสกำลังเดือดสุดๆ และรอให้เรากลับไปทำต่อ แต่อยู่ๆ ก็อยากเขียนความรู้สึกขณะนี้ว่าเป็นยังไง ซึ่งคิดว่าถ้าเรากลับมาเขียน ซึ่งคิดว่าถ้าเรากลับมาเขียน เนื้อหาและวิธีเล่าคงต่างจากตอนนี้ เพราะถึงตอนนั้นเราคงรับได้ เพราะผ่านมันมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่เลย

รูปถ่ายทุกห้องในบ้านเป็นรูปที่สะสมมาเรื่อยๆ จากทั้งกล้องและโทรศัพท์ อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกครั้งที่เราถ่าย เราตั้งใจถ่ายแสงที่ส่องเข้ามาในบ้าน ในห้องที่มีแต่เราอยู่คนเดียว สำหรับเรา แสงเหมือนเป็นความสุขเดียวที่เข้ามาในใจเหงาๆ ซึ่งจมอยู่กับบางสิ่งบางอย่าง โดยไม่ต้องขออนุญาต เราจึงอยากใช้รูปพวกนี้เป็นตัวแทนเพื่อสื่อความหมายของจิตใจตัวเองขณะสู้อยู่กับงานที่แสนจะน่าเหนื่อยใจ ที่ยังไงก็ต้องทำต่อไป

ทำทีสิสใครๆ ก็เหนื่อย เรารู้ แต่การรับมือกับความเศร้าและเหนื่อยของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน 

เรายอมรับว่าตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ก็ยังมีบางครั้งที่รู้สึกว่าทุกอย่างมืดบอด เจอทางตัน คิดงานไม่ออก ได้แต่นอนมองเพดานเฉยๆ แล้วอยู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเองไม่หยุด นั่นคืออาการจม เราจะทำยังไงได้ นอกจากรอให้น้ำตาแห้งและทำงานต่อ เราปรึกษาคนมากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องทำต่อด้วยตัวเองอยู่ดี

เราเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เครียดสุดๆ ตื่นมาพร้อมแสงที่ปลุกเราตอนเช้า และรู้ตัวอีกทีเมื่อแสงเย็นกลับมาทักทาย แล้วจึงค่อยเริ่มทำงาน เพราะกลัวไม่มีงานส่ง

บทความนี้คงเป็นบทความที่เทาที่สุด เป็นเมฆก้อนเทาๆ ใหญ่ๆ สำหรับใครที่ได้อ่านแน่ๆ แต่นี่เป็นสิ่งที่เรากำลังเผชิญและอยากลองเล่าดู

ถ้าคุณมีเซ็ตภาพถ่ายที่อยากมาอวดในคอลัมน์นี้ ช่วยส่งเซ็ตภาพพร้อมคำบรรยาย(แบบไม่ยาวมาก) รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Photo Essay

ถ้าเซ็ตรูปของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

ก่อนอื่นยอมรับเลยว่าขณะเขียนอยู่ในช่วงที่ทีสิสกำลังเดือดสุดๆ และรอให้เรากลับไปทำต่อ แต่อยู่ๆ ก็อยากเขียนความรู้สึกขณะนี้ว่าเป็นยังไง ซึ่งคิดว่าถ้าเรากลับมาเขียน ซึ่งคิดว่าถ้าเรากลับมาเขียน เนื้อหาและวิธีเล่าคงต่างจากตอนนี้ เพราะถึงตอนนั้นเราคงรับได้ เพราะผ่านมันมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่เลย

รูปถ่ายทุกห้องในบ้านเป็นรูปที่สะสมมาเรื่อยๆ จากทั้งกล้องและโทรศัพท์ อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกครั้งที่เราถ่าย เราตั้งใจถ่ายแสงที่ส่องเข้ามาในบ้าน ในห้องที่มีแต่เราอยู่คนเดียว สำหรับเรา แสงเหมือนเป็นความสุขเดียวที่เข้ามาในใจเหงาๆ ซึ่งจมอยู่กับบางสิ่งบางอย่าง โดยไม่ต้องขออนุญาต เราจึงอยากใช้รูปพวกนี้เป็นตัวแทนเพื่อสื่อความหมายของจิตใจตัวเองขณะสู้อยู่กับงานที่แสนจะน่าเหนื่อยใจ ที่ยังไงก็ต้องทำต่อไป

ทำทีสิสใครๆ ก็เหนื่อย เรารู้ แต่การรับมือกับความเศร้าและเหนื่อยของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน 

เรายอมรับว่าตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ก็ยังมีบางครั้งที่รู้สึกว่าทุกอย่างมืดบอด เจอทางตัน คิดงานไม่ออก ได้แต่นอนมองเพดานเฉยๆ แล้วอยู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเองไม่หยุด นั่นคืออาการจม เราจะทำยังไงได้ นอกจากรอให้น้ำตาแห้งและทำงานต่อ เราปรึกษาคนมากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องทำต่อด้วยตัวเองอยู่ดี

เราเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เครียดสุดๆ ตื่นมาพร้อมแสงที่ปลุกเราตอนเช้า และรู้ตัวอีกทีเมื่อแสงเย็นกลับมาทักทาย แล้วจึงค่อยเริ่มทำงาน เพราะกลัวไม่มีงานส่ง

บทความนี้คงเป็นบทความที่เทาที่สุด เป็นเมฆก้อนเทาๆ ใหญ่ๆ สำหรับใครที่ได้อ่านแน่ๆ แต่นี่เป็นสิ่งที่เรากำลังเผชิญและอยากลองเล่าดู

ถ้าคุณมีเซ็ตภาพถ่ายที่อยากมาอวดในคอลัมน์นี้ ช่วยส่งเซ็ตภาพพร้อมคำบรรยาย(แบบไม่ยาวมาก) รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Photo Essay

ถ้าเซ็ตรูปของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

บงกช สวัสดิสวนีย์

เด็กน้อยเพิ่งจบจากคณะสถาปัตย์ อยากเป็นสถาปนิกที่สนุกกับการทำงานถึงแม้จะได้นอนน้อยก็ตาม และยังมีเวลาไปทำอย่างอื่นที่ชอบกับคนที่รัก

Photo Essay

เรื่องเล่าผ่านภาพถ่าย

อดีตนักศึกษาล้วนเคยมีช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างยากลำบากที่สุด ทั้งกดดันและยาวนาน แต่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกได้ว่า เป็นด่านแรกในการพิสูจน์ตัวเองก่อนจะไปเผชิญชีวิตวัยทำงาน นั่นคือช่วงของการทำโปรเจกต์จบหรือทีสิส ที่หลายคนคงจำเรื่องราวเหล่านี้ได้ไม่ลืม เช่นเดียวกับโปรเจกต์นี้

ชุดภาพถ่ายนี้เป็นผลงานของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่บังเอิญมีใจให้ศิลปะ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคณะวิทยาศาสตร์ แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักของการทำโปรเจกต์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องศิลปะเลย แต่ในเมื่อเราไม่สามารถบอกรักวิทยาศาสตร์ได้อย่างหมดหัวใจ เลยได้แอบบอกรักศิลปะ ผ่านสีสันระดับจุลภาคในโปรเจกต์ของภาควิชาวัสดุศาสตร์นี้

โปรเจกต์นี้ได้ศึกษาอิทธิพลของความร้อนต่อโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าไร้สนิม หรือสเตนเลสที่เรารู้จักกัน

เมื่อมันได้รับความร้อนมากพอ ฟิล์มใสๆ บนผิวสเตนเลสจะค่อยๆ หนาขึ้นเป็นกลไกตามธรรมชาติ และเมื่อมีแสงมาตกกระทบฟิล์มเหล่านี้ จะเกิดการหักเหให้เห็นเป็นสีต่างๆ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับปรากฏการณ์สายรุ้งของละอองน้ำ

ความหนาของฟิล์มที่แตกต่างกันจึงหักเหแสงออกมาได้สีแตกต่างกัน ทำให้ความตื่นเต้นของการทำโปรเจกต์เกิดขึ้นทุกๆ ครั้งที่ได้มองสีสันที่มหัศจรรย์เหล่านี้ผ่านกล้องจุลทรรศน์

อดีตนักศึกษาล้วนเคยมีช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างยากลำบากที่สุด ทั้งกดดันและยาวนาน แต่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกได้ว่า เป็นด่านแรกในการพิสูจน์ตัวเองก่อนจะไปเผชิญชีวิตวัยทำงาน นั่นคือช่วงของการทำโปรเจกต์จบหรือทีสิส ที่หลายคนคงจำเรื่องราวเหล่านี้ได้ไม่ลืม เช่นเดียวกับโปรเจกต์นี้

ชุดภาพถ่ายนี้เป็นผลงานของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่บังเอิญมีใจให้ศิลปะ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคณะวิทยาศาสตร์ แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักของการทำโปรเจกต์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องศิลปะเลย แต่ในเมื่อเราไม่สามารถบอกรักวิทยาศาสตร์ได้อย่างหมดหัวใจ เลยได้แอบบอกรักศิลปะ ผ่านสีสันระดับจุลภาคในโปรเจกต์ของภาควิชาวัสดุศาสตร์นี้

โปรเจกต์นี้ได้ศึกษาอิทธิพลของความร้อนต่อโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าไร้สนิม หรือสเตนเลสที่เรารู้จักกัน

เมื่อมันได้รับความร้อนมากพอ ฟิล์มใสๆ บนผิวสเตนเลสจะค่อยๆ หนาขึ้นเป็นกลไกตามธรรมชาติ และเมื่อมีแสงมาตกกระทบฟิล์มเหล่านี้ จะเกิดการหักเหให้เห็นเป็นสีต่างๆ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับปรากฏการณ์สายรุ้งของละอองน้ำ

ความหนาของฟิล์มที่แตกต่างกันจึงหักเหแสงออกมาได้สีแตกต่างกัน ทำให้ความตื่นเต้นของการทำโปรเจกต์เกิดขึ้นทุกๆ ครั้งที่ได้มองสีสันที่มหัศจรรย์เหล่านี้ผ่านกล้องจุลทรรศน์

Writer & Photographer

พศิกา สรรเสริญ

ศรัทธาในวิทย์ ดำเนินชีวิตด้วยศิลป์ ปัจจุบันเป็นวิศวกรที่เหนื่อยล้าคนหนึ่ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load