พวกเราหลายคนใช้ชีวิตประจำวันใน ‘โลกโบราณ’ โดยไม่รู้ตัวครับ บางคนใช้ชีวิตในเมืองที่มีคนอยู่อาศัยมาติดต่อกันเป็นเวลาหลายร้อยหรือหลายพันปี เดินทางบนถนนหรือแม่น้ำลำคลองที่เป็นเส้นทางสัญจรมาเป็นเวลายาวนาน ทำงานอยู่ในอาคารซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เคยมีอาคารอื่นๆ มาก่อน หรือไม่ก็พำนักอยู่ในอาคารเก่าโดยตรง และต้องปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์อาคารอย่างสม่ำเสมอ

เมืองสำคัญหลายๆ เมืองทั่วโลกในปัจจุบันนี้มีประวัติการตั้งถิ่นฐานต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ในซีกโลกตะวันตก เมืองใหญ่ๆ อย่างลอนดอน ปารีส หรือโคโลญจน์ ล้วนมีอายุเกินหนึ่งพันปีทั้งสิ้น ไม่นับเมืองโบราณระดับตำนานอย่างเอเธนส์ เยรูซาเล็ม โรม อิสตันบูล และดามัสกัส ที่พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานต่อเนื่องนับพันๆ ปี หรือทางฝั่งซีกโลกตะวันออก เมืองสำคัญ เช่น ซีอาน ปักกิ่ง เกียวโต และพาราณาสี ก็มีผู้คนอาศัยอยู่มาโดยตลอดเป็นเวลายาวนาน

ในประเทศไทย ชุมชนใหญ่ๆ ในหลายจังหวัดก็มีอายุหลายร้อยปี หรือในกรุงเทพฯ เอง บางพื้นที่ก็เริ่มมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้อาคารเก่า ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ชีวิตประจำวันของพวกเราหลายคน ถูกกำหนดด้วยความโบราณในมิติต่างๆ อยู่ตลอดเวลาครับ

ตัวผมเอง ชีวิตประจำวันก็พอจะเรียกได้ว่ารายล้อมไปด้วยโบราณสถานเหมือนกัน เพราะสิ่งปลูกสร้างหลายๆ ส่วนของมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน บางแห่งเป็นโครงสร้างเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งมหาวิทยาลัยเมื่อ 800 กว่าปีก่อน

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 13 โดยกลุ่มนักวิชาการที่อพยพมาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดหลังเกิดกรณีพิพาทกับเทศบาลเมือง ก่อนหน้านี้เมืองเคมบริดจ์เป็นเมืองทางผ่านบนเส้นทางสัญจรระหว่างกรุงลอนดอนกับภาคตะวันออกของอังกฤษ โดยมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นหลักแหล่งมาตั้งแต่สมัยโรมัน 

ด้วยเป็นเมืองเก่าที่มีคนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นและต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เคมบริดจ์จึงเป็นศูนย์รวมของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ ตั้งแต่ซากปราสาทโรมันโบราณ อาคารไม้แบบ Elizabethan ตึกหินแบบโกธิก โบสถ์วิหารแบบบาโรก ไปจนถึงอาคารคอนกรีตแบบ Brutalism สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารโบราณเหล่านี้มีทั้งที่ได้รับการรักษาสภาพไว้ให้ใกล้เคียงกับสมัยแรกสร้าง ได้รับการปรับปรุงต่อเติมบางส่วนจนทำให้มีลักษณะไม่เหมือนของดั้งเดิม หรือสร้างขึ้นมาใหม่โดยพยายามให้เหมือนของเดิม ทั้งหมดนี้ประกอบขึ้นเป็นอาคารที่พัก ที่กินข้าว ที่เรียน ที่ทำงาน อยู่รอบตัวและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชีวิตประจำวันของผมจะว่าไปก็อาจคล้ายชีวิตห้องแถวในกรุงเทพฯ ชั้นใน ย่านเจริญกรุง เยาวราช ประตูสามยอด เพราะบ้านพักที่อยู่ตอนนี้เป็นทาวน์เฮาส์ผนังบาง แอบได้ยินเสียงเพื่อนบ้านต่างๆ เพียงแต่พิเศษหน่อยตรงที่เป็นทาวน์เฮาส์อายุเกือบ 200 ปีขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ระดับ Grade II (จาก 3 ระดับ สูงที่สุดคือ Grade I รองลงมาคือ II และ III) และอยู่ติดกับทาวน์เฮาส์ขึ้นทะเบียนที่ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) เคยมาอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1836 – 1837 

ส่วนเวลาไปที่ภาควิชาก็น่าจะเหมือนไปธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ศิลปากรวังท่าพระ เพราะห้องทำงานที่ตึกภาควิชาตั้งอยู่บนพื้นที่โบราณสถานอารามเก่า เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ตอนเริ่มก่อสร้างอาคารสำนักงานทะเบียนและศูนย์บริการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ซึ่งอยู่ติดๆ กับตึกภาควิชา ยังมีการขุดพบฐานรากของอารามสมัยศตวรรษที่ 13 แถมมากับโครงกระดูกมนุษย์ 20 กว่าโครง เป็นที่ฮือฮาจนมีการจัดทัวร์พิเศษเพื่อเดินเข้าไปดูพร้อมผู้เชี่ยวชาญ

การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ป้ายอนุสรณ์ที่บ้านของ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ซากอารามปรากฏให้เห็นเมื่อตอนเริ่มต้นการก่อสร้างอาคารใหม่ของสำนักทะเบียนและศูนย์บริการนักศึกษา ภาพ : สำนักข่าว Cambridgeshire Live โดย Chris Elliott 
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
อาคารสำนักทะเบียนละศูนย์บริการนักศึกษาในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน แม้จะมีการปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างโบราณหลายแห่งให้มีสภาพมั่นคง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้งาน แต่ก็ยังมีระเบียบข้อกำหนดที่ต้องขอความร่วมมือให้ปฏิบัติกันอยู่เพื่อความปลอดภัยของทุกคน อย่างบ้านพักที่ Peterhouse นี้ ไม่มีครัวที่ใช้ไฟเลยครับ ยิ่งไปกว่านั้น ห้องพักสำหรับพวกนักเรียนชั้นปริญญาตรีในบริเวณตึกเก่าของคอลเลจก็ไม่มีครัวร้อน มีเพียงห้องเตรียมอาหารรวม (เรียกติดปากว่า Gyp) ที่มีแต่ไมโครเวฟและเครื่องปิ้งขนมปัง กลายเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมหุงหาอาหารด้วยไมโครเวฟ จนมีการประดิษฐ์สูตรมาแบ่งกันในหมู่นักเรียนตามคอลเลจต่างๆ ที่โดนจับให้อยู่ตามอาคารเก่าๆ ที่ไม่มีครัวร้อนเหล่านี้

เรื่องการเนรมิตอาหารร้อนโดยใช้ไมโครเวฟนี้ เพื่อนแฟลตเมตนักเรียนแพทย์ปี 4 ที่เคยอยู่ในตึกเก่าเคยเล่าให้ฟังอยู่ทีหนึ่ง แกบอกว่าแกเคยทำอาหารเอเชียใต้-กลาง จำพวกแผ่นแป้งที่กินพร้อมกับข้าว เช่น นาน ด้วยไมโครเวฟสำเร็จมาแล้ว นับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในชีวิตการเรียนกันเลยทีเดียว 

เรื่องป้องกันอัคคีภัยที่นี่จัดเป็นเรื่องใหญ่ครับ เพราะนอกจากจะไม่มีเตาแก๊สให้ใช้แล้ว ยังไม่อนุญาตให้จุดเทียน จุดธูป หรืออะไรต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประกายไฟด้วย ทั้งหมดนี้เขียนไว้ชัดเจนในคู่มือนักเรียนใหม่ทุกคน นอกจากนี้ ทางคอลเลจยังส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสัญญาณเตือนไฟไหม้อยู่เป็นประจำ ถ้าใครชอบตื่นสายแต่ห้องนอนดันอยู่ใกล้เจ้าเครื่องตรวจควันไฟนี่ เป็นอันต้องเคยโดนปลุกด้วยสัญญาณเตือนไฟไหม้บ่อยๆ แน่

นอกจากเรื่องอัคคีภัยแล้ว ในคู่มือยังมีข้อระวังในการใช้งานส่วนต่างๆ ภายในบริเวณตึกเก่าของคอลเลจอีกจำนวนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ให้ระวังลื่นหรือหกล้มบริเวณทางเดินปูพื้นหินที่สึกเป็นรอยเว้าไม่สม่ำเสมอ เพราะคนเดินเหยียบซ้ำๆ มาแล้วเป็นเวลาหลายร้อยปี หรือให้ระวังหัวโขกคานไม้ คานหิน หรือช่องประตูต่างๆ ที่บางทีไม่ได้สร้างโดยคิดไว้ก่อนว่าอีกหลายร้อยปีต่อมามนุษย์จะมีส่วนสูงโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น

การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
คู่มือนักเรียนในหัวข้อเกี่ยวกับความปลอดภัยเมื่ออยู่ในอาคารโบราณ
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
คู่มือนักเรียนชี้แจงการห้ามจุดไฟด้วยอุปกรณ์ต่างๆ
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
“ช่องประตูเตี้ย โปรดระวังศรีษะของท่าน”
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ประตูไม้เจ้าปัญหา ทางเข้า Dining Hall

  ล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทางคอลเลจเพิ่งปรับปรุงอาคารสองชั้นสมัย Elizabethan เพื่อเพิ่มจำนวนห้องพักสำหรับสมาชิกในคอลเลจ ทีแรกทุกคนตื่นเต้นมากเพราะอาจจะได้รับอนุญาตให้ย้ายไปอยู่ในตึกโบราณที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ แต่สุดท้ายก็เลิกตื่นเต้นกันไป เพราะความจริงคือ ห้องต่างๆ ในตึกนี้แคบมาก มิหนำซ้ำห้องชั้นบนยังมีเพดานต่ำ เรียกได้ว่าทีมงานที่ปรับปรุงตึกทำงานได้อย่างดีเลิศ เพราะเก็บรักษาลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบ Elizabethan ไว้ได้ครบ ครบซะจนคนสมัยนี้อยู่ลำบาก!

การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
กลุ่มอาคารสมัย Elizabethan ที่เพิ่งปรับปรุง

  สิ่งปลูกสร้างหลายอย่างสร้างขึ้นผ่านกรอบการใช้งานในสมัยนั้นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ส่งผลให้เราใช้การสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นไม่ได้ตามจุดประสงค์ดั้งเดิม พอเป็นเช่นนี้ เราถึงได้เห็นสิ่งปลูกสร้างบางแห่งหมดฟังก์ชันของตัวเองไป บางแห่งถูกเปลี่ยนการใช้งานใหม่ หรือบางแห่งต้องรีบปรับตัวเพื่อให้ยังใช้งานได้ในรูปแบบเดิม

รอบๆ ตัวผมมีตัวอย่างของสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดนี้ให้เห็นได้ในชีวิตประจำวันทุกวันครับ เริ่มจากประตูทางเข้าคอลเลจประตูหนึ่งที่ปิดตายไปแล้วเพราะหมดประโยชน์ เดิมทีประตูนี้เป็นประตูดั้งเดิมที่เปิดออกไปเป็นท่าน้ำ คอลเลจรุ่นเก่าๆ หลายแห่งในเคมบริดจ์ล้วนสร้างอยู่ริมแม่น้ำเคมครับ แต่ละแห่งจะมีประตูเข้าออกตรงสู่แม่น้ำซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลัก แต่อย่างที่ Peterhouse นี้ อยู่ไปอยู่มา สาขาของแม่น้ำเคมที่เคยเป็นสาขาหลักในสมัยแรกตั้งคอลเลจกลับแห้งไป สลับกับแม่น้ำสาขารองในสมัยนั้นกลายเป็นสาขาหลักในสมัยนี้แทน จากทีแรกที่มีแม่น้ำไหลเลียบรั้วฝั่งทิศตะวันตกของคอลเลจ ตอนนี้ริมรั้วนั้นกลายเป็นบึงแห้งๆ มีหญ้าขึ้นเต็ม ใช้เป็นเส้นทางสัญจรหลักไม่ได้อีกต่อไป เป็นอันว่าต้องปิดประตูนี้ไปอย่างถาวร

การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ประตูท่าน้ำที่ปิดตายจากด้านนอก
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ประตูท่าน้ำที่ปิดตายจากด้านใน
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
นอกรั้วคอลเลจบริเวณที่เคยเป็นแม่น้ำ

ต่อมาเมื่อถนนกลายเป็นเส้นทางสัญจรหลัก ประตูทางเข้าใหญ่ของคอลเลจก็ย้ายจากฝั่งทิศตะวันตก ซึ่งหันไปทางฝั่งแม่น้ำ มาเป็นฝั่งทิศตะวันออก ซึ่งเปิดออกไปเป็นถนนที่วิ่งตรงเข้าสู่บริเวณที่ปัจจุบันเป็นกลางเมืองแทน แต่ด้วยความที่กลุ่มอาคารเก่าของคอลเลจออกแบบตามแผนผังเดิมที่ทางเข้าอยู่ทิศตะวันตก ตอนนี้เวลาเดินเข้าประตูใหญ่ เราจึงรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาทางข้างหลังของกลุ่มอาคารนี้แทน

การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
วัดน้อยใน Peterhouse ที่หันหลังให้ประตูทางเข้าหลักในปัจจุบัน
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ร่องรอยภาพเขียนบนฝาผนังโบราณที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงที่สร้างขึ้นมาทับในยุคหลัง พบระหว่างการบูรณะคอลเลจเมื่อ 2 ปีก่อน

ในเคมบริดจ์ยังมีสิ่งปลูกสร้างจำนวนหนึ่งที่เปลี่ยนฟังก์ชันไปแล้ว ที่หลายคนน่าจะรู้จักดีก็คืออาคารเรียนของ Judge Business School ที่สมัยหนึ่งเคยเป็นอาคารหลักของโรงพยาบาล Addenbrooke’s ก่อนจะย้ายออกไปสร้างเป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่นอกเขตเมืองเก่าเมื่อช่วงปี 1960 ตอนนี้ถ้าใครเดินผ่านก็จะเห็นอาคารผู้ป่วยนอกที่ยังมีป้ายหินสลักชื่อไว้ชัดเจน กลายเป็นร้านอาหารหรูประจำเมืองไปเรียบร้อย

การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
Judge Business School ในปัจจุบัน
การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
อาคารผู้ป่วยนอก ‘Outpatients’

อีกหนึ่งตัวอย่างของอาคารที่เปลี่ยนฟังก์ชันไปตามยุคสมัย คืออาคารโรงพิมพ์ของสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ครับ เมื่อต้นศตวรรษที่ 19  สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยฯ สร้างสำนักงานใหญ่พร้อมโรงพิมพ์หลังใหม่ขึ้นที่บริเวณใจกลางเมืองเก่า เป็นอาคารทรงนีโอ-โกธิก มียอดสูงสะดุดตา ตั้งชื่อว่า The Pitt Building เป็นเกียรติแก่ วิลเลียม พิตต์ หรือ William Pitt the Younger นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ (รับตำแหน่งตอนอายุ 24 ปี) ต่อมาสำนักพิมพ์ย้ายออกไปนอกเขตเมืองเก่า และอาคาร The Pitt Building ก็ปรับปรุงกลายเป็นศูนย์ประชุมครบวงจรแทน

ส่วนอาคารขนาดใหญ่แถวนี้ที่พยายามรักษาฟังก์ชันของตัวเองไว้ ก็คงหนีไม่พ้นหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยครับ หอสมุดกลางของเคมบริดจ์ย้ายจากบริเวณใจกลางเมืองเก่าออกไปสร้างใหม่เป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่มหึมา และเปิดให้บริการมาตั้งแต่ ค.ศ. 1934 แต่ล่าสุดเมื่อประมาณ 3 – 4 ปีที่แล้วนี้เอง เพิ่งเกิดปรากฏการณ์หอสมุดชั้นวางเต็ม ขยายพื้นที่จัดเก็บหนังสือไม่ทัน ทำให้ต้องกองหนังสือหลายเล่มไว้บนพื้นหรือบนโต๊ะอ่านหนังสือ ตอนนั้นทางหอสมุดยังต้องยกชั้นวางชั่วคราวมาตั้งบริเวณทางเดินต่างๆ รอบหอสมุดเพื่อจัดเก็บหนังสือไปพลางๆ แทบจะเรียกได้ว่า ผู้ใช้บริการในช่วงนั้นได้ฝึกฝนทักษะใหม่ นั่นก็คือการล่าขุมทรัพย์ตามลายแทงกันเป็นกิจวัตร

การใช้ชีวิตใน Cambridge University โบราณสถานที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
กองหนังสือในห้องสมุด
คำอธิบายการหาหนังสือที่หลุดจากชั้นวาง

ทุกวันนี้เมืองโบราณที่ยังมีชีวิตนี้เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์มากมายที่พยายามทำให้ชีวิตประจำวันอยู่ร่วมกับมรดกทางประวัติศาสตร์ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการแปลงพื้นที่ในโบสถ์อายุ 400 ปีให้เป็นเวทีการแสดงหรือเป็นสภากาแฟย่อมๆ ในช่วงเวลาที่ไม่ได้มีกำหนดการประกอบพิธีทางศาสนา หรือการเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมสังสรรค์นอกเวลาทำการ ไปจนถึงการถกเถียงกันเรื่องกฎระเบียบในการใช้สอยพื้นที่ที่จัดเป็นอาคารอนุรักษ์ ในทางกลับกัน วิธีการเหล่านี้ก็เป็นการคืนชีวิตให้โบราณสถานมีประโยชน์ใช้สอยอย่างสม่ำเสมอและไม่ถูกทิ้งร้าง

ชีวิตในโบราณสถานทำให้เราเห็นสัจธรรมที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นของธรรมดา และสิ่งต่างๆ ล้วนต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับยุคสมัยอยู่เสมอ มิเช่นนั้นตัวเองก็จะกลายเป็นเพียงอนุสรณ์แห่งกาลเวลา หากแต่ประโยชน์ใช้สอยในความเป็นจริงนั้นได้หมดไปนานแล้ว โบราณสถานที่ยังมีชีวิตเหล่านี้กำลังบอกกับเราว่า อดีตอาจอยู่ร่วมกับปัจจุบันได้ ถ้าอดีตเข้าใจและยอมรับความจริงข้อนี้ครับ

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พีรพัฒน์ อ่วยสุข

นักเรียนโบราณคดี อาชีพหลักคืออ่านจารึกอักษรลิ่ม เวลาว่างชอบคุยกับแมว ดูมหรสพ

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เดือนตุลาคมของทุกปีที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี จะมีงานมหกรรมหนังสือ ‘แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์’ (Frankfurter Buchmesse หรือ Frankfurt Book Fair) ว่ากันว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและจัดมากว่า 70 ปีแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด มีสำนักพิมพ์กว่า 4,000 ราย จากเกือบร้อยประเทศเดินทางมาร่วมงาน มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ถือเป็นงานที่นักอ่านจากทุกประเทศพลาดไม่ได้

ต่อจากนี้คือประสบการณ์ 5 วัน ในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ 2022 ของ ‘หย่งศรี’ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งล่าม แจกนามบัตร เฝ้าบูท ชงชา ชวนชาวต่างชาติสนทนา และฟังความเป็นไปของโลกหนังสือสากลว่าก้าวหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins
เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

งานหนังสือที่ไม่เหมือนสัปดาห์หนังสือไทย

ท่ามกลางอากาศหนาวกลางเดือนตุลาคม ฉันนั่งรถไฟ S-Bahn ขบวนสีแดงแปร๊ดมาลงที่สถานี Messe ที่คุ้นชิน บันไดเลื่อนพาฉันและผู้โดยสารร่วมทางอีกหลายสิบชีวิตขึ้นมาสู่ทางเข้า เมื่อสแกนบัตรผ่าน ฉันพบกับป้ายประกาศใหญ่โตเขียนไว้ชัดว่า ‘Welcome to Frankfurt Book Fair 2022’ 

รู้สึกเหมือนมีลมเย็นปะทะใบหน้า ดีใจที่ได้กลับมาทำงานแสนรักอีกคำรบหนึ่งแล้ว

หากพูดถึง ‘งานหนังสือ’ เราน่าจะนึกถึงภาพของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอย่างบ้านเรา ที่เป็นงานขายปลีก สำนักพิมพ์ออกบูทเองขายเอง เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ พานักเขียนมาพบปะแฟนคลับ ให้เหล่านักอ่านเลือกซื้อหนังสือราคาพิเศษพร้อมสารพัดโปรโมชัน

นั่นคล้ายกับงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ ‘การซื้อขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศ’ โดย 3 วันแรกเป็นวันเจรจาธุรกิจ สำนักพิมพ์ทั้งหลายจากทั่วโลกพากันมาออกบูทเพื่อนำเสนอผลงานของตัวเอง

แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ของโลกมักมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พวกเขามาพร้อมบูทใหญ่โต มีเอเยนต์ดูแลงานแต่ละหมวดหลายสิบชีวิต ตั้งโต๊ะคุยกับตัวแทนจากทั่วโลกอย่างขะมักเขม้น

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

Literacy Agents คือเอเยนต์ตัวแทนนักเขียนชื่อดังทั้งหลายที่ไม่ได้สังกัดสำนักพิมพ์ (แต่สังกัดเอเยนต์) มาตั้งโต๊ะเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนัดมาล่วงหน้า การขอคุยหน้างานแทบจะเป็นไปไม่ได้

สำหรับสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หากเดินผ่านบูทเขาแล้วเห็นหนังสือที่ถูกใจ สนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลก็สอบถามและนัดหมายเพื่อคุยระหว่างงานได้

ส่วนงาน 2 วันสุดท้ายจะจัดให้ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์เสมอ เพื่อเปิดให้สาธารณชนผู้สนใจเข้าชม ซึ่งโดยมากเป็นคนเยอรมัน ทีนี้ก็จะคล้ายกับงานบ้านเราที่มีการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ มีนักเขียนชื่อดังมาแจกลายเซ็น บอกเลยว่าคนล้นหลามมาก แต่ที่เยอรมนี หนังสือออกใหม่ไม่มีการลดราคา (จนกว่าจะตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 18 เดือน) เป็นกฎหมายบังคับไว้

นอกจากนั้น ใน 2 วันสุดท้าย เราจะได้เห็นกลุ่มนักแต่งตัวคอสเพลย์มารวมตัวกันด้วย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี (จากที่สังเกต) จนในปัจจุบัน จัดเป็นงาน Frankfurt Cosplay อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประเทศไทยอยู่ที่ไหนในงานนี้

โดยปกติประเทศไทยมีบูทไปออกกับเขาเหมือนกัน แถมยังจัดอย่างใหญ่โต เป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กว่า 2 ทศวรรษ

หลังจากไม่ได้เข้าร่วม 2 ปีด้วยเหตุโควิด-19 อาละวาด ปี 2022 เราก็กลับมาอีกครั้ง! แถมยังได้ทำเลทองที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก อยู่กลางฮอลล์ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยสำนักพิมพ์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีเพื่อนบ้านเป็นไต้หวันและนิวซีแลนด์ และมีบ้านต้นซอยเป็น HarperCollins!

ปีนี้เรามีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 10 ราย แต่ละรายนำผลงานที่คาดว่าจะขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้มาจัดแสดง มีตั้งแต่หมวดเด็ก การ์ตูน และศิลปวัฒนธรรม

แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากหาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีมีคุณภาพและน่าจะทำยอดขายได้สูง เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่ามางานนี้มาทั้งซื้อและขาย

และเมื่อมีบูทประเทศไทย ก็ต้องมีล่ามประจำบูท

นั่นก็คืองานของหย่งศรีเอง!

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ชีวิตประสาล่ามประจำบูท

ฉันมีหน้าที่ตั้งแต่เปิด-ปิดบูท ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด คอยระแวดระวังมิให้หนังสือหาย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน ทั้งในแง่ข้อมูลและภาคปฏิบัติ เสิร์ฟน้ำและกาแฟให้กับผู้ที่มาเจรจาติดต่อ

นอกจากนั้น ต้องคอยเก็บคอนแทกของผู้ที่เข้ามาติดต่อ และตอบคำถามสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นักเขียนที่มองหาสำนักพิมพ์ที่อาจสนใจงานของตน ซึ่งพวกเขามาจากทุกมุมโลกตั้งแต่ชมพูทวีป เรื่อยไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา 

ที่เห็นชัดมากในปีนี้ คือนักเขียนชาวอิสราเอลทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น Self-help Spiritual นิทานเด็ก หรือนิยาย ขยันเดินมาเสนอผลงานและเตรียมตัวมาดีมาก มี Press Kit (เอกสาร) น้อย ๆ แนะนำตัวเองและบทคัดย่อของผลงานเสร็จสรรพ แค่นั้นยังไม่พอ ยังขยันตามงาน ขอพบกับตัวแทนสำนักพิมพ์ไทยให้จงได้ ตรงนี้ไม่รู้ว่ากระแสความโด่งดังของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (นักเขียนชาวอิสราเอล) ผู้เขียน Sapiens จะมีส่วนด้วยหรือเปล่า

ต่อมา ชายใส่สูทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมายื่นนามบัตรให้พร้อมพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย เขากำลังมองหาลู่ทางในการมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือของไทยอยู่ บอกเลยว่าวงการหนังสือไทยก็เป็นปลายทางที่ทั่วโลกสนใจเหมือนกัน

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

นอกจากนั้น ยังมีสำนักพิมพ์ต่างชาติที่สนใจใช้บริการโรงพิมพ์ไทย หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศที่อยากเชิญชวนสำนักพิมพ์ของเราไปออกงานที่ประเทศของตน ร้านหนังสือออนไลน์ใหญ่ยักษ์มองหาผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในประเทศไทย ฯลฯ

แต่สิ่งที่ฉันได้คุยมากขึ้นในปีนี้ คือการสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากสารพัดหน่วยงานของต่างประเทศ 

การทำงานวันที่ 3 คนที่เดินเข้ามาบูทยังไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จากผู้จัดงาน Bologna Children Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกแจ้งว่ามีทุนให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเด็กไทยที่ไม่เคยไปออกงานที่นั่นนำผลงานไปออกได้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่บอกฉันว่า มีเงินทุนให้กับสำนักพิมพ์ที่สนใจจะแปลงานจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทย ไหนจะศิลปินนักวาดชาวสเปนที่บอกว่า หน่วยงานของรัฐบาลสเปนมีเงินทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเด็กหากจ้างนักวาดจากประเทศสเปน

สำหรับประเทศเยอรมนีที่ฉันอาศัยมานับสิบปีก็มีห้องสมุดจากรัฐบาเยิร์น แจ้งว่าทำแคตตาล็อกนิทานและวรรณกรรมเยาวชนนานาชาติทุกปี แต่ยังไม่มีหนังสือไทยอยู่ในนั้นเลย รวมทั้งมีทุนวิจัยด้านหนังสือเด็กให้นักวิชาการที่สนใจด้วย

เมื่อหน้าปากซอยเป็น HarperCollins

เท่าที่ฉันเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นล่ามในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์หลายปีก่อนหน้า บูทไทยมักถูกจัดให้อยู่ในฮอลล์เดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน พลวัตของผู้คนไม่หนาแน่นมาก เพราะส่วนมากมุ่งหน้าไปยังฮอลล์ที่มีบูทสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ

ครั้งนี้ ฉันคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีก ยิ่งมาจัดในปีที่เพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ด้วย ซึ่งจีนยังปิดประเทศอยู่ ทำให้แทบไม่มีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์จากจีนมาร่วม รวมถึงอีกหลายแห่งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ คะเนด้วยสายตา จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานหายไปในราว 30 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากผู้จัดแจ้งว่า ปี 2022 มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ราย แบ่งเป็นนักธุรกิจ 93,000 คน และประชาชน 87,000 คน)

แต่มันไม่เป็นดังคาด

ด้วยความที่ฮอลล์จัดงานบางส่วนปิดปรับปรุง และจำนวนสำนักพิมพ์มาร่วมงานน้อยลง (เข้าใจว่าหลายบริษัทเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำให้การจัดผังของงานเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด บูทไทยได้มาอยู่ในฮอลล์ 6 อันเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์ที่มีพลวัตสูงมาก แถมอยู่ในซอยเดียวกันกับ HarperCollins หนึ่งใน Big Five สำนักพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษของโลก อีก 4 แห่งที่เหลือได้แก่ Penguin Random House, Simon & Schuster, Hachette และ Macmillan

ผู้คนที่ผ่านมาทางนั้น จึงเดินผ่านบูทของเราด้วย

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประกอบกับบูทไทยปีนี้จัดในธีม Drawing Story นำผลงานของนักวาดการ์ตูน Illustrator และนักวาดนิยายกราฟิกไทย 20 ท่านที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ โดยเชื่อว่าภาพวาดเหล่านั้นไม่ต้องแปลก็เข้าใจได้

รวมทั้งมีส่วนของ Thai Book Archive นำงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ หรือนำไปทำในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ มาจัดแสดง ซึ่งนิยายวายจำนวนไม่น้อยก็ได้รับเลือกให้มาออกในงานนี้ด้วย

เมื่อตั้งอยู่ในฮอลล์ที่คนมามหาศาล พร้อมกับเนื้อหาที่ใช่ เข้าถึงง่าย ฉันที่ยืนเฝ้าบูทอยู่จึงได้เห็นคนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาชื่นชมผลงานของนักวาดไทย เรื่อยไปถึงผลงานอื่น บ้างพลิกเปิดดูด้านใน บ้างก็ยืนอมยิ้ม หัวเราะไปกับภาพที่ได้เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่ออก แต่ความเป็นสากลของภาพก็ทะลุกำแพงภาษาไปเลย

ดีใจแทนนักวาด หากเจ้าของผลงานได้มาเห็นว่ามีคนต่างชาติสนใจผลงานของตัวเองมากขนาดไหน ต้องปลื้มใจมากแน่

จากที่คิดเอาเองก่อนเริ่มงานว่าน่าจะเงียบ กลายเป็นว่าบูทของเรามีสำนักพิมพ์และนักเขียนจากสารพัดประเทศ ‘เข้าคิว’ กันขอข้อมูล ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่ล่ามที่อยู่ประจำบูท ตอบคำถามจนแทบไม่มีเวลาได้พักทานข้าวกลางวันเลยทีเดียว

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

นอกจากการเจรจาซื้อขาย ปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์จากประเทศยูเครนมาออกแสดงโดยเฉพาะ และในงานยังเวทีเสวนาอีกนับสิบเวทีนำเสนอแนวโน้มและประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแปลและนักแปล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการเผยแพร่งานออกสู่วงนานาชาติ รวมไปถึงความร่วมมือกับสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งมาออกบูทโปรโมตแฮชแท็ก #Booktok แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เป็นการพากลุ่มคนออนไลน์และหนังสือมาเจอกัน

อ้อ! อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ Guest of Honor กล่าวคือ ทุกปีจะมีหนึ่งประเทศได้เป็น ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ ประเทศนั้นจะได้จัดแสดงหนังสือของตนอย่างใหญ่โตในอาคาร Forum รอบงานมีการจัดอภิปราย อ่านหนังสือ แสดงวัฒนธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเพื่อให้เข้าถึงสาธารณชน ผู้จัดบอกว่า ที่จัดโปรแกรมแขกรับเชิญพิเศษนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะช่วยให้ประเทศแขกรับเชิญพิเศษขายงานลิขสิทธิ์ผลงานของประเทศตนได้มากขึ้น

Guest of Honor ปีนี้คือสเปน มาในธีม Spilling Creativity โดย King Felipe VI และ Queen Letizia เดินทางมาร่วมงานพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง รวมทั้งนักเขียนอีกกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมพูดคุยในงานตลอด 5 วัน

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก
เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

ปัจจุบัน ชาวโลกมองหาอะไร

ความที่ปีนี้เรานำผลงานของนักวาดมาจัดแสดง จึงได้เห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจร่วมงานกับนักวาด หลายประเทศขอรายชื่อนักวาดไทยทั้งหมดที่มี เพื่อไปคัดสรรและติดต่อขอร่วมงาน

ในส่วนของหนังสือที่ฮอตฮิต มีคนมาสอบถามอยู่ตลอด คือ การ์ตูน (มังงะ) ที่มีเนื้อเรื่องเป็นออริจินัลของคนไทย นิทานเด็ก (หนังสือภาพ) และนวนิยาย ซึ่งมักได้รับอิทธิพลมาจากละคร

อย่างหลังนี้ ผู้มาสอบถามมักเป็นสำนักพิมพ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือละครไทยเรื่องใดดังในประเทศของเขาก็จะมีคนตามมาหาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายต้นฉบับไปแปล และที่เห็นได้ชัดคือ มีผู้สนใจนิยายวายมากขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังไม่อาจตีพิมพ์เรื่องเหล่านี้ได้

พูดถึงความสนใจของสำนักพิมพ์ไปเยอะแล้ว แต่ใน 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเดินชมงาน มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาที่บูทของเราเช่นเดิม

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

สิ่งที่คนเข้ามาถามไม่ขาดสายเลยคือ คู่มือเรียนภาษาไทยในระดับต่างกัน บ้างก็หาตำราเรียน บ้างก็หาหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างง่าย รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นไทย

หลายคนรักและชอบเมืองไทย อยากไปเที่ยว จึงอยากหัดภาษาไว้

บางคนมีแฟนเป็นลูกครึ่งชาวไทย และอยากหัดภาษาเพื่อพูดกับว่าที่คุณแม่สามี (กรี๊ด)

บางคนอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เพราะหลงรักซีรีส์วายของไทย จึงกวาดนิยายที่ตัวเองเคยดูซีรีส์แล้วกลับบ้าน ประมาณว่าขอให้ได้มีไว้ในครอบครองก็ดีใจแล้ว และใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาต่อไป

บางท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กสารพัดภาษาในเยอรมนี แม้อ่านไม่ออก แต่รู้ว่าจะเลือกซื้อเล่มไหน เพื่อให้ขายหมดไม่เหลือสต็อก

ไม่นับคนไทยในแวดวงนักอ่านในเยอรมนี อย่าง คุณหนึ่ง-อธิวดี วิศวกรกระดาษ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือป๊อปอัปมากมาย คุณติ๊ก บรรณาธิการสำนักพิมพ์ภาษาเยอรมันที่สืบทอดมากว่า 5 อายุคน เจสซี่ อินฟลูเอนเซอร์ นักรีวิวหนังสือ ที่มีผู้ติดตามใน Instagram และ TikTok หลักหมื่น

รวมไปถึงน้องคนไทยอีกนับสิบชีวิตจากทุกอาชีพการงาน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงาน พยาบาล ฯลฯ รวมไปถึงลูกครึ่ง ลูกติด ที่มามองหาหนังสือเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน

ถ้าไม่ได้มาเป็นล่ามประจำบูทประเทศไทยก็คงไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลครองโลก มีแต่เสียงบอกว่า ‘ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว’

แต่เมื่อโชคชะตาชักพาให้มาร่วมงานอีกครั้ง เรากลับได้คำตอบที่ชัดเจน

นักอ่านยังมีเยอะมาก และคนทุกชาติทุกภาษายังคงมองหาหนังสือเนื้อหาดี น่าสนใจ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

Can you see? Books never die!

ภาพ : Frankfurt Book Fair

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load