The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ คือหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ ที่แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ไกลออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือที่สุดของประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จังหวัดบึงกาฬในวันวานยังถือเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ภาพบ้านเกิดที่แจ่มชัดในความทรงจำ คือมวลไม้สีเขียวสุดลูกหูลูกตาที่ห้อมล้อมหมู่บ้านเอาไว้ 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมโตมากับความงดงามที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ เดินไปทางไหนก็เจอนกร้อง เดินไปทางไหนก็มีพืชผลให้เก็บกิน พูดให้เห็นภาพก็คือบ้านนอกนั่นแหละ” ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสต์ระดับแนวหน้าของไทย ผู้มีถิ่นฐานบ้านเกิดที่นี่เริ่มต้นเล่า

ในวัยกลางคน ขาบตัดสินใจกลับสู่ที่ที่เขาจากมา โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านอาหารท้องถิ่นและความเข้าใจเรื่องงานพัฒนาชุมชน จากการเป็นอาสาสมัครมูลนิธิโครงการหลวง ที่เขาทำงานร่วมกับเกษตรกรทางภาคเหนือมากว่า 10 ปี มาพัฒนาบ้านเกิด

เรียกได้ว่าเขาคือ ‘นวัตกรชุมชน’ ผู้ตั้งใจพัฒนาชุมชนในทุกด้านไปพร้อมกันอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม สังคม พร้อมไปกับการสืบทอดอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแบบอีสานดั้งเดิม โดยใช้ศาสตร์ในด้านอาหารและศิลปะที่เขาเชี่ยวชาญ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

โดยการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดของขาบ เริ่มต้นที่ ‘พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต’ เรือนอีสานโบราณอายุกว่า 70 ปีที่ได้รับการบูรณะอย่างประณีต จนทุกวันนี้กลายเป็นศูนย์กลางการแผ่ขยายความยั่งยืนของชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ และยังเป็นต้นแบบให้คนอีกมากมายเดินทางมาเรียนรู้โมเดลการพัฒนาชุมชนแบบนวัตวิถี ที่การพัฒนางอกงามไปพร้อมกับการอนุรักษ์

เมื่อปีที่แล้วเขาพาจังหวัดบึงกาฬคว้ากูมองต์ อะวอร์ด (Gourmand Awards) ณ ประเทศฝรั่งเศส รางวัลเกียรติยศที่คนแวดวงอาหารทั่วโลกต่างให้การยอมรับ หรือที่รู้จักกันในชื่อรางวัลออสการ์อาหารโลก จากการนำเสนอความรุ่มรวยของวัฒนธรรมการกินพื้นถิ่นอีสานในหนังสือ Local Food BUENGKAN ซึ่งพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้คือแหล่งของ Great Mekong Food และพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตก็ได้รับรางวัลในประเภทสาขาสถาบันเพื่อสาธารณะ (Institutions) จากเวทีนี้ด้วยเช่นกัน 

“จงทำในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ทำในสิ่งที่คุณทำได้” ขาบย้ำกับเราตลอดบทสนทนา แล้วสิ่งเล็กๆ ที่คุณทำ จะขยายเป็นโครงข่ายการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่อย่างที่คุณเองก็อาจคิดไม่ถึงทีเดียว

01

อีสานในความทรงจำ

“หมู่บ้านที่ผมเติบโตมา ประกอบไปด้วยบ้านเรือนแค่สี่สิบห้าหลังคาเรือนเท่านั้น 

“หมู่บ้านผมตั้งอยู่บนที่ดอนแปลว่าน้ำท่วมไม่ถึง ล้อมรอบด้วยนาข้าว ดังนั้นตอนหน้าฝน ที่นี่จะมีทัศนียภาพงดงามมาก เพราะมองเห็นฟ้าครามสะท้อนน้ำในทุ่งนา เว้นเพียงแค่หย่อมเขียวหย่อมน้อย ซึ่งก็คือหมู่บ้านที่ไม่สามารถขยับขยายไปมากกว่าสี่สิบห้าหลังคาเรือน เพราะที่ดอนมีขนาดเพียงเท่านี้ สวยงามเหมือนภาพฝันในความทรงจำ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ชาวบ้านที่นี่มีที่นาสำหรับปลูกข้าวไว้กิน นอกจากนี้ยังมีห้วย หนอง คลอง บึง และเรือกสวนไร่นาแบบผสมผสาน เกษตรกรรมมาจากวิถีชีวิตนี้ ในการดำรงชีวิต เราแทบไม่ต้องซื้อหาอะไรเลย เพราะอยู่อย่างพึ่งพิงธรรมชาติ โดยมีความพอเพียงเป็นพื้นหลัง ตั้งแต่อดีตจนถึงเมื่อแปดปีที่แล้ว”

เมื่อพื้นที่บริเวณนี้ถูกประกาศให้เป็นจังหวัดใหม่แห่งล่าสุดของประเทศไทย การพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงก็หลั่งไหลเข้ามา ขาบบอกว่าชาวบ้านถูกชักชวนให้ปลูกยางพารา ซึ่งเหมือนจะดีในแง่เศรษฐกิจช่วง 3 – 4 ปีแรก แต่หลังจากนั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง นอกจากเรื่องรายได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังกระทบคุณภาพชีวิต

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เมื่อก่อนชาวบ้านทำนา เวลาว่างก็มีอาชีพเสริมโดยการนำต้นคล้า พืชท้องถิ่นที่ขึ้นรอบหมู่บ้านมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งขาย โดยเฉพาะกระติ๊บข้าวเหนียว ภาพที่ผมเห็นจนชินตาคือปฏิสัมพันธ์ของชาวบ้านระหว่างสานคล้าที่พูดคุยเล่นกันไป ทำงานกันไปด้วย ทำให้ชุมชนเหนียวแน่นเข้มแข็งและมีชีวิตชีวา

“พอเปลี่ยนมาปลูกยางพารา วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ชาวบ้านต้องตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อไปกรีดยางแต่เช้ามืด หลังกรีดยางเสร็จ สายๆ ทุกคนแยกย้ายไปนอนเอาแรงจนถึงบ่ายแก่ๆ จากหมู่บ้านที่เคยคึกคักเปลี่ยนเป็นเงียบเชียบ เหมือนเมืองร้าง ไม่มีคน ไม่มีกิจกรรม ความสุนทรีย์ในชีวิตค่อยๆ หายไป” ขาบเอ่ยขึ้นช้าๆ

02

ต่อจิ๊กซอว์ชีวิต

“ผมเรียนชั้นประถมที่บ้านนอก พอโตขึ้นก็เข้ามาเรียนในตัวอำเภอและจังหวัดตามลำดับ ที่ต้องเข้ามาเรียนในเมือง เพราะที่ชนบทในสมัยนั้น อนาคตโอกาสทางการศึกษาถือว่าน้อยกว่าในเมืองมาก จึงแล้วแต่ว่าครอบครัวไหนมองเห็นและให้ความสำคัญกับเรื่องโอกาสทางการศึกษา ก็ต้องแลกกับการส่งลูกเข้ามาเรียนในเมือง”

ขาบรู้ตัวมาตลอดว่าชอบงานด้านศิลปะ แต่เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร และควรต่อยอดไปทางด้านไหน เขาจึงเลือกเรียนบริหารการตลาด และจบปริญญาตรีได้ภายในสามปี “ผมเรียนมหาวิทยาลัยเปิด ใครมีความมุ่งมั่น ก็ขยันเก็บหน่วยกิตเอา เผอิญผมเป็นคนรักเรียน และตระหนักอยู่เสมอว่านี่คือโอกาสทางการศึกษา

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เมื่อมีเวลาว่างพอจัดสรรได้ ผมก็ทำอยู่สองอย่างคืองานจิตอาสาและเข้าร้านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสืออาหารต่างประเทศที่มีการจัดเรียงภาพสวยงาม ประณีตและแปลกใหม่ โดยในหนังสือแต่ละเล่มจะมีรายละเอียดเขียนไว้เลยว่า เรื่อง ภาพถ่ายและฟู้ดสไตลิ่ง (Food Styling) โดยใคร ผมไม่รู้จักคำว่าฟู้ดสไตลิสต์ (Food Stylist) มาก่อน แต่เห็นเท่านั้นก็จับได้ทันทีว่ามันคืออาชีพ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ตั้งแต่เล็กแถวหมู่บ้านเป็นชุมชนอินโดจีน ผมวิ่งเล่นโตมากับเพื่อนคนไทย ลาว เวียด ทำให้ได้คลุกคลีกับอาหารพื้นถิ่นหลายที่มา เรื่องอาหารจึงอยู่ในสายเลือด ประกอบกับความชอบในศิลปะ พอได้เห็นหนังสืออาหารต่างประเทศเหล่านั้น มันจึงเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้ผมอยากฝึกฝนด้านฟู้ดสไตลิ่ง แต่เพราะไม่มีโอกาสได้เรียนศิลปะมาโดยตรง ฉะนั้นหนังสือคือครู ผมเปิดดูหนังสือเยอะมากนับไม่ถ้วน”

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ ความรู้ต้องมาพร้อมการฝึกฝนด้วย ขาบเริ่มหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดทุกวันหยุด เขารื้อฟื้นการปรุงอาหารเวียดนามกับอาหารลาว ไปพร้อมๆ กับการหัดทำฟู้ดสไตลิ่งแบบฝรั่งตามที่เห็นในหนังสือ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

 “ปรุงเอง จัดสไตลิ่งเอง ถ่ายรูปเอง กินเอง อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง แต่พอมันเข้าที่เข้าทาง จะเหมือนเวลาต่อจิ๊กซอว์แล้วลงล็อก เราอยากค้นหา อยากทำมันต่อไปเรื่อยๆ” เขาเอ่ยยิ้มๆ 

03

รู้จักวัตถุดิบ รู้จักตัวเอง

“บุคคลที่ผมให้ความเคารพและชื่นชมคือ ครูโต-หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ ท่านเป็นฟู้ดสไตลิสต์ที่มีผลงานมากมาย วันหนึ่งมีโอกาสเจอครูโตโดยบังเอิญ ผมเลยเดินเข้าไปสวัสดีและแนะนำตัวเพื่อขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ครูโตคงเห็นว่าเจ้าคนนี้ดูมีความตั้งใจใสซื่อ เลยให้โอกาสรับเป็นลูกศิษย์ หลังจากนั้นเวลาครูโตมีงาน ท่านก็จะให้ผมติดสอยห้อยตามไปด้วย ผมจึงเรียนรู้จากการสังเกตและจดจำคำครูโต

“ท่านสอนทุกอย่างตั้งแต่ความรู้ทางศิลปะ เทคนิคในการทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิต กระบวนการเรียนการสอนกับครูโตเน้นที่ลงมือทำ ท่านปล่อยให้ผมทำและอธิบายอย่างละเอียดหลังจบงานว่าต้องเสริมหรือปรับปรุงในส่วนไหนบ้าง ความเคี่ยวกรำทำให้ผมเก่งขึ้น ครูโตคือผู้ให้ที่มอบโอกาสให้ชีวิต ท่านคือครูที่ดีที่สุดสำหรับผม”

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

ขาบอธิบายว่า หลักของคำว่าฟู้ดสไตลิ่ง อย่างแรกต้องเข้าใจวัตถุดิบ อย่างที่สองต้องเข้าใจธรรมชาติการกินของมนุษย์ และสุดท้ายต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบของศิลปะ เพราะสุดท้ายแล้วชิ้นงานของเราคืออาหาร ดังนั้นมันจะสวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอร่อยด้วย

“จานอาหารตรงหน้าจะสวยได้อย่างไร เป็นเรื่องของการจัดองค์ประกอบและการจัดพื้นที่วางคู่สี วัตถุดิบสีนี้ต้องจับคู่กับภาชนะสีอะไร แล้วต้องจัดวางแบบไหน โดยให้ความสำคัญกับอาหารในจานเป็นที่หนึ่ง ของที่อยู่ในจานจะต้องสวยโดดเด่นของออกมาโดยไม่พึ่งพร็อพ บางคนไปให้ความสำคัญกับพร็อพก่อนอาหารในจานก่อนเสียอย่างงั้น”

ทุกวันนี้ ขาบคือฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารมากว่า 20 ปี มีรางวัลระดับโลกการันตีฝีมือมากมาย ในขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ทิ้งความชอบในการทำงานจิตอาสา ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ขาบเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญผู้ทำงานอาสาสมัครในมูลนิธิโครงการหลวง 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“อย่างที่ทราบกันว่ามูลนิธิโครงการหลวงเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นเยี่ยม มีผลิตภัณฑ์คุณภาพดีมากมาย ขายให้ประชาชนในราคาย่อมเยา และที่สำคัญคือมอบองค์ความรู้และสร้างอาชีพเกษตรกรรมยั่งยืนให้คนชนบท โดยเฉพาะชาวเขาที่อยู่บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ ผมต้องขึ้นไปบนดอยต่างๆ เพื่อตามหาวัตถุดิบสำหรับนำมาพัฒนาเป็นอาหารสร้างสรรค์ ทำให้ได้ไปพูดคุยกับเกษตรกรมากมายในพื้นที่

“ผมได้เห็นว่าความยั่งยืนถูกทำให้จับต้องได้อย่างไร โดยหลอมรวมเข้ากับการทำเกษตรกรรม วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและการพัฒนาชุมชน แม้พื้นเพผมเป็นคนอีสาน แต่ที่ที่ผมจากมาก็มีบริบทใกล้เคียงกัน ทำให้ผมซึบซับและอินกับเรื่องพวกนี้ พวกเราล้วนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของรัชกาลที่ 9

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมเลยคิดไว้ในใจอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเมื่อมีความพร้อม เราจะต้องกลับไปพัฒนาความยั่งยืนนี้ที่บ้านเราด้วย เพราะบ้านในความทรงจำของผมนั้นสวยงาม แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ทุกวันนี้หมู่บ้านที่เคยมีสีสัน เงียบเหงาและไม่เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เลยตั้งปณิธานไว้ว่าเมื่อถึงวันที่พร้อม ผมจะเป็นคนคนนั้น คนที่กลับบ้านไปต่อยอดภูมิปัญญาให้มีมูลค่าและคุณค่าที่ยั่งยืน”

04

เปลี่ยนบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว 2 เหตุการณ์สำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของขาบ คือรัชกาลที่ 9 สวรรคตและต่อมาเพียงเดือนเดียวคุณแม่ของเขาจากไป “การสูญเสียบุคคลที่เคารพรักที่สุดในชีวิตพร้อมๆ กัน ทำให้ผมเสียหลักในชีวิตไปเลย พอตั้งสติได้ ค่อยๆ ทบทวนอย่างถี่ถ้วน ก็คิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้นาน นั่นคือทำอะไรอย่างอย่างให้กับที่ๆ เราเกิดมา และสานต่อพระราชปณิธานในการก่อร่างความยั่งยืนให้ประเทศไทย”

จากส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ทุกวันนี้บ้านเกิดในหมู่บ้านขนาด 45 หลังคาเรือนของขาบ กลายเป็นพื้นที่ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมสนใจเรื่องนวัตกรรมการท่องเที่ยว เพราะผมอยากฟื้นคืนความสุขสดชื่นของหมู่บ้านให้กลับมา และผมเชื่อว่ามันต้องมีหนทางในการสร้างรายได้ให้ชุมชน จากการนำภูมิปัญญามาต่อยอดและเก็บรักษา มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเอาไว้ ตัวผมเองทำงานด้านฟู้ดสไตลิ่ง การสร้างงานศิลปะและการสร้างแบรนด์มานานเป็นสิบๆ ปี ผมจะใช้ทักษะนี้ ทำให้บ้านของผมเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้ได้” 

ครอบครัวสุริยะอุทิศเรือนไทยอีสานโบราณอายุ 70 ปีของครอบครัวให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้แบบดั้งเดิมของชาวอีสานไว้ตามพื้นที่ส่วนต่างๆ ของบ้าน ตั้งแต่เรื่องบ้าน การใช้ชีวิต การปรุงอาหาร การแต่งกาย เชื่อมโยงไปจนถึงวิถีเกษตรกรรมและหัตถกรรมของชุมชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสและเรียนรู้วิถีชุมชนของครอบครัวคนชนบทในอดีต ที่เรียกว่า ‘มีชีวิต’ เพราะบ้านหลังนี้ยังคงเป็นที่พำนักของครอบครัวสุริยะ ยังมีการใช้ชีวิตดำเนินไปภายใต้พิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยียน

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

ขาบออกแบบและดูแลการปรับปรุงบ้านด้วยตัวเอง อัตลักษณ์ของบ้านตามแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมถูกเก็บไว้อย่างครบถ้วน และเพิ่มเอกลักษณ์ด้วยการทาสีบานประตูหน้าต่างด้วยสีเขียวสดใส สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ธรรมชาติในพื้นที่ โดยเลือกใช้สีไทยโทนอย่างสีเขียวตั้งแช 

“หัวใจของบ้านคือห้องครัว ผมเติบโต ปลูกฝังความรักอาหารจากก้นครัวแห่งนี้ เราจัดแสดงข้าวของในครัวแบบอีสานชนบทแท้ๆ เอาไว้อย่างสมบูรณ์ มีทั้งชิ้นที่เคยใช้งานจริงและชิ้นที่ยังคงใช้งานอยู่ มีห้องจัดแสดงผ้า ซึ่งเป็นผ้าซิ่นไหมมรดกตกทอดของตระกูลที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดีจากรุ่นสู่รุ่นจัดแสดงอยู่ด้วย

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เอกลักษณ์สำคัญของบ้านไทยอีสาน คือระเบียงบ้านกว้างขวางสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว พื้นที่ตรงนี้ผมทำงานร่วมกับคนในหมู่บ้าน บริการจัดสำรับทานอาหารและทำพิธีบายศรีให้นักท่องเที่ยว ชุมชนเป็นผู้หุงหาสำรับโดยใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นที่ซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อมีนักท่องเที่ยว ก็มีเงินหมุนเวียนเข้ามาสู่หมู่บ้าน เราได้อนุรักษ์และสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กัน”

05

ชุบชีวิตชุมชนด้วยนวัตวิถี

ขาบบอกว่า พิพิธภัณฑ์คือจุดเริ่มต้นที่จะค่อยๆ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นภายในหมู่บ้าน แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจอย่างมาก ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป “เราค่อยๆ ดึงคนในหมู่บ้านเข้ามาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม จากงานเล็กๆ อย่างการจัดสำหรับและทำพิธีบายศรี กิจกรรมของเราก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นตลาดชุมชนและอีเวนต์เทศกาลสำคัญอย่างงานบุญบั้งไฟพญานาค

“หมู่บ้านของเรามีความเชื่อเรื่องพญานาคมายาวนาน โจทย์คือจะทำอย่างไรให้สิ่งที่อยู่มานานนั้นร่วมสมัย จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ชื่อ ‘วาดบ้าน แปลงเมือง’ ที่ชุมชนของเราทำร่วมกับนักศึกษา หลักสูตรจิตรกรรมเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อสร้างชิ้นงานศิลปะตามตรอกซอกซอยรอบหมู่บ้าน 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“โดยนำความป๊อปและร่วมสมัยเข้าไปใส่ในจิตวิญญาณเรื่องพญานาคของชาวบ้าน ออกมาเป็นงานกราฟิตี้ป๊อปอาร์ตสีสันสดใส ที่ช่วยสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมอันยาวนานให้เข้าใกล้คนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น ไม่เฉพาะคนรุ่นใหม่ในชุมชนเท่านั้น แต่หมายถึงคนรุ่นใหม่ทั่วไปทุกคนที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต”

ขาบบอกว่าเขาเชื่อเรื่องของการพัฒนาคนและการพัฒนาทักษะ เพราะนั่นคือการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุด 

“อย่างแรก การพัฒนาคน ตอนนี้เรามีการขยายเครือข่าย ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดารวมถึงสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อส่งเด็กในพื้นที่ที่ขาดโอกาสไปศึกษาต่อทั้งสายสามัญและสายอาชีพ วันหนึ่งข้างหน้า เด็กๆ เหล่านี้ที่เติบโตมาโดยมีความผูกพันกับชุมชน มีองค์ความรู้หลากหลาย เขาก็จะกลายเป็นผู้ผลักดันการพัฒนาและเก็บรักษาคุณค่าเหล่านี้เอาไว้

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“อย่างที่สอง การพัฒนาทักษะ ความเชี่ยวชาญน่ะ ชาวบ้านมีอยู่แล้ว เขาสานต้นคล้าเป็นผลิตภัณฑ์มานานนับสิบปี สิ่งที่ต้องเพิ่มคือความคิดสร้างสรรค์ เมื่อก่อนกระติ๊บข้าวเหนียวขายได้ราคาไม่กี่สิบบาท กลุ่มลูกค้าก็มีจำกัด เพราะไม่ใช่ทุกบ้านจะต้องมีกระติ๊บ เราเลยชวนดีไซเนอร์ท้องถิ่นมาร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์กับชุมชน ทุกวันนี้เรามีผลิตภัณฑ์เกือบร้อยแบบ จากภูมิปัญญาเดิมคือสานคล้า กลุ่มลูกค้าก็ขยายไปไกล อย่างกระเป๋าคล้าเนี่ย คนญี่ปุ่นให้ความสนใจกันมาก

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“มีหลายคนไม่เชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันสร้างเงิน สร้างความยั่งยืนได้จริง ผมจะไม่ขอให้คุณเชื่อ แต่อยากให้คุณมาสัมผัส มาเห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ผมอยากชวนคุณมาเยี่ยมหมู่บ้านของเรา อาหาร กิจกรรม ผลิตภัณฑ์มีอยู่รอบหมู่บ้าน เดี๋ยวเงินก็จะออกจากกระเป๋าคุณเอง” ขาบพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

06

อดีต ปัจจุบัน อนาคต

สิ่งที่ต้องตระหนักเมื่อการพัฒนาถูกปลูกขึ้นและเจริญงอกงามคือ “บึงกาฬยังมีความเป็นธรรมชาติและงดงาม เพราะที่นี่เป็นจังหวัดใหม่ ทรัพยากรต่างๆ จึงยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ถ้าเราสร้างการพัฒนาด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เหมาะสม ด้วยจำนวนทรัพยากรที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป ศักยภาพอันดีงามจะเกิดขึ้น

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นที่รู้จัก เมื่อความอุดมสมบูรณ์ถูกบอกเล่าต่อกันออกไป ย่อมมีคนมองเห็นโอกาสในการฉกฉวยผลประโยชน์ อย่างหมู่บ้านของเราเคยเป็นหมู่บ้านที่เงียบเหงา วันหนึ่งกลายเป็นที่พูดถึง มีนักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลเข้ามา มูลค่าของพื้นที่ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย 

“ดังนั้น ความเข้มแข็งและความเข้าใจในการมองเห็นสิ่งเดียวกันของชุมชนจึงสำคัญมาก เพื่อเก็บรักษาพื้นที่และสืบทอดอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมต่อไปให้คนรุ่นหลัง”

ขาบกล่าวทิ้งท้าย “เมื่อพูดว่าพัฒนาชุมชน หลายคนอาจมองว่าช่างยากเย็นและแสนไกลตัว จริงๆ แล้วการพัฒนามีหลายบริบท ดังนั้นจงทำในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ทำในสิ่งที่คุณทำได้

“ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่กลับบ้าน และนำความเชี่ยวชาญมามองหาหนทางพัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น การกระทำเล็กๆ จากคนตัวเล็กๆ ที่มีมุมมองแบบเดียวกัน จะเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายที่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งชุมชนไปสู่อีกหลายๆ ชุมชน กลายเป็นภูมิภาคและประเทศในที่สุด”

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load