11 กุมภาพันธ์ 2565
4.36 K

เมื่อเปิดประตูกระจกเข้ามาในร้านเล็ก ๆ ขนาดหนึ่งคูหาในศูนย์การค้า The Circle ราชพฤกษ์ ผ่านป้ายหน้าร้านที่เขียนว่า ‘Let It Bee Honey’ เราก็รับรู้ได้ทันทีถึงความจริงจังของ David Bedinghaus ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำผึ้งสเปเชียลตี้ชื่อไทยสุดน่ารักว่า ‘แล้วแต่ผึ้ง’ แบรนด์นี้ เพราะทุกองค์ประกอบในร้านเต็มไปด้วยรายละเอียด ตั้งแต่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา แสง สี รูปแบบของเชลฟ์หรือเฟอร์นิเจอร์ในร้าน โต๊ะ Testing ที่ตั้งไว้ตรงกลาง ราวกับเชิญชวนให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามาจับต้อง จนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เผยให้เราเห็นเนื้อในของผลิตภัณฑ์ภายในอย่างไม่เคอะเขิน เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

ตลอดจนเรื่องราวทั้งหมดที่เดวิดเล่าให้ฟังเกี่ยวกับน้ำผึ้งของเขา เรากำลังจะถ่ายทอดให้คุณได้ฟังผ่านตัวอักษรในบรรทัดต่อจากนี้

ขออภัยล่วงหน้าถ้าถ้อยคำของเราในบทความนี้ฟังดูเหมือนมาขายของให้แบรนด์มากจนเกินไป แต่อยากให้เข้าใจว่าเราก็ซื้อแนวคิดและสินค้าของแบรนด์นี้อย่างเต็มใจและถอนตัวไม่ขึ้น (แต่นี่ไม่ใช่ Advertorial นะ!)

Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง

แบรนด์น้ำผึ้งที่มีผึ้งเป็น CEO

ขอสารภาพว่าความรู้สึกที่เห็นสินค้าทั้งหมดในร้านคือตาลาย เพราะหลากหลายกว่าที่เตรียมใจไว้มาก เราจึงใช้ท่าไม้ตาย ขอให้เดวิดแนะนำสินค้าให้เราฟังเพื่อเป็นการเปิดบทสนทนา จนกว่าเราจะนึกคำถามเท่ ๆ ออกมาได้

“มีน้ำผึ้ง 6 ชนิดที่เรามีขายตลอดทั้งปี” ชายชาวอเมริกันวัย 62 เปิดฉากเล่าอย่างกระฉับกระเฉง 

“น้ำผึ้งดอกลำไย น้ำผึ้งดอกทานตะวัน บางส่วนก็เก็บมาตั้งแต่ปีที่แล้ว บางส่วนก็เพิ่งเก็บปีนี้ ส่วนน้ำผึ้งดอกกาแฟเก็บมาจากผึ้งป่าพันธุ์ Apis Cerana เป็น 1 ในผึ้ง 5 ชนิดที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีอยู่พันธุ์หนึ่ง คือ Apis Melifera ที่กลายเป็นผึ้งฟาร์มที่เลี้ยงกันเยอะในอุตสาหกรรมน้ำผึ้งทั่วโลก เพราะตัวใหญ่ เก็บเกสรดอกไม้กลับมาได้มากกว่า เท่ากับว่าจะได้น้ำผึ้งเยอะขึ้น 

“ผึ้งป่าจริง ๆ มีสารพัดขนาด บางชนิดใหญ่เกือบเท่าตัวต่อ น้ำผึ้งจากผึ้งป่ามักจะมีสีคล้ำกว่า เพราะเอนไซม์และระบบการเผาผลาญของผึ้งป่าเป็นคนละแบบกับผึ้งเลี้ยง และมีเอนไซม์ที่มีคุณค่าทางอาหารมากกว่า มีแบคทีเรียที่ต้านอาการอักเสบได้มากกว่า น้ำผึ้งจากผึ้งป่าเลยเป็นที่ต้องการมากกว่าสำหรับคนที่รู้ว่าน้ำผึ้งจริง ๆ เป็นอย่างไร” เดวิดเล่าพลางหยิบขวดแก้วบรรจุของเหลวสีเหลืองนวลสารพัดโทนออกมาจากชั้นและยื่นให้เราพิจารณา 

“แล้วเราก็มีน้ำผึ้งจากดอกไม้ป่าที่เก็บเกี่ยวเมื่อปีที่แล้ว ถัดมาคือน้ำผึ้งดอกสาบเสือ (Bitter Bush) ซึ่งตอนนี้หมดสต๊อก เรากำลังรอให้ผึ้งทำงานอยู่ครับ อีกหนึ่งเดือนก็น่าจะได้บางส่วนกลับมาวางขาย”

มาถึงจุดนี้ไม่ต้องบอกก็คงจะพอนึกภาพออกว่าเราอึ้งขนาดไหน เพราะคำอธิบาย-แนะนำสินค้าของเจ้าของร้านแทบจะไม่ได้ขายสรรพคุณสินค้า แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่าคนตรงหน้ารู้จักผึ้งมากขนาดไหน ราวกับตัวเขาไม่ใช่เชฟหรือนักธุรกิจอย่างที่ตาเห็น แต่เป็นร่างแยกของผึ้งอย่างไรอย่างนั้น เราจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งชื่อเล่นให้ Let it Bee ในใจว่า แบรนด์น้ำผึ้งที่มีผึ้งเป็น CEO ด้วยเหตุนี้

Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง
Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง

เท่าที่ธรรมชาติจะเป็นใจ

แต่เดวิดเป็นเชฟจริง ๆ นะ และการคลุกคลีกับอาหารเครื่องดื่มมาตลอดชีวิต ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้น้ำผึ้งและวัตถุดิบอาหารกลายเป็นความลุ่มหลงสำหรับเขา

“เราเลยแปะป้ายบอกไว้ว่าของหมดเพื่อจะสื่อสารกับทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นแบรนด์ทำกันในไทย เท่าที่ผมอยู่ในประเทศนี้มา 30 ปี” เขาอธิบายต่อไปถึงป้ายเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนชั้น แทนที่ควรจะเป็นของน้ำผึ้งดอกสาบเสือ

“ผมเลือกจะไม่ปิดบังอะไรทั้งนั้น ไม่บังคับให้ใครมาซื้อของผม แต่ผมเลือกอธิบายทุกสิ่งที่รู้ให้ลูกค้าได้รู้ด้วย ทั้งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการที่เราใช้ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว แล้วให้ลูกค้าเป็นคนตัดสินใจเอง”

ไม่ได้ทำด้วยเหตุผลทางการตลาดแต่อย่างใด แต่การตัดสินใจของแบรนด์นี้มีที่มาที่เป็นปรัชญามากกว่านั้น

“ผมอยากให้ลูกค้ารู้ว่าอาหารคือของขวัญจากธรรมชาติ” อดีตเชฟอธิบายด้วยแววตาเป็นประกายมุ่งมั่น 

“ของขวัญเหล่านี้มีฤดูกาลของมัน และเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัดตามธรรมชาติ เราเก็บน้ำผึ้งแต่ละชนิดได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น ในช่วงเวลาที่เป็นฤดูเก็บเกี่ยวที่แท้จริงของมัน ธุรกิจจำนวนมากเก็บเกี่ยวผลผลิตหลายครั้ง หรือตลอดทั้งปี ใช้สารพัดวิธี ตั้งแต่สารเคมีกับต้น จนถึงการทรมานผึ้ง แต่ผลผลิตที่ได้ออกมากลับไม่ได้ชวนให้เพลิดเพลินขนาดนั้น มีทั้งรสชาติที่แบนกว่า ไปจนถึงกินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่ต่างอะไรกับปลาในทะเลที่มีฤดูกาลที่อร่อยที่สุด แต่ถ้าเราอยากจะกินปลาชนิดนั้นนอกฤดูกาล เราต้องเจอกับของแช่แข็งที่ปรุงอย่างไรก็ไม่ได้รสลึกล้ำเท่า
“การบอกกับลูกค้าว่าสินค้าบางตัวของเราขาดสต๊อกนั้นจึงไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายเลยสักนิด เพราะเรากำลังสื่อสารเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก นั่นคือการบอกกับผู้คนว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีการบริโภค” เขายืนยันหนักแน่น 

Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง
Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง

ของดีไม่ต้องแพง แต่ต้องแฟร์

การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเป็นเรื่องใหญ่โตอลังการ เพราะแนวทางการกิน ดื่ม ใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองในชั่วข้ามคืน แต่เป็นเรื่องที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล

“ในห้างเราอาจเห็นว่าสินค้าทุกอย่างมีขายทุกวันตลอดทั้งปี แต่แบรนด์ใหญ่ ๆ เอาน้ำผึ้งไปพาสเจอร์ไรซ์เพื่อให้วางขายได้นาน ลดงานของมนุษย์ลง เก็บเกี่ยวมา กรอกลงขวด ผสมสารต่าง ๆ เพื่อลดความชื้นและลดโอกาสการเกิดยีสต์ ปิดฝา บูม จบ เอาไปวางขายได้โดยไม่ต้องหันไปมองอีกเลย มากไปกว่านั้นคือน้ำผึ้งเหล่านั้นมักมีปริมาณน้ำตาลผสมอยู่ตั้งแต่ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์” เจ้าของแบรนด์เล่าวิถีปฏิบัติของน้ำผึ้งในตลาดแมสให้เราฟัง

“มันคือการเสี้ยมสอนให้เราติดความสะดวกสบาย กาแฟสำเร็จรูปในซองเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ผมเข้าใจนะว่าบางคน บางประเทศก็ต้องการสิ่งเหล่านี้ และผมก็เข้าใจด้วยว่าผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ไม่มีเวลาคิดถึงสิ่งที่เรากินเข้าไปมากขนาดนั้น แต่ประเด็นคือมันเป็นอาหารประดิษฐ์ เป็นอาหารอุตสาหกรรม”

ในฐานะผู้ขายน้ำผึ้ง เดวิดและทีมงาน Let It Bee ได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง หรือนักล่าน้ำผึ้งจากทั่วประเทศไทย ตามพันธกิจของแบรนด์ที่พยายามตามหาน้ำผึ้งคุณภาพดีสะท้อนปัจจัยทางธรรมชาติในพื้นที่ และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหยดน้ำผึ้งที่เขาเล่าให้เราฟังก็ไม่ได้หวานนัก เพราะความสะดวกสบายที่ผู้บริโภคได้รับ กลับสวนทางกับความเป็นธรรมที่ผู้ผลิตอาหารได้เป็นการตอบแทน 

“พูดกันตามตรง คนที่ทำอาชีพคนเลี้ยงผึ้งเขาไม่ได้อยู่ในจุดที่ได้รับการศึกษาสูงนัก” เดวิดพยายามเลือกคำพูดอย่างระมัดระวังในการเล่าเรื่องนี้ “พวกเขาตกเป็นเหยื่อของธุรกิจค้าน้ำผึ้งที่เอารัดเอาเปรียบคนเลี้ยงผึ้ง”
“บริษัทใหญ่กำหนดราคารับซื้อน้ำผึ้งโดยไม่ถามถึงต้นทุนที่แท้จริงสักคำ คนเลี้ยงผึ้งก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามกดต้นทุนหรือหาวิธีการจัดการให้ส่วนต่างของกำไรมากที่สุด เพื่อให้ขายได้ตามราคาที่บริษัทจะรับซื้อ จนบางครั้งก็ลามไปถึงวิธีที่เบียดเบียนผึ้งหรือผู้บริโภค” น้ำเสียงของเจ้าของแบรนด์เกือบจะเจือความเจ็บปวด
“แต่ผมใช้วิธีกลับกัน โดยการถามคนเลี้ยงผึ้งว่าเขาจะตั้งราคาขายน้ำผึ้งของเขาเท่าไหร่ ผมจะรับซื้อตามนั้น ถ้าเป็นของที่มีคุณภาพจริง ราคาควรจะสะท้อนคุณภาพของมัน และคนเลี้ยงผึ้งก็ควรได้รับรู้ว่าสินค้าของเขามีค่า มีราคา และมีตลาดรองรับ”

นั่นเป็นวิธีการหนึ่งของธุรกิจที่มีศีลธรรมจะทำได้ เพื่อให้คนเลี้ยงผึ้งพยายามผลิตสินค้าที่มีคุณภาพออกมา และแก้ปัญหาการเบียดเบียนธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

แต่เราขอหมายเหตุเอาไว้ตรงนี้เลยว่า น้ำผึ้งในร้าน Let it Bee ไม่ได้แพงจนจับต้องไม่ได้ อันที่จริงเรียกได้ว่าถูกกว่าที่เราคาดเอาไว้จนตกใจเลยน่าจะเหมาะกว่า

เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง
เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง

การผจญภัยในหยดน้ำผึ้ง

“คนเลี้ยงผึ้งกับสภาพพื้นที่มีผลกับเรามากจริง ๆ น้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวจากแต่ละฟาร์ม เชียงใหม่ จันทบุรี ลำพูน ต่างมีรสชาติไม่เหมือนกันเลย แม้จะมาจากเกสรดอกไม้ชนิดเดียวกัน” เดวิดเล่าให้เราฟัง พลางขยับตัวมาอีกฟากหนึ่งของร้าน ซึ่งเป็นชั้นวางขวดน้ำผึ้งที่สีสันแปลกตา แปะฉลากแหล่งที่มาที่เราไม่รู้จัก

เรื่องเล่าเริ่มต้นจากน้ำผึ้งจากต้นเสม็ดที่โตดีในพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นน้ำกร่อย น้ำผึ้งจากต้นเสม็ดจึงมีรสชาติเข้มข้นของน้ำทะเลผสมกับน้ำจืด ที่เป็นอิทธิพลจากพื้นที่ที่ต้นไม้เติบโตอยู่ เหมาะสำหรับลูกค้าที่อยากลองของที่ไม่เหมือนใครเท่านั้น 

น้ำผึ้งดอกฟ้าทะลายโจร เป็นน้ำผึ้งที่ติดรสขมด้วยเหตุผลที่น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก มีสรรพคุณทางยาเหมือนกับฟ้าทะลายโจร แต่สูตรของ Let It Bee มีส่วนผสมของน้ำผึ้งดอกลำไยที่เกษตรกรใช้เป็นอาหารเสริมให้กับผึ้งงาน เนื่องจากปริมาณเกสรของดอกฟ้าทะลายโจรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะเลี้ยงเหล่าพนักงานตัวจิ๋วได้ และน้ำผึ้งดอกสาบเสือเองก็มีส่วนผสมของน้ำตาลด้วยเหตุผลคล้ายกัน 

นอกจากนั้นยังมีน้ำผึ้งดอกพุทรา น้ำผึ้งดอกละมุดป่า ความหลากหลายของชนิดดอกไม้ที่ว่ามาทำให้เรานึกสงสัยว่า ที่ผ่านมาเรารู้เรื่องเกี่ยวกับน้ำผึ้งน้อยนิดแค่ไหนกันนะ

“ยังมีน้ำผึ้งที่มาจากรังผึ้งป่าใต้ดินด้วยนะครับ” ทันทีที่เรานึกสงสัยในพื้นความรู้ของตัวเอง เดวิดก็ทำให้เราประหลาดใจอีกครั้ง “ผึ้งป่าพวกนี้ทำรังอยู่ในโพรงใต้ดิน และนักล่าน้ำผึ้งเท่านั้นจะรู้ว่ารังอยู่ที่ไหน วิธีการเก็บเกี่ยวรังผึ้งใต้ดินก็คือ นักล่าน้ำผึ้งจะต้องรมควันผึ้งเพื่อให้พวกมันมึนเล็กน้อยในระดับที่ไม่เป็นอันตราย เจาะรูลงไปใต้ดินเพื่อตัดเอารังผึ้งมา

“เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วต้องกลบดินโคลนกลับไปให้เหมือนเดิม และต้องไม่ลืมเจาะรูกลม ๆ เอาไว้ให้พวกผึ้งป่าเข้าออกด้วย เพราะผึ้งป่าจะไม่ยอมเข้ารูที่พวกมันไม่คุ้นเคย ถ้านักล่าน้ำผึ้งไม่เข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ของผึ้งป่า พวกเขาจะไม่มีน้ำผึ้งให้เก็บเกี่ยวในปีถัด ๆ ไป จึงต้องทำยังไงก็ได้ให้ผึ้งมีความสุข

“ผมอยากทำงานกับฟาร์มหรือนักล่าน้ำผึ้งแบบนั้น ที่เข้าใจและให้ความเคารพกับผึ้ง ก่อนหน้านี้ไม่นานผมได้เห็นวิดีโอของคนขายน้ำผึ้งดอกมะพร้าวท่านหนึ่งปีนขึ้นไปตัดรังผึ้ง เขาตั้งใจตัดออกมาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้ง และเหลือราชินีผึ้งกับตัวอ่อนเอาไว้ นั่นคือการแสดงให้เห็นว่าเขารู้ว่าต้องดูแลผึ้งอย่างไร ผมเลยรีบติดต่อไปซื้อน้ำผึ้งจากเขา แล้วเอารวงผึ้งมาใส่โหลวางที่ร้าน มีลูกค้าขอซื้อตั้งแต่ผมยังไม่ทันตั้งราคาขายด้วยซ้ำ”เดวิดเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง
เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง

ใครก็ทำได้ถ้าใส่ใจมากพอ

นอกจากน้ำผึ้งและรวงผึ้ง Let It Bee ยังได้รับความเมตตาจากผึ้งอีกมากมาย จนกลายเป็นสารพัดสินค้าจากน้ำผึ้งที่วางขายอยู่ในร้าน ทั้งของกินแสนอร่อย เช่น เนยน้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ ที่จริง ๆ แล้วเป็นน้ำผึ้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผ่านกระบวนการจัดเก็บภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมตกผลึกจนเนียนนุ่ม เหมาะสำหรับปาดขนมปังปิ้งร้อน ๆ เป็นมื้อเช้าหรืออาหารว่าง เจลลี่น้ำผึ้งที่มีส่วนผสมแค่ 3 อย่างเท่านั้น เกสรผึ้ง Whold Food ที่อัดแน่นไปด้วยสรรพคุณทางยา หรือรวงผึ้งเกรดเอที่ใช้กระบวนการเก็บเกี่ยวแบบพิเศษ ทำให้ได้ชั้นขี้ผึ้งบางเป็นพิเศษจนตัดใส่ปากทานได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องคายกาก

ฝั่งของใช้อย่างลิปบาล์มจากขี้ผึ้งสูตรโบราณ จนถึงสบู่น้ำผึ้งลำไยที่คิดค้นสูตรขึ้นเองและส่งต่อให้ช่างทำสบู่มือดีเป็นผู้ผลิต มีทั้งสูตรที่เหมาะสำหรับผิวหน้าและผิวกาย ให้ความชุ่มชื้นมากจนเดวิดบอกกับเราว่าเขาใช้แทนครีมโกนหนวดได้เลย 

เรียกได้ว่าเดินยังไงก็ไม่ทั่วร้าน (หรือพิพิธภัณฑ์กันนะ?) ฟังทั้งวันก็ยังเก็บเรื่องราวและวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ Let It Bee ได้ไม่มีวันหมด นี่เป็นหนึ่งในการสัมภาษณ์ไม่กี่ครั้ง ที่นักเขียนอย่างเราไม่ต้องทำงานหนัก เพราะความรักในสิ่งที่ทำอยู่ของเดวิดตอบทุกคำถามที่เราเตรียมมาจนครบถ้วน และลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะถามได้ด้วยซ้ำ

แต่ดูเหมือนคำถามเดียวที่เรามีเหลืออยู่ตอนนี้จะทำให้เจ้าของแบรนด์ผู้คลั่งไคล้ในน้ำผึ้งต้องอ้ำอึ้ง รวบรวมออกมาเป็นประโยคสั้น ๆ ได้ลำบาก คือความใคร่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้อดีตเชฟผู้นี้ทำในสิ่งที่เขาทำอยู่

“คำถามนี้ดีแต่ตอบยากมากเลย” เดวิดยิ้มและนิ่งคิด ก่อนจะไล่เรียงความคิดที่อยู่ในหัวให้เราฟัง ย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่เขายังเป็นเด็กน้อย อาศัยอยู่กับครอบครัว ย่านชนบทของโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ในบ้านซึ่งมีชั้นใต้ดินเป็นช็อปไม้ เพราะงานอดิเรกของคุณพ่อ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาถูกปลูกฝังให้รักการออกแบบและลงมือทำจริงมาตั้งแต่เด็ก 

เขาเล่าให้เราฟังคร่าว ๆ ถึงเด็กชายเดวิดที่เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางแต่เปิดกว้างทางความคิด ตัดสินใจออกจากโรงเรียนมัธยมด้วยตัวเองเมื่ออายุ 16 ปี และพาตัวเองไปอยู่ในสถาบันฝึกทหารเรือ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ออกเดินทางไปทั่วโลก เก็บเอาความสนใจในความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติไว้เป็นแรงบันดาลใจ ไปพร้อม ๆ กับฝึกฝนทักษะการทำอาหารเป็นงานเลี้ยงชีพ ยาวไปจนถึงประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหาร ก่อนตัดสินใจกลับมาลงหลักปักฐานที่เมืองไทย

“ผมไม่ได้เป็นเศรษฐีจากธุรกิจนี้หรอก ไม่ได้บอกว่าผมไม่อยากขายของ ผมมองหาธุรกิจที่ผมทำได้มาตลอด จนกระทั่งได้เรียนรู้เรื่องน้ำผึ้งและโอกาสทางธุรกิจจากน้ำผึ้งผ่านทางภรรยาผม เธอเป็นนักวิจัยที่ทำงานกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในประเด็นการเพิ่มศักยภาพในการส่งออก ทำให้เรารู้ว่าน้ำผึ้งเป็นสินค้าเกษตรที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ในการพัฒนา การเติบโต ซึ่งผมไม่คิดว่าเวลาในชีวิตที่ผมมีเหลืออยู่จะมากพอให้ผมสามารถทำและสำรวจความเป็นไปได้เหล่านั้นทั้งหมด” เดวิดเล่าติดตลก แต่เรารู้ว่าเขาหมายความตามนั้นจริง ๆ

“ผมแค่ทำสิ่งนี้เพื่อโชว์ให้คุณเห็นว่าสวนหลังบ้านคุณมีอะไรอยู่บ้าง ไม่ใช่เป็นเพราะผมเป็นฝรั่งเลยทำอะไรแบบนี้ได้ ใครก็ทำได้ คนไทยก็ทำได้ ถ้าคุณแคร์มากพอ มีความรู้ มีทรัพยากรมากพอ เพราะจริง ๆ เราก็ทำงานหลังบ้านกับนักกีฏวิทยาที่คอยให้ข้อมูลเรื่องพฤติกรรมของผึ้ง เพื่อให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้และถูกต้อง ว่าจะดูแลและทำงานกับผึ้งอย่างไรให้ทำร้ายเขาน้อยที่สุด มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากมายกว่าจะได้เป็นสินค้าสักตัว แต่คุณก็ทำได้ ถ้าคุณแคร์มากพอ แต่ถ้าคุณไม่อยากทำ ผมก็จะยินดีมากถ้าคุณจะซื้อน้ำผึ้งจากผมสักขวด” เขาหัวเราะ

“ผมไม่แน่ใจว่าตอบคำถามนี้ครบถ้วนไหม แต่ผมคิดว่าประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมาคือสิ่งที่ทำให้เกิดแบรนด์นี้”

แน่นอนว่านี่คือคำตอบที่ดียิ่งกว่าการพยายามขมวดปมเป็นประโยคสวย ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในแบบที่เรามักจะเห็นได้จากนักธุรกิจทั่วไป เพราะสิ่งที่สวยงามและซับซ้อนขนาดนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้ภายในชั่วข้ามคืน ไม่ต่างอะไรจากอาหารที่เป็นผลงานของธรรมชาติและกาลเวลา

เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง

Let It Bee Honey

ที่ตั้ง : เดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์ 25/64 ซอย 7 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 – 20.00 น. 

โทรศัพท์ : 09 6969 6926

Facebook : Let It Bee Honey

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load