11 กุมภาพันธ์ 2565
5 K

เมื่อเปิดประตูกระจกเข้ามาในร้านเล็ก ๆ ขนาดหนึ่งคูหาในศูนย์การค้า The Circle ราชพฤกษ์ ผ่านป้ายหน้าร้านที่เขียนว่า ‘Let It Bee Honey’ เราก็รับรู้ได้ทันทีถึงความจริงจังของ David Bedinghaus ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำผึ้งสเปเชียลตี้ชื่อไทยสุดน่ารักว่า ‘แล้วแต่ผึ้ง’ แบรนด์นี้ เพราะทุกองค์ประกอบในร้านเต็มไปด้วยรายละเอียด ตั้งแต่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา แสง สี รูปแบบของเชลฟ์หรือเฟอร์นิเจอร์ในร้าน โต๊ะ Testing ที่ตั้งไว้ตรงกลาง ราวกับเชิญชวนให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามาจับต้อง จนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เผยให้เราเห็นเนื้อในของผลิตภัณฑ์ภายในอย่างไม่เคอะเขิน เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

ตลอดจนเรื่องราวทั้งหมดที่เดวิดเล่าให้ฟังเกี่ยวกับน้ำผึ้งของเขา เรากำลังจะถ่ายทอดให้คุณได้ฟังผ่านตัวอักษรในบรรทัดต่อจากนี้

ขออภัยล่วงหน้าถ้าถ้อยคำของเราในบทความนี้ฟังดูเหมือนมาขายของให้แบรนด์มากจนเกินไป แต่อยากให้เข้าใจว่าเราก็ซื้อแนวคิดและสินค้าของแบรนด์นี้อย่างเต็มใจและถอนตัวไม่ขึ้น (แต่นี่ไม่ใช่ Advertorial นะ!)

Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง

แบรนด์น้ำผึ้งที่มีผึ้งเป็น CEO

ขอสารภาพว่าความรู้สึกที่เห็นสินค้าทั้งหมดในร้านคือตาลาย เพราะหลากหลายกว่าที่เตรียมใจไว้มาก เราจึงใช้ท่าไม้ตาย ขอให้เดวิดแนะนำสินค้าให้เราฟังเพื่อเป็นการเปิดบทสนทนา จนกว่าเราจะนึกคำถามเท่ ๆ ออกมาได้

“มีน้ำผึ้ง 6 ชนิดที่เรามีขายตลอดทั้งปี” ชายชาวอเมริกันวัย 62 เปิดฉากเล่าอย่างกระฉับกระเฉง 

“น้ำผึ้งดอกลำไย น้ำผึ้งดอกทานตะวัน บางส่วนก็เก็บมาตั้งแต่ปีที่แล้ว บางส่วนก็เพิ่งเก็บปีนี้ ส่วนน้ำผึ้งดอกกาแฟเก็บมาจากผึ้งป่าพันธุ์ Apis Cerana เป็น 1 ในผึ้ง 5 ชนิดที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีอยู่พันธุ์หนึ่ง คือ Apis Melifera ที่กลายเป็นผึ้งฟาร์มที่เลี้ยงกันเยอะในอุตสาหกรรมน้ำผึ้งทั่วโลก เพราะตัวใหญ่ เก็บเกสรดอกไม้กลับมาได้มากกว่า เท่ากับว่าจะได้น้ำผึ้งเยอะขึ้น 

“ผึ้งป่าจริง ๆ มีสารพัดขนาด บางชนิดใหญ่เกือบเท่าตัวต่อ น้ำผึ้งจากผึ้งป่ามักจะมีสีคล้ำกว่า เพราะเอนไซม์และระบบการเผาผลาญของผึ้งป่าเป็นคนละแบบกับผึ้งเลี้ยง และมีเอนไซม์ที่มีคุณค่าทางอาหารมากกว่า มีแบคทีเรียที่ต้านอาการอักเสบได้มากกว่า น้ำผึ้งจากผึ้งป่าเลยเป็นที่ต้องการมากกว่าสำหรับคนที่รู้ว่าน้ำผึ้งจริง ๆ เป็นอย่างไร” เดวิดเล่าพลางหยิบขวดแก้วบรรจุของเหลวสีเหลืองนวลสารพัดโทนออกมาจากชั้นและยื่นให้เราพิจารณา 

“แล้วเราก็มีน้ำผึ้งจากดอกไม้ป่าที่เก็บเกี่ยวเมื่อปีที่แล้ว ถัดมาคือน้ำผึ้งดอกสาบเสือ (Bitter Bush) ซึ่งตอนนี้หมดสต๊อก เรากำลังรอให้ผึ้งทำงานอยู่ครับ อีกหนึ่งเดือนก็น่าจะได้บางส่วนกลับมาวางขาย”

มาถึงจุดนี้ไม่ต้องบอกก็คงจะพอนึกภาพออกว่าเราอึ้งขนาดไหน เพราะคำอธิบาย-แนะนำสินค้าของเจ้าของร้านแทบจะไม่ได้ขายสรรพคุณสินค้า แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่าคนตรงหน้ารู้จักผึ้งมากขนาดไหน ราวกับตัวเขาไม่ใช่เชฟหรือนักธุรกิจอย่างที่ตาเห็น แต่เป็นร่างแยกของผึ้งอย่างไรอย่างนั้น เราจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งชื่อเล่นให้ Let it Bee ในใจว่า แบรนด์น้ำผึ้งที่มีผึ้งเป็น CEO ด้วยเหตุนี้

Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง
Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง

เท่าที่ธรรมชาติจะเป็นใจ

แต่เดวิดเป็นเชฟจริง ๆ นะ และการคลุกคลีกับอาหารเครื่องดื่มมาตลอดชีวิต ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้น้ำผึ้งและวัตถุดิบอาหารกลายเป็นความลุ่มหลงสำหรับเขา

“เราเลยแปะป้ายบอกไว้ว่าของหมดเพื่อจะสื่อสารกับทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นแบรนด์ทำกันในไทย เท่าที่ผมอยู่ในประเทศนี้มา 30 ปี” เขาอธิบายต่อไปถึงป้ายเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนชั้น แทนที่ควรจะเป็นของน้ำผึ้งดอกสาบเสือ

“ผมเลือกจะไม่ปิดบังอะไรทั้งนั้น ไม่บังคับให้ใครมาซื้อของผม แต่ผมเลือกอธิบายทุกสิ่งที่รู้ให้ลูกค้าได้รู้ด้วย ทั้งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการที่เราใช้ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว แล้วให้ลูกค้าเป็นคนตัดสินใจเอง”

ไม่ได้ทำด้วยเหตุผลทางการตลาดแต่อย่างใด แต่การตัดสินใจของแบรนด์นี้มีที่มาที่เป็นปรัชญามากกว่านั้น

“ผมอยากให้ลูกค้ารู้ว่าอาหารคือของขวัญจากธรรมชาติ” อดีตเชฟอธิบายด้วยแววตาเป็นประกายมุ่งมั่น 

“ของขวัญเหล่านี้มีฤดูกาลของมัน และเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัดตามธรรมชาติ เราเก็บน้ำผึ้งแต่ละชนิดได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น ในช่วงเวลาที่เป็นฤดูเก็บเกี่ยวที่แท้จริงของมัน ธุรกิจจำนวนมากเก็บเกี่ยวผลผลิตหลายครั้ง หรือตลอดทั้งปี ใช้สารพัดวิธี ตั้งแต่สารเคมีกับต้น จนถึงการทรมานผึ้ง แต่ผลผลิตที่ได้ออกมากลับไม่ได้ชวนให้เพลิดเพลินขนาดนั้น มีทั้งรสชาติที่แบนกว่า ไปจนถึงกินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่ต่างอะไรกับปลาในทะเลที่มีฤดูกาลที่อร่อยที่สุด แต่ถ้าเราอยากจะกินปลาชนิดนั้นนอกฤดูกาล เราต้องเจอกับของแช่แข็งที่ปรุงอย่างไรก็ไม่ได้รสลึกล้ำเท่า
“การบอกกับลูกค้าว่าสินค้าบางตัวของเราขาดสต๊อกนั้นจึงไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายเลยสักนิด เพราะเรากำลังสื่อสารเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก นั่นคือการบอกกับผู้คนว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีการบริโภค” เขายืนยันหนักแน่น 

Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง
Let It Bee Honey ร้านน้ำผึ้งคราฟต์ที่มีผึ้งเป็น CEO และตั้งใจเป็นที่พึ่งให้คนเลี้ยงผึ้ง

ของดีไม่ต้องแพง แต่ต้องแฟร์

การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเป็นเรื่องใหญ่โตอลังการ เพราะแนวทางการกิน ดื่ม ใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองในชั่วข้ามคืน แต่เป็นเรื่องที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล

“ในห้างเราอาจเห็นว่าสินค้าทุกอย่างมีขายทุกวันตลอดทั้งปี แต่แบรนด์ใหญ่ ๆ เอาน้ำผึ้งไปพาสเจอร์ไรซ์เพื่อให้วางขายได้นาน ลดงานของมนุษย์ลง เก็บเกี่ยวมา กรอกลงขวด ผสมสารต่าง ๆ เพื่อลดความชื้นและลดโอกาสการเกิดยีสต์ ปิดฝา บูม จบ เอาไปวางขายได้โดยไม่ต้องหันไปมองอีกเลย มากไปกว่านั้นคือน้ำผึ้งเหล่านั้นมักมีปริมาณน้ำตาลผสมอยู่ตั้งแต่ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์” เจ้าของแบรนด์เล่าวิถีปฏิบัติของน้ำผึ้งในตลาดแมสให้เราฟัง

“มันคือการเสี้ยมสอนให้เราติดความสะดวกสบาย กาแฟสำเร็จรูปในซองเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ผมเข้าใจนะว่าบางคน บางประเทศก็ต้องการสิ่งเหล่านี้ และผมก็เข้าใจด้วยว่าผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ไม่มีเวลาคิดถึงสิ่งที่เรากินเข้าไปมากขนาดนั้น แต่ประเด็นคือมันเป็นอาหารประดิษฐ์ เป็นอาหารอุตสาหกรรม”

ในฐานะผู้ขายน้ำผึ้ง เดวิดและทีมงาน Let It Bee ได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง หรือนักล่าน้ำผึ้งจากทั่วประเทศไทย ตามพันธกิจของแบรนด์ที่พยายามตามหาน้ำผึ้งคุณภาพดีสะท้อนปัจจัยทางธรรมชาติในพื้นที่ และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหยดน้ำผึ้งที่เขาเล่าให้เราฟังก็ไม่ได้หวานนัก เพราะความสะดวกสบายที่ผู้บริโภคได้รับ กลับสวนทางกับความเป็นธรรมที่ผู้ผลิตอาหารได้เป็นการตอบแทน 

“พูดกันตามตรง คนที่ทำอาชีพคนเลี้ยงผึ้งเขาไม่ได้อยู่ในจุดที่ได้รับการศึกษาสูงนัก” เดวิดพยายามเลือกคำพูดอย่างระมัดระวังในการเล่าเรื่องนี้ “พวกเขาตกเป็นเหยื่อของธุรกิจค้าน้ำผึ้งที่เอารัดเอาเปรียบคนเลี้ยงผึ้ง”
“บริษัทใหญ่กำหนดราคารับซื้อน้ำผึ้งโดยไม่ถามถึงต้นทุนที่แท้จริงสักคำ คนเลี้ยงผึ้งก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามกดต้นทุนหรือหาวิธีการจัดการให้ส่วนต่างของกำไรมากที่สุด เพื่อให้ขายได้ตามราคาที่บริษัทจะรับซื้อ จนบางครั้งก็ลามไปถึงวิธีที่เบียดเบียนผึ้งหรือผู้บริโภค” น้ำเสียงของเจ้าของแบรนด์เกือบจะเจือความเจ็บปวด
“แต่ผมใช้วิธีกลับกัน โดยการถามคนเลี้ยงผึ้งว่าเขาจะตั้งราคาขายน้ำผึ้งของเขาเท่าไหร่ ผมจะรับซื้อตามนั้น ถ้าเป็นของที่มีคุณภาพจริง ราคาควรจะสะท้อนคุณภาพของมัน และคนเลี้ยงผึ้งก็ควรได้รับรู้ว่าสินค้าของเขามีค่า มีราคา และมีตลาดรองรับ”

นั่นเป็นวิธีการหนึ่งของธุรกิจที่มีศีลธรรมจะทำได้ เพื่อให้คนเลี้ยงผึ้งพยายามผลิตสินค้าที่มีคุณภาพออกมา และแก้ปัญหาการเบียดเบียนธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

แต่เราขอหมายเหตุเอาไว้ตรงนี้เลยว่า น้ำผึ้งในร้าน Let it Bee ไม่ได้แพงจนจับต้องไม่ได้ อันที่จริงเรียกได้ว่าถูกกว่าที่เราคาดเอาไว้จนตกใจเลยน่าจะเหมาะกว่า

เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง
เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง

การผจญภัยในหยดน้ำผึ้ง

“คนเลี้ยงผึ้งกับสภาพพื้นที่มีผลกับเรามากจริง ๆ น้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวจากแต่ละฟาร์ม เชียงใหม่ จันทบุรี ลำพูน ต่างมีรสชาติไม่เหมือนกันเลย แม้จะมาจากเกสรดอกไม้ชนิดเดียวกัน” เดวิดเล่าให้เราฟัง พลางขยับตัวมาอีกฟากหนึ่งของร้าน ซึ่งเป็นชั้นวางขวดน้ำผึ้งที่สีสันแปลกตา แปะฉลากแหล่งที่มาที่เราไม่รู้จัก

เรื่องเล่าเริ่มต้นจากน้ำผึ้งจากต้นเสม็ดที่โตดีในพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นน้ำกร่อย น้ำผึ้งจากต้นเสม็ดจึงมีรสชาติเข้มข้นของน้ำทะเลผสมกับน้ำจืด ที่เป็นอิทธิพลจากพื้นที่ที่ต้นไม้เติบโตอยู่ เหมาะสำหรับลูกค้าที่อยากลองของที่ไม่เหมือนใครเท่านั้น 

น้ำผึ้งดอกฟ้าทะลายโจร เป็นน้ำผึ้งที่ติดรสขมด้วยเหตุผลที่น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก มีสรรพคุณทางยาเหมือนกับฟ้าทะลายโจร แต่สูตรของ Let It Bee มีส่วนผสมของน้ำผึ้งดอกลำไยที่เกษตรกรใช้เป็นอาหารเสริมให้กับผึ้งงาน เนื่องจากปริมาณเกสรของดอกฟ้าทะลายโจรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะเลี้ยงเหล่าพนักงานตัวจิ๋วได้ และน้ำผึ้งดอกสาบเสือเองก็มีส่วนผสมของน้ำตาลด้วยเหตุผลคล้ายกัน 

นอกจากนั้นยังมีน้ำผึ้งดอกพุทรา น้ำผึ้งดอกละมุดป่า ความหลากหลายของชนิดดอกไม้ที่ว่ามาทำให้เรานึกสงสัยว่า ที่ผ่านมาเรารู้เรื่องเกี่ยวกับน้ำผึ้งน้อยนิดแค่ไหนกันนะ

“ยังมีน้ำผึ้งที่มาจากรังผึ้งป่าใต้ดินด้วยนะครับ” ทันทีที่เรานึกสงสัยในพื้นความรู้ของตัวเอง เดวิดก็ทำให้เราประหลาดใจอีกครั้ง “ผึ้งป่าพวกนี้ทำรังอยู่ในโพรงใต้ดิน และนักล่าน้ำผึ้งเท่านั้นจะรู้ว่ารังอยู่ที่ไหน วิธีการเก็บเกี่ยวรังผึ้งใต้ดินก็คือ นักล่าน้ำผึ้งจะต้องรมควันผึ้งเพื่อให้พวกมันมึนเล็กน้อยในระดับที่ไม่เป็นอันตราย เจาะรูลงไปใต้ดินเพื่อตัดเอารังผึ้งมา

“เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วต้องกลบดินโคลนกลับไปให้เหมือนเดิม และต้องไม่ลืมเจาะรูกลม ๆ เอาไว้ให้พวกผึ้งป่าเข้าออกด้วย เพราะผึ้งป่าจะไม่ยอมเข้ารูที่พวกมันไม่คุ้นเคย ถ้านักล่าน้ำผึ้งไม่เข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ของผึ้งป่า พวกเขาจะไม่มีน้ำผึ้งให้เก็บเกี่ยวในปีถัด ๆ ไป จึงต้องทำยังไงก็ได้ให้ผึ้งมีความสุข

“ผมอยากทำงานกับฟาร์มหรือนักล่าน้ำผึ้งแบบนั้น ที่เข้าใจและให้ความเคารพกับผึ้ง ก่อนหน้านี้ไม่นานผมได้เห็นวิดีโอของคนขายน้ำผึ้งดอกมะพร้าวท่านหนึ่งปีนขึ้นไปตัดรังผึ้ง เขาตั้งใจตัดออกมาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้ง และเหลือราชินีผึ้งกับตัวอ่อนเอาไว้ นั่นคือการแสดงให้เห็นว่าเขารู้ว่าต้องดูแลผึ้งอย่างไร ผมเลยรีบติดต่อไปซื้อน้ำผึ้งจากเขา แล้วเอารวงผึ้งมาใส่โหลวางที่ร้าน มีลูกค้าขอซื้อตั้งแต่ผมยังไม่ทันตั้งราคาขายด้วยซ้ำ”เดวิดเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง
เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง

ใครก็ทำได้ถ้าใส่ใจมากพอ

นอกจากน้ำผึ้งและรวงผึ้ง Let It Bee ยังได้รับความเมตตาจากผึ้งอีกมากมาย จนกลายเป็นสารพัดสินค้าจากน้ำผึ้งที่วางขายอยู่ในร้าน ทั้งของกินแสนอร่อย เช่น เนยน้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ ที่จริง ๆ แล้วเป็นน้ำผึ้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผ่านกระบวนการจัดเก็บภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมตกผลึกจนเนียนนุ่ม เหมาะสำหรับปาดขนมปังปิ้งร้อน ๆ เป็นมื้อเช้าหรืออาหารว่าง เจลลี่น้ำผึ้งที่มีส่วนผสมแค่ 3 อย่างเท่านั้น เกสรผึ้ง Whold Food ที่อัดแน่นไปด้วยสรรพคุณทางยา หรือรวงผึ้งเกรดเอที่ใช้กระบวนการเก็บเกี่ยวแบบพิเศษ ทำให้ได้ชั้นขี้ผึ้งบางเป็นพิเศษจนตัดใส่ปากทานได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องคายกาก

ฝั่งของใช้อย่างลิปบาล์มจากขี้ผึ้งสูตรโบราณ จนถึงสบู่น้ำผึ้งลำไยที่คิดค้นสูตรขึ้นเองและส่งต่อให้ช่างทำสบู่มือดีเป็นผู้ผลิต มีทั้งสูตรที่เหมาะสำหรับผิวหน้าและผิวกาย ให้ความชุ่มชื้นมากจนเดวิดบอกกับเราว่าเขาใช้แทนครีมโกนหนวดได้เลย 

เรียกได้ว่าเดินยังไงก็ไม่ทั่วร้าน (หรือพิพิธภัณฑ์กันนะ?) ฟังทั้งวันก็ยังเก็บเรื่องราวและวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ Let It Bee ได้ไม่มีวันหมด นี่เป็นหนึ่งในการสัมภาษณ์ไม่กี่ครั้ง ที่นักเขียนอย่างเราไม่ต้องทำงานหนัก เพราะความรักในสิ่งที่ทำอยู่ของเดวิดตอบทุกคำถามที่เราเตรียมมาจนครบถ้วน และลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะถามได้ด้วยซ้ำ

แต่ดูเหมือนคำถามเดียวที่เรามีเหลืออยู่ตอนนี้จะทำให้เจ้าของแบรนด์ผู้คลั่งไคล้ในน้ำผึ้งต้องอ้ำอึ้ง รวบรวมออกมาเป็นประโยคสั้น ๆ ได้ลำบาก คือความใคร่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้อดีตเชฟผู้นี้ทำในสิ่งที่เขาทำอยู่

“คำถามนี้ดีแต่ตอบยากมากเลย” เดวิดยิ้มและนิ่งคิด ก่อนจะไล่เรียงความคิดที่อยู่ในหัวให้เราฟัง ย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่เขายังเป็นเด็กน้อย อาศัยอยู่กับครอบครัว ย่านชนบทของโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ในบ้านซึ่งมีชั้นใต้ดินเป็นช็อปไม้ เพราะงานอดิเรกของคุณพ่อ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาถูกปลูกฝังให้รักการออกแบบและลงมือทำจริงมาตั้งแต่เด็ก 

เขาเล่าให้เราฟังคร่าว ๆ ถึงเด็กชายเดวิดที่เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางแต่เปิดกว้างทางความคิด ตัดสินใจออกจากโรงเรียนมัธยมด้วยตัวเองเมื่ออายุ 16 ปี และพาตัวเองไปอยู่ในสถาบันฝึกทหารเรือ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ออกเดินทางไปทั่วโลก เก็บเอาความสนใจในความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติไว้เป็นแรงบันดาลใจ ไปพร้อม ๆ กับฝึกฝนทักษะการทำอาหารเป็นงานเลี้ยงชีพ ยาวไปจนถึงประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหาร ก่อนตัดสินใจกลับมาลงหลักปักฐานที่เมืองไทย

“ผมไม่ได้เป็นเศรษฐีจากธุรกิจนี้หรอก ไม่ได้บอกว่าผมไม่อยากขายของ ผมมองหาธุรกิจที่ผมทำได้มาตลอด จนกระทั่งได้เรียนรู้เรื่องน้ำผึ้งและโอกาสทางธุรกิจจากน้ำผึ้งผ่านทางภรรยาผม เธอเป็นนักวิจัยที่ทำงานกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในประเด็นการเพิ่มศักยภาพในการส่งออก ทำให้เรารู้ว่าน้ำผึ้งเป็นสินค้าเกษตรที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ในการพัฒนา การเติบโต ซึ่งผมไม่คิดว่าเวลาในชีวิตที่ผมมีเหลืออยู่จะมากพอให้ผมสามารถทำและสำรวจความเป็นไปได้เหล่านั้นทั้งหมด” เดวิดเล่าติดตลก แต่เรารู้ว่าเขาหมายความตามนั้นจริง ๆ

“ผมแค่ทำสิ่งนี้เพื่อโชว์ให้คุณเห็นว่าสวนหลังบ้านคุณมีอะไรอยู่บ้าง ไม่ใช่เป็นเพราะผมเป็นฝรั่งเลยทำอะไรแบบนี้ได้ ใครก็ทำได้ คนไทยก็ทำได้ ถ้าคุณแคร์มากพอ มีความรู้ มีทรัพยากรมากพอ เพราะจริง ๆ เราก็ทำงานหลังบ้านกับนักกีฏวิทยาที่คอยให้ข้อมูลเรื่องพฤติกรรมของผึ้ง เพื่อให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้และถูกต้อง ว่าจะดูแลและทำงานกับผึ้งอย่างไรให้ทำร้ายเขาน้อยที่สุด มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากมายกว่าจะได้เป็นสินค้าสักตัว แต่คุณก็ทำได้ ถ้าคุณแคร์มากพอ แต่ถ้าคุณไม่อยากทำ ผมก็จะยินดีมากถ้าคุณจะซื้อน้ำผึ้งจากผมสักขวด” เขาหัวเราะ

“ผมไม่แน่ใจว่าตอบคำถามนี้ครบถ้วนไหม แต่ผมคิดว่าประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมาคือสิ่งที่ทำให้เกิดแบรนด์นี้”

แน่นอนว่านี่คือคำตอบที่ดียิ่งกว่าการพยายามขมวดปมเป็นประโยคสวย ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในแบบที่เรามักจะเห็นได้จากนักธุรกิจทั่วไป เพราะสิ่งที่สวยงามและซับซ้อนขนาดนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้ภายในชั่วข้ามคืน ไม่ต่างอะไรจากอาหารที่เป็นผลงานของธรรมชาติและกาลเวลา

เรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในร้านน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดในราชอาณาจักรไทย ที่เป็นมิตรกับผึ้งและคนเลี้ยงผึ้ง

Let It Bee Honey

ที่ตั้ง : เดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์ 25/64 ซอย 7 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 – 20.00 น. 

โทรศัพท์ : 09 6969 6926

Facebook : Let It Bee Honey

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

25 พฤศจิกายน 2565
164

ก่อนมิถุนายน 2022 สื่อออนไลน์จากปัตตานีชื่อ The Motive อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักหรือชาวเมืองกรุงเสียเท่าไหร่

แต่เมื่อสื่อท้องถิ่นดังกล่าวจัดงานฟอรัม ‘SCENARIO PATANI อนาคตปาตานี : ภาพชายแดนใต้ในวิสัยทัศน์ใหม่’ ตลอด 7 วันเต็ม โดยรวมสปีกเกอร์จากหลายภาคส่วนมาเสวนาถึงพริกถึงขิง ทั้งประเด็นการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้กระตุกความสนใจของคนสนใจสังคมการเมืองเข้าอย่างจัง ด้วยรายนามนักการเมืองผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทักษิณ ชิณวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ทำไมสื่อเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้ติดตามราว 5 หมื่นคน ถึงจัดงานที่พาอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและอดีตผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาเข้าร่วมได้  

แถมในงานเสวนาสาธารณะมิติใหม่ ยังมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) มาร่วมถกอนาคตของปลายด้ามขวาน เรียกได้ว่าจับเอาทุกสเปกตรัมของความเห็นต่าง มาเจรจากันอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม 

เขาทำได้อย่างไร อะไรคือพลังของเหยี่ยวข่าวท้องถิ่นที่ผลักดันการพัฒนาชายแดนใต้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เราชวน อันวาร์-มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ บรรณาธิการประสานงาน และ ซาฮารี เจ๊ะหลง บรรณาธิการเนื้อหา มาแบ่งปันเบื้องหลังการทำงานให้ฟังกัน

เดอะ สื่อท้องถิ่น

“ถ้าทำแบบเดิมเหมือนสิบปีที่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่บริโภคสื่อที่เราอยากทำ” 

อันวาร์เปิดเรื่อง ทั้งตัวเขาและซาฮารีมีประสบการณ์ทำ Wartani เครือข่ายคนทำงานสื่อคนรุ่นใหม่ตั้งแต่สิบปีก่อน คลื่นความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียในทศวรรษถัดมา ทำให้พวกเขาหันมาศึกษาโมเดลของสื่อตระกูลเดอะทั้งหลาย (รวมถึงเดอะคลาวด์) ซึ่งล้วนกำเนิดในกรุงเทพมหานคร 

กล่าวตามตรง เรื่องราวชายแดนใต้ที่คนส่วนกลางอย่างเรา ๆ รับรู้ค่อนข้างผิวเผิน เต็มไปด้วยความน่ากลัวและความไม่รู้ หลายประเด็นถูกกลบหายไม่เป็นที่พูดถึง สื่อเดิมในท้องที่ก็จับประเด็นความมั่นคงเป็นสำคัญ ทั้งที่ยังมีข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าสื่อสาร The Motive จึงตั้งใจเป็นสื่อทางเลือกที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนภายนอกรับรู้ โดยหยิบจับองค์ความรู้หรือบางประเด็นน่าสนใจมาเผยแพร่ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ใช้ภาษามลายู เพื่อให้ผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจแดนใต้ผ่านมุมมองของคนท้องถิ่นจริง ๆ และไม่ใช่สำนักข่าวที่รายงานข่าวสารบ้านเมืองรายวัน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

The Motive เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 เมื่อโควิด-19 แพร่กระจายใหม่ ๆ ดินแดนใต้ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดจากกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ยิ่งทวีความเครียดเขม็งจากกฎเกณฑ์โรคระบาด คนมีประสบการณ์ทำสื่อไฟแรงจึงช่วยกันรายงานสถิติผลผู้ติดเชื้อโควิดใน 5 จังหวัด จนช่วงแรก ๆ คนในพื้นที่เข้าใจว่า The Motive เป็นสื่อที่เล่าเรื่องโควิดโดยเฉพาะ

“พอโควิดสร่างซาลงไป เราก็เริ่มทำประเด็นการละเมิดสิทธิ ประเด็นความยุติธรรม ประเด็นวัฒนธรรม แล้วก็ประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเราคิดว่าที่นี่ยังขาดสื่อที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจน้อยมากต่อประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ครับ” ซาฮารีเปิดอก 

เขายกตัวอย่างบาดแผลใหญ่ของคนปลายด้ามขวานอย่าง ‘กรณีตากใบ’ เมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งฝังรอยลึกในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง คนรุ่นใหม่หลายคนอาจเกิดไม่ทัน ยังไม่ทันรู้ความ หรือลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่การที่ผู้คนทั่วไทยรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องนี้ จะนำมาซึ่งการเข้าใจดินแดนใต้มากขึ้น และส่งผลต่อการผลักดันการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงต่อ ๆ ไป

Scenario Pattani

วัตถุประสงค์ของฟอรัม Scenario Patani คือเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ อนาคตความคิดเห็นของพื้นที่ชายแดนใต้ใน 4 ประเด็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ ลำพังการรับฟังวิสัยทัศน์ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องท้าทาย เมื่อต้องนำทั้งกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับรัฐมานั่งคุยกัน ในพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย

“ปัญหารากเหง้าของชายแดนใต้มีข้อถกเถียงกันเยอะ เราพยายามค่อย ๆ นำเสนอ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ย 

Scenario Patani จุดประกายให้คนทั่วไปมาสนใจเรื่องราวแดนใต้ โดยทีมงานตั้งใจเชิญคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาแชร์มุมมอง โดยต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทัศนคติแตกต่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม นักการเมืองบิ๊กเนมทั้งสามซึ่งไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน จึงได้รับการเชิญมาเข้าร่วม และพวกเขาก็ตอบตกลงที่จะเข้ามาตอบคำถาม และแชร์มุมมองต่ออนาคตของชายแดนใต้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ นักกิจกรรม ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งมลายู พุทธ ไทยจีน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

แม้เป็นการสื่อสารหลักทางออนไลน์ แต่ก็ทำให้เสียงที่เงียบมานานดังขึ้นได้ ดูได้จากยอดคนเข้าถึงเพจ 350,000 กว่าคนใน 7 วัน โดยมีสื่อพันธมิตรทั้งสื่อท้องถิ่นอย่าง Wartani และ The Reporter ร่วมสนับสนุน

“ทุกเสียงที่ชาวบ้านพูดมาตลอด ดังไม่เท่า 10 นาทีที่คุณทักษิณพูด คุณธนาธรพูด วันสุดท้ายในคนเข้าร่วมฟังไลฟ์ถึง 2,000 คน น่าจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม BRN พูดคุยและตอบคำถาม Public แบบสด ๆ และคนที่ร่วมฟังเสวนาก็เป็นคน Gen X Gen Y ตามที่ต้องการ เราคิดว่าได้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้สำเร็จ 

“อีกเป้าหมายของเราคือการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นที่เคยต้องห้าม ดันเพดานให้สูงขึ้น อย่างคำว่า Patani หมายถึงดินแดนปาตานีเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นคำแสลงที่รัฐบาลไม่ยอมรับ หลายพรรคการเมืองไม่กล้าเอ่ย เราอยากให้คำนี้ติดปากคน การเปิดพื้นที่ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การกำหนดชะตากรรมตัวเอง พื้นที่การปกครองพิเศษ จนกระทั่งสูงสุดของเป้าหมายทางกระบวนการเองคือเรื่องเอกราช ควรเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

‘รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน’ เป็นแท็กไลน์ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งการจัดงานฟอรัมนี้ไม่เพียงกระตุ้นผู้คนทั่วไป แต่ยังกระตุกให้หลายฝ่ายมองเห็นพื้นที่ปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) บนโต๊ะพูดคุยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

“เราพยายาม Process ข้อมูลทั้งหมดจากงาน ทั้งคำว่าการปกครองพิเศษ การปกครองตนเอง การบริหารทรัพยากรของตนเอง การมีอัตลักษณ์ผสมกับ 3 – 4 วัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กระบวนการสันติภาพ ให้ทั้งสองฝ่ายรับไป และให้คนในพื้นที่รับไปพูดคุยต่อ เพื่อให้เกิดการถกเถียงในพื้นที่ ไปจนถึงสังคมภายนอก”

“ความขัดแย้งในภาคใต้ 18 ปี ใช้งบประมาณไป 3 แสนล้านกว่าบาท มันเยอะมากนะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุความสงบเสียทีเดียว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรต้องคุยกันในวงกว้างมาก ๆ เพราะว่ามันใหญ่โต กระทบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้) เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ครับ” ซาฮารีอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน

เสรีภาพแห่งความคิดเห็น

เอกราช เป็นคำที่มีน้ำหนักน่าตกใจ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองจับคำนี้มาวางในที่สว่าง ทำความเข้าใจด้วยการรับฟังสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หรือถูกปิดไม่ให้ได้ฟังมาก่อน

“คำว่าเอกราชไม่ได้เป็นเป้าหมายของแค่ขบวนการ BRN นะครับ มันเป็นอุดมคติของคนที่ถูกกดทับ ของคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐที่ปกครองส่วนกลาง ในงานวิจัยหลายครั้ง กล่าวถึงโมเดลการปกครองประมาณ 8 โมเดล ตั้งแต่อยู่กับรัฐไทยตามปกติจนถึงแบบมีเอกราช เรารู้ว่ามีความต้องการแบบนี้ แต่มันถูกปิดไว้ ไม่ได้ถูกพูดคุยสาธารณะ” อันวาร์ชี้แจง “ร้านกาแฟ ร้านโรตี ร้านข้าวยำตามชุมชน ควรมีการพูดกันได้ว่าโมเดลไหนที่ตอบโจทย์สันติภาพที่ยั่งยืนของพื้นที่ ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตอบโจทย์การศึกษา เศรษฐกิจ ทุก ๆ เรื่องในพื้นที่ สมมติว่าถ้าต้องการเอกราชเราต้องทำยังไง รัฐบาลเอกราชหลังจากนี้ต้องเป็นยังไง เราจะอยู่แบบไหน ภาษีจะบริหารยังไง มันต้องเป็นเรื่องปกติ”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

สิ่งสำคัญที่พวกเขามองเห็นว่าน่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้คือการทำประชามติ ทำความเข้าใจความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ว่าพอใจกับอะไร ซึ่งความรู้สึกถึงชนชาติอันแตกต่างจากประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก มีกรณีศึกษามากมาย อย่างเขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลลิปปินส์ หรือประเทศสกอตแลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงแคว้นประเทศบาสก์และแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งแต่ละพื้นที่ผ่านทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการต่อสู้โดยสันติวิธี

“ผมเคยไปโอกินาว่า มีคนที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีกลุ่มที่ประกาศตัวว่าต้องการเอกราชของโอกินาว่า แล้วก็มีกลุ่มที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ คือกฎหมายเขาเปิดกว้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งของเรามันยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้น กระบวนการต่าง ๆ คงอีกยาวไกล แต่เราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าอนาคตอยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ตาม” อันวาร์เอ่ย

“The Motive เป็นสื่อที่เลือกข้างประชาชน ซึ่งประชาชนจะบอกอะไร เราเพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปากเขา หรือเขียนเรื่องราวนำเสนอผ่านเรา จะเป็นเรื่องของรัฐหรือของขบวนการ BRN เราก็สะท้อนความคิดความต้องการของคนออกไป เป็นสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกที่ต้องการสื่อสารทั้งกับคนในและคนนอก และเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูด”

ซาฮารีเสริมต่อ “เราพยายามไม่นำเสนอแค่เพียงปรากฏการณ์เหมือนสื่อหลัก แต่เราอยากนำเสนอเชิงลึกว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมายังไง มีเงื่อนไขอะไร ให้คนเข้าใจพื้นที่นี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผิวเผิน ถ้าทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจประเด็น 3 จังหวัดจริง ๆ ทิศทางการหาทางออกในทางการเมืองจะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

“การที่เราทำสื่อในพื้นที่ความขัดแย้ง แน่นอนมันหนีไม่พ้นเรื่องของการถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐหรือเปล่า ในฐานะที่ผมทำงานด้านสื่อมาสิบกว่าปีในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนนะครับ ผมก็เคยถูกเชิญตัวจากกฎอัยการศึกไปเข้าค่ายทหาร อันวาร์เองก็ถูกคดีความอยู่ในเรือนจำมา 5 – 6 ปีเราได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานราบรื่นแบบสายลม แสงแดด ไม่ใช่ครับ เราถูกติดตามจากฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกกินกาแฟปรับทัศนคติอะไรพวกนี้ก็หลายครั้ง 

“แต่ถ้าคนที่ทำงานสื่อไม่กล้าที่จะคิดอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าส่งเสียง แล้วชาวบ้านไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ เราก็คิดกันอย่างนี้ เราก็ต้องกล้ายกเพดานในสิ่งที่ทุกคนเขาหวาดกลัวให้มันออกมาสู่ Public เพราะถ้าการไม่กล้าพูดในที่แจ้ง รัฐก็จะได้ยินแต่เสียงที่เขาอยากฟัง เสียงที่ไม่ได้ยินเหล่านี้แหละที่ทำสิ่งที่รัฐไม่คาดคิด เช่น ความรุนแรง ความไม่สงบก็ระเบิดออกมา ซึ่งทางออกทางการเมืองที่จะคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เนี่ย ผมคิดว่าก็คุยกันด้วยแนวทางสันติวิธีได้ โดยไม่ต้องใช้กองกำลังหรือความรุนแรง

“เราอาจจะเป็นเฟืองเล็ก ๆ จิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นทำให้เห็นภาพ 3 จังหวัดในอีกมุม”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

ความขัดแย้งที่เข้มข้น

“พอจะอธิบายให้คนนอก มันอธิบายยากมาก ๆ คนไม่ค่อยจะเข้าใจตรงนี้ครับ” อันวาร์เกริ่น 

“คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่นี่เกิดขึ้นมา 18 ปีแล้ว แต่สำหรับคนมลายูที่อยู่ในพื้นที่ เรามีเรื่องเล่าของตัวเองที่ผูกกับประวัติศาสตร์ 200 กว่าปี แรงขับแรกของชาวมลายูเมื่อ 200 ปีที่แล้วคือตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี 1785 เป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ต่อรัตนโกสินทร์ ตกเป็นเมืองขึ้น พอสมัยรัชกาลที่ 2 มลายูก็ถูกแบ่งเป็น 7 หัวเมือง และต่อมาปี 1902 ซึ่งอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5 ก็ยกเลิกหัวเมือง เพื่อสลายอำนาจของเจ้าเมืองสมัยนั้น” เขาเล่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งฉบับย่อ

หลังจากนั้นการต่อสู้ยังดำเนินต่อมาในกลุ่มผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชน ทั้งการต่อสู้ในสภา จนถึงขบวนการใต้ดิน

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“ความเป็นมาที่สะสมเข้มข้นนี้ไม่เคยจางหายไป ต่อสู้มาทุกรุ่นจนถึงสมัยปัจจุบันที่ก่อเกิดเป็นภาคประชาสังคม NGO ต่อสู้แบบสมัยใหม่กับประเด็นเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิ์

“เบ้าหลอมชุมชนมลายูยังอยู่ เรามี Narrative ของตัวเอง เราเป็นคนไทยเมื่อเข้าไปเรียนประถม มัธยม แต่กลับมาอยู่บ้านพูดภาษามลายู เรียนรู้เรื่องเล่าของกษัตริย์ 18 องค์จนถึงปาตานีล่มสลาย

“การเรียกร้องตลอดมาของมลายูต่อรัฐไทยคือการยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอย่างเป็นรูปธรรมและจริงใจ คนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ทางด้านเศรษฐกิจ ยังมีคนถูกซ้อมทรมาน โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการก็ไม่มีเสียงของประชาชนอยู่ในนั้นเลย อะไรแบบนี้ทำให้เราไม่อินกับหลายอย่าง เวลาทีมชาติไทยเตะกับมาเลย์ เราก็ไม่เชียร์ไทย” เขายอมรับตรง ๆ 

ซาฮารีเอ่ยถึงความตั้งใจในภาพรวม

“เราอยากให้คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ เข้าใจว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน คนภาคเหนือเขาก็มีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ตัวตนล้านนาของเขา คนอีสานก็มีชาติพันธุ์ มีเรื่องราวของตัวเอง อย่าง The Isaan Record พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน มีประวัติศาสตร์เรื่องกบฏผีบุญ ก็ไม่ต่างจากคนชาติพันธุ์มลายูที่พยายามจะชูอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา 

“เราต้องรู้จักกัน ดีกว่าเราเกลียดกันทั้งที่ยังไม่รู้จัก วาทกรรมที่บอกว่าคนใต้ใจดำ คนอีสานใจง่าย คนเหนือใจง่าย มันเป็นวาทกรรมที่แยกเราออกจากกัน โครงสร้างความเป็นไทยเดียวนั้นกดทับครอบทุกภูมิภาค ก็พยายามสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่เพียงแค่ 3 จังหวัดนะ เรามีปัญหาเหมือน ๆ กัน ถ้าสื่อสารได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ยังมีปัญหา มีประเด็นอีกเยอะมากที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน” 

สังคมยุคใหม่

กัญชาเสรี สุราท้องถิ่น หรือการสมรสเท่าเทียม เป็นตัวอย่างประเด็นร้อนในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนมุสลิม นับเป็นอีกความซับซ้อนที่ตัวแทน The Motive ทั้งคู่ยอมรับว่ายังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ที่ยังไม่อาจหาบทสรุป 

“เราจัดรายการคุยเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ฟีดแบ็กก็มีทั้งด้านบวกและลบ หลายคนก็มองว่าแปลก ๆ นะ เป็นมุสลิม ทำไมต้องคุยประเด็นเหล่านี้ แต่ในเมื่อส่วนกลางกำลังพยายามขยับ ในสภาเขาก็คุยเรื่องนี้อยู่ เราก็หนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ส่งผลต่อพื้นที่ โจทย์ของเราคือแล้วเราจะอยู่ยังไงต่อ” อันวาร์กล่าว

ในฐานะศาสนิกชน พวกเขาอธิบายว่าหลักศาสนาอิสลามหลายอย่างแตกต่างจากโลกเสรีมาก แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ว่ากันตรง ๆ พื้นที่นี้ยังมีความเป็น Conservative สูงมากในภูมิภาคอาเซียน ยึดตามหลักคำสอนทางศาสนาเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ว่าตัวสังคมหรือชุมชนมุสลิมจะไม่คิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ให้คนตกผลึกจริง ๆ ต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เวลา” ซาฮารีอธิบายอย่างใจเย็น

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“The Motive พยายามสร้างพื้นที่พูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะยังมีคนไม่เข้าใจอีกเยอะ เราก็ต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์ ของการพูดคุย ของการนำเสนอที่มีวุฒิภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความเห็นที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ต้องคุยกัน ต้องเอามากางแล้วก็คุยกันว่าเราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร คนที่เห็นด้วย เขาใช้หลักการอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะพูดคุยกันได้ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา ค่อย ๆ นวด ค่อย ๆ ทำให้ประเด็นมันนูนขึ้นมานะครับ”

ไปซ้ายก็โดนว่า ขวาก็โดนตำหนิ แล้วสื่อท้องถิ่นในพื้นที่มุสลิมจะวางตัวอย่างไรในยุคสมัยนี้ 

“ประเด็นที่อ่อนไหว พูดไปยังไงก็ไม่มีทางเพอร์เฟ็กต์สำหรับทุกคน แต่เรากล้าเผชิญกับมันไหม ถ้าเราหนีไม่แตะ ไม่นำเสนอ ไปเสนอเรื่องอื่น เราคงนิยามตัวเองว่าสำนักคอนเทนต์ที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้”  

อันวาร์เสริมต่อ

“ในมุมการเมือง The Motive จะไม่ Conservative แล้วก็ไม่ได้ Progressive อะไรมาก เพราะถ้าเราไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างจะไม่มาหาเราทันที ในมุมที่คุยศาสนาก็ประมาณนี้ เราอยากให้คนทั้งสองฝั่งมีจุดที่เข้าใจร่วมกัน เพราะสังคมความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้ เด็กที่อยู่เอกชน โรงเรียนปอเนาะ เขาก็มีจุดยืนแข็งแบบเขา เด็กที่โตมาในโรงเรียนสามัญ จบมัธยม ออกไปต่อมหาลัยข้างนอก เขาก็เอาแนวคิดข้างนอกมา ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนปัตตานีเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ก็ต้องมีพื้นที่มานั่งคุย มานั่งถก ไม่ใช่เพื่อชนะหรือว่าแพ้ แต่ต้องดีไซน์พื้นที่อนาคตปัตตานีว่าเป็นยังไง 

“โดยเฉพาะอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่มลายูเท่านั้นที่มีสิทธิ์เยอะกว่าคนไทย คนจีน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ถึงแม้จำนวนคนไทยและคนจีนจะมีน้อยกว่า แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียมกัน”

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อนาคตสื่อชายแดนใต้

ความตั้งใจของสื่อท้องถิ่นคือการหาโมเดลบริษัทให้ The Motive ไปต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงสื่ออาสาเช่นปัจจุบัน เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทักษะการทำงานสื่อของคนในท้องที่ ไม่ว่างาน IT กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อ และโจทย์สำคัญคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สังคมภายนอก 

“ผมว่าประเด็นในสามจังหวัดน่าสนใจตรงที่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็เป็นเงื่อนไขหมด เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ถูกลืมมานานมาก เราขาดคนที่ทำงานด้านประเด็น คอนเทนต์เป็นจุดอ่อนของเรามาตลอด ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเราคิดในหัว จะคิดเป็นมลายูก่อน แล้วแปรออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจ ความซับซ้อนต่างจากคนที่เคยผ่านการเทรนจากส่วนกลาง คนในสามจังหวัดเคยไปฝึกงานกับประชาไท หรือ Voice TV ก็คิดคอนเทนต์ต่างกัน แต่เราอยู่ในพื้นที่มาตลอด เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเราที่จะทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ” 

“ว่ากันตามตรง เราไม่ได้ทำ The Motive เป็นงานหลัก เราไม่ได้มีเงินเดือน ตัวผมเองทำงานดูแลเรื่องฮาลาลในคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาทำสื่อ หลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ เราทำงานสื่อเพราะเสียดายหากองค์ความรู้ หรือทักษะด้านการสื่อสารมันจะหายไป ซึ่งไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็มีจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมให้คนได้เห็นว่ามีสื่อประเภทนี้อยู่ในพื้นที่” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ยตรงไปตรงมา

“เราต้องเรียนรู้ว่าสื่อกรุงเทพฯ เขาสนใจประเด็นอะไร อนาคตเราอาจจะต้องมีคนที่เป็นคนจากส่วนกลางมาร่วมทีมด้วย เราอยากจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ให้ส่งนักศึกษามาฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะของเขา แล้วอนาคตเขาอาจจะเป็นทีมของ The Motive ก็ได้” บรรณาธิการประสานงานมองอนาคต

“ส่วน Scenario Patani จะจัดอีกไหม ก็คุยกับคนในทีมอยู่ส่วนหนึ่งว่าถ้าในพื้นที่ยังไม่มีอะไร เราจะทำในสิ่งที่ใหม่เสมอ” ซาฮารีตบท้าย

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ภาพ : The Motive

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load