“…ณ เวลานี้เอง ที่ความสุขอันแสนสั้นของข้าพเจ้าได้เริ่มขึ้น ห้วงเวลาแห่งความสงบสุขที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีสิทธิ์กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตแล้ว’…”

คำสารภาพ (Les Confessions), ฌอง-ฌาค รุสโซ 

มีคนบอกว่าความรักครั้งแรกเป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้และลืมไม่ลง ไม่ว่ามันจะหอมหวานหรือขื่นขมเพียงใด

ดูเหมือนคำกล่าวนี้จะไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้แต่กับ ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean-Jacque Rousseau) นักปรัชญาและนักเขียนผู้เป็นที่รู้จักจากหนังสือปรัชญาการเมืองเรื่อง ว่าด้วยสัญญาประชาคม (The Social Contract) และผู้มีอิทธิพลทางปัญญาต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1789 

รุสโซไม่เคยลืมความรักครั้งแรกของเขา และหากใครเคยได้อ่านหนังสือ คำสารภาพ (Les Confessions) ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของรุสโซ ก็จะพบว่าเขาถือเอาห้วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต เรื่องราวความรักครั้งแรกของรุสโซเริ่มขึ้นและจบลงที่บ้านสวนหลังเล็กชานเมืองช็องเบรี (Chambéry) เมืองหลวงของแคว้นซาวัว (Savoie) ในประเทศฝรั่งเศส เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของผู้เขียน

บ้านสวนหลังนี้มีชื่อว่า ‘เลส์ ชาร์เมตส์’ (Les Charmettes) อยู่ห่างจากตัวเมืองช็องเบรีเพียง 2.5 กิโลเมตร ผู้เขียนใช้เวลาเดินเท้าราวครึ่งชั่วโมงก็ถึง แม้ทุกวันนี้มีความเป็นเมืองมากกว่าสมัยของรุสโซ แต่สองข้างทางเดินยังคงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และมีลำธารเล็กๆ ไหลอยู่ข้างทาง ถนนเส้นนี้อยู่ระหว่างเนินเขาสองข้าง มีบ้านกระจัดกระจายอยู่บนเนิน เหมือนที่รุสโซได้บรรยายเอาไว้เมื่อเกือบ 300 ปีก่อน บรรยากาศเช่นนี้ยิ่งชวนให้จินตนาการถึงยุคสมัยของเขา รุสโซชื่นชอบการเดินเท้าไม่ต่างกันกับผู้เขียน และเขาคงเดินทางไป-กลับระหว่างช็องเบรีและเลส์ ชาร์เมตส์อยู่บ่อยๆ ในช่วงแรกที่บ้านสวนหลังนี้ยังคงเป็นเพียงที่พักตากอากาศสำหรับหนีความอึมครึมของบ้านหลังหลักในตัวเมือง

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เลส์ ชาร์เมตส์ (Les Charmettes) เมื่อแรกเห็นหลังเดินตามถนนโรยกรวดขึ้นมาจากประตูทางเข้า

 รุสโซบ่นถึงความเลวร้ายของบ้านในตัวเมืองช็องเบรีไว้ว่า 

“…ที่นี่ไม่มีสวน ไม่มีลำธาร ไม่มีทิวทัศน์ มีแต่บ้านที่มืดและน่าหดหู่ อพาร์ตเมนต์ของข้าพเจ้านั้นอึมครึมเป็นที่สุด เมื่อมองออกไปจากหน้าต่างก็จะเห็นแต่กำแพงทึบ เห็นตรอกแคบๆ แทนที่จะเป็นถนน อากาศอับๆ ห้องเล็กๆ ตะแกรงเหล็ก หนู และพื้นเน่าๆ เรียกได้ว่าเป็นการรวมเอาเงื่อนไขของความไม่น่าอยู่อาศัยมารวมเข้าไว้ด้วยกัน…” 

(จาก คำสารภาพ – เล่ม 5)

แม้จะเริ่มจากการเป็นบ้านพักตากอากาศ แต่ในเวลาไม่นาน เลส์ ชาร์เมตส์ ก็ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของรุสโซถึงราว 6 ปีด้วยกัน และนี่คือ 6 ปีอันเป็น ‘ห้วงแห่งความสุขอันแสนสั้น’ ที่รุสโซไม่มีวันลืม

ในปัจจุบัน เลส์ ชาร์เมตส์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าเยี่ยมชมได้ฟรี เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดเทศกาล โดยเปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น มีเครื่องบรรยายเสียงภาษาต่างๆ (Audio Guide) ให้เช่าในราคาเพียง 1 ยูโร แม้เลส์ ชาร์เมตส์ จะเพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส (Monument Historique) ใน ค.ศ. 1905 แต่บ้านสวนแห่งนี้เป็นเสมือนกับสถานที่แสวงบุญของผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตและผลงานของรุสโซมาตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้ว

เลส์ ชาร์เมตส์ ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เมื่อมองจากถนนจะเห็นเป็นบ้านสองชั้นอยู่ท่ามกลางสวนที่ร่มรื่น เพียงเดินขึ้นเนินตามถนนโรยกรวดไปได้ไม่กี่สิบก้าว ก็จะถึงหน้ารั้วไม้เลื้อยที่ภายในแบ่งเป็นตัวบ้านและสวนสมุนไพร นอกรั้วยังมีสวนผลไม้และระเบียงไม้เลื้อยที่เต็มไปด้วยพวงองุ่นขนาดจิ๋ว

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
สวนผลไม้หน้าบ้านเต็มไปด้วยลูกแอปเปิ้ลเต็มต้น
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ระเบียงไม้เลื้อยข้างกำแพงชั้นในของบ้าน
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau

เมื่อเดินผ่านรั้วบ้านเข้ามาแล้ว สิ่งแรกที่สะดุดตาผู้เขียนก็คือแผ่นหินจารึกเก่าแก่จากสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสของมารีย์-ฌอง เอโรลต์ เดอ เซแชลส์ (Marie-Jean Hérault de Séchelles) ผู้พิพากษาและนักปฏิวัติ ที่ประดับอยู่บนฝาผนังบ้านเพื่ออุทิศให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้

“…ที่พำนักของฌอง-ฌาค ผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ทำให้เราได้ระลึกถึงอัจฉริยภาพของเขา ความโดดเดี่ยวและความทระนงของเขา ความทุกข์ทนและความบ้าบิ่นของเขา แด่ความยิ่งใหญ่ แด่ความจริงแท้ เขาอุทิศชีวิตตนให้อย่างกล้าหาญ แม้ถูกกลั่นแกล้งรังแกอยู่โดยเสมอ ทั้งเพราะสิ่งที่เขาจงใจทำ หรือเพียงเพราะถูกริษยา…”

เป็นจริงดังข้อความในวรรคสุดท้าย ชีวิตของรุสโซในวัยกลางคนเต็มไปด้วยการเดินทางเพื่อหลบหนีโทษทัณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม เพราะหนังสือปรัชญาการเมืองของเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้มีอำนาจในสมัยนั้นอยู่ไม่น้อย ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจอะไรนักที่รุสโซจะมองเห็นวันเวลาของเขาที่เลส์ ชาร์เมตส์ เป็นเสมือนความสงบสุขในอุดมคติ การมาเยี่ยม ‘ความทรงจำในอุดมคติ’ ของเขาในวันนี้ อาจช่วยทำให้เราเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและแรงบันดาลใจของรุสโซได้ไม่มากก็น้อย

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
แผ่นหินจารึกจากสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสที่มารีย์-ฌอง เอโรลต์ เดอ เซแชลส์ อุทิศให้รุสโซ

  เลส์ ชาร์เมตส์ ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่รุสโซโหยหา แต่ยังมีความทรงจำของรักครั้งแรกที่ได้เปิดฉากขึ้นที่นี่ ขณะที่เขามีวัยได้ 20 ปี

ความรักครั้งแรกของรุสโซนั้นไม่ธรรมดา เพราะเขาตกหลุมรักกับผู้หญิงที่เขาเรียกว่า ‘แม่’ (Maman) และมีอายุมากกว่าถึง 13 ปี เธอเป็นหญิงหม้ายสูงศักดิ์ที่รับอุปการะเลี้ยงดูเขาในขณะตกยาก หรือหากจะใช้ภาษาตลาดเสียหน่อยก็คงจะต้องบอกว่า เธอเป็นคนเลี้ยงต้อยรุสโซ ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า ฟร็องซัวส์-ลุยส์ เดอ วาร็องส์ (Françoise-Louise de Warens) หรือมาดาม เดอ วาร็องส์ (Madame de Warens) หญิงอภิชนที่มีคอนเนกชันกว้างขวาง และถูกฝากฝังให้ช่วยเลี้ยงดูรุสโซ เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ผู้หัวดีแต่ขัดสน

ในตอนแรกความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีลักษณะเหมือนแม่และลูกบุญธรรม แต่เมื่อรุสโซเป็นหนุ่มใหญ่มีอายุได้ 20 ปี มาดาม เดอ วาร็องส์ เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอให้รุสโซมาเป็นหนึ่งในคนรักของเธอ ที่บอกว่าเป็นหนึ่งในคนรัก เพราะในเวลานั้นมาดาม เดอ วาร็องส์ คบหากับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งอยู่แล้ว เขาคือ โคลด อาเน็ต (Claude Anet) พ่อบ้านของเธอเอง ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น โคลด อาเน็ต ล้มป่วยและเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังหนุ่ม เปิดทางให้รุสโซกลายเป็นคนรักเพียงคนเดียวของมาดาม เดอ วาร็องส์ ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ย้ายไปอยู่อาศัยด้วยกันที่ เลส์ ชาร์เมตส์

ทั้งคู่ (รวมทั้งโคลด อาเน็ต) อาศัยอยู่ที่บ้านในตัวเมืองช็องเบรีเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่รุสโซจะรบเร้าให้มาดาม เดอ วาร็องส์ เสาะหาบ้านพักตากอากาศในชนบท พวกเขาสำรวจบ้านอยู่หลายหลังจนกระทั่งมาพบกับ เลส์ ชาร์เมตส์ และในวันแรกที่พวกเขาค้างคืนที่นี่ รุสโซบันทึกไว้ว่า

“… ‘โอ แม่จ๋า!’ ข้าพเจ้าพูดกับเพื่อนรักคนนี้ ขณะจุมพิตและถาโถมเธอด้วยน้ำตาแห่งความอบอุ่นและความปิติสุข การพำนักนี้เปี่ยมไปด้วยความสุขและความบริสุทธิ์ ถ้าเราไม่สามารถแสวงหามันได้จากที่นี่แล้วล่ะก็ เราจะหามันได้จากที่อื่นอีกหรือ…” 

(จาก คำสารภาพ – เล่ม 5)

ซ้ายมือของแผ่นหินจารึกคือทางเดินเข้าสู่สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน แม้ไม่มีบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าในสวนสมุนไพรนี้เคยมีพืชอะไรบ้าง แต่ทางพิพิธภัณฑ์ได้จำลองสวนขึ้นใหม่โดยสันนิษฐานจากสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปในยุโรป มาดาม เดอ วาร็องส์ มีความสนใจในการปรุงยา และเธอก็เป็นคนที่ทำให้รุสโซในวัยหนุ่มมีความสนใจในด้านพฤกษศาสตร์ด้วยเช่นกัน หลายครั้งทั้งคู่มักศึกษาเรื่องพืชสมุนไพรต่างๆ ด้วยกัน แต่ในบางครั้งที่รุสโซฝึกซ้อมฮาร์ปซิคอร์ดอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็ง่วนอยู่กับการปรุงยาอยู่ที่เตานั้น รุสโซมักหยอกล้อด้วยการชวนเธอมาร้องเพลงหรือเล่นดนตรีด้วยกัน ซึ่งเธอมักขู่ว่า “ถ้าเธอทำยาฉันไหม้ ฉันจะให้เธอกินให้หมด” รุสโซเล่าว่าเรื่องมักจบลงที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ลืมยาที่ปรุงอยู่จริงๆ และเขาก็ถูกเธอเอาคืนด้วยการโดนละเลงใบหน้าด้วยผงขี้เถ้าจากหม้อยา

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ทิวทัศน์เทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส เมื่อมองจากสวนสมุนไพร

จากสวนสมุนไพรเราจะมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส (Massif de la Chartreuse) อันสูงตระหง่าน แต่ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ในมุมหนึ่งของสวนมีก็อกน้ำที่ถูกปล่อยให้หยดเป็นจังหวะช้าๆ และอ่างเล็กๆ ที่ข้างในมีก้อนหินหลายก้อนเรียงอยู่ ในตอนแรกผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าเขามีไว้ทำไม แต่เมื่อเข้าไปใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าเป็นอ่างน้ำที่ทำไว้ให้ผึ้งมาดื่ม ผึ้งชอบมาดื่มน้ำที่เปียกอยู่บนหินเช่นนี้ เพราะสามารถยึดเกาะกับก้อนหินและไม่เสี่ยงที่จะจมน้ำเหมือนแบบที่อยู่ในอ่าง 

จะว่าไปแล้วรุสโซเองก็มีเพื่อนเป็นฝูงผึ้ง เขาเล่าว่าที่ท้ายสวนมีรังผึ้งอยู่หลายรัง และเขาจะต้องมาเยี่ยมพวกมันทุกวันอย่างขาดเสียไม่ได้ เขาสนใจในกิจวัตรของพวกผึ้ง และรู้สึกทึ่งที่เห็นพวกมันแบกก้อนเกสรไว้ที่ขาเล็กๆ จนเดินแทบไม่ได้ ความพยายามผูกมิตรอย่างไม่ระวัดระวังในช่วงแรกทำให้รุสโซโดนผึ้งต่อยไปเสียหลายที แต่เขาเล่าว่าเมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็ค่อยๆ เชื่องและไม่ต่อยเขาอีก แถมยังชอบป่ายปีนไปตามใบหน้าและมือของเขาอีกด้วย

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
อ่างน้ำและป้ายกระดาษพร้อมคำบรรยายว่า “จุดดื่มน้ำของผึ้งแห่งชาร์เมตส์”
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เหล่าผึ้งน้อยกำลังดื่มน้ำจากอ่าง

ในสวนนี้เองที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ยื่นข้อเสนอให้รุสโซกลายมาเป็นคนรักของเธอ รุสโซเล่าไว้ใน คำสารภาพ ว่า

“…เราจึงไปที่นั่นในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจัดแจงให้เราได้อยู่กันตามลำพังตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยให้ข้าพเจ้าได้เตรียมพร้อมกับความสุขเหล่านั้นที่เธอหมายจะมอบให้ หาใช่ในแบบที่สตรีคนอื่นจะทำด้วยการหยอกเอินหรือแสดงออกอย่างล้นเกิน แต่ด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและเหตุผล เธอชี้แนะมิได้ยั่วยวน และสิ่งเหล่านั้นสื่อสารกับข้าพเจ้าที่หัวใจมากกว่าร่างกาย ขณะเดียวกัน แม้ว่าวาจาเหล่านั้นจะถูกเอื้อนเอ่ยอย่างงดงามและชัดเจนเพียงใด และถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เย็นชาหรือเศร้าโศกอะไร ข้าพเจ้ากลับไม่ได้ใส่ใจมันอย่างที่ควรจะเป็น ไม่แม้กระทั่งสลักฝังมันไว้ในความทรงจำเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าคงจะทำในวาระโอกาสอื่นๆ 

“ท่วงท่าที่ดูมั่นคงแน่ใจของเธอทำให้ข้าพเจ้ากระวนกระวาย ขณะที่เธอพูด (แม้ข้าพเจ้าจะพยายามฝืนสักเท่าไหร่) ข้าพเจ้ากลับจมอยู่ในห้วงคิดและใจลอยไปไกล ไม่ได้ใส่ใจข้อความที่เธอจะสื่อ แต่กระหายใคร่รู้ว่าสิ่งใดกันที่เธอมาดหมาย และทันทีที่ข้าพเจ้าเข้าใจจุดประสงค์ของเธอ (ซึ่งโดยปกติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) แวบความคิดใหม่ ซึ่งตลอดเวลาหลายปีที่ข้าพเจ้าใช้ร่วมกับเธอ ไม่เคยเยื้องกรายเข้ามาในจินตนาการของข้าพเจ้าแม้แต่น้อย ก็ผุดขึ้นมา และครอบงำทุกอณูของข้าพเจ้าจนไม่อาจรับรู้คำพูดของเธอได้อีกต่อไป! ในหัวของข้าพเจ้ามีแค่เธอ หูของข้าพเจ้าไม่ได้ยินเธออีกแล้ว…” 

(คำสารภาพ – เล่ม 5)

เธอให้เวลาเขาตัดสินใจ 8 วัน และนั่นเป็น 8 วันที่เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ 88 วันที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์จากแม่และลูกบุญธรรมเป็น ‘คนรัก’ และเราก็ได้รู้ว่าคำตอบคือ ‘ตกลง’

หลังเดินชมสวนพลางมองดูวิวเทือกเขาที่สวยงามไปพลาง ผู้เขียนก็เดินเข้าสู่ตัวบ้านซึ่งภายในมีการประดับอย่างเรียบง่าย ตามโถงทางเดินมีคำบรรยายประวัติของรุสโซและมาดาม เดอ วาร็องส์ รวมทั้งเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเลส์ ชาร์เมตส์ที่น่าสนใจติดตั้งอยู่ 

ห้องแรกที่ผู้เขียนได้ชมก็คือห้องรับประทานอาหารที่มีการจัดโต๊ะเอาไว้สำหรับสองคน ใกล้กันกับโต๊ะรับประทานอาหารมีภาพวาดของรุสโซที่จำลองมาจากภาพวาดจริงในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส สมัยที่บ้านแห่งนี้กลายเป็นสถานที่แสวงบุญและเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวสาธารณรัฐ (ซึ่งเราอาจจะจินตนาการได้ว่ามีผู้เลื่อมใสรุสโซพากันเดินทางไกลมาแสดงความคารวะกับรูปภาพนี้)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ภาพตัวบ้านเมื่อมองจากสวนสมุนไพร ประตูที่มองเห็นเชื่อมกับห้องนั่งเล่น
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องรับประทานอาหารและภาพวาดรุสโซที่จำลองมาจากของจริงในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส

ถัดจากนี้คือห้องนั่งเล่นที่มีประตูเชื่อมกันกับสวนสมุนไพร หน้าต่างบานใหญ่อนุญาตให้แสงสว่างส่องเข้ามาเต็มที่ ในห้องนี้เองที่รุสโซมักฝึกซ้อมฮาร์ปซิคอร์ดและถูกมาดาม เดอ วาร็องส์ ละเลงใบหน้าด้วยขี้เถ้าจากหม้อสมุนไพร นอกจากความสว่างที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากห้องรับประทานอาหารแล้ว ฝาผนังยังถูกตกแต่งด้วยลวดลายเถาวัลย์และดอกไม้แบบจีนอีกด้วย 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับห้องนี้ก็คือการที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักรุสโซในฐานะนักประพันธ์ดนตรีเท่ากับในฐานะนักปรัชญาและนักเขียน ความสามารถด้านดนตรีของรุสโซเป็นผลของการที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ให้การศึกษากับรุสโซอย่างดี และเคยหาครูมาสอนวิชาดนตรีให้เขาเป็นการส่วนตัวอีกด้วย นอกจากบทเพลงหลายสิบชิ้น รุสโซยังคิดค้นระบบบันทึกโน้ตที่เป็นตัวเลขอยู่บนบรรทัดเดียว เช่นเลข 1 4 7 แทนเสียง โด ฟา และที เป็นต้น ซึ่งต่างจากการบันทึกโน้ตในปัจจุบันที่ใช้ระบบบรรทัด 5 เส้น รุสโซจริงจังมากถึงขนาดเคยเสนอความคิดนี้กับราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ (Académie des Sciences) สถาบันทางวิชาการชั้นสูงของฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นแบบให้กับราชบัณฑิตยสถานของไทย แต่ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ปฏิเสธระบบของรุสโซ โดยวิจารณ์ว่าเปล่าประโยชน์และไม่ใช่ความคิดใหม่แต่อย่างใด ถึงกระนั้นยังได้ยกย่องถึงความรอบรู้และความสามารถด้านดนตรีของเขา

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
บรรยากาศของห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบจีน ประตูห้องนั่งเล่นเปิดสู่สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ฮาร์ปซิคอร์ดและภาพวาดมาดาม เดอ วาร็องส์ ขณะเล่นดนตรี

จบจากห้องนั่งเล่น ผู้เขียนเดินย้อนกลับไปยังห้องโถงที่อยู่ก่อนถึงห้องรับประทานอาหารเพื่อเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นสองของบ้าน ก่อนจะขึ้นบันได มีเกี้ยวที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเอาไว้ แม้ไม่ได้มีคำอธิบายพิเศษอะไร แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าเขาต้องการแสดงตัวอย่างของเกี้ยวที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ใช้สำหรับการเดินทางจากเมืองช็องเบรีมาเลส์ ชาร์เมตส์ 

“…ในวันแรกที่เราเดินทางมาพำนักที่เลส์ ชาร์เมตส์ ทางค่อนข้างชัน และตัวมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็ค่อนข้างหนัก เธอนั่งอยู่ในเกี้ยว ส่วนข้าพเจ้าเดินเท้าตาม เธอขอลงกลางทางด้วยกลัวว่าคนหามเกี้ยวจะเมื่อยล้า จากนั้นเธอจึงตัดสินใจเดินต่อในครึ่งทางที่เหลือ…”

 (คำสารภาพ – เล่ม 6)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เกี้ยวจำลองอย่างที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ใช้ในการเดินทางมาเลส์ ชาร์เมตส์

สิ่งแรกที่ผู้เขียนเห็นเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนก็คือแท่นบูชาไม้ขนาดเล็ก ตรงกลางเป็นรูปพระแม่มารีย์อุ้มพระคริสต์ ผู้เขียนไม่แน่ใจในเรื่องความเคร่งศาสนาของทั้งสองคนมากนัก มาดาม เดอ วาร็องส์ และรุสโซต่างกำเนิดในครอบครัวโปรเตสแตนต์ (รุสโซเป็นคนเจนีวา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์) แต่ทั้งคู่เปลี่ยนมานับถือนิกายคาทอลิกในภายหลัง ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา เช่น มาดาม เดอ วาร็องส์ เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก เพื่อรับเบี้ยช่วยเหลือของศาสนจักรสำหรับคนเปลี่ยนศาสนา (ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้ในการต่อสู้กับการแผ่ขยายของนิกายโปรเตสแตนต์จากเจนีวาซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่สิบกิโลเมตร) แม้แต่รุสโซเอง ก็จะเปลี่ยนศาสนากลับไปเป็นโปรเตสแตนต์อีกในอนาคต เพื่อรื้อฟื้นสถานะพลเมืองเจนีวาของตนเอง

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
มุมสวนด้านหลังบ้านเมื่อมองจากหน้าต่างข้างแท่นบูชา 

ขวามือของแท่นบูชามีห้องนอนหลัก 2 ห้อง ซึ่งเป็นของรุสโซและของมาดาม เดอ วาร็องส์ ทั้งสองห้องถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยวอลเปเปอร์เป็นลวดลายต่างๆ ห้องนอนของรุสโซใหญ่กว่าเล็กน้อย เพราะเชื่อมต่อกับห้องนอนของคนรับใช้ที่อยู่ใต้หลังคา เสียดายว่าทางพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เปิดให้เยี่ยมชม น่าสนใจว่าคนรับใช้อาศัยกันอยู่อย่างไร ห้องของพวกเขาอยู่บนที่นอนของรุสโซและดูไม่น่าจะมีพื้นที่ใช้สอยมากนัก

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องนอนของรุสโซ สามารถมองเห็นห้องนอนของคนรับใช้ มีหน้าต่างอยู่เหนือประตูทางเข้าห้องนอน 

การเยี่ยมชมตัวบ้านมาถึงจุดสิ้นสุดที่ห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์ พลันที่ผู้เขียนก็นึกถึงฉากจบชีวิตรักของรุสโซกับมาดาม เดอ วาร็องส์ ซึ่งเกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อรุสโซได้รับคำแนะนำจากแพทย์ส่วนตัวให้เดินทางไปยังสวนสมุนไพรในต่างจังหวัดเพื่อรักษาอาการป่วยเรื้อรังของเขา ในระหว่างที่เขาอยู่ต่างจังหวัด แม้จะเขียนจดหมายติดต่อกับมาดาม เดอ วาร็องส์ อยู่ตลอด แต่จดหมายตอบกลับของเธอกลับน้อยลงทุกที เวลาหลายเดือนผ่านไป เมื่อเขากลับมาถึงช็องเบรีด้วยความตื่นเต้น ด้วยหวังว่าจะเห็นมาดาม เดอ วาร็องส์ ยืนรอต้อนรับเขาอยู่ที่ถนน แต่เขากลับพบว่า 

“…ข้าพเจ้าไม่เห็นใครอยู่ในสวน ที่ประตู หรือที่หน้าต่าง ความพรั่นพรึงเข้าจับหัวใจของข้าพเจ้า ด้วยความกลัวว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เมื่อเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างเงียบสงัด คนงานกำลังทานอาหารเที่ยงอยู่ในครัวในสภาพที่ห่างไกลนักกับการเตรียมตัวต้อนรับข้าพเจ้า คนรับใช้ต่างตกใจเพราะไม่นึกว่าจะเห็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเดินขึ้นบันได แล้วก็มองเห็นเธออยู่ไกลๆ เพื่อนที่รักของข้าพเจ้า! ช่างอ่อนหวาน เธอเป็นคนที่ข้าพเจ้ารักหมดทั้งหัวใจอย่างแท้จริง ข้าพเจ้ารีบวิ่งเข้าไปหาเธอ โถมตัวแทบเท้าของเธอ”

“อา! เด็กน้อย เธอกล่าว เธอกลับมาแล้วสินะ เธอพูดพลางกอดข้าพเจ้า การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง เธอสบายดีไหม การต้อนรับนี้ทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ข้าพเจ้าจึงถามเธอไปว่า เธอได้รับจดหมายของข้าพเจ้าบ้างหรือไม่ เธอตอบ ได้สิ ซึ่งข้าพเจ้าพูดกลับว่า ผมกลับคิดว่าไม่น่าจะได้รับเสียอีก แล้วคำตอบก็กระจ่างอยู่ในตัว ชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่กับเธอตลอดเวลา ข้าพเจ้าพอจะจำได้อยู่เลาๆ ว่าเคยเห็นชายคนนี้ในบ้านก่อนที่จะจากไปต่างจังหวัด แต่การปรากฏกายของเขาในครั้งนี้ได้แสดงถึงสถานะอย่างชัดเจน นั่นคือ ข้าพเจ้าได้ถูกแทนที่เสียแล้ว! …” 

(คำสารภาพ – เล่ม 6)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่รุสโซเข้ามาเห็นเธอกำลังอยู่กับคนรักคนใหม่
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ทิวทัศน์สวนสมุนไพรและเทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส จากหน้าต่างห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์

แม้รุสโซวัยหนุ่มจะค้นพบความจริงว่าพื้นที่ในหัวใจของมาดาม เดอ วาร็องส์ ได้ถูกคนอื่นจับจองไปเสียแล้ว และเขาไม่ใช่คนรักคนโปรดอีกต่อไป ถึงกระนั้นเขาก็พยายามอาศัยร่วมกันกับคนรักของคนใหม่ของมาดาม อย่างที่เขาเคยอาศัยร่วมกันกับโคลด อาเน็ต แต่แล้วเขาก็พบว่าตนเองไม่สามารถทนเห็นมาดาม เดอ วาร็องส์ แสดงความรักกับคนอื่น (อันที่จริงรุสโซยังได้บรรยายด้วยว่าชายหนุ่มคนใหม่นี้ทั้งไม่เอื้ออารีเหมือนดังโคลด อาเน็ต และทั้งไม่ค่อยฉลาด มีลักษณะท่าทางเหมือนพวกพระเอกในละครที่รู้จักแต่การใช้กำลัง) ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจากเลส์ ชาร์เมตส์มา

การเดินทางออกจากเลส์ ชาร์เมตส์ ของรุสโซเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นบ้านสวนหลังนี้ เขาได้พบมาดาม เดอ วาร็องส์ อีกในราว 20 ปีต่อมาที่เจนีวา เมื่อเธอมีอายุได้ 55 ปี และผ่านพ้นร่องรอยของความสาวไปจนหมดสิ้นแล้ว หลังจากนั้นเมื่อเขากลับจากการลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1767 และต้องการพบมาดาม เดอ วาร็องส์ อีกครั้ง เขาจะได้รับรู้ข่าวอันน่าเศร้าว่ามาดาม เดอ วาร็องส์ ได้เสียชีวิตอย่างอนาถาไปก่อนหน้าแล้วถึง 6 ปีด้วยกัน แม้มาดาม เดอ วาร็องส์ จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เรารู้ได้จากงานเขียนของรุสโซว่าความทรงจำของเธอยังประทับอยู่ในหัวใจของเขาเสมอมา

เมื่อรุสโซเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยเส้นเลือดในสมองแตกในวัย 66 ปี เขาได้ทิ้งงานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ยังเขียนไม่เสร็จ ชื่อ ห้วงคำนึงของนักเดินเท้าผู้สันโดษ (Les Rêveries du promeneur solitaire) เอาไว้ หนังสือเล่มนี้มี 10 บท มีเพียงบทสุดท้ายที่ยังเขียนไม่เสร็จ และเป็นบทที่บันทึกความทรงจำของเขากับมาดาม เดอ วาร็องส์… บางทีห้วงคำนึงสุดท้ายของรุสโซอาจจะนึกถึงมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็เป็นได้

และแล้วก็ถึงเวลาที่ผู้เขียนจะต้องอำลาเลส์ ชาร์เมตส์ ไว้ข้างหลัง แล้วเดินเท้ามุ่งหน้าสู่เมืองช็องเบรี ผู้เขียนไม่รู้หรอกว่าในขณะที่รุสโซเดินทางจากเลส์ ชาร์เมตส์ มานั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผู้เขียนขอยกข้อความส่วนหนึ่งใน คำสารภาพ ซึ่งเขาได้เขียนขึ้นภายหลังเหตุการณ์เป็นเวลาหลายปีมาให้ผู้อ่านได้พิจารณา

“…ข้าพเจ้าหยุดเปรียบเทียบไม่ได้เลยระหว่างชีวิตในตอนนี้ กับชีวิตที่ข้าพเจ้าเดินจากมา ความทรงจำของ ‘เลส์ ชาร์เม็ตส์’ อันเป็นที่รัก สวนหย่อม ต้นไม้ น้ำพุ สวนผลไม้ และเหนือสิ่งอื่นใด คือการได้มีเธออยู่ด้วย เธอผู้เกิดมาเพื่อมอบชีวิตและจิตวิญญาณให้กับความอภิรมย์ทั้งหลาย เมื่อนึกถึงความสุขและชีวิตอันไร้เดียงสาของเรา

“หัวใจของข้าพเจ้าถูกเกาะกุมด้วยความเจ็บปวดและหน่วงหนักจนหมดไร้ซึ่งเรียวแรงที่จะทำอะไรๆ อย่างที่ควรจะเป็น เป็นร้อยครั้งได้แล้วที่ข้าพเจ้าอยากจะออกเดินเท้าไปหามาดาม เดอ วาร็องส์ ผู้เป็นที่รักให้ได้เสีย ณ บัดนั้น เชื่อว่าถ้าข้าพเจ้าได้พบเธออีกแค่สักเพียงครั้ง ข้าพเจ้าคงจะเป็นสุขหัวใจจนแทบจะตายได้ในตอนนั้นเลย ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าก็ไม่อาจต้านทานอารมณ์อันอ่อนไหวที่เรียกข้าพเจ้ากลับไปหาเธอ ไม่ว่าจะต้องเสียอะไร ข้าพเจ้าโทษตัวเองที่ไม่อดทน โอนอ่อน และอ่อนหวานพอ ไม่อย่างนั้นแล้วข้าพเจ้าอาจจะยังได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธออย่างมีความสุข ด้วยมิตรภาพอันอ่อนโยน และด้วยการแสดงสิ่งเหล่านั้นให้เธอได้เห็นมากกว่าที่ข้าพเจ้าเคยทำมา 

“ข้าพเจ้าวาดฝันถึงสิ่งที่งดงามที่สุดที่จะทำกับเธอ ร้อนรนที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ทอดทิ้งทุกสิ่ง สละทุกอย่าง ออกเดินทาง โบยบิน และมาถึงแทบเท้าของเธออีกครั้งด้วยความเสน่หาทั้งหมดของวัยแรกหนุ่ม โธ่เอ๋ย ข้าพเจ้าน่าจะตายไปเสียซะตรงนั้นด้วยความปิติ หากในการต้อนรับของเธอ ในอ้อมแขนของเธอ หรือในหัวใจของเธอ ข้าพเจ้าได้รู้สึกแค่เพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยได้สัมผัส และจากสิ่งนั้น ข้าพเจ้าได้รับความอบอุ่นอันไม่เสื่อมคลาย…” 

คำสารภาพ -เล่ม 6

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

อติเทพ ไชยสิทธิ์

นักวิทยาศาสตร์ในฝรั่งเศสที่งานมักพาให้ได้เดินทางไปยังสถานที่น่าสนใจ งานอดิเรกคืออ่านหนังสือ เขียนพู่กันจีน และเดินเท้าทางไกล เมื่อมีโอกาสได้ท่องเที่ยว มักชื่นชอบการตามรอยชีวิตคนในประวัติศาสตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจของตนเอง

Photographer

สุญญาตา เมี้ยนละม้าย

สาวฟรีแลนซ์ทำงานด้านภาษาไทยและอังกฤษ ทั้งสอน เขียน แปล และล่าม เป็นคนติดขนมหวาน Work from Home อยู่บ้าน Before it was cool ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสได้เกือบ 3 ปี งานอดิเรกคือปั่นจักรยานออกกำลังกาย เดินเล่นสำรวจซอกซอยเก๋ๆ ดูสตรีทอาร์ต จิบกาแฟและชิมขนม ถ้าสนใจ ตามไปร่วมสำรวจเมืองปารีสได้ที่ Instagram: parisbitsandpieces

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

16 กรกฎาคม 2565
2 K

“ถ้านี่คือหนังสยองขวัญ ใครจะเป็นคนแรกที่ตายก่อน (วะ)”

มือคู่หนึ่งซึ่งเย็นเฉียบจับบานประตูท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นลงทุกที รอบตัวพวกเราไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความเงียบสงัด ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงเรือง ๆ หรี่ ๆ ตัดกับทิวสนที่ยืนทะมึนท้ากาลเวลามานานเกือบร้อยปี บรรยากาศโดยรอบสุดแสนจะวังเวง ชวนให้นึกถึงฉากของหนังสยองขวัญสักเรื่อง ที่วัยรุ่นรวมตัวกันมาแฮงก์เอาต์ในช่วงปิดเทอม แล้วต้องพบกับเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวที่ค่อย ๆ เด็ดชีวิตตัวละครให้หมดลมหายใจไปทีละคน

“คนที่ดูอ่อนแอที่สุดนั่นแหละคือคนที่จะรอด” ผมพูดไปตามหนังที่เคยดูมา

น้องผู้หญิงในทีมคนหนึ่งทำหน้าตาเหยเกขณะผมพูดประโยคนั้น พลางพึมพำว่าอย่าได้ไปเล่าต่อให้ใครฟังเชียวว่า คืนนี้เราต้องมาพักในโรงแรมสภาพไหน

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

พวกเรากำลังพักอยู่ในโรงแรมขนาดใหญ่ที่เคยได้ชื่อว่าเป็น Spa Resort ที่หรูหราใหญ่โตที่สุดในยุครุ่งเรืองของสหภาพโซเวียต รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองตากอากาศแห่งหนึ่งของประเทศจอร์เจีย คือเมือง Tskaltubo ความรุ่งเรืองในอดีตฉายภาพให้เห็นผ่านตัวตึกขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นอย่างน่าเกรงขาม โอบล้อมอาคารอำนวยการของรีสอร์ตที่มีสัณฐานเป็นโถงขนาดใหญ่แบบสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์

ที่นี่ถูกทิ้งร้างมานานหลังความรุ่งเรืองของอดีตม่านเหล็กจบลงไปพร้อมสงครามเย็น นายทุนนานาชาติพยายามเข้ามาฟื้นฟูรีสอร์ตแห่งนี้ แต่ด้วยขนาดของพื้นที่ที่ใหญ่เกินไป ประกอบกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยาวนาน ทำให้รีสอร์ตได้รับการฟื้นฟูเพียงบางส่วนและยังคงรกร้าง อาคารส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพปรักหักพัง ไม่ได้รับการซ่อมบำรุง สระว่ายน้ำไม่มีน้ำ เผยให้เห็นก้นสระที่แห้งขอดและมีเศษใบไม้กองอยู่เต็มพื้น บรรยากาศในคืนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเรานอนอยู่ในโบราณสถานมากกว่ารีสอร์ตแอนด์สปา

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

หลังหลืบเสาอันมืดทะมึนและเสียงพื้นไม้ที่ลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดชวนขนลุก ผมหัวเราะและบอกกับทุกคนว่า ไม่มีอะไรหรอก เราจะผ่านคืนนี้ไปได้ด้วยดี ถ้าใครเจอบุคคลในประวัติศาสตร์โผล่มาทักทายก็ช่วยบอกผมด้วย ผมในฐานะคนที่สนใจประวัติศาสตร์ มีอะไรอยากจะพูดคุยกับคนเหล่านั้นตั้งมากมาย และใช่แล้วครับ! ในคืนนั้นผมชิงหลับไปก่อนเป็นคนแรก และไม่รู้สึกตัวอีกเลยกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น

ก้าวแรกบนแผ่นดินจอร์เจีย

จอร์เจียที่พวกเราจินตนาการไว้ควรจะเป็นทริปสีพาสเทล ไม่น่าจะต้องเผชิญกับความลุ้นระทึกใด ๆ เพราะฉะนั้น การมีที่พักในคืนที่ 5 จาก 6 คืนของเรา แม้มีบรรยากาศหลอน ๆ อยู่สักหน่อย แต่ก็เป็นที่น่าจดจำไม่น้อย

วันนี้จอร์เจียไม่ได้ตกอยู่ภายใต้เงาทะมึนของสหภาพโซเวียตอีกแล้ว เพราะประเทศนี้กลายเป็นประเทศที่กำลังใช้การท่องเที่ยวมาเป็นจุดขายทางเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น ภาพจำของจอร์เจียในความรู้สึกของคนทั่วไปจึงเต็มไปด้วยภาพเทือกเขาอันสวยงาม และรอยยิ้มของผู้คนที่เป็นมิตร

คณะเดินทางไปจอร์เจียของพวกเราครั้งนี้ ประกอบด้วยสมาชิก 8 คน 4 คนแรกคือผมและเพื่อนสมัยเรียนอีก 3 คน ส่วนอีก 4 คน เป็นแฟนของเพื่อน รุ่นน้องของผม ภรรยา กับน้องสาวของรุ่นน้องผมที่ตามมาด้วยอีกคน ผมทึกทักแบบเข้าข้างตัวเองในฐานะคนจัดทริปว่า แม้หลายคนจะไม่เคยเที่ยวกับพวกผมมาก่อน แต่ทุกคนน่าจะประทับใจการเดินทางครั้งนี้อย่างแน่นอน (เพราะมีผมเป็นหัวหน้าทัวร์ให้ทุกคนนั่นเอง อิอิ)

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

‘จอร์เจีย’ เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 4 ล้านเศษ ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย โอบล้อมด้วยอ้อมกอดของเทือกเขาคอเคซัส และกลายมาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่มีทัศนียภาพสวยงามเพลินใจ มีกลิ่นอายของความเป็นยุโรป ในขณะที่ราคาค่าครองชีพไม่ต่างจากกรุงเทพฯ มากนัก แต่ที่นี่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า จึงใช้เวลาเตรียมตัวเดินทางน้อยกว่า ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้จอร์เจียกลายเป็นประเทศในกระแสนิยมของชาวไทย และเริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในหมู่ผู้โหยหาการเดินทางไปต่างประเทศ

มารี (Mari Tinashvili) ไกด์ท้องถิ่นที่กลายเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผมรอต้อนรับพวกเราที่กรุงทบิลิซี (Tbilisi) เมืองหลวงของประเทศ เธอเริ่มต้นพาพวกเราสัมผัสประเทศบ้านเกิดของเธอ ด้วยการย่ำเท้าเข้าไปในเขตเมืองเก่าของกรุงทบิลิซี เมืองนี้ตั้งขึ้นเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาทบิลิซีให้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร คือ กษัตริย์วาคตัง กอร์กาซาลี (Vakhtang Gorgasali) พื้นที่นี้มีชัยภูมิติดแม่น้ำ เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่ดีต่อสุขภาพ มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เนื่องจากตั้งอยู่บนทำเลที่ยอดเยี่ยม พระมหากษัตริย์พระองค์นี้จึงเป็นพระมหากษัตริย์องค์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

วันนี้บรรยากาศค่อนข้างเย็นสบาย มารีพาเราเดินข้ามสะพานสันติภาพ (Bridge of Peace) สร้างขึ้นภายหลังสงครามระหว่างจอร์เจียและรัสเซียเมื่อ ค.ศ. 2008 ตามประวัติศาสตร์นั้น หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แม้ว่าจอร์เจียได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีการปะทะกันระหว่างจอร์เจียและรัสเซียอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะเมื่อ ค.ศ. 2008 จอร์เจียอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน South Ossetia แต่รัสเซียไม่ยอม ความสัมพันธ์แทบทุกด้านระหว่างสองประเทศจึงหยุดชะงัก ไม่มีเที่ยวบินระหว่างกัน สถานการณ์ตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียด ก่อนความขัดแย้งจะคลี่คลายลง และ ค.ศ. 2014 จอร์เจียก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ทว่าสองประเทศนี้ก็ยังคุมเชิงระหว่างกัน เราสัมผัสได้ถึงความคุกรุ่นเล็ก ๆ เมื่อคนจอร์เจียพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านของตนเอง โดยตัวอย่างที่ใกล้ตัวเราที่สุดก็คือมารี เธอเคยสูญเสียคุณพ่อในสงคราม ด้วยเหตุนี้เธอจึงเกลียดชังสงคราม เช่นเดียวกับชาวจอร์เจียจำนวนมากที่ภาวนาให้ความวุ่นวายจากสงครามในภูมิภาคสิ้นสุดเสียที

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
สะพานสันติภาพ (Bridge of Peace)

เราเดินขึ้นมาถึงป้อมนาริกาลา (Narikala Fortress) ป้อมขนาดใหญ่คู่กรุงทบิลิซีที่สร้างขึ้นมา พร้อมกับการสถาปนาทบิลิซีเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร เราหยุดพักชมทัศนียภาพจากมุมสูง ผมจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับมารีให้มากขึ้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยในฐานะหัวหน้าทริปและมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่จะต้องทำงานร่วมกัน มารีบอกกับผมว่าสงครามเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศก็จริง แต่เธอเชื่อมั่นว่าทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นประเทศคู่ขัดแย้งกันหรือไม่ก็ตาม ล้วนปรารถนาสันติภาพด้วยกันทั้งนั้น

“Everyone needs peace.” มารีบอกผม ซึ่งผมเห็นด้วยกับเธอร้อยเปอร์เซ็นต์

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
ป้อมนาริกาลา (Narikala Fortress)

ศาสนาคริสต์และไวน์องุ่น

ชาวจอร์เจียนับถือศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ หากพิจารณาจากแผนที่ในปัจจุบัน จอร์เจียแวดล้อมไปด้วยประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างตุรกีและอาเซอร์ไบจาน และยังมีอาร์เมเนียที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายเกรกอเรียน และรัสเซียซึ่งในยุคหนึ่งคือสหภาพโซเวียต ประเทศผู้นำระบอบคอมมิวนิสต์อันเข้มข้นที่ปฏิเสธความเชื่อในทุกศาสนา เพราะฉะนั้น จอร์เจียถือว่าวัฒนธรรมของตนที่มีรากฐานสำคัญมาจากศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์นั้น เป็นความภาคภูมิใจของชาวจอร์เจียในฐานะเกียรติภูมิของชาติได้ประการหนึ่ง เพราะทำให้จอร์เจียโดดเด่นไม่เหมือนใครในภูมิภาคเดียวกัน

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
The Chronicle of Georgia

ศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์มีความสำคัญต่อจอร์เจียในระดับเข้มข้น เช่น บนภาพสลักของอนุสรณ์สถาน The Chronicle of Georgia แลนด์มาร์กสำคัญของนักท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1985 ในยุคของสหภาพโซเวียต บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของดินแดนจอร์เจีย ภาพสลักชุดนี้ทำขึ้นเมื่อครั้งรัฐบาลโซเวียตยังเรืองอำนาจ เดิมทีรัฐบาลจะให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้มีอนุสาวรีย์ของ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) อดีตผู้นำของสหภาพโซเวียตตั้งอยู่ตรงกลาง แต่สหภาพโซเวียตล่มสลายไปก่อนเมื่อ ค.ศ. 1991 การสร้างอนุสาวรีย์ของสตาลินจึงยุติไป ข้อสังเกตสำคัญอยู่ที่ว่า แม้อนุสรณ์สถานแห่งนี้จะสร้างขึ้นโดยรัฐบาลโซเวียตที่ไม่สนับสนุนการนับถือศาสนา แต่ก็ฝืนศรัทธาของชาวจอร์เจียที่มีต่อศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ไม่ได้ ภาพสลักที่ฐานเสาของ The Chronicle of Georgia เต็มไปด้วยเรื่องราวจากพระคัมภีร์ไบเบิล เป็นประจักษ์พยานที่แสดงความผูกพันระหว่างคนพื้นเมืองและศาสนาของพวกเขาจนถึงทุกวันนี้

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ

สมัยแรก ๆ ชาวจอร์เจียนับถือจิตวิญญาณตามธรรมชาติ ไม่มีศาสนา ต่อมาพวกเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ครั้งที่เมืองมิตสเคตา (Mtskheta) เป็นเมืองหลวงของชนชาติจอร์เจีย ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำคริสต์ศาสนามาสู่จอร์เจียคือ นักบุญนีโน่ (Saint Nino) ผู้จาริกแสวงบุญมาจากดินแดนอิสราเอลพร้อมกับพระภูษาสีขาว เชื่อกันว่าเป็นพระภูษาที่พระเยซูเจ้าเคยทรง สันนิษฐานว่าประดิษฐานอยู่ที่ที่ปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิหารสเวติสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 11 ส่วนวิหารที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ที่นักบุญนีโน่สร้างไม้กางเขนอันแรกของจอร์เจียขึ้นมา คือวิหารจวารี (Jvari Monastery)

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
มหาวิหารสเวติสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral)
เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
วิหารจวารี (Jvari Monastery)

เช้าวันที่ 2 ของการเดินทางมีแดดทอประกายสดใส เราเดินเล่นกันอยู่ที่ลานหน้ามหาวิหารสเวติสโคเวลี มารีชี้ให้เราดูภาชนะคล้ายไหที่เรียกว่า ‘คเวฟริ’ (Kvevri) ไว้บรรจุไวน์ พร้อมเล่าว่าไวน์นั้นสำคัญต่อจิตวิญญาณของชาวจอร์เจียมากขนาดไหน

“ตอนคุณตาของฉันเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลาท่านเขียนจดหมายกลับมาที่บ้าน ท่านถามอยู่ 3 อย่าง อย่างแรก คุณตาถามว่าคุณยายเป็นยังไงบ้าง (How is my wife?) อย่างที่สอง คุณตาถามว่าลูกสาวของคุณตา ซึ่งก็คือแม่ของฉันเป็นยังไงบ้าง (How is my daughter?) และอย่างที่สาม…”

มารีหยุดพูดเล็กน้อยพร้อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“…คุณตาจะถามว่าไวน์ที่บ่มไว้ได้ที่หรือยัง (How is my wine?)”

พอพูดจบ พวกเราก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง ผมเชื่อว่าเรื่องที่มารีเล่าเป็นเรื่องจริง เพราะชาวจอร์เจียภูมิใจกับไวน์ของตนเองเป็นอย่างมาก มารีเล่าว่าจอร์เจียเป็นหนึ่งในชาติที่ผลิตไวน์ได้เป็นชาติแรก ๆ ของโลก โดยอาจผลิตได้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 9,000 – 7,000 ปีก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ มารีเล่าว่าชาวจอร์เจียหัดดื่มไวน์กันตั้งแต่เด็ก แต่เป็นการหัดดื่มภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง เพื่อให้ดื่มไวน์เป็นและไม่ดื่มจนขาดสติในอนาคต

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
คเวฟริ (Kvevri)

บ่ายวันนั้นเราเดินทางขึ้นเขาต่อไปยังเมืองคาซเบกี (Kazbegi) อันเป็นที่ตั้งของโบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church) โบสถ์ขนาดเล็กบนภูเขาสูงที่ปรากฏอยู่บนป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจอร์เจียแทบทุกแผ่น คืนนั้นเรากลับลงมาพักกันที่เมืองกูดาอูรี (Gudauri) เมืองตากอากาศชื่อดัง อากาศคืนนั้นค่อนข้างหนาวเย็นก็จริง แต่เมื่อนั่งล้อมวงกับเพื่อนฝูง บรรยากาศกลับอบอุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ นี่คืออานุภาพของมิตรภาพที่แท้จริง และผมคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่จัดทริปนี้ขึ้นมา เพื่อให้เราได้ออกเดินทางร่วมกันอีกครั้งหลังโรคระบาดร้ายแรงคลี่คลายลง

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
โบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church)

เมืองโบราณและบ้านท่านผู้นำ

วันรุ่งขึ้นเราอำลาอ้อมกอดของเทือกเขาที่เมืองกูดาอูรี แวะเดินทางเที่ยวชมป้อมอนานูรี (Ananuri Fortress) ที่สร้างขึ้นช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ป้อมปราการแห่งนี้เป็นพื้นที่ใช้สอยหลายวัตถุประสงค์ นอกจากมีเชิงเทินและหอคอยสังเกตการณ์แล้ว ภายในยังมีโบสถ์ขนาดใหญ่ และรอบ ๆ ป้อมก็ยังเคยรายล้อมด้วยชุมชนขนาดใหญ่ด้วย แต่ปัจจุบันเรามองไม่เห็นร่องรอยของชุมชนขนาดใหญ่แล้ว เพราะถูกแทนที่ด้วยอ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นในสมัยที่รัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
ป้อมอนานูรี (Ananuri Fortress)

จุดหมายปลายทางของเราบ่ายวันนี้อยู่ที่เมืองอุพลิสซิเค (Uplistsikhe) เมืองโบราณที่มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และกลายเป็นเมืองสำคัญบนเส้นทางการค้าในยุคกลาง เมืองแห่งนี้เกิดจากการเจาะหินบนหน้าผาขึ้นไปให้กลายเป็นโพรงถ้ำเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ เช่น เป็นพื้นที่เก็บยาสมุนไพร เป็นโรงละคร เป็นสถานที่ประชุมและพบปะของชาวเมือง นอกจากนี้ ชาวเมืองอุพลิสซิเคยังขุดทางลับไว้ให้ชาวเมืองลี้ภัยยามฉุกเฉินด้วย เราต้องไม่ลืมว่านี่คือผลงานสร้างสรรค์ของผู้คนในอดีต ที่ใช้สองมือของตนขุดแต่งหินต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน เมื่อเราขึ้นไปยืนอยู่บนยอดสูงสุดของเมืองอุพลิสซิเค เราจึงได้แต่อึ้งและทึ่งกับภาพของเมืองทั้งหมดที่พบเห็น

ผมมีความเห็นว่าวัฒนธรรมการขุดเมืองถ้ำ หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือการขุดเจาะภูเขาหินให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยขนาดใหญ่นั้น เป็นภูมิปัญญาร่วมกันของผู้คนในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และยุโรปตะวันออก เพราะเราพบการขุดเจาะเพิงผาแบบนี้ได้ทั่วไปในหลายประเทศแถบนี้ เช่น ตุรกี อัฟกานิสถาน และเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของประเทศจีน

เที่ยว 9 เมืองในจอร์เจียกับไกด์ท้องถิ่น อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมิตรภาพ
เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

หลังออกจากเมืองโบราณอุพลิสซิเค เราเดินทางต่อไปยังเมืองโกรี (Gori) ที่มีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะเมืองบ้านเกิดของ โจเซฟ สตาลิน จริงอยู่ว่าจอร์เจียมีอดีตที่ไม่น่าจดจำนักจากการที่เคยตกเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต อีกทั้ง โจเซฟ สตาลิน เองก็ไม่ได้อยู่ในสถานะของวีรบุรุษที่โลกต้องสดุดี แต่มารีเล่าให้ผมฟังว่ารัฐบาลจอร์เจียยินดีรักษาอนุสรณ์สถานบ้านเกิดของอดีตผู้นำจอมเผด็จการชื่อก้องผู้นี้เอาไว้ ในฐานะบันทึกความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าร่วมกันของมนุษยชาติ

“เราควรเรียนรู้เรื่องราวในอดีตไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่น่าชื่นชมยินดี หรืออดีตที่แสนจะขมขื่นก็ตาม” ผมบอกมารี และมารีพยักหน้าเห็นด้วยกับผม

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
อนุสาวรีย์โจเซฟ สตาลิน

มัคคุเทศก์ประจำอนุสรณ์สถานบ้านเกิดสตาลินเป็นหญิงวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่ง จริตกิริยาเหมือนหลุดออกมาจากสมัยโซเวียต เธอสับเท้าเป๊ะ ๆ บนรองเท้าส้นสูงของเธอตลอดระยะเวลาการนำชม สวมใส่กระโปรงยาวและถุงมือสีดำสนิท ใบหน้าเรียบเฉย และเล่าเรื่องของสตาลินให้พวกเราฟังด้วยน้ำเสียงเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครองตลอดเวลา แต่ผมเป็นนักเรียนประเภทที่ไม่เคยกลัวอาจารย์ฝ่ายปกครองอยู่แล้ว จึงค่อย ๆ ยิ้มและชวนเธอคุยทีละน้อย ประกอบกับสาว ๆ ในกลุ่มของเราแต่งตัวสวยจนทำให้เธอมองแล้วมองอีก ในขณะที่สาว ๆ ของเราประทับใจบุคลิกอันแสนสง่าของเธอเช่นเดียวกัน ในที่สุดหน้าตาเคร่งเครียดและคิ้วขมวดของอีกฝ่ายก็คลายลงเมื่อเราเริ่มพูดคุยกัน กลายเป็นรอยยิ้มและการโบกมือบ๊ายบายให้กันก่อนจะจากมา ถือว่าเราประสบความสำเร็จในการนำเอา Thai Hospitality มาใช้อย่างสุดกำลังความสามารถ

“คุณเก่งนะ แถมยังหล่อด้วย” เธอบอกกับผมในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้าทริปหลังจากหน้าที่ของเธอสิ้นสุดลง เพราะผมช่วยเธอขยายความประวัติศาสตร์โซเวียตในบางจุดเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศรัสเซีย ผมยิ้มกว้างและขอบคุณ ผมถือว่าเธอพูดจริง เพราะอาจารย์ฝ่ายปกครองสุดเนี้ยบจะพูดโกหกให้เสียระบอบการปกครองได้อย่างไร

จากขุนเขาสู่ท้องทะเล

คืนนั้นเราพักผ่อนกันที่เมืองตากอากาศอีกแห่งหนึ่งชื่อเมืองบากูรีอานี (Bakuriani) เมืองนี้มีบรรยากาศชวนให้นึกถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เรียงรายด้วยที่พักตากอากาศมากมายและเป็นที่พักผ่อนสำหรับทุกคนในครอบครัว มารีบอกกับผมว่า อาหารเลื่องชื่อของเมืองแห่งนี้คือเห็ดนานาชนิดที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ รสชาติหอมอร่อยและฉ่ำน้ำ ระหว่างที่รับประทานอาหารมื้อเย็น ผมมีโอกาสแนะนำเมนูเห็ดให้ทัวร์ไทยอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้าพักโรงแรมเดียวกันให้ลองชิม และสิ่งที่มารีโฆษณาเอาไว้ก็เป็นเรื่องจริง เพราะนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกคนยกนิ้วให้กับเห็ดเมืองนี้ว่าอร่อยมาก พลาดไม่ได้!

ระหว่างที่ผมกำลังทำหน้าที่หัวหน้าทัวร์แนะนำเมนูเห็ดอยู่นั้น พอดีพบกับนักเรียนที่ผมเคยสอนเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้วถึง 2 คน ซึ่งเป็นพี่น้องกันและเป็นลูกทัวร์ของทัวร์ไทยกลุ่มนั้น ผมเองก็ดีใจมากที่นักเรียนทั้งคู่ยังจำผมได้ น้อง ๆ ทั้งสองคนเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าเรียนหนักไปบ้าง แต่โดยรวมก็มีความสุขดี ผมฟังแล้วได้แต่ปลื้มใจและสุขใจไปด้วยที่เห็นนักเรียนของผมมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
ผู้เขียนและนักเรียนของผู้เขียนที่เมืองบากูรีอานี

เมืองบากูรีอานีอยู่ใกล้กับเมืองแหล่งน้ำแร่ชื่อเมืองบอร์โจมี (Borjomi) มีต้นกำเนิดมาจากยอดเขาสูงที่บากูรีอานีนั่นเอง ว่ากันว่าน้ำแร่ของเมืองบอร์โจมีนั้นค้นพบโดยบังเอิญจากทหารโซเวียต และได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นน้ำที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสารพัดชนิด เรามีโอกาสได้ชิมน้ำแร่นี้จากแหล่งน้ำโดยตรงด้วย อย่าถามเลยครับว่ารสชาติเป็นอย่างไร เพราะเมื่อได้ชิมไปคนละอึกสองอึกก็ทำหน้าตากันไม่ถูกทุกคน ส่วนตัวผมผมคิดว่ารสชาติคล้ายกับสนิมเหล็ก คงเพราะมีแร่โลหะที่มีประโยชน์อยู่มากนั่นเอง มารีเห็นเพื่อนของผมชิมน้ำแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก็หัวเราะพลางบอกกับผมว่า โชคดีแล้วที่พวกผมได้ชิมน้ำเพียงแก้วเล็ก ๆ หากดื่มไม่หมดก็เอาไปเททิ้งที่ลำธารได้ แต่อย่าเททิ้งที่โคนต้นไม้ เพราะอาจจะทำให้ต้นไม้ได้รับแร่ธาตุบางชนิดมากเกินไปและเหี่ยวเฉาได้ 

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

เราเดินทางต่อไปที่เมืองคูไทซี (Kutaisi) เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเกลาติ (Gelati Monastery) สร้างขึ้นในรัชกาลของกษัตริย์เดวิดผู้สร้าง (David the Builder) เหตุที่พระองค์มีพระราชสมัญญานามเช่นนั้น เพราะในรัชกาลของพระองค์เต็มไปด้วยการก่อสร้างมหาวิหารและสาธารณูปโภคมากมาย ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าหลังจากการสถาปนาทบิลิซีเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรแล้ว จอร์เจียก็ดำรงความเป็นปึกแผ่นไว้ได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นแผ่นดินจอร์เจียต้องประสบกับความวุ่นวายแตกแยกเป็นหลายนครรัฐ ก่อนที่จะรวมเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้งในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ภายใต้การปกครองของราชวงศ์บากราติโอนี (Bagrationi Dynasty) ถือเป็นราชวงศ์แรกและราชวงศ์เดียวที่ปกครองราชอาณาจักรจอร์เจีย (Kingdom of Georgia) ให้ยืนหยัดท่ามกลางกระแสลมแรงของความผันผวนทางการเมือง ในยุคกลางและยุคใหม่ของยุโรปได้อย่างน่าภาคภูมิใจ 

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

พระมหากษัตริย์ที่โดดเด่นที่สุดในสมัยนี้ก็คือพระเจ้าเดวิดผู้สร้างพระองค์นี้นี่เอง ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏพระบรมสาทิสลักษณ์ (ภาพวาด) ของพระองค์อยู่บนจิตรกรรมของพระวิหารหลายแห่ง ปัจจุบันพระบรมศพของพระองค์ยังประดิษฐานอยู่ที่มหาวิหารแห่งนี้ด้วย โดยประดิษฐานอยู่ที่ประตูทางเข้ามหาวิหาร (เดิม) อีกฟากหนึ่งตรงข้ามกับทางเข้าในปัจจุบัน

ราชวงศ์บากราติโอนีปกครองจอร์เจียมาจนถึงราว ค.ศ. 1801 จักรวรรดิรัสเซียยุคใหม่นำโดยราชวงศ์โรมานอฟก็ขยายอิทธิพลมาถึง จึงเหลือเพียงกำลังที่อาณาจักรเล็ก ๆ อย่างจอร์เจียจะต้านทานไหว ในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19 จอร์เจียถูกกดดันจากทุกด้าน กษัตริย์เอเรเคิลที่ 2 (Erekle II) ทรงพยายามอย่างสุดความสามารถในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้กล้าที่จะปกป้องพระราชอาณาจักรและประชาชนชาวจอร์เจีย แต่ไม่เป็นผล ภายหลังการสวรรคตของกษัตริย์เอเรเคิลที่ 2 ไม่นาน จอร์เจียต้องตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมานอฟ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในเวลาต่อมา

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

ภาพวาดเฟรสโกภายในมหาวิหารเกลาตินั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก เนื่องจากมีสภาพสมบูรณ์เมื่อเทียบกับโบสถ์หลายแห่งที่ภาพวาดเหล่านี้ถูกทำลายไปในช่วงที่สหภาพโซเวียตปกครองจอร์เจีย เราเพลิดเพลินอยู่กับภาพวาดอันสวยงามเหล่านั้นพักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว ก่อนจะเดินทางต่อไปพบกับประสบการณ์ผจญภัยในรีสอร์ตสุดหลอนที่เมืองสคอลทูโบ ซึ่งเป็นฉากเปิดเรื่องของบทความนี้

“ผ่านมาได้แล้วก็ค่อยยังชั่ว” น้องผู้หญิงคนหนึ่งบอกกับผมแบบนี้ หลังจากเธอผ่านพ้นค่ำคืนอันแสนยาวนานในโรงแรมแห่งนั้นมาได้ ผมอมยิ้มแล้วก็คิดในใจว่า ถ้านอนโรงแรมปกติธรรมดา ก็เป็นเรื่องยากที่โรงแรมระหว่างทริปจะประทับอยู่ในความทรงจำ เพราะทุกโรงแรมคงเหมือน ๆ กันหมด แต่ถ้าลองนอนโรงแรมพิเศษไม่เหมือนใครแล้วล่ะก็ เราจะมีเรื่องเป็นตำนานให้เล่าสู่กันฟังอย่างไม่รู้จบ

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

เราแวะไปที่ถ้ำโพรมีธีอุส (Prometheus Cave) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังใกล้กับเมืองสคอลทูโบ ก่อนมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางสุดท้ายของเราคือเมืองบาทูมี (Batumi) เมืองท่าริมทะเลดำเพียงแห่งเดียวของประเทศจอร์เจีย ทะเลดำเป็นทะเลภายในที่เชื่อมต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนต่อไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก จอร์เจียอาศัยผืนน้ำของทะเลดำในการขนส่งเครื่องอุปโภคบริโภคเข้าและออกมาโดยตลอด และบาทูมีก็ยังเป็นแหล่งพักผ่อนตากอากาศยอดนิยมของนักเดินทางจากประเทศใกล้เคียงอย่างตุรกีและซาอุดิอาระเบียด้วย จอร์เจียจึงถือว่าบาทูมีเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญเมืองหนึ่ง

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก

คืนวันนั้นเรานอนดึกกันเป็นพิเศษ เพราะตกลงกันว่าจะไปนั่งแช่กันในผับเงียบ ๆ แห่งหนึ่ง สั่งเครื่องดื่มมาสักหน่อย เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้สู่กันฟัง ผมชอบบรรยากาศคืนสุดท้ายของการเดินทางมากเป็นพิเศษ เพราะมักจะเป็นคืนที่เพื่อนฝูงได้มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องชีวิตและเหตุต่าง ๆ ทั้งดีและร้ายที่ตนเองได้ประสบมา ใครที่มีเรื่องราวน่ายินดีก็เป็นโอกาสทดีที่เราจะเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองของกันและกัน ในขณะที่ใครมีเรื่องหนักอกหนักใจก็ถือโอกาสผ่อนคลายเรื่องเหล่านั้นออกจากอกไปบ้าง 

ช่วงเวลาเช่นนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้การเดินทางมีความหมายขึ้นมามากจริง ๆ

จอร์เจียในความทรงจำ

วันถัดมาเป็นวันสุดท้ายจริง ๆ ของการเดินทาง เรานั่งรถตลอดทั้งวันจากบาทูมีกลับกรุงทบิลิซี และมีโอกาสซื้อของและรับประทานอาหารพร้อมดูโชว์ท้องถิ่นนิดหน่อย หลังจากนั้นผมกับมารีก็ไปส่งเพื่อน ๆ ที่สนามบินตอนเที่ยงคืน ผมยังอยู่จอร์เจียต่ออีกคืนหนึ่ง เพื่อรอเดินทางต่อไปยังประเทศอาเซอร์ไบจานคนเดียวในวันรุ่งขึ้น ชีวิตของผมยังมีเรื่องให้ต้องไปผจญภัยต่ออีกหลายวัน

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
ผมและมารี (มัคคุเทศก์)

มารีบอกกับผมว่า กลุ่มของผมคือทัวร์ไทยกลุ่มแรกที่เธอต้อนรับ หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายลง 

มารียืนยันกับผมว่าคนไทยน่ารักเสมอ เธอดีใจที่มีโอกาสพบคนไทยอีก ถ้ามีโอกาสเธออยากให้ผมพาคนไทยมาเที่ยวจอร์เจียด้วยเหมือนกัน ผมบอกว่าถ้ามีโอกาสผมอาจจะได้เป็นหัวหน้าทัวร์มาจอร์เจียอีกก็เป็นได้ แต่มีข้อแม้ก็คือมารีจะต้องมาเป็นไกด์ดูแลลูกทัวร์ไปพร้อม ๆ กับผมด้วย ทริปถึงจะราบรื่นและเต็มไปด้วยความประทับใจอย่างทริปของพวกเราในครั้งนี้ ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางมาจอร์เจียอีกครั้ง ผมชวนมารีให้หาโอกาสว่าง ๆ มาเที่ยวเมืองไทยบ้าง ผมบอกว่ามีคนยินดีเป็นไกด์ให้มารีเยอะแยะ อย่างน้อยก็คือพวกเราทั้ง 8 คนนั่นเอง

หลายครั้งที่เราเฝ้าเพียรหาจุดหมายปลายทางของการเดินทางที่ประหลาดมหัศจรรย์ แต่ในบางครั้งการเดินทางบนเส้นทางอันสุดแสนจะธรรมดา ก็กลับเปี่ยมเสน่ห์อย่างไม่ธรรมดาขึ้นมาได้เพราะเพื่อนร่วมทางที่ดี ดังที่ ‘จอร์เจีย’ เส้นทางยอดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย ได้พิสูจน์ให้เราสัมผัสความจริงที่ว่านี้แล้วด้วยหัวใจของพวกเราทุกคน

เที่ยวประเทศจอร์เจียฉบับเพื่อน ๆ สนุกกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับไกด์ท้องถิ่นแสนน่ารัก
ภาพ : ทีมสุภาพบุรุษ (พร้อมด้วยสุภาพสตรี) ไปจอร์เจีย

Writer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load