“…ณ เวลานี้เอง ที่ความสุขอันแสนสั้นของข้าพเจ้าได้เริ่มขึ้น ห้วงเวลาแห่งความสงบสุขที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีสิทธิ์กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตแล้ว’…”

คำสารภาพ (Les Confessions), ฌอง-ฌาค รุสโซ 

มีคนบอกว่าความรักครั้งแรกเป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้และลืมไม่ลง ไม่ว่ามันจะหอมหวานหรือขื่นขมเพียงใด

ดูเหมือนคำกล่าวนี้จะไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้แต่กับ ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean-Jacque Rousseau) นักปรัชญาและนักเขียนผู้เป็นที่รู้จักจากหนังสือปรัชญาการเมืองเรื่อง ว่าด้วยสัญญาประชาคม (The Social Contract) และผู้มีอิทธิพลทางปัญญาต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1789 

รุสโซไม่เคยลืมความรักครั้งแรกของเขา และหากใครเคยได้อ่านหนังสือ คำสารภาพ (Les Confessions) ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของรุสโซ ก็จะพบว่าเขาถือเอาห้วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต เรื่องราวความรักครั้งแรกของรุสโซเริ่มขึ้นและจบลงที่บ้านสวนหลังเล็กชานเมืองช็องเบรี (Chambéry) เมืองหลวงของแคว้นซาวัว (Savoie) ในประเทศฝรั่งเศส เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของผู้เขียน

บ้านสวนหลังนี้มีชื่อว่า ‘เลส์ ชาร์เมตส์’ (Les Charmettes) อยู่ห่างจากตัวเมืองช็องเบรีเพียง 2.5 กิโลเมตร ผู้เขียนใช้เวลาเดินเท้าราวครึ่งชั่วโมงก็ถึง แม้ทุกวันนี้มีความเป็นเมืองมากกว่าสมัยของรุสโซ แต่สองข้างทางเดินยังคงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และมีลำธารเล็กๆ ไหลอยู่ข้างทาง ถนนเส้นนี้อยู่ระหว่างเนินเขาสองข้าง มีบ้านกระจัดกระจายอยู่บนเนิน เหมือนที่รุสโซได้บรรยายเอาไว้เมื่อเกือบ 300 ปีก่อน บรรยากาศเช่นนี้ยิ่งชวนให้จินตนาการถึงยุคสมัยของเขา รุสโซชื่นชอบการเดินเท้าไม่ต่างกันกับผู้เขียน และเขาคงเดินทางไป-กลับระหว่างช็องเบรีและเลส์ ชาร์เมตส์อยู่บ่อยๆ ในช่วงแรกที่บ้านสวนหลังนี้ยังคงเป็นเพียงที่พักตากอากาศสำหรับหนีความอึมครึมของบ้านหลังหลักในตัวเมือง

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เลส์ ชาร์เมตส์ (Les Charmettes) เมื่อแรกเห็นหลังเดินตามถนนโรยกรวดขึ้นมาจากประตูทางเข้า

 รุสโซบ่นถึงความเลวร้ายของบ้านในตัวเมืองช็องเบรีไว้ว่า 

“…ที่นี่ไม่มีสวน ไม่มีลำธาร ไม่มีทิวทัศน์ มีแต่บ้านที่มืดและน่าหดหู่ อพาร์ตเมนต์ของข้าพเจ้านั้นอึมครึมเป็นที่สุด เมื่อมองออกไปจากหน้าต่างก็จะเห็นแต่กำแพงทึบ เห็นตรอกแคบๆ แทนที่จะเป็นถนน อากาศอับๆ ห้องเล็กๆ ตะแกรงเหล็ก หนู และพื้นเน่าๆ เรียกได้ว่าเป็นการรวมเอาเงื่อนไขของความไม่น่าอยู่อาศัยมารวมเข้าไว้ด้วยกัน…” 

(จาก คำสารภาพ – เล่ม 5)

แม้จะเริ่มจากการเป็นบ้านพักตากอากาศ แต่ในเวลาไม่นาน เลส์ ชาร์เมตส์ ก็ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของรุสโซถึงราว 6 ปีด้วยกัน และนี่คือ 6 ปีอันเป็น ‘ห้วงแห่งความสุขอันแสนสั้น’ ที่รุสโซไม่มีวันลืม

ในปัจจุบัน เลส์ ชาร์เมตส์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าเยี่ยมชมได้ฟรี เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดเทศกาล โดยเปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น มีเครื่องบรรยายเสียงภาษาต่างๆ (Audio Guide) ให้เช่าในราคาเพียง 1 ยูโร แม้เลส์ ชาร์เมตส์ จะเพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส (Monument Historique) ใน ค.ศ. 1905 แต่บ้านสวนแห่งนี้เป็นเสมือนกับสถานที่แสวงบุญของผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตและผลงานของรุสโซมาตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้ว

เลส์ ชาร์เมตส์ ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เมื่อมองจากถนนจะเห็นเป็นบ้านสองชั้นอยู่ท่ามกลางสวนที่ร่มรื่น เพียงเดินขึ้นเนินตามถนนโรยกรวดไปได้ไม่กี่สิบก้าว ก็จะถึงหน้ารั้วไม้เลื้อยที่ภายในแบ่งเป็นตัวบ้านและสวนสมุนไพร นอกรั้วยังมีสวนผลไม้และระเบียงไม้เลื้อยที่เต็มไปด้วยพวงองุ่นขนาดจิ๋ว

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
สวนผลไม้หน้าบ้านเต็มไปด้วยลูกแอปเปิ้ลเต็มต้น
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ระเบียงไม้เลื้อยข้างกำแพงชั้นในของบ้าน
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau

เมื่อเดินผ่านรั้วบ้านเข้ามาแล้ว สิ่งแรกที่สะดุดตาผู้เขียนก็คือแผ่นหินจารึกเก่าแก่จากสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสของมารีย์-ฌอง เอโรลต์ เดอ เซแชลส์ (Marie-Jean Hérault de Séchelles) ผู้พิพากษาและนักปฏิวัติ ที่ประดับอยู่บนฝาผนังบ้านเพื่ออุทิศให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้

“…ที่พำนักของฌอง-ฌาค ผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ทำให้เราได้ระลึกถึงอัจฉริยภาพของเขา ความโดดเดี่ยวและความทระนงของเขา ความทุกข์ทนและความบ้าบิ่นของเขา แด่ความยิ่งใหญ่ แด่ความจริงแท้ เขาอุทิศชีวิตตนให้อย่างกล้าหาญ แม้ถูกกลั่นแกล้งรังแกอยู่โดยเสมอ ทั้งเพราะสิ่งที่เขาจงใจทำ หรือเพียงเพราะถูกริษยา…”

เป็นจริงดังข้อความในวรรคสุดท้าย ชีวิตของรุสโซในวัยกลางคนเต็มไปด้วยการเดินทางเพื่อหลบหนีโทษทัณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม เพราะหนังสือปรัชญาการเมืองของเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้มีอำนาจในสมัยนั้นอยู่ไม่น้อย ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจอะไรนักที่รุสโซจะมองเห็นวันเวลาของเขาที่เลส์ ชาร์เมตส์ เป็นเสมือนความสงบสุขในอุดมคติ การมาเยี่ยม ‘ความทรงจำในอุดมคติ’ ของเขาในวันนี้ อาจช่วยทำให้เราเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและแรงบันดาลใจของรุสโซได้ไม่มากก็น้อย

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
แผ่นหินจารึกจากสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสที่มารีย์-ฌอง เอโรลต์ เดอ เซแชลส์ อุทิศให้รุสโซ

  เลส์ ชาร์เมตส์ ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่รุสโซโหยหา แต่ยังมีความทรงจำของรักครั้งแรกที่ได้เปิดฉากขึ้นที่นี่ ขณะที่เขามีวัยได้ 20 ปี

ความรักครั้งแรกของรุสโซนั้นไม่ธรรมดา เพราะเขาตกหลุมรักกับผู้หญิงที่เขาเรียกว่า ‘แม่’ (Maman) และมีอายุมากกว่าถึง 13 ปี เธอเป็นหญิงหม้ายสูงศักดิ์ที่รับอุปการะเลี้ยงดูเขาในขณะตกยาก หรือหากจะใช้ภาษาตลาดเสียหน่อยก็คงจะต้องบอกว่า เธอเป็นคนเลี้ยงต้อยรุสโซ ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า ฟร็องซัวส์-ลุยส์ เดอ วาร็องส์ (Françoise-Louise de Warens) หรือมาดาม เดอ วาร็องส์ (Madame de Warens) หญิงอภิชนที่มีคอนเนกชันกว้างขวาง และถูกฝากฝังให้ช่วยเลี้ยงดูรุสโซ เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ผู้หัวดีแต่ขัดสน

ในตอนแรกความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีลักษณะเหมือนแม่และลูกบุญธรรม แต่เมื่อรุสโซเป็นหนุ่มใหญ่มีอายุได้ 20 ปี มาดาม เดอ วาร็องส์ เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอให้รุสโซมาเป็นหนึ่งในคนรักของเธอ ที่บอกว่าเป็นหนึ่งในคนรัก เพราะในเวลานั้นมาดาม เดอ วาร็องส์ คบหากับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งอยู่แล้ว เขาคือ โคลด อาเน็ต (Claude Anet) พ่อบ้านของเธอเอง ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น โคลด อาเน็ต ล้มป่วยและเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังหนุ่ม เปิดทางให้รุสโซกลายเป็นคนรักเพียงคนเดียวของมาดาม เดอ วาร็องส์ ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ย้ายไปอยู่อาศัยด้วยกันที่ เลส์ ชาร์เมตส์

ทั้งคู่ (รวมทั้งโคลด อาเน็ต) อาศัยอยู่ที่บ้านในตัวเมืองช็องเบรีเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่รุสโซจะรบเร้าให้มาดาม เดอ วาร็องส์ เสาะหาบ้านพักตากอากาศในชนบท พวกเขาสำรวจบ้านอยู่หลายหลังจนกระทั่งมาพบกับ เลส์ ชาร์เมตส์ และในวันแรกที่พวกเขาค้างคืนที่นี่ รุสโซบันทึกไว้ว่า

“… ‘โอ แม่จ๋า!’ ข้าพเจ้าพูดกับเพื่อนรักคนนี้ ขณะจุมพิตและถาโถมเธอด้วยน้ำตาแห่งความอบอุ่นและความปิติสุข การพำนักนี้เปี่ยมไปด้วยความสุขและความบริสุทธิ์ ถ้าเราไม่สามารถแสวงหามันได้จากที่นี่แล้วล่ะก็ เราจะหามันได้จากที่อื่นอีกหรือ…” 

(จาก คำสารภาพ – เล่ม 5)

ซ้ายมือของแผ่นหินจารึกคือทางเดินเข้าสู่สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน แม้ไม่มีบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าในสวนสมุนไพรนี้เคยมีพืชอะไรบ้าง แต่ทางพิพิธภัณฑ์ได้จำลองสวนขึ้นใหม่โดยสันนิษฐานจากสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปในยุโรป มาดาม เดอ วาร็องส์ มีความสนใจในการปรุงยา และเธอก็เป็นคนที่ทำให้รุสโซในวัยหนุ่มมีความสนใจในด้านพฤกษศาสตร์ด้วยเช่นกัน หลายครั้งทั้งคู่มักศึกษาเรื่องพืชสมุนไพรต่างๆ ด้วยกัน แต่ในบางครั้งที่รุสโซฝึกซ้อมฮาร์ปซิคอร์ดอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็ง่วนอยู่กับการปรุงยาอยู่ที่เตานั้น รุสโซมักหยอกล้อด้วยการชวนเธอมาร้องเพลงหรือเล่นดนตรีด้วยกัน ซึ่งเธอมักขู่ว่า “ถ้าเธอทำยาฉันไหม้ ฉันจะให้เธอกินให้หมด” รุสโซเล่าว่าเรื่องมักจบลงที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ลืมยาที่ปรุงอยู่จริงๆ และเขาก็ถูกเธอเอาคืนด้วยการโดนละเลงใบหน้าด้วยผงขี้เถ้าจากหม้อยา

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ทิวทัศน์เทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส เมื่อมองจากสวนสมุนไพร

จากสวนสมุนไพรเราจะมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส (Massif de la Chartreuse) อันสูงตระหง่าน แต่ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ในมุมหนึ่งของสวนมีก็อกน้ำที่ถูกปล่อยให้หยดเป็นจังหวะช้าๆ และอ่างเล็กๆ ที่ข้างในมีก้อนหินหลายก้อนเรียงอยู่ ในตอนแรกผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าเขามีไว้ทำไม แต่เมื่อเข้าไปใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าเป็นอ่างน้ำที่ทำไว้ให้ผึ้งมาดื่ม ผึ้งชอบมาดื่มน้ำที่เปียกอยู่บนหินเช่นนี้ เพราะสามารถยึดเกาะกับก้อนหินและไม่เสี่ยงที่จะจมน้ำเหมือนแบบที่อยู่ในอ่าง 

จะว่าไปแล้วรุสโซเองก็มีเพื่อนเป็นฝูงผึ้ง เขาเล่าว่าที่ท้ายสวนมีรังผึ้งอยู่หลายรัง และเขาจะต้องมาเยี่ยมพวกมันทุกวันอย่างขาดเสียไม่ได้ เขาสนใจในกิจวัตรของพวกผึ้ง และรู้สึกทึ่งที่เห็นพวกมันแบกก้อนเกสรไว้ที่ขาเล็กๆ จนเดินแทบไม่ได้ ความพยายามผูกมิตรอย่างไม่ระวัดระวังในช่วงแรกทำให้รุสโซโดนผึ้งต่อยไปเสียหลายที แต่เขาเล่าว่าเมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็ค่อยๆ เชื่องและไม่ต่อยเขาอีก แถมยังชอบป่ายปีนไปตามใบหน้าและมือของเขาอีกด้วย

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
อ่างน้ำและป้ายกระดาษพร้อมคำบรรยายว่า “จุดดื่มน้ำของผึ้งแห่งชาร์เมตส์”
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เหล่าผึ้งน้อยกำลังดื่มน้ำจากอ่าง

ในสวนนี้เองที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ยื่นข้อเสนอให้รุสโซกลายมาเป็นคนรักของเธอ รุสโซเล่าไว้ใน คำสารภาพ ว่า

“…เราจึงไปที่นั่นในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจัดแจงให้เราได้อยู่กันตามลำพังตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยให้ข้าพเจ้าได้เตรียมพร้อมกับความสุขเหล่านั้นที่เธอหมายจะมอบให้ หาใช่ในแบบที่สตรีคนอื่นจะทำด้วยการหยอกเอินหรือแสดงออกอย่างล้นเกิน แต่ด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและเหตุผล เธอชี้แนะมิได้ยั่วยวน และสิ่งเหล่านั้นสื่อสารกับข้าพเจ้าที่หัวใจมากกว่าร่างกาย ขณะเดียวกัน แม้ว่าวาจาเหล่านั้นจะถูกเอื้อนเอ่ยอย่างงดงามและชัดเจนเพียงใด และถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เย็นชาหรือเศร้าโศกอะไร ข้าพเจ้ากลับไม่ได้ใส่ใจมันอย่างที่ควรจะเป็น ไม่แม้กระทั่งสลักฝังมันไว้ในความทรงจำเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าคงจะทำในวาระโอกาสอื่นๆ 

“ท่วงท่าที่ดูมั่นคงแน่ใจของเธอทำให้ข้าพเจ้ากระวนกระวาย ขณะที่เธอพูด (แม้ข้าพเจ้าจะพยายามฝืนสักเท่าไหร่) ข้าพเจ้ากลับจมอยู่ในห้วงคิดและใจลอยไปไกล ไม่ได้ใส่ใจข้อความที่เธอจะสื่อ แต่กระหายใคร่รู้ว่าสิ่งใดกันที่เธอมาดหมาย และทันทีที่ข้าพเจ้าเข้าใจจุดประสงค์ของเธอ (ซึ่งโดยปกติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) แวบความคิดใหม่ ซึ่งตลอดเวลาหลายปีที่ข้าพเจ้าใช้ร่วมกับเธอ ไม่เคยเยื้องกรายเข้ามาในจินตนาการของข้าพเจ้าแม้แต่น้อย ก็ผุดขึ้นมา และครอบงำทุกอณูของข้าพเจ้าจนไม่อาจรับรู้คำพูดของเธอได้อีกต่อไป! ในหัวของข้าพเจ้ามีแค่เธอ หูของข้าพเจ้าไม่ได้ยินเธออีกแล้ว…” 

(คำสารภาพ – เล่ม 5)

เธอให้เวลาเขาตัดสินใจ 8 วัน และนั่นเป็น 8 วันที่เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ 88 วันที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์จากแม่และลูกบุญธรรมเป็น ‘คนรัก’ และเราก็ได้รู้ว่าคำตอบคือ ‘ตกลง’

หลังเดินชมสวนพลางมองดูวิวเทือกเขาที่สวยงามไปพลาง ผู้เขียนก็เดินเข้าสู่ตัวบ้านซึ่งภายในมีการประดับอย่างเรียบง่าย ตามโถงทางเดินมีคำบรรยายประวัติของรุสโซและมาดาม เดอ วาร็องส์ รวมทั้งเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเลส์ ชาร์เมตส์ที่น่าสนใจติดตั้งอยู่ 

ห้องแรกที่ผู้เขียนได้ชมก็คือห้องรับประทานอาหารที่มีการจัดโต๊ะเอาไว้สำหรับสองคน ใกล้กันกับโต๊ะรับประทานอาหารมีภาพวาดของรุสโซที่จำลองมาจากภาพวาดจริงในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส สมัยที่บ้านแห่งนี้กลายเป็นสถานที่แสวงบุญและเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวสาธารณรัฐ (ซึ่งเราอาจจะจินตนาการได้ว่ามีผู้เลื่อมใสรุสโซพากันเดินทางไกลมาแสดงความคารวะกับรูปภาพนี้)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ภาพตัวบ้านเมื่อมองจากสวนสมุนไพร ประตูที่มองเห็นเชื่อมกับห้องนั่งเล่น
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องรับประทานอาหารและภาพวาดรุสโซที่จำลองมาจากของจริงในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส

ถัดจากนี้คือห้องนั่งเล่นที่มีประตูเชื่อมกันกับสวนสมุนไพร หน้าต่างบานใหญ่อนุญาตให้แสงสว่างส่องเข้ามาเต็มที่ ในห้องนี้เองที่รุสโซมักฝึกซ้อมฮาร์ปซิคอร์ดและถูกมาดาม เดอ วาร็องส์ ละเลงใบหน้าด้วยขี้เถ้าจากหม้อสมุนไพร นอกจากความสว่างที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากห้องรับประทานอาหารแล้ว ฝาผนังยังถูกตกแต่งด้วยลวดลายเถาวัลย์และดอกไม้แบบจีนอีกด้วย 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับห้องนี้ก็คือการที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักรุสโซในฐานะนักประพันธ์ดนตรีเท่ากับในฐานะนักปรัชญาและนักเขียน ความสามารถด้านดนตรีของรุสโซเป็นผลของการที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ให้การศึกษากับรุสโซอย่างดี และเคยหาครูมาสอนวิชาดนตรีให้เขาเป็นการส่วนตัวอีกด้วย นอกจากบทเพลงหลายสิบชิ้น รุสโซยังคิดค้นระบบบันทึกโน้ตที่เป็นตัวเลขอยู่บนบรรทัดเดียว เช่นเลข 1 4 7 แทนเสียง โด ฟา และที เป็นต้น ซึ่งต่างจากการบันทึกโน้ตในปัจจุบันที่ใช้ระบบบรรทัด 5 เส้น รุสโซจริงจังมากถึงขนาดเคยเสนอความคิดนี้กับราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ (Académie des Sciences) สถาบันทางวิชาการชั้นสูงของฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นแบบให้กับราชบัณฑิตยสถานของไทย แต่ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ปฏิเสธระบบของรุสโซ โดยวิจารณ์ว่าเปล่าประโยชน์และไม่ใช่ความคิดใหม่แต่อย่างใด ถึงกระนั้นยังได้ยกย่องถึงความรอบรู้และความสามารถด้านดนตรีของเขา

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
บรรยากาศของห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบจีน ประตูห้องนั่งเล่นเปิดสู่สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ฮาร์ปซิคอร์ดและภาพวาดมาดาม เดอ วาร็องส์ ขณะเล่นดนตรี

จบจากห้องนั่งเล่น ผู้เขียนเดินย้อนกลับไปยังห้องโถงที่อยู่ก่อนถึงห้องรับประทานอาหารเพื่อเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นสองของบ้าน ก่อนจะขึ้นบันได มีเกี้ยวที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเอาไว้ แม้ไม่ได้มีคำอธิบายพิเศษอะไร แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าเขาต้องการแสดงตัวอย่างของเกี้ยวที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ใช้สำหรับการเดินทางจากเมืองช็องเบรีมาเลส์ ชาร์เมตส์ 

“…ในวันแรกที่เราเดินทางมาพำนักที่เลส์ ชาร์เมตส์ ทางค่อนข้างชัน และตัวมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็ค่อนข้างหนัก เธอนั่งอยู่ในเกี้ยว ส่วนข้าพเจ้าเดินเท้าตาม เธอขอลงกลางทางด้วยกลัวว่าคนหามเกี้ยวจะเมื่อยล้า จากนั้นเธอจึงตัดสินใจเดินต่อในครึ่งทางที่เหลือ…”

 (คำสารภาพ – เล่ม 6)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เกี้ยวจำลองอย่างที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ใช้ในการเดินทางมาเลส์ ชาร์เมตส์

สิ่งแรกที่ผู้เขียนเห็นเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนก็คือแท่นบูชาไม้ขนาดเล็ก ตรงกลางเป็นรูปพระแม่มารีย์อุ้มพระคริสต์ ผู้เขียนไม่แน่ใจในเรื่องความเคร่งศาสนาของทั้งสองคนมากนัก มาดาม เดอ วาร็องส์ และรุสโซต่างกำเนิดในครอบครัวโปรเตสแตนต์ (รุสโซเป็นคนเจนีวา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์) แต่ทั้งคู่เปลี่ยนมานับถือนิกายคาทอลิกในภายหลัง ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา เช่น มาดาม เดอ วาร็องส์ เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก เพื่อรับเบี้ยช่วยเหลือของศาสนจักรสำหรับคนเปลี่ยนศาสนา (ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้ในการต่อสู้กับการแผ่ขยายของนิกายโปรเตสแตนต์จากเจนีวาซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่สิบกิโลเมตร) แม้แต่รุสโซเอง ก็จะเปลี่ยนศาสนากลับไปเป็นโปรเตสแตนต์อีกในอนาคต เพื่อรื้อฟื้นสถานะพลเมืองเจนีวาของตนเอง

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
มุมสวนด้านหลังบ้านเมื่อมองจากหน้าต่างข้างแท่นบูชา 

ขวามือของแท่นบูชามีห้องนอนหลัก 2 ห้อง ซึ่งเป็นของรุสโซและของมาดาม เดอ วาร็องส์ ทั้งสองห้องถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยวอลเปเปอร์เป็นลวดลายต่างๆ ห้องนอนของรุสโซใหญ่กว่าเล็กน้อย เพราะเชื่อมต่อกับห้องนอนของคนรับใช้ที่อยู่ใต้หลังคา เสียดายว่าทางพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เปิดให้เยี่ยมชม น่าสนใจว่าคนรับใช้อาศัยกันอยู่อย่างไร ห้องของพวกเขาอยู่บนที่นอนของรุสโซและดูไม่น่าจะมีพื้นที่ใช้สอยมากนัก

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องนอนของรุสโซ สามารถมองเห็นห้องนอนของคนรับใช้ มีหน้าต่างอยู่เหนือประตูทางเข้าห้องนอน 

การเยี่ยมชมตัวบ้านมาถึงจุดสิ้นสุดที่ห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์ พลันที่ผู้เขียนก็นึกถึงฉากจบชีวิตรักของรุสโซกับมาดาม เดอ วาร็องส์ ซึ่งเกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อรุสโซได้รับคำแนะนำจากแพทย์ส่วนตัวให้เดินทางไปยังสวนสมุนไพรในต่างจังหวัดเพื่อรักษาอาการป่วยเรื้อรังของเขา ในระหว่างที่เขาอยู่ต่างจังหวัด แม้จะเขียนจดหมายติดต่อกับมาดาม เดอ วาร็องส์ อยู่ตลอด แต่จดหมายตอบกลับของเธอกลับน้อยลงทุกที เวลาหลายเดือนผ่านไป เมื่อเขากลับมาถึงช็องเบรีด้วยความตื่นเต้น ด้วยหวังว่าจะเห็นมาดาม เดอ วาร็องส์ ยืนรอต้อนรับเขาอยู่ที่ถนน แต่เขากลับพบว่า 

“…ข้าพเจ้าไม่เห็นใครอยู่ในสวน ที่ประตู หรือที่หน้าต่าง ความพรั่นพรึงเข้าจับหัวใจของข้าพเจ้า ด้วยความกลัวว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เมื่อเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างเงียบสงัด คนงานกำลังทานอาหารเที่ยงอยู่ในครัวในสภาพที่ห่างไกลนักกับการเตรียมตัวต้อนรับข้าพเจ้า คนรับใช้ต่างตกใจเพราะไม่นึกว่าจะเห็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเดินขึ้นบันได แล้วก็มองเห็นเธออยู่ไกลๆ เพื่อนที่รักของข้าพเจ้า! ช่างอ่อนหวาน เธอเป็นคนที่ข้าพเจ้ารักหมดทั้งหัวใจอย่างแท้จริง ข้าพเจ้ารีบวิ่งเข้าไปหาเธอ โถมตัวแทบเท้าของเธอ”

“อา! เด็กน้อย เธอกล่าว เธอกลับมาแล้วสินะ เธอพูดพลางกอดข้าพเจ้า การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง เธอสบายดีไหม การต้อนรับนี้ทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ข้าพเจ้าจึงถามเธอไปว่า เธอได้รับจดหมายของข้าพเจ้าบ้างหรือไม่ เธอตอบ ได้สิ ซึ่งข้าพเจ้าพูดกลับว่า ผมกลับคิดว่าไม่น่าจะได้รับเสียอีก แล้วคำตอบก็กระจ่างอยู่ในตัว ชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่กับเธอตลอดเวลา ข้าพเจ้าพอจะจำได้อยู่เลาๆ ว่าเคยเห็นชายคนนี้ในบ้านก่อนที่จะจากไปต่างจังหวัด แต่การปรากฏกายของเขาในครั้งนี้ได้แสดงถึงสถานะอย่างชัดเจน นั่นคือ ข้าพเจ้าได้ถูกแทนที่เสียแล้ว! …” 

(คำสารภาพ – เล่ม 6)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่รุสโซเข้ามาเห็นเธอกำลังอยู่กับคนรักคนใหม่
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ทิวทัศน์สวนสมุนไพรและเทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส จากหน้าต่างห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์

แม้รุสโซวัยหนุ่มจะค้นพบความจริงว่าพื้นที่ในหัวใจของมาดาม เดอ วาร็องส์ ได้ถูกคนอื่นจับจองไปเสียแล้ว และเขาไม่ใช่คนรักคนโปรดอีกต่อไป ถึงกระนั้นเขาก็พยายามอาศัยร่วมกันกับคนรักของคนใหม่ของมาดาม อย่างที่เขาเคยอาศัยร่วมกันกับโคลด อาเน็ต แต่แล้วเขาก็พบว่าตนเองไม่สามารถทนเห็นมาดาม เดอ วาร็องส์ แสดงความรักกับคนอื่น (อันที่จริงรุสโซยังได้บรรยายด้วยว่าชายหนุ่มคนใหม่นี้ทั้งไม่เอื้ออารีเหมือนดังโคลด อาเน็ต และทั้งไม่ค่อยฉลาด มีลักษณะท่าทางเหมือนพวกพระเอกในละครที่รู้จักแต่การใช้กำลัง) ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจากเลส์ ชาร์เมตส์มา

การเดินทางออกจากเลส์ ชาร์เมตส์ ของรุสโซเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นบ้านสวนหลังนี้ เขาได้พบมาดาม เดอ วาร็องส์ อีกในราว 20 ปีต่อมาที่เจนีวา เมื่อเธอมีอายุได้ 55 ปี และผ่านพ้นร่องรอยของความสาวไปจนหมดสิ้นแล้ว หลังจากนั้นเมื่อเขากลับจากการลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1767 และต้องการพบมาดาม เดอ วาร็องส์ อีกครั้ง เขาจะได้รับรู้ข่าวอันน่าเศร้าว่ามาดาม เดอ วาร็องส์ ได้เสียชีวิตอย่างอนาถาไปก่อนหน้าแล้วถึง 6 ปีด้วยกัน แม้มาดาม เดอ วาร็องส์ จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เรารู้ได้จากงานเขียนของรุสโซว่าความทรงจำของเธอยังประทับอยู่ในหัวใจของเขาเสมอมา

เมื่อรุสโซเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยเส้นเลือดในสมองแตกในวัย 66 ปี เขาได้ทิ้งงานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ยังเขียนไม่เสร็จ ชื่อ ห้วงคำนึงของนักเดินเท้าผู้สันโดษ (Les Rêveries du promeneur solitaire) เอาไว้ หนังสือเล่มนี้มี 10 บท มีเพียงบทสุดท้ายที่ยังเขียนไม่เสร็จ และเป็นบทที่บันทึกความทรงจำของเขากับมาดาม เดอ วาร็องส์… บางทีห้วงคำนึงสุดท้ายของรุสโซอาจจะนึกถึงมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็เป็นได้

และแล้วก็ถึงเวลาที่ผู้เขียนจะต้องอำลาเลส์ ชาร์เมตส์ ไว้ข้างหลัง แล้วเดินเท้ามุ่งหน้าสู่เมืองช็องเบรี ผู้เขียนไม่รู้หรอกว่าในขณะที่รุสโซเดินทางจากเลส์ ชาร์เมตส์ มานั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผู้เขียนขอยกข้อความส่วนหนึ่งใน คำสารภาพ ซึ่งเขาได้เขียนขึ้นภายหลังเหตุการณ์เป็นเวลาหลายปีมาให้ผู้อ่านได้พิจารณา

“…ข้าพเจ้าหยุดเปรียบเทียบไม่ได้เลยระหว่างชีวิตในตอนนี้ กับชีวิตที่ข้าพเจ้าเดินจากมา ความทรงจำของ ‘เลส์ ชาร์เม็ตส์’ อันเป็นที่รัก สวนหย่อม ต้นไม้ น้ำพุ สวนผลไม้ และเหนือสิ่งอื่นใด คือการได้มีเธออยู่ด้วย เธอผู้เกิดมาเพื่อมอบชีวิตและจิตวิญญาณให้กับความอภิรมย์ทั้งหลาย เมื่อนึกถึงความสุขและชีวิตอันไร้เดียงสาของเรา

“หัวใจของข้าพเจ้าถูกเกาะกุมด้วยความเจ็บปวดและหน่วงหนักจนหมดไร้ซึ่งเรียวแรงที่จะทำอะไรๆ อย่างที่ควรจะเป็น เป็นร้อยครั้งได้แล้วที่ข้าพเจ้าอยากจะออกเดินเท้าไปหามาดาม เดอ วาร็องส์ ผู้เป็นที่รักให้ได้เสีย ณ บัดนั้น เชื่อว่าถ้าข้าพเจ้าได้พบเธออีกแค่สักเพียงครั้ง ข้าพเจ้าคงจะเป็นสุขหัวใจจนแทบจะตายได้ในตอนนั้นเลย ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าก็ไม่อาจต้านทานอารมณ์อันอ่อนไหวที่เรียกข้าพเจ้ากลับไปหาเธอ ไม่ว่าจะต้องเสียอะไร ข้าพเจ้าโทษตัวเองที่ไม่อดทน โอนอ่อน และอ่อนหวานพอ ไม่อย่างนั้นแล้วข้าพเจ้าอาจจะยังได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธออย่างมีความสุข ด้วยมิตรภาพอันอ่อนโยน และด้วยการแสดงสิ่งเหล่านั้นให้เธอได้เห็นมากกว่าที่ข้าพเจ้าเคยทำมา 

“ข้าพเจ้าวาดฝันถึงสิ่งที่งดงามที่สุดที่จะทำกับเธอ ร้อนรนที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ทอดทิ้งทุกสิ่ง สละทุกอย่าง ออกเดินทาง โบยบิน และมาถึงแทบเท้าของเธออีกครั้งด้วยความเสน่หาทั้งหมดของวัยแรกหนุ่ม โธ่เอ๋ย ข้าพเจ้าน่าจะตายไปเสียซะตรงนั้นด้วยความปิติ หากในการต้อนรับของเธอ ในอ้อมแขนของเธอ หรือในหัวใจของเธอ ข้าพเจ้าได้รู้สึกแค่เพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยได้สัมผัส และจากสิ่งนั้น ข้าพเจ้าได้รับความอบอุ่นอันไม่เสื่อมคลาย…” 

คำสารภาพ -เล่ม 6

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

อติเทพ ไชยสิทธิ์

นักวิทยาศาสตร์ในฝรั่งเศสที่งานมักพาให้ได้เดินทางไปยังสถานที่น่าสนใจ งานอดิเรกคืออ่านหนังสือ เขียนพู่กันจีน และเดินเท้าทางไกล เมื่อมีโอกาสได้ท่องเที่ยว มักชื่นชอบการตามรอยชีวิตคนในประวัติศาสตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจของตนเอง

Photographer

สุญญาตา เมี้ยนละม้าย

สาวฟรีแลนซ์ทำงานด้านภาษาไทยและอังกฤษ ทั้งสอน เขียน แปล และล่าม เป็นคนติดขนมหวาน Work from Home อยู่บ้าน Before it was cool ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสได้เกือบ 3 ปี งานอดิเรกคือปั่นจักรยานออกกำลังกาย เดินเล่นสำรวจซอกซอยเก๋ๆ ดูสตรีทอาร์ต จิบกาแฟและชิมขนม ถ้าสนใจ ตามไปร่วมสำรวจเมืองปารีสได้ที่ Instagram: parisbitsandpieces

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ทริปนี้ฉันตัดสินใจเดินทางไปเปิดประสบการณ์ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพียงคนเดียว เพราะเพื่อน ๆ ติดภารกิจ ครั้นจะไปในสถานที่ที่เอ่ยปากชวนคนอื่นแล้วถึงกับมีคิดหนักกันบ้างเพียงคนเดียว เดี๋ยวจะไม่ผ่านการอนุมัติจากทางบ้าน ฉันจึงตัดสินใจซื้อแพ็กเกจทัวร์ ไปคนเดียวกับคณะทัวร์เนี่ยแหละ พักสมอง ไม่ต้องวางแผนใด ๆ ทริปนี้ยาวสักหน่อย แต่อยากให้ทุกท่านอ่านจนจบ (อ่านไปพักไปก็ได้ค่ะ) และหวังว่าประสบการณ์ครั้งนี้จะทำให้หลาย ๆ ท่านออกเดินทางไปกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เบตงกันนะคะ

“รบกวนนำกระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องบิน ชั่งรวมกับกระเป๋าที่จะโหลดใต้ท้องเครื่องเลยค่ะ”

“ผู้โดยสารน้ำหนักตัวเท่าไหร่คะ” เจ้าหน้าที่สายการบินตรงเคาน์เตอร์สอบถามฉันด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่ฉันถึงกับฉงนและคิดในใจว่า ‘ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฉันก็ไม่ได้โดยสารเครื่องบินมานานหลายปี นี่เขาต้องถามน้ำหนักตัวด้วยเหรอเนี่ย ตายแล้ววว… ฉันน้ำหนักตัวขึ้น’

ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปมากกว่านี้ เสียงเจ้าหน้าที่ก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท “ทางสายการบินต้องนำน้ำหนักทั้งหมดมาคำนวณน้ำมัน เพราะสนามบินเบตงไม่มีสถานที่เติมน้ำมันค่ะ” สรุปว่าทางสายการบินไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักแต่อย่างใด เขาเพียงต้องคำนวณอย่างละเอียด 

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ทางสายการบินแยกเคาน์เตอร์เช็กอินที่จะเดินทางไปอำเภอเบตงออกมาจากเที่ยวบินอื่น ๆ จากการคำนวณด้วยสายตาคร่าว ๆ เที่ยวบินนี้มีผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 70 คน ฉันก็แอบเอาใจช่วยนะ หลังจากที่เคยได้ข่าวว่าสายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินเพราะผู้โดยสารน้อยมาก ๆ 

การเปิดเส้นทางบินตรงดอนเมือง-เบตง จึงมีหลายภาคส่วนช่วยกันสนับสนุน ทั้งสายการบินนกแอร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่าอากาศยานนานาชาติเบตง บริษัททัวร์รายใหญ่และรายเล็กในท้องถิ่น ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้า ที่อยากเห็นการท่องเที่ยวในเบตงครึกครื้น

“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้เรากำลังลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเบตง…” เสียงประกาศบนเครื่องบินปลุกให้ฉันตื่นหลังจากพักสายตามาเกือบ 2 ชั่วโมง เนื่องจากที่นี่เป็นอำเภอใต้สุดของสยาม มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ โอบล้อมด้วยหุบเขาจำนวนมาก และรันเวย์ของสนามบินค่อนข้างสั้น ทำให้นักบินต้องใช้เวลาพอสมควรบินอ้อมภูเขาก่อนนำเครื่องลง

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ทันทีที่ผู้โดยสารลงจากเครื่องบินที่มีนามว่า ‘นกข้าวเหนียว’ พวกเราถ่ายรูปกับเครื่องบินใบพัด Q400 ที่จอดนิ่ง ๆ แต่ยังยิ้มอย่างเบิกบานไว้เป็นที่ระลึก ส่วนฉันเอาไว้อวดคนที่ไม่ได้มาด้วย ภาพเซลฟี่ของผู้หญิงยืนยิ้มแฉ่งภายใต้หน้ากากคนเดียวกับเครื่องบินจึงปรากฏบนพื้นที่ส่วนตัวในโลกโซเชียลทันที 

ผู้โดยสารทุกคนได้รับถุงของขวัญเพื่อเป็นการต้อนรับสู่สนามบินนานาชาติเบตง ในถุงบรรจุเฉาก๊วย ยาหม่องสมุนไพร ขนมปัง น้ำเปล่า และคูปองส่วนลดในร้านค้าท้องถิ่นที่ร่วมรายการ

นับว่าเป็นความน่ารักและความร่วมมือกันจากหลาย ๆ ฝ่าย

ฉันเดินตามคุณไกด์เพื่อไปขึ้นรถตู้ ในใจก็แอบลุ้นว่าจะมีเพื่อนร่วมทริปเป็นใครบ้าง ซึ่งฉันไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะลุ้นทำไม ในเมื่อไม่รู้จักใครสักคนตั้งแต่บนเครื่องบิน แต่จะว่าไปฉันก็รู้จักกัปตันและลูกเรือนะ เพราะพวกเขาแนะนำชื่อ (แบบนี้เรียกว่ารู้จักไหม ฮ่า ๆ) และฉันก็ได้รับคำตอบ

ทุกคนคิดภาพตามนะคะ ภายในรถตู้บรรจุผู้โดยสาร 9 คน (ไม่รวมไกด์และคนขับ) แบ่งเป็น 2 วัย ได้แก่ วัยทำงาน มีทั้งหมด 1 คนถ้วน นั่นคือดิฉันเอง และวัยเกษียณ (วัยเก๋า) ทั้งหมด 8 คน แต่เดี๋ยวก่อน ยังไม่จบเท่านั้น เพราะวัยเก๋าล้วนมากับคู่ชีวิตของตัวเองรวมทั้งสิ้น 4 คู่ ใช่ค่ะ ดิฉันกลายเป็นคี่ไปโดยปริยาย แถมถูกจับจ้องด้วยสายตาสงสัยปนห่วงใยว่า ฉันเป็นผู้หญิงที่มาเที่ยวคนเดียวจริง ๆ เหรอ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

มื้อแรกที่เบตงของคณะเราเริ่มที่ ‘ร้านครัวสมุย’ (ยังอยู่ที่เบตงนะคะ ไม่ได้ไปที่เกาะสมุย) มีอาหารไทยและจีนทั้งหมด 9 อย่าง ทำเอาคณะเราอิ่มใจอิ่มท้องกันจุก ๆ ตั้งแต่เมนูที่ 7 แล้ว

“มาเที่ยวคนเดียวจริง ๆ เหรอเนี่ย” คำถามที่ฉันเชื่อว่าหลายคนในคณะ (หรืออาจจะทุกคน) อยากถามฉันดังขึ้นบนโต๊ะอาหาร ซึ่งฉันก็ตอบกลับด้วยสีหน้าพร้อมน้ำเสียงสดใส แล้วก็เริ่มสนทนาแลกเปลี่ยนสาเหตุที่เลือกมาเที่ยวกันอย่างออกอรรถรส บางคู่เคยมาเบตงเมื่อต้นปีนี้เอง แต่นั่งเครื่องบินมาลงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แล้วนั่งรถตู้แวะเที่ยวมาตามทางเรื่อย ๆ จนถึงอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และคณะเราก็ละลายพฤติกรรมกันเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่บนโต๊ะอาหารมื้อแรก

เมื่ออิ่มท้อง ไกด์ก็พาคณะเราเดินทางไปย่อยอาหารที่ด่านพรมแดนเบตง เพื่อไปถ่ายภาพป้าย ‘ใต้สุดสยาม’  ซึ่งอยู่ติดกับรัฐเปรัก (Perak) ของประเทศมาเลเซีย

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ภายในด่านพรมแดนเบตงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 20 คน และมีชาวมาเลเซียประปราย เนื่องจากด่านพรมแดนเพิ่งกลับมาเปิดหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ถ้าเป็นช่วงพีก มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก การจะโพสท่าถ่ายรูปกับป้ายต้องใช้เวลารอนานร่วมครึ่งชั่วโมง

ถ่ายภาพป้ายสัญลักษณ์การมาเยือนดินแดนใต้สุดของสยามเรียบร้อยแล้ว คณะเราก็เดินทางไปที่วัดพุทธาธิวาส หรือ วัดเบตง เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ต้องใช้กำลังขาเดินขึ้นไปบนเจดีย์ที่มีความสูง 39.9 เมตร เพื่อกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เดินย่อยต่อที่สตรีทอาร์ตเบตง (Street Art Betong) แลนด์มาร์กใหม่ของเมือง ภาพที่ผู้วาดตั้งใจบอกเล่าวิถีชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมไปถึงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของเบตง มีทั้งหมด 11 จุด แต่เราเลือกดูเฉพาะจุดที่กำลังขาของเราอยากเดิน ระหว่างทางเดินชมภาพวาดตามอาคารบ้านเรือน เราเห็นตึกคอนกรีตที่มีช่องเล็ก ๆ ใช้สำหรับเลี้ยงนกนางแอ่น นอกจากเบตงจะมีผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมอาศัยอยู่ร่วมกันแล้ว ยังมีมนุษย์และนกนางแอ่นที่อาศัยอยู่ในตึกละแวกเดียวกันด้วย พอถึงฤดูกาลก็เห็นนกนางแอ่นมาเกาะตามสายไฟตรงวงเวียนหอนาฬิกากันอย่างหนาแน่น

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก
บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เดินย่อยอาหารกันจนเริ่มอยากนั่งพัก คุณไกด์จึงพาคณะเดินทางไปยังร้านสุวรรณรส เพื่อนั่งพักและเติมน้ำหวานเข้าร่างกาย ก่อนจะเข้าที่พักที่โรงแรมแกรนด์ แมนดาริน เบตง

มื้อเย็นเราฝากท้องกันที่ร้านอาหารต้าเหยิน ร้านอาหารจีนชื่อดังของเบตง ขึ้นชื่อแค่ไหนวัดจากจำนวนลูกค้าที่นั่งเต็มทุกโต๊ะตั้งแต่ชั้นล่าง อาหารจีนที่นี่เปิดประสบการณ์ลิ้นของฉันมาก ๆ แค่ผัดถั่วฝักยาวธรรมดา ความกรอบและความสดของถั่ว ทำให้คณะฉันร้องว้าวและหมดเกลี้ยงในไม่กี่นาที 

อิ่มท้องพร้อมประสบการณ์ลิ้นสุดประทับใจ ฉันก็เดินย่อยโดยการเที่ยวชมตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2467 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการติดต่อสื่อสารและรับฟังข่าวสาร เพราะส่วนบนของตู้ติดตั้งวิทยุกระจายเสียง มาเยือนตู้ไปรษณีย์เก่าแก่ขนาดนี้ฉันก็ต้องส่งโปสการ์ดสักหน่อย โดยอุดหนุนแม่ค้าละแวกนั้นที่จำหน่ายโปสการ์ดพร้อมสแตมป์ อ่อ ฉันส่งถึง The Cloud ด้วยนะ 

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก
บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ส่งโปสการ์ดเสร็จก็เดินลอดอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ เป็นอุโมงค์ถนนที่ลอดผ่านภูเขา มีระยะทาง 268 เมตร ภายในอุโมงค์มีภาพสถานที่สำคัญของเบตงให้เก็บภาพ เมื่อโผล่มาอีกฝั่งของอุโมงค์ ฉันพบกับ (รูปปั้น) พี่ตูน บอดี้สแลม เพราะที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว

ถ่ายรูปเซลฟี่กับ (รูปปั้น) พี่ตูนเสร็จก็เดินสำรวจเมือง รถยนต์ที่มีป้ายทะเบียนของประเทศมาเลเซียขับผ่านไปมา เป็นสัญญาณว่านักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเริ่มข้ามแดนมาเที่ยวเบตงแล้ว ชาวเบตงและนักท่องเที่ยวนั่งทานอาหารสตรีทฟู้ด ผู้คนจำนวนมากต่อคิวรออุดหนุนโรตีเจ้าดัง ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็เดินถึงห้องพักแล้ว นี่ฉันเดินเล่นในเบตงคนเดียวเหรอเนี่ย ชิลล์มาก ๆ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เสียงนาฬิกาจากมือถือปลุกฉันให้ลุกจากเตียงตอนตี 3 ฉันอาบน้ำ แต่งตัว และลงมาที่ล็อบบี้โรงแรมตอนตี 3 ครึ่ง ตามเวลานัดหมาย แต่กลับพบความว่างเปล่า ปกติพี่ ๆ วัยเก๋าจะลงมาก่อนเวลานัดทุกที แต่ทำไมครั้งนี้ฉันลงมาไม่เจอใครเล ย แม้กระทั่งไกด์

“สวัสดีค่ะ ไม่แน่ใจว่านัดไปดูทะเลหมอกกี่โมงนะคะ” ฉันโทรถามไกด์ด้วยความกังวล 

“Morning Call ตี 3 ครึ่งครับ และนัดกันตี 4 ครึ่ง” ไกด์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย 

นอกจากจะจำเวลาผิดแล้ว ฉันยังไประรานการนอนของไกด์ด้วย 

ระหว่างเดินทางไปเขาไมโครเวฟที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเบตง 32 กิโลเมตร เพื่อไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง – ฉันหลับค่ะ ในรถตู้ไม่มีท่านใดมีปัญหาเรื่องการตื่นเช้านอกจากดิฉันคนเดียว

ลืมตาอีกทีก็ถึงที่จอดรถ เพื่อต่อรถของชาวบ้านขึ้นไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง โดยมีพาหนะให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ ถ้าอยาก (หวาด) เสียวเดี่ยวก็เลือกนั่งมอเตอร์ไซค์ ถ้าอยาก (หวาด) เสียวหมู่ก็เลือกนั่งรถสองแถว เพราะทางขึ้นชันและโค้ง ต้องอาศัยประสบการณ์ในการขับขี่

พอถึงจุดชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ฟ้ายังไม่สว่างดี ฉันเห็นแววตาของไกด์ดูมีความกังวล  คอยมองไปยังเบื้องหน้าที่ควรจะแทนที่ด้วยหมอกแล้ว แต่บัดนี้กลับยังมีพื้นที่ว่างอยู่

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

“ทะเลหมอกวันนี้อาจจะไม่เต็มพื้นที่นะครับ เพราะเมื่อคืนฝนตก” และนั่นคือสาเหตุของแววตาคู่นั้น “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หมอกไม่เต็มก็สวยอีกแบบ เพราะเราได้เห็นสีเขียวของต้นไม้ด้วย” ฉันตอบกลับไกด์ด้วยเสียงแจ่มใส แต่สมองยังคงง่วงอยู่ (ฉันมีปัญหาเรื่องการตื่นเช้าจริง ๆ แหละ)

ฉันสังเกตว่าพี่ ๆ วัยเก๋าในคณะมีความสุขกับการชมวิว ไม่มีใครบ่นเรื่องหมอกไม่เยอะ ต่างคนต่างผลัดกันถ่ายรูปให้กันและกันด้วยท่าทีสบาย ๆ เป็นกันเอง และช่วยกันดูแลไม่ให้ล้ม 

ทั้งดูแลคู่ชีวิตของตนเอง แล้วยังเผื่อแผ่มาดูแลฉันและเพื่อนร่วมทางอีกด้วย

อากาศสดชื่นทะลุหน้ากากที่ฉันสวมเลยค่ะ วิวก็สบายตา ผู้คนก็เป็นมิตร เดินเล่นทอดอารมณ์สักพักใหญ่ ๆ ก็เดินทางไปถ่ายรูปที่สะพานแขวนแตปูซู เป็นสะพานแขวนที่ทำด้วยไม้เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน และตรงสะพานฉันก็ตื่นเต้นกับไก่เบตงค่ะ ฉันถ่ายรูปไก่พร้อมตะโกนว่า

“นี่ไง ๆ ไก่เบตง” แต่ ๆ คุณไกด์รีบตะโกนบอกฉันว่า “นั่นไม่ใช่ไก่พันธุ์เบตงครับ” 

คณะเรากลับมาทานอาหารมื้อเช้าที่ร้านติ่มซำไทซีฮี้ ร้านติ่มซำชื่อดังแห่งเมืองเบตง พวกเราละลานตากับสารพัดติ่มซำและดื่มด่ำกับชา แต่ชา ชาชื่ออะไรนะ ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ รู้แค่ว่ามีส่วนผสมของชา ชะเอม และเก๊กฮวย ดื่มแล้วให้ความสดชื่น มีแรงใช้ชีวิตในเช้าวันใหม่

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ฉันเดินกลับที่พักเพื่อทำธุระส่วนตัวพอให้ได้พักกระเพาะ ก็ออกเดินทางไปทานเฉาก๋วยที่ร้านวุ้นดำ กม.4 ร้านดังอร่อยระดับตำนาน ที่ยังคงเคี่ยวหญ้าเฉาก๋วยด้วยเตาฟืน ทำให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ทำมานานแค่ไหนสังเกตได้จากคราบเขม่าฟืนบนเพดาน พอทานของหวานแล้วก็ออกเดินทางไปเดินย่อยกันต่อที่อุโมงค์ปิยะมิตร ในอดีตเป็นฐานที่มั่นของโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา ทางขึ้นไปชมอุโมงค์มีความชุ่มชื่นสูงมาก สังเกตได้จากต้นมอสขึ้นปกคลุมอยู่มากมาย ทำให้ฉันนึกถึงดอยอินทนนท์ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

เราเพลิดเพลินกับการเดินชมธรรมชาติอย่างช้า ๆ แวะตามจุดต่าง ๆ เพื่อฟังคำบรรยายจากคุณไกด์ เราเห็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวจีนคอมมิวนิสต์ที่ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนในป่า ไม่ว่าจะเป็นปล่องไร้ควันที่ใช้หลักขงเบ้งทำให้ควันกลายเป็นหมอก เพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้ควันลอยขึ้นด้านบน การนำทรายในน้ำตกมาก่อสร้าง การซักผ้าและจุดตากผ้า เพราะอาศัยอยู่ในป่าที่มีความชื้นสูง ได้รู้จักเห็ดหลินจือป่าสีดำที่ขึ้นตามต้นไผ่ เดินไปเดินมาเริ่มไต่ระดับขึ้นสูงเรื่อย ๆ เดี๋ยวนะ ทำไมอยู่ ๆ ฉันมาเดินป่า

เดินมาจนถึงอุโมงค์ปิยะมิตรที่เปิดให้เข้าชม มีความยาว 1 กิโลเมตร ใช้เป็นหลุมหลบภัยจากการทิ้งระเบิดทางอากาศ ด้านในมีทั้งห้องทำงาน ที่นอน ห้องพยาบาล และห้องอาหาร 

เดินเที่ยวชมอุโมงค์ปิยะมิตรเสร็จ ทางลงอีกฝั่งก็มีต้นไทรใหญ่พันปี ยืนโดดเด่นคอยให้ร่มเงามากว่า 1,000 ปี นับว่าเป็นหนึ่งในต้นไม้ยักษ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดทางภาคใต้ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!
สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ฝนเริ่มลงเม็ด เรากำลังเดินทางไปสวนหมื่นบุปผา สถานที่ที่อยากมามากที่สุดเพราะฉันชอบดอกไม้ ระหว่างทางระดับของที่ปัดน้ำฝนหน้ารถก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงสวนหมื่นบุปผา คณะเราทานอาหารกลางวันที่นี่ โดยมีเมนูอาหารที่เข้ากับบรรยากาศสายฝนโดยไม่ได้ตั้งใจ

มีจิ้มจุ่มปลานิลสายน้ำไหลที่เลี้ยงโดยระบบน้ำไหลธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อแน่น ทานคู่กับผักน้ำ ผักขึ้นชื่อของเบตง อร่อยเลิศล้ำต้องมาลองค่ะ หลังมีความสุขกับอาหารมื้อกลางวัน สายฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรง ฉันจึงทำใจไว้ว่าถึงไม่ได้ลงไปเดินเล่นถ่ายรูปกับดอกไม้ แต่ได้เห็นดอกไม้อยู่คู่กับสายฝน มันก็เป็นภาพที่ให้ความสดชื่นไปอีกแบบ ขากลับจากสวนหมื่นบุปผา เราแวะถ่ายรูปป้าย OK Betong มีที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง โอเค เบตง เมื่อเกือบ 20 ปี แต่ยังคงติดหูฉันและหลาย ๆ คนจนถึงทุกวันนี้

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!
สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ก่อนกลับมาทานมื้อเย็นที่โรงแรม คณะเราแวะแช่เท้าที่บ่อน้ำร้อนเบตง บ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดกว่า 3 ไร่ มีน้ำร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน มีแร่ธาตุมากมาย นำไข่มาต้มได้ที่บ่อแห่งนี้ด้วย

มื้อเย็นคณะเราฝากท้องไว้ที่ห้องอาหารของโรงแรม มีเมนูไก่เบตง เคาหยก และบรรดาเมนูอาหารจีนอื่น ๆ ที่สุดแสนอร่อย พวกเราทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน พูดคุยกันถึงผลไม้ขึ้นชื่อของเบตง ช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์มีส้มโชกุน รสหวานอมเปรี้ยว เปลือกบางปลอกง่าย และมีกลิ่นหอม ช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคมมีทุเรียนเบตง 

พวกเราพูดถึงป้ายทะเบียนเบตง ที่เป็นอำเภอเดียวในประเทศไทยที่มีป้ายทะเบียนเป็นของตนเอง เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางนานมากเพื่อเข้าไปขอป้ายทะเบียนที่อำเมือเมืองยะลา และพูดถึง ‘แท็กซี่เบนซ์’ ที่ใช้รถเบนซ์มาเป็นแท็กซี่ให้บริการระหว่างอำเภอเมืองยะลา-อำเภอเบตง

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

พูดคุยกันไปมา ฉันได้ยินคุณพี่วัยเก๋าท่านหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เขามีเนื้อเพลงจีนไหมนะ” สักพักฉันก็ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงเพลงจีนดังขึ้นบนเวที พอฉันหันไปมองก็ถึงกับอึ้ง เพราะคุณพี่วัยเก๋าเจ้าของคำถามเมื่อครู่ยืนอยู่บนเวทีของห้องอาหารเรียบร้อย และเมื่อเปล่งเสียงร้องเพลงจีนที่สุดแสนไพเราะออกมา เสียงปรบมือและเสียงเฮก็ดังลั่นร้าน มาจากบรรดาลูกค้าโต๊ะอื่นด้วย เป็นการทานอาหารที่ฉันประทับใจมาก ๆ เหมือนมาทานอาหารกับญาติ ๆ และลูกค้าท่านอื่นก็ผลัดกันขึ้นโชว์เสียงร้อง

เช้าวันสุดท้ายที่เบตง พวกเราทานอาหารกันที่โรงแรม แวะซื้อของฝากที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง แวะร้านสมุนไพรที่นำภูมิปัญญาของชาวจีนคอมมิวนิสต์มาผลิตเป็นยาเพื่อเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลัง 

ฉันซื้อน้ำผึ้งป่าเบตงกลับบ้านถึง 2 ขวด และแวะร้านรังนกซึ่งเป็นร้านสุดท้ายของทริปนี้ โดยร้านนี้มีคุณพี่วัยเก๋าเลี้ยงรังนกโสมฉันด้วย ปลื้มปริ่มหัวใจมาก ๆ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

คุณไกด์มาส่งคณะเราที่สนามบินพร้อมขนมปังและน้ำไว้รองท้องก่อนขึ้นเครื่อง เพราะที่สนามบินยังไม่มีร้านจำหน่ายอาหารและน้ำ ประกอบกับไฟลต์บินของพวกเราตรงกับมื้อเที่ยงพอดี

เครื่องบินใบพัด Q400 นามว่านกแอนนาแลนดิ้งที่สนามบินดอนเมืองเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับประสบการณ์ที่สนุกสนานและประทับใจของฉัน โอเค เบตง ใช่ค่ะ เบตง โอเคมาก ๆ

 “ชีวิตก็เหมือนจักรยาน ถ้าอยากสนุก ก็ต้องรู้จักถีบ” จากภาพยนตร์เรื่อง โอเค เบตง

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณสิตา ราชาดี

งานหลักคือพนักงานเอกชน งานรื่นรมย์คือ (อยากเป็น) นักเขียน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load