“…ณ เวลานี้เอง ที่ความสุขอันแสนสั้นของข้าพเจ้าได้เริ่มขึ้น ห้วงเวลาแห่งความสงบสุขที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีสิทธิ์กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตแล้ว’…”

คำสารภาพ (Les Confessions), ฌอง-ฌาค รุสโซ 

มีคนบอกว่าความรักครั้งแรกเป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้และลืมไม่ลง ไม่ว่ามันจะหอมหวานหรือขื่นขมเพียงใด

ดูเหมือนคำกล่าวนี้จะไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้แต่กับ ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean-Jacque Rousseau) นักปรัชญาและนักเขียนผู้เป็นที่รู้จักจากหนังสือปรัชญาการเมืองเรื่อง ว่าด้วยสัญญาประชาคม (The Social Contract) และผู้มีอิทธิพลทางปัญญาต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1789 

รุสโซไม่เคยลืมความรักครั้งแรกของเขา และหากใครเคยได้อ่านหนังสือ คำสารภาพ (Les Confessions) ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของรุสโซ ก็จะพบว่าเขาถือเอาห้วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต เรื่องราวความรักครั้งแรกของรุสโซเริ่มขึ้นและจบลงที่บ้านสวนหลังเล็กชานเมืองช็องเบรี (Chambéry) เมืองหลวงของแคว้นซาวัว (Savoie) ในประเทศฝรั่งเศส เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของผู้เขียน

บ้านสวนหลังนี้มีชื่อว่า ‘เลส์ ชาร์เมตส์’ (Les Charmettes) อยู่ห่างจากตัวเมืองช็องเบรีเพียง 2.5 กิโลเมตร ผู้เขียนใช้เวลาเดินเท้าราวครึ่งชั่วโมงก็ถึง แม้ทุกวันนี้มีความเป็นเมืองมากกว่าสมัยของรุสโซ แต่สองข้างทางเดินยังคงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และมีลำธารเล็กๆ ไหลอยู่ข้างทาง ถนนเส้นนี้อยู่ระหว่างเนินเขาสองข้าง มีบ้านกระจัดกระจายอยู่บนเนิน เหมือนที่รุสโซได้บรรยายเอาไว้เมื่อเกือบ 300 ปีก่อน บรรยากาศเช่นนี้ยิ่งชวนให้จินตนาการถึงยุคสมัยของเขา รุสโซชื่นชอบการเดินเท้าไม่ต่างกันกับผู้เขียน และเขาคงเดินทางไป-กลับระหว่างช็องเบรีและเลส์ ชาร์เมตส์อยู่บ่อยๆ ในช่วงแรกที่บ้านสวนหลังนี้ยังคงเป็นเพียงที่พักตากอากาศสำหรับหนีความอึมครึมของบ้านหลังหลักในตัวเมือง

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เลส์ ชาร์เมตส์ (Les Charmettes) เมื่อแรกเห็นหลังเดินตามถนนโรยกรวดขึ้นมาจากประตูทางเข้า

 รุสโซบ่นถึงความเลวร้ายของบ้านในตัวเมืองช็องเบรีไว้ว่า 

“…ที่นี่ไม่มีสวน ไม่มีลำธาร ไม่มีทิวทัศน์ มีแต่บ้านที่มืดและน่าหดหู่ อพาร์ตเมนต์ของข้าพเจ้านั้นอึมครึมเป็นที่สุด เมื่อมองออกไปจากหน้าต่างก็จะเห็นแต่กำแพงทึบ เห็นตรอกแคบๆ แทนที่จะเป็นถนน อากาศอับๆ ห้องเล็กๆ ตะแกรงเหล็ก หนู และพื้นเน่าๆ เรียกได้ว่าเป็นการรวมเอาเงื่อนไขของความไม่น่าอยู่อาศัยมารวมเข้าไว้ด้วยกัน…” 

(จาก คำสารภาพ – เล่ม 5)

แม้จะเริ่มจากการเป็นบ้านพักตากอากาศ แต่ในเวลาไม่นาน เลส์ ชาร์เมตส์ ก็ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของรุสโซถึงราว 6 ปีด้วยกัน และนี่คือ 6 ปีอันเป็น ‘ห้วงแห่งความสุขอันแสนสั้น’ ที่รุสโซไม่มีวันลืม

ในปัจจุบัน เลส์ ชาร์เมตส์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าเยี่ยมชมได้ฟรี เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดเทศกาล โดยเปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น มีเครื่องบรรยายเสียงภาษาต่างๆ (Audio Guide) ให้เช่าในราคาเพียง 1 ยูโร แม้เลส์ ชาร์เมตส์ จะเพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส (Monument Historique) ใน ค.ศ. 1905 แต่บ้านสวนแห่งนี้เป็นเสมือนกับสถานที่แสวงบุญของผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตและผลงานของรุสโซมาตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้ว

เลส์ ชาร์เมตส์ ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เมื่อมองจากถนนจะเห็นเป็นบ้านสองชั้นอยู่ท่ามกลางสวนที่ร่มรื่น เพียงเดินขึ้นเนินตามถนนโรยกรวดไปได้ไม่กี่สิบก้าว ก็จะถึงหน้ารั้วไม้เลื้อยที่ภายในแบ่งเป็นตัวบ้านและสวนสมุนไพร นอกรั้วยังมีสวนผลไม้และระเบียงไม้เลื้อยที่เต็มไปด้วยพวงองุ่นขนาดจิ๋ว

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
สวนผลไม้หน้าบ้านเต็มไปด้วยลูกแอปเปิ้ลเต็มต้น
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ระเบียงไม้เลื้อยข้างกำแพงชั้นในของบ้าน
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau

เมื่อเดินผ่านรั้วบ้านเข้ามาแล้ว สิ่งแรกที่สะดุดตาผู้เขียนก็คือแผ่นหินจารึกเก่าแก่จากสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสของมารีย์-ฌอง เอโรลต์ เดอ เซแชลส์ (Marie-Jean Hérault de Séchelles) ผู้พิพากษาและนักปฏิวัติ ที่ประดับอยู่บนฝาผนังบ้านเพื่ออุทิศให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้

“…ที่พำนักของฌอง-ฌาค ผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ทำให้เราได้ระลึกถึงอัจฉริยภาพของเขา ความโดดเดี่ยวและความทระนงของเขา ความทุกข์ทนและความบ้าบิ่นของเขา แด่ความยิ่งใหญ่ แด่ความจริงแท้ เขาอุทิศชีวิตตนให้อย่างกล้าหาญ แม้ถูกกลั่นแกล้งรังแกอยู่โดยเสมอ ทั้งเพราะสิ่งที่เขาจงใจทำ หรือเพียงเพราะถูกริษยา…”

เป็นจริงดังข้อความในวรรคสุดท้าย ชีวิตของรุสโซในวัยกลางคนเต็มไปด้วยการเดินทางเพื่อหลบหนีโทษทัณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม เพราะหนังสือปรัชญาการเมืองของเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้มีอำนาจในสมัยนั้นอยู่ไม่น้อย ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจอะไรนักที่รุสโซจะมองเห็นวันเวลาของเขาที่เลส์ ชาร์เมตส์ เป็นเสมือนความสงบสุขในอุดมคติ การมาเยี่ยม ‘ความทรงจำในอุดมคติ’ ของเขาในวันนี้ อาจช่วยทำให้เราเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและแรงบันดาลใจของรุสโซได้ไม่มากก็น้อย

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
แผ่นหินจารึกจากสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสที่มารีย์-ฌอง เอโรลต์ เดอ เซแชลส์ อุทิศให้รุสโซ

  เลส์ ชาร์เมตส์ ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่รุสโซโหยหา แต่ยังมีความทรงจำของรักครั้งแรกที่ได้เปิดฉากขึ้นที่นี่ ขณะที่เขามีวัยได้ 20 ปี

ความรักครั้งแรกของรุสโซนั้นไม่ธรรมดา เพราะเขาตกหลุมรักกับผู้หญิงที่เขาเรียกว่า ‘แม่’ (Maman) และมีอายุมากกว่าถึง 13 ปี เธอเป็นหญิงหม้ายสูงศักดิ์ที่รับอุปการะเลี้ยงดูเขาในขณะตกยาก หรือหากจะใช้ภาษาตลาดเสียหน่อยก็คงจะต้องบอกว่า เธอเป็นคนเลี้ยงต้อยรุสโซ ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า ฟร็องซัวส์-ลุยส์ เดอ วาร็องส์ (Françoise-Louise de Warens) หรือมาดาม เดอ วาร็องส์ (Madame de Warens) หญิงอภิชนที่มีคอนเนกชันกว้างขวาง และถูกฝากฝังให้ช่วยเลี้ยงดูรุสโซ เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ผู้หัวดีแต่ขัดสน

ในตอนแรกความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีลักษณะเหมือนแม่และลูกบุญธรรม แต่เมื่อรุสโซเป็นหนุ่มใหญ่มีอายุได้ 20 ปี มาดาม เดอ วาร็องส์ เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอให้รุสโซมาเป็นหนึ่งในคนรักของเธอ ที่บอกว่าเป็นหนึ่งในคนรัก เพราะในเวลานั้นมาดาม เดอ วาร็องส์ คบหากับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งอยู่แล้ว เขาคือ โคลด อาเน็ต (Claude Anet) พ่อบ้านของเธอเอง ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น โคลด อาเน็ต ล้มป่วยและเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังหนุ่ม เปิดทางให้รุสโซกลายเป็นคนรักเพียงคนเดียวของมาดาม เดอ วาร็องส์ ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ย้ายไปอยู่อาศัยด้วยกันที่ เลส์ ชาร์เมตส์

ทั้งคู่ (รวมทั้งโคลด อาเน็ต) อาศัยอยู่ที่บ้านในตัวเมืองช็องเบรีเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่รุสโซจะรบเร้าให้มาดาม เดอ วาร็องส์ เสาะหาบ้านพักตากอากาศในชนบท พวกเขาสำรวจบ้านอยู่หลายหลังจนกระทั่งมาพบกับ เลส์ ชาร์เมตส์ และในวันแรกที่พวกเขาค้างคืนที่นี่ รุสโซบันทึกไว้ว่า

“… ‘โอ แม่จ๋า!’ ข้าพเจ้าพูดกับเพื่อนรักคนนี้ ขณะจุมพิตและถาโถมเธอด้วยน้ำตาแห่งความอบอุ่นและความปิติสุข การพำนักนี้เปี่ยมไปด้วยความสุขและความบริสุทธิ์ ถ้าเราไม่สามารถแสวงหามันได้จากที่นี่แล้วล่ะก็ เราจะหามันได้จากที่อื่นอีกหรือ…” 

(จาก คำสารภาพ – เล่ม 5)

ซ้ายมือของแผ่นหินจารึกคือทางเดินเข้าสู่สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน แม้ไม่มีบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าในสวนสมุนไพรนี้เคยมีพืชอะไรบ้าง แต่ทางพิพิธภัณฑ์ได้จำลองสวนขึ้นใหม่โดยสันนิษฐานจากสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปในยุโรป มาดาม เดอ วาร็องส์ มีความสนใจในการปรุงยา และเธอก็เป็นคนที่ทำให้รุสโซในวัยหนุ่มมีความสนใจในด้านพฤกษศาสตร์ด้วยเช่นกัน หลายครั้งทั้งคู่มักศึกษาเรื่องพืชสมุนไพรต่างๆ ด้วยกัน แต่ในบางครั้งที่รุสโซฝึกซ้อมฮาร์ปซิคอร์ดอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็ง่วนอยู่กับการปรุงยาอยู่ที่เตานั้น รุสโซมักหยอกล้อด้วยการชวนเธอมาร้องเพลงหรือเล่นดนตรีด้วยกัน ซึ่งเธอมักขู่ว่า “ถ้าเธอทำยาฉันไหม้ ฉันจะให้เธอกินให้หมด” รุสโซเล่าว่าเรื่องมักจบลงที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ลืมยาที่ปรุงอยู่จริงๆ และเขาก็ถูกเธอเอาคืนด้วยการโดนละเลงใบหน้าด้วยผงขี้เถ้าจากหม้อยา

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ทิวทัศน์เทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส เมื่อมองจากสวนสมุนไพร

จากสวนสมุนไพรเราจะมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส (Massif de la Chartreuse) อันสูงตระหง่าน แต่ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ในมุมหนึ่งของสวนมีก็อกน้ำที่ถูกปล่อยให้หยดเป็นจังหวะช้าๆ และอ่างเล็กๆ ที่ข้างในมีก้อนหินหลายก้อนเรียงอยู่ ในตอนแรกผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าเขามีไว้ทำไม แต่เมื่อเข้าไปใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าเป็นอ่างน้ำที่ทำไว้ให้ผึ้งมาดื่ม ผึ้งชอบมาดื่มน้ำที่เปียกอยู่บนหินเช่นนี้ เพราะสามารถยึดเกาะกับก้อนหินและไม่เสี่ยงที่จะจมน้ำเหมือนแบบที่อยู่ในอ่าง 

จะว่าไปแล้วรุสโซเองก็มีเพื่อนเป็นฝูงผึ้ง เขาเล่าว่าที่ท้ายสวนมีรังผึ้งอยู่หลายรัง และเขาจะต้องมาเยี่ยมพวกมันทุกวันอย่างขาดเสียไม่ได้ เขาสนใจในกิจวัตรของพวกผึ้ง และรู้สึกทึ่งที่เห็นพวกมันแบกก้อนเกสรไว้ที่ขาเล็กๆ จนเดินแทบไม่ได้ ความพยายามผูกมิตรอย่างไม่ระวัดระวังในช่วงแรกทำให้รุสโซโดนผึ้งต่อยไปเสียหลายที แต่เขาเล่าว่าเมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็ค่อยๆ เชื่องและไม่ต่อยเขาอีก แถมยังชอบป่ายปีนไปตามใบหน้าและมือของเขาอีกด้วย

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
อ่างน้ำและป้ายกระดาษพร้อมคำบรรยายว่า “จุดดื่มน้ำของผึ้งแห่งชาร์เมตส์”
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เหล่าผึ้งน้อยกำลังดื่มน้ำจากอ่าง

ในสวนนี้เองที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ยื่นข้อเสนอให้รุสโซกลายมาเป็นคนรักของเธอ รุสโซเล่าไว้ใน คำสารภาพ ว่า

“…เราจึงไปที่นั่นในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจัดแจงให้เราได้อยู่กันตามลำพังตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยให้ข้าพเจ้าได้เตรียมพร้อมกับความสุขเหล่านั้นที่เธอหมายจะมอบให้ หาใช่ในแบบที่สตรีคนอื่นจะทำด้วยการหยอกเอินหรือแสดงออกอย่างล้นเกิน แต่ด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและเหตุผล เธอชี้แนะมิได้ยั่วยวน และสิ่งเหล่านั้นสื่อสารกับข้าพเจ้าที่หัวใจมากกว่าร่างกาย ขณะเดียวกัน แม้ว่าวาจาเหล่านั้นจะถูกเอื้อนเอ่ยอย่างงดงามและชัดเจนเพียงใด และถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เย็นชาหรือเศร้าโศกอะไร ข้าพเจ้ากลับไม่ได้ใส่ใจมันอย่างที่ควรจะเป็น ไม่แม้กระทั่งสลักฝังมันไว้ในความทรงจำเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าคงจะทำในวาระโอกาสอื่นๆ 

“ท่วงท่าที่ดูมั่นคงแน่ใจของเธอทำให้ข้าพเจ้ากระวนกระวาย ขณะที่เธอพูด (แม้ข้าพเจ้าจะพยายามฝืนสักเท่าไหร่) ข้าพเจ้ากลับจมอยู่ในห้วงคิดและใจลอยไปไกล ไม่ได้ใส่ใจข้อความที่เธอจะสื่อ แต่กระหายใคร่รู้ว่าสิ่งใดกันที่เธอมาดหมาย และทันทีที่ข้าพเจ้าเข้าใจจุดประสงค์ของเธอ (ซึ่งโดยปกติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) แวบความคิดใหม่ ซึ่งตลอดเวลาหลายปีที่ข้าพเจ้าใช้ร่วมกับเธอ ไม่เคยเยื้องกรายเข้ามาในจินตนาการของข้าพเจ้าแม้แต่น้อย ก็ผุดขึ้นมา และครอบงำทุกอณูของข้าพเจ้าจนไม่อาจรับรู้คำพูดของเธอได้อีกต่อไป! ในหัวของข้าพเจ้ามีแค่เธอ หูของข้าพเจ้าไม่ได้ยินเธออีกแล้ว…” 

(คำสารภาพ – เล่ม 5)

เธอให้เวลาเขาตัดสินใจ 8 วัน และนั่นเป็น 8 วันที่เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ 88 วันที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์จากแม่และลูกบุญธรรมเป็น ‘คนรัก’ และเราก็ได้รู้ว่าคำตอบคือ ‘ตกลง’

หลังเดินชมสวนพลางมองดูวิวเทือกเขาที่สวยงามไปพลาง ผู้เขียนก็เดินเข้าสู่ตัวบ้านซึ่งภายในมีการประดับอย่างเรียบง่าย ตามโถงทางเดินมีคำบรรยายประวัติของรุสโซและมาดาม เดอ วาร็องส์ รวมทั้งเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเลส์ ชาร์เมตส์ที่น่าสนใจติดตั้งอยู่ 

ห้องแรกที่ผู้เขียนได้ชมก็คือห้องรับประทานอาหารที่มีการจัดโต๊ะเอาไว้สำหรับสองคน ใกล้กันกับโต๊ะรับประทานอาหารมีภาพวาดของรุสโซที่จำลองมาจากภาพวาดจริงในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส สมัยที่บ้านแห่งนี้กลายเป็นสถานที่แสวงบุญและเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวสาธารณรัฐ (ซึ่งเราอาจจะจินตนาการได้ว่ามีผู้เลื่อมใสรุสโซพากันเดินทางไกลมาแสดงความคารวะกับรูปภาพนี้)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ภาพตัวบ้านเมื่อมองจากสวนสมุนไพร ประตูที่มองเห็นเชื่อมกับห้องนั่งเล่น
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องรับประทานอาหารและภาพวาดรุสโซที่จำลองมาจากของจริงในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส

ถัดจากนี้คือห้องนั่งเล่นที่มีประตูเชื่อมกันกับสวนสมุนไพร หน้าต่างบานใหญ่อนุญาตให้แสงสว่างส่องเข้ามาเต็มที่ ในห้องนี้เองที่รุสโซมักฝึกซ้อมฮาร์ปซิคอร์ดและถูกมาดาม เดอ วาร็องส์ ละเลงใบหน้าด้วยขี้เถ้าจากหม้อสมุนไพร นอกจากความสว่างที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากห้องรับประทานอาหารแล้ว ฝาผนังยังถูกตกแต่งด้วยลวดลายเถาวัลย์และดอกไม้แบบจีนอีกด้วย 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับห้องนี้ก็คือการที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักรุสโซในฐานะนักประพันธ์ดนตรีเท่ากับในฐานะนักปรัชญาและนักเขียน ความสามารถด้านดนตรีของรุสโซเป็นผลของการที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ให้การศึกษากับรุสโซอย่างดี และเคยหาครูมาสอนวิชาดนตรีให้เขาเป็นการส่วนตัวอีกด้วย นอกจากบทเพลงหลายสิบชิ้น รุสโซยังคิดค้นระบบบันทึกโน้ตที่เป็นตัวเลขอยู่บนบรรทัดเดียว เช่นเลข 1 4 7 แทนเสียง โด ฟา และที เป็นต้น ซึ่งต่างจากการบันทึกโน้ตในปัจจุบันที่ใช้ระบบบรรทัด 5 เส้น รุสโซจริงจังมากถึงขนาดเคยเสนอความคิดนี้กับราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ (Académie des Sciences) สถาบันทางวิชาการชั้นสูงของฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นแบบให้กับราชบัณฑิตยสถานของไทย แต่ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ปฏิเสธระบบของรุสโซ โดยวิจารณ์ว่าเปล่าประโยชน์และไม่ใช่ความคิดใหม่แต่อย่างใด ถึงกระนั้นยังได้ยกย่องถึงความรอบรู้และความสามารถด้านดนตรีของเขา

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
บรรยากาศของห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบจีน ประตูห้องนั่งเล่นเปิดสู่สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ฮาร์ปซิคอร์ดและภาพวาดมาดาม เดอ วาร็องส์ ขณะเล่นดนตรี

จบจากห้องนั่งเล่น ผู้เขียนเดินย้อนกลับไปยังห้องโถงที่อยู่ก่อนถึงห้องรับประทานอาหารเพื่อเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นสองของบ้าน ก่อนจะขึ้นบันได มีเกี้ยวที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเอาไว้ แม้ไม่ได้มีคำอธิบายพิเศษอะไร แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าเขาต้องการแสดงตัวอย่างของเกี้ยวที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ใช้สำหรับการเดินทางจากเมืองช็องเบรีมาเลส์ ชาร์เมตส์ 

“…ในวันแรกที่เราเดินทางมาพำนักที่เลส์ ชาร์เมตส์ ทางค่อนข้างชัน และตัวมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็ค่อนข้างหนัก เธอนั่งอยู่ในเกี้ยว ส่วนข้าพเจ้าเดินเท้าตาม เธอขอลงกลางทางด้วยกลัวว่าคนหามเกี้ยวจะเมื่อยล้า จากนั้นเธอจึงตัดสินใจเดินต่อในครึ่งทางที่เหลือ…”

 (คำสารภาพ – เล่ม 6)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เกี้ยวจำลองอย่างที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ใช้ในการเดินทางมาเลส์ ชาร์เมตส์

สิ่งแรกที่ผู้เขียนเห็นเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนก็คือแท่นบูชาไม้ขนาดเล็ก ตรงกลางเป็นรูปพระแม่มารีย์อุ้มพระคริสต์ ผู้เขียนไม่แน่ใจในเรื่องความเคร่งศาสนาของทั้งสองคนมากนัก มาดาม เดอ วาร็องส์ และรุสโซต่างกำเนิดในครอบครัวโปรเตสแตนต์ (รุสโซเป็นคนเจนีวา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์) แต่ทั้งคู่เปลี่ยนมานับถือนิกายคาทอลิกในภายหลัง ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา เช่น มาดาม เดอ วาร็องส์ เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก เพื่อรับเบี้ยช่วยเหลือของศาสนจักรสำหรับคนเปลี่ยนศาสนา (ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้ในการต่อสู้กับการแผ่ขยายของนิกายโปรเตสแตนต์จากเจนีวาซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่สิบกิโลเมตร) แม้แต่รุสโซเอง ก็จะเปลี่ยนศาสนากลับไปเป็นโปรเตสแตนต์อีกในอนาคต เพื่อรื้อฟื้นสถานะพลเมืองเจนีวาของตนเอง

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
มุมสวนด้านหลังบ้านเมื่อมองจากหน้าต่างข้างแท่นบูชา 

ขวามือของแท่นบูชามีห้องนอนหลัก 2 ห้อง ซึ่งเป็นของรุสโซและของมาดาม เดอ วาร็องส์ ทั้งสองห้องถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยวอลเปเปอร์เป็นลวดลายต่างๆ ห้องนอนของรุสโซใหญ่กว่าเล็กน้อย เพราะเชื่อมต่อกับห้องนอนของคนรับใช้ที่อยู่ใต้หลังคา เสียดายว่าทางพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เปิดให้เยี่ยมชม น่าสนใจว่าคนรับใช้อาศัยกันอยู่อย่างไร ห้องของพวกเขาอยู่บนที่นอนของรุสโซและดูไม่น่าจะมีพื้นที่ใช้สอยมากนัก

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องนอนของรุสโซ สามารถมองเห็นห้องนอนของคนรับใช้ มีหน้าต่างอยู่เหนือประตูทางเข้าห้องนอน 

การเยี่ยมชมตัวบ้านมาถึงจุดสิ้นสุดที่ห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์ พลันที่ผู้เขียนก็นึกถึงฉากจบชีวิตรักของรุสโซกับมาดาม เดอ วาร็องส์ ซึ่งเกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อรุสโซได้รับคำแนะนำจากแพทย์ส่วนตัวให้เดินทางไปยังสวนสมุนไพรในต่างจังหวัดเพื่อรักษาอาการป่วยเรื้อรังของเขา ในระหว่างที่เขาอยู่ต่างจังหวัด แม้จะเขียนจดหมายติดต่อกับมาดาม เดอ วาร็องส์ อยู่ตลอด แต่จดหมายตอบกลับของเธอกลับน้อยลงทุกที เวลาหลายเดือนผ่านไป เมื่อเขากลับมาถึงช็องเบรีด้วยความตื่นเต้น ด้วยหวังว่าจะเห็นมาดาม เดอ วาร็องส์ ยืนรอต้อนรับเขาอยู่ที่ถนน แต่เขากลับพบว่า 

“…ข้าพเจ้าไม่เห็นใครอยู่ในสวน ที่ประตู หรือที่หน้าต่าง ความพรั่นพรึงเข้าจับหัวใจของข้าพเจ้า ด้วยความกลัวว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เมื่อเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างเงียบสงัด คนงานกำลังทานอาหารเที่ยงอยู่ในครัวในสภาพที่ห่างไกลนักกับการเตรียมตัวต้อนรับข้าพเจ้า คนรับใช้ต่างตกใจเพราะไม่นึกว่าจะเห็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเดินขึ้นบันได แล้วก็มองเห็นเธออยู่ไกลๆ เพื่อนที่รักของข้าพเจ้า! ช่างอ่อนหวาน เธอเป็นคนที่ข้าพเจ้ารักหมดทั้งหัวใจอย่างแท้จริง ข้าพเจ้ารีบวิ่งเข้าไปหาเธอ โถมตัวแทบเท้าของเธอ”

“อา! เด็กน้อย เธอกล่าว เธอกลับมาแล้วสินะ เธอพูดพลางกอดข้าพเจ้า การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง เธอสบายดีไหม การต้อนรับนี้ทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ข้าพเจ้าจึงถามเธอไปว่า เธอได้รับจดหมายของข้าพเจ้าบ้างหรือไม่ เธอตอบ ได้สิ ซึ่งข้าพเจ้าพูดกลับว่า ผมกลับคิดว่าไม่น่าจะได้รับเสียอีก แล้วคำตอบก็กระจ่างอยู่ในตัว ชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่กับเธอตลอดเวลา ข้าพเจ้าพอจะจำได้อยู่เลาๆ ว่าเคยเห็นชายคนนี้ในบ้านก่อนที่จะจากไปต่างจังหวัด แต่การปรากฏกายของเขาในครั้งนี้ได้แสดงถึงสถานะอย่างชัดเจน นั่นคือ ข้าพเจ้าได้ถูกแทนที่เสียแล้ว! …” 

(คำสารภาพ – เล่ม 6)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่รุสโซเข้ามาเห็นเธอกำลังอยู่กับคนรักคนใหม่
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ทิวทัศน์สวนสมุนไพรและเทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส จากหน้าต่างห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์

แม้รุสโซวัยหนุ่มจะค้นพบความจริงว่าพื้นที่ในหัวใจของมาดาม เดอ วาร็องส์ ได้ถูกคนอื่นจับจองไปเสียแล้ว และเขาไม่ใช่คนรักคนโปรดอีกต่อไป ถึงกระนั้นเขาก็พยายามอาศัยร่วมกันกับคนรักของคนใหม่ของมาดาม อย่างที่เขาเคยอาศัยร่วมกันกับโคลด อาเน็ต แต่แล้วเขาก็พบว่าตนเองไม่สามารถทนเห็นมาดาม เดอ วาร็องส์ แสดงความรักกับคนอื่น (อันที่จริงรุสโซยังได้บรรยายด้วยว่าชายหนุ่มคนใหม่นี้ทั้งไม่เอื้ออารีเหมือนดังโคลด อาเน็ต และทั้งไม่ค่อยฉลาด มีลักษณะท่าทางเหมือนพวกพระเอกในละครที่รู้จักแต่การใช้กำลัง) ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจากเลส์ ชาร์เมตส์มา

การเดินทางออกจากเลส์ ชาร์เมตส์ ของรุสโซเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นบ้านสวนหลังนี้ เขาได้พบมาดาม เดอ วาร็องส์ อีกในราว 20 ปีต่อมาที่เจนีวา เมื่อเธอมีอายุได้ 55 ปี และผ่านพ้นร่องรอยของความสาวไปจนหมดสิ้นแล้ว หลังจากนั้นเมื่อเขากลับจากการลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1767 และต้องการพบมาดาม เดอ วาร็องส์ อีกครั้ง เขาจะได้รับรู้ข่าวอันน่าเศร้าว่ามาดาม เดอ วาร็องส์ ได้เสียชีวิตอย่างอนาถาไปก่อนหน้าแล้วถึง 6 ปีด้วยกัน แม้มาดาม เดอ วาร็องส์ จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เรารู้ได้จากงานเขียนของรุสโซว่าความทรงจำของเธอยังประทับอยู่ในหัวใจของเขาเสมอมา

เมื่อรุสโซเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยเส้นเลือดในสมองแตกในวัย 66 ปี เขาได้ทิ้งงานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ยังเขียนไม่เสร็จ ชื่อ ห้วงคำนึงของนักเดินเท้าผู้สันโดษ (Les Rêveries du promeneur solitaire) เอาไว้ หนังสือเล่มนี้มี 10 บท มีเพียงบทสุดท้ายที่ยังเขียนไม่เสร็จ และเป็นบทที่บันทึกความทรงจำของเขากับมาดาม เดอ วาร็องส์… บางทีห้วงคำนึงสุดท้ายของรุสโซอาจจะนึกถึงมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็เป็นได้

และแล้วก็ถึงเวลาที่ผู้เขียนจะต้องอำลาเลส์ ชาร์เมตส์ ไว้ข้างหลัง แล้วเดินเท้ามุ่งหน้าสู่เมืองช็องเบรี ผู้เขียนไม่รู้หรอกว่าในขณะที่รุสโซเดินทางจากเลส์ ชาร์เมตส์ มานั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผู้เขียนขอยกข้อความส่วนหนึ่งใน คำสารภาพ ซึ่งเขาได้เขียนขึ้นภายหลังเหตุการณ์เป็นเวลาหลายปีมาให้ผู้อ่านได้พิจารณา

“…ข้าพเจ้าหยุดเปรียบเทียบไม่ได้เลยระหว่างชีวิตในตอนนี้ กับชีวิตที่ข้าพเจ้าเดินจากมา ความทรงจำของ ‘เลส์ ชาร์เม็ตส์’ อันเป็นที่รัก สวนหย่อม ต้นไม้ น้ำพุ สวนผลไม้ และเหนือสิ่งอื่นใด คือการได้มีเธออยู่ด้วย เธอผู้เกิดมาเพื่อมอบชีวิตและจิตวิญญาณให้กับความอภิรมย์ทั้งหลาย เมื่อนึกถึงความสุขและชีวิตอันไร้เดียงสาของเรา

“หัวใจของข้าพเจ้าถูกเกาะกุมด้วยความเจ็บปวดและหน่วงหนักจนหมดไร้ซึ่งเรียวแรงที่จะทำอะไรๆ อย่างที่ควรจะเป็น เป็นร้อยครั้งได้แล้วที่ข้าพเจ้าอยากจะออกเดินเท้าไปหามาดาม เดอ วาร็องส์ ผู้เป็นที่รักให้ได้เสีย ณ บัดนั้น เชื่อว่าถ้าข้าพเจ้าได้พบเธออีกแค่สักเพียงครั้ง ข้าพเจ้าคงจะเป็นสุขหัวใจจนแทบจะตายได้ในตอนนั้นเลย ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าก็ไม่อาจต้านทานอารมณ์อันอ่อนไหวที่เรียกข้าพเจ้ากลับไปหาเธอ ไม่ว่าจะต้องเสียอะไร ข้าพเจ้าโทษตัวเองที่ไม่อดทน โอนอ่อน และอ่อนหวานพอ ไม่อย่างนั้นแล้วข้าพเจ้าอาจจะยังได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธออย่างมีความสุข ด้วยมิตรภาพอันอ่อนโยน และด้วยการแสดงสิ่งเหล่านั้นให้เธอได้เห็นมากกว่าที่ข้าพเจ้าเคยทำมา 

“ข้าพเจ้าวาดฝันถึงสิ่งที่งดงามที่สุดที่จะทำกับเธอ ร้อนรนที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ทอดทิ้งทุกสิ่ง สละทุกอย่าง ออกเดินทาง โบยบิน และมาถึงแทบเท้าของเธออีกครั้งด้วยความเสน่หาทั้งหมดของวัยแรกหนุ่ม โธ่เอ๋ย ข้าพเจ้าน่าจะตายไปเสียซะตรงนั้นด้วยความปิติ หากในการต้อนรับของเธอ ในอ้อมแขนของเธอ หรือในหัวใจของเธอ ข้าพเจ้าได้รู้สึกแค่เพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยได้สัมผัส และจากสิ่งนั้น ข้าพเจ้าได้รับความอบอุ่นอันไม่เสื่อมคลาย…” 

คำสารภาพ -เล่ม 6

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

อติเทพ ไชยสิทธิ์

นักวิทยาศาสตร์ในฝรั่งเศสที่งานมักพาให้ได้เดินทางไปยังสถานที่น่าสนใจ งานอดิเรกคืออ่านหนังสือ เขียนพู่กันจีน และเดินเท้าทางไกล เมื่อมีโอกาสได้ท่องเที่ยว มักชื่นชอบการตามรอยชีวิตคนในประวัติศาสตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจของตนเอง

Photographer

สุญญาตา เมี้ยนละม้าย

สาวฟรีแลนซ์ทำงานด้านภาษาไทยและอังกฤษ ทั้งสอน เขียน แปล และล่าม เป็นคนติดขนมหวาน Work from Home อยู่บ้าน Before it was cool ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสได้เกือบ 3 ปี งานอดิเรกคือปั่นจักรยานออกกำลังกาย เดินเล่นสำรวจซอกซอยเก๋ๆ ดูสตรีทอาร์ต จิบกาแฟและชิมขนม ถ้าสนใจ ตามไปร่วมสำรวจเมืองปารีสได้ที่ Instagram: parisbitsandpieces

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.82 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load