10 เมษายน 2564
6.00 K

สู่ดินแดนทิเบตน้อย

เสียงพึมพำเริ่มดังขึ้นรอบตัว ปลุกให้ฉันตื่นจากการเผลองีบไปเมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ฉันรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องลืมตาขึ้นมาดู ว่าเหตุใดผู้คนรอบกายจึงพากันส่งเสียงพึมพำที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นเช่นนี้ ใช่แล้ว! ฉันกำลังอยู่บนเครื่องบินที่มีจุดหมายปลายทางคือ เลห์ (Leh) เมืองหลวงของดินแดนสหภาพลาดัก (Union Territory of Ladakh) ที่เพิ่งถูกแยกออกมาจากรัฐจัมมูและแคชเมียร์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน พร้อมกับค่อยๆ คว้ากล้องถ่ายรูปออกมา มีคนเคยบอกว่า เที่ยวบินเส้นทางนี้วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เบื้องล่างนั่นคือเทือกเขาหิมาลัยอันสลับซับซ้อน ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน มองลงไปชวนให้รู้สึกว่าเครื่องบินเรานั้นช่างบินต่ำและอยู่ใกล้ยอดเขาเสียเหลือเกิน

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ทริปนี้เป็นทริปที่ 2 ในชีวิตที่ฉันตัดสินใจขอเป็นหญิงสาวฉายเดี่ยวเที่ยวตามใจตนเอง ฉันเดินทางช่วงปลายเดือนตุลาคม ที่ลาดักกำลังจะสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วง ยังมีใบไม้สีทองปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่ อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บในเดือนถัดมา

เที่ยวบินของฉันมาถึงสนามบินที่เลห์ตอนช่วงสายๆ อากาศอุ่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ฉันจัดการนัดหมายเจ้าของเกสต์เฮาส์ให้มารับที่สนามบินไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไป ตลอดเวลาที่อยู่ลาดัก นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ จะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตใช้งาน นอกเสียจากไวไฟตามโรงแรมหรือร้านอาหารเท่านั้น 

ลาดักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลค่อนข้างมาก ออกซิเจนเบาบางกว่าปกติ อาจทำให้เกิดอาการแพ้ความสูง (Acute Mountain Sickness) ขึ้นได้ อาการที่พบบ่อยคือ ปวดศีรษะ มึนศีรษะ เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ โดยทั่วไปร่างกายปรับตัวได้เองใน 1 – 2 วัน ดังนั้น สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำเมื่อมาถึงคือนอนพัก เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว ระหว่างอยู่บนที่สูงก็พยายามดื่มน้ำบ่อยๆ ระวังอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ อย่าหักโหมออกแรงมากๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วเกินไป 

ซึ่งฉันนอนหลับยาวจนถึงบ่าย 4 โมงเย็น ถึงเวลาต้องออกไปเดินเล่นที่ตลาด (Main Bazaar) เพื่อตามหาเอเจนซี่จัดการเรื่องรถและไกด์ ซึ่งจะพาฉันเดินทางท่องเที่ยวในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันเลือกเหมารถเดินทางเพียงคนเดียว ไม่แชร์ค่ารถกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ตลอดการเดินทางในทริปนี้ จะมีแค่ฉันกับคนขับรถ ทำหน้าที่เป็นทั้งคนขับรถและไกด์ไปด้วยในตัว แต่แล้วความหน้าแตกดังโป๊ะแรกก็เกิดขึ้นจนได้ นั่นคือ เงินสดที่พกติดตัวมาด้วยไม่พอจ่ายค่ามัดจำทัวร์ขั้นต่ำด้วยซ้ำ พอเจ้าของเอเจนซี่ทัวร์รู้ดังนั้น กลับไม่ว่าอะไร ตรงกันข้าม เธอหยิบเงินฉันไปแค่ไม่กี่รูปี พร้อมกับบอกว่ามัดจำแค่นี้ก็พอแล้ว เดี๋ยวเธอไม่มีเงินไปเดินตลาดต่อนะ 

ฉันได้ยินแบบนั้นแทบจะร้องไห้เลยทีเดียว ทำไมคนที่นี่ใจดีแบบนี้ล่ะ

จุดบรรจบของแม่น้ำสองสีและดินแดนโลกพระจันทร์

คนขับรถเป็นผู้ชายวัยกลางคน เชื้อสายทิเบต ท่าทางใจดี อัธยาศัยดี พูดภาษาอังกฤษคล่อง มารับฉันตอน 8 โมงเช้าตามนัดหมายกันไว้ คุณลุงแนะนำตนเองว่าชื่อ Karma เส้นทางที่เราจะเดินทางวันนี้ อยู่ที่ระดับความสูงใกล้เคียงกับเลห์ ถือว่าเป็นการให้เวลาร่างกายได้ปรับตัวต่ออีกหนึ่งวัน ก่อนจะขึ้นสู่ระดับความสูงที่มากขึ้นในวันพรุ่งนี้

จุดแรกที่ฉันผ่านคือ Sangam View Point เป็นจุดที่แม่น้ำสินธุ (Indus) และ แม่น้ำซันสการ์ (Zanskar) มาบรรจบกัน เห็นสีฟ้าสองโทนต่างกันชัดเจน ถ้ามาช่วงหน้าร้อน จะไม่เห็นสีฟ้าแบบนี้นะ เพราะหิมะบนภูเขาจะละลายพาโคลนไหลมา แม่น้ำจะกลายเป็นสีโคลนแทน ฉันมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ ปลายทาง คือ ลามายูรุ (Lamayuru) ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นดินแดนโลกพระจันทร์ (Moon Land) เพราะภูมิประเทศแถบนี้คล้ายกับบนดวงจันทร์ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันเริ่มมีอาการปวดหัวเล็กน้อย น่าจะเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่พอ คุณลุง Karma ชวนดื่มชาเขียวกับแครกเกอร์ปราศจากน้ำตาลเป็นการพักเบรก ช่วยให้อาการดีขึ้นมาก ก่อนจะเดินขึ้นไปชม Lamayuru Monastery คนที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน ถ้าเทียบกับบ้านเรา Monastery ก็คล้ายๆ วัด มีพระ เณร อาศัยและเรียนหนังสือ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ขับรถขึ้นถนนที่สูงที่สุดในโลก มุ่งสู่ Nubra Valley 

การเดินทางต่อจากนี้ ฉันได้คนขับคนใหม่เป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 30 ชื่อ Stanzin ท่าทางเฟรนด์ลี่สุดๆ พูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ มาพร้อมเสียงเพลงภาษาท้องถิ่นอันครึกครื้นในรถ จุดหมายวันนี้ เดินทางไกลไป Nubra Valley โดยขับผ่าน Khardung La Pass เป็นถนนที่มีความสูง 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล (ดอยอินทนนท์สูง 2,565 เมตร)

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก
สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันมีอาการปวดหัวเล็กน้อยก่อนจะถึง Khardung La แต่พอได้กิน Maggie คล้ายๆ มาม่าต้มยำ และเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เวลามาอินเดียคือ ชานมหรือ Chai อาการก็ดีขึ้นในฉับพลัน ข้างบน Khardung La Pass มีหิมะตก อากาศหนาวมาก น้ำแทบทุกแห่งกลายเป็นน้ำแข็ง รวมถึงในห้องน้ำด้วย คงไม่ต้องบอกนะว่าน้ำอะไร ทับถมกันเป็นชั้นๆ เชียว

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

วันนี้เราจะเดินทางยิงยาวถึงหมู่บ้าน Turtuk ประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ตอนแรกจินตนาการไว้ว่า ถนนไปสู่หมู่บ้านสุดชายแดนมันต้องโยกเยกโคลงเคลงตลอดทางแน่ๆ แต่พอเจอของจริง กลับไม่เหมือนที่คิดไว้เลยสักนิด ถนนดีมาก ถึงจะเป็นเลนกว้างขนาดเท่ารถคันเดียว แต่ลาดยางเรียบเกือบตลอดสาย คนในหมู่บ้าน Turtuk หน้าตาจะคล้ายชาวปากีสถาน นับถือศาสนาอิสลาม หมู่บ้านแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน แต่หลังจากเกิดสงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถาน อินเดียเป็นฝ่ายชนะ หมู่บ้านนี้จึงตกมาอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 เป็นต้นมา 

แต่ถึงกระนั้น ผู้คนที่นี่ก็ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตและความเชื่อดั้งเดิมแบบบรรพบุรุษ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

นี่คือสะพานเข้าหมู่บ้าน รถจะเข้ามาจอดได้ถึงแค่ตรงนี้ จากนี้ฉันจะพกเฉพาะสัมภาระจำเป็น เดินข้ามสะพานเข้าสู่หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเนินสูง Stanzin ช่วยตามหาเกสต์เฮาส์ที่ฉันหาข้อมูลล่วงหน้าในอินเทอร์เน็ต เมื่อติดต่อห้องพักและจัดแจงเก็บข้าวของเรียบร้อย ยังพอมีเวลาเดินเล่นชมหมู่บ้าน ก่อนกลับมาทานอาหารเย็นที่เจ้าของบ้านจัดเตรียมไว้ให้ หมู่บ้านแห่งนี้เงียบสงบมาก เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง หลีกเร้นจากความวุ่นวายของโลกภายนอกชั่วคราว

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

วันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าเสร็จ Stanzin พาเดินลัดเลาะไปชมวิวจากบนเนินเขา วิวเบื้องล่างคือหมู่บ้านที่เราเพิ่งเดินจากมาและแม่น้ำ Shyok ที่ไหลเข้าไปยังประเทศปากีสถาน จากจุดนี้ เราจะมองเห็นยอดเขาแหลมๆ อยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาสองลูก คือยอดเขา K2 ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองรองจาก Mt. Everest 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

เราจะเดินทางย้อนกลับทางเดิม ไปเยี่ยมชม Diskit Monastery ที่หมู่บ้าน Diskit อันเป็นบ้านเกิดขององค์ดาไลดามะ มีพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรย ขนาดองค์ใหญ่มาก ประดิษฐานอยู่บนเขา มองเห็นเด่นได้แต่ไกล

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

กลางหุบเขาแห่งนี้ มีทะเลทรายด้วยนะ คือ Hunder Sand Dunes อันโด่งดัง 

ใครมาที่นี่จะต้องไม่พลาดการถ่ายรูปกับเหล่าน้องอูฐที่หน้าตาหน้ายิ้มแย้มรับแขกตลอดเวลา

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

Pangong Tso ทะเลสาบที่อยู่สูงที่สุดในโลก

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้เป็นวันที่เดินทางไกลที่สุดของทริป เราเดินทางออกจาก Nubra Valley มุ่งหน้าสู่ Pangong Tso หรือ ทะเลสาบปางกอง (Tso แปลว่า ทะเลสาบ) โด่งดังจากการเป็นฉากจบในภาพยนตร์อินเดียชื่อดังเรื่อง 3 Idiots ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความยาวประมาณ 134 กิโลเมตร 

ปางกองเป็นทะเลสาบ 2 ประเทศ ฝั่งตะวันตกเป็นของอินเดีย ฝั่งตะวันออกเป็นของจีน พื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่อ่อนไหว และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกรณีพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวใหม่ที่เลห์

ช่วงเวลาอีกไม่กี่วันที่เหลือของทริปนี้ ฉันกลับมาอยู่ที่ตัวเมืองเลห์ จองที่พักแบบโฮมสเตย์ของครอบครัวชาวลาดักกี้แท้ๆ ฉันได้พบสมาชิกในบ้านทั้งหมด 5 คน คุณปู่ คุณพ่อ คุณแม่ คุณลุง และลูกชายที่เพิ่งเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์มาหมาดๆ ซึ่งตั้งใจกลับมาช่วยดูแลกิจการโฮมสเตย์ของที่บ้าน ส่วนคุณปู่อายุ 80 กว่าแล้วแต่ยังแข็งแรง อดีตเคยเป็นนักเรียนทุน มีผลงานเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แถมยังเคยเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิดฉันด้วย 

คุณปู่แม้ปกติจะหลงๆ ลืมๆ บ้างตามประสาผู้สูงอายุ แต่พอได้ยินคำว่า เชียงใหม่ ความทรงจำมากมายในอดีตของท่านก็กลับแลดูชัดเจนขึ้น เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟังราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง 

ทุกคนในบ้านบอกว่าการจะเที่ยวตัวเมืองเลห์ให้สนุกนั้นต้องใช้วิธีเดิน คุณแม่จึงรับหน้าที่เป็นไกด์พาฉันเดินเล่นยามเช้าไปยังศานติสถูป (Shanti Stupa) เจดีย์สีขาวที่สร้างโดยพระชาวญี่ปุ่น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและเป็นการฉลองครบรอบ 2,500 ปี ของพระพุทธศาสนา จากศานติสถูป คุณแม่พาฉันเดินข้ามไปยังเขตเมืองเก่าและพระราชวังเลห์ (Leh Palace) ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมือง เพื่อส่งมอบหน้าที่ไกด์ภาคบ่ายให้กับคุณพ่อ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก
สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

คุณพ่อทำงานให้กับองค์กรด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น กำลังมีโปรเจกต์บูรณะอาคารเก่าในเขตเมืองเก่าของเลห์ ท่านจึงถือโอกาสนี้พาฉันเดินเยี่ยมอาคารเก่าที่กำลังได้รับการซ่อมแซม คุณพ่อบอกว่าเป็นงานที่เงินเดือนไม่มาก แต่มีคุณค่าและจำเป็นอย่างยิ่งต่อเลห์

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

บ้านหลังนี้ไม่มีไวไฟ หากจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต เจ้าของบ้านเปิดฮอตสปอตให้ได้ แต่การไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ที่นี่กลับเป็นเรื่องดีซะอีก ทำให้ฉันมีโอกาสตั้งวงนั่งคุยกับสมาชิกในบ้านอย่างจริงจังทุกวันหลังอาหารเย็น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวหลายๆ อย่างร่วมกัน เป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนจะห่างหายไปจากชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ลูกชายของบ้านชื่อ Jigmet มีกิจวัตรประจำวันคือ ตื่นแต่เช้ามืดมาวิ่งทุกเช้า กลับบ้านมานั่งดื่มชา อ่านหนังสือ รับแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ให้ตัวเองได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง เขาบอกว่าการที่ทำแบบนี้ทุกเช้า จะทำให้ตัวเองมีวินัยและเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เจ้าของบ้านบอกกับฉันว่าสำหรับพวกเขาแล้ว “Everyday is Sunday.” ซึ่งเราก็ทำให้เป็นแบบนั้นได้ ไม่ได้หมายถึงการมีวันหยุดทุกวันหรือไม่ได้ทำงาน แต่มันคือการออกแบบชีวิตของเราให้เป็นแบบที่เราต้องการ เพราะนั่นคือชีวิตของเราและเรามีแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น 

Before we go … Be more thoughtful

วันนี้ถึงเวลาต้องกล่าวคำอำลาครอบครัวใหม่แล้ว เครื่องบินจะออกจากเลห์ตอน 10.25 น. ตอนเช้าจึงยังมีเวลาดื่มชา ทานอาหารเช้า สบายๆ เหมือนเช่นเคย ระหว่างทานอาหารเช้า Jigmet มีข้อความฝากส่งต่อถึงทุกคนว่า เวลาทานอาหาร ใช้น้ำ ไฟฟ้า หรือทรัพยากรอะไรก็ตามอย่างสิ้นเปลืองนั้น อยากให้ลองคิดถึงคนอื่นที่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ เช่น ลาดักมีฤดูหนาวยาวนาน อาหารขาดแคลน เพาะปลูกไม่ได้ น้ำก็หายากเพราะเป็นน้ำแข็งไปหมด หรือบางประเทศแห้งแล้งขาดแคลนน้ำสะอาด บางครั้งต้องยอมเดินเท้าไกลหลายกิโล เพียงเพื่อจะให้ได้มาซึ่งน้ำแก้วเดียว 

ดังนั้น พยายามใช้สิ่งต่างๆ อย่างรู้คุณค่า คิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น “Be more thoughtful.” 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ตลอดเวลาที่อยู่ลาดักได้พบเจอคนดีๆ มากมาย คอยช่วยเหลือตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ไม่มีวันไหนที่รู้สึกเป็นคนต่างถิ่นแปลกหน้าเลย แถมยังถูกพวกเขาค่อยๆ หล่อหลอมให้อยากเป็นคนที่ดีขึ้น หวังว่าเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเป็นแรงบันดาลใจ (แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี) ให้ใครก็ตามได้ก้าวข้าม Comfort Zone ออกไปผจญภัยกัน

Life is short, world is wide.

Julley!

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศศิวิมล งามทิพย์

ทันตแพทย์หญิงที่ในหัวมีแต่แผนการท่องเที่ยว และเชื่อว่าเมื่อได้ออกเดินทาง เราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2560
1.06 K

Croatia เป็นประเทศขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศแถบ Eastern Europe ที่สวยที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบ Adriatic Sea ภูมิประเทศและภูมิอากาศในช่วงฤดูร้อนจึงเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวเมืองและธรรมชาติ

เหตุเกิดขึ้นเมื่อเราร่วมลงแข่งงานวิ่ง 100 Miles of Istria ระยะ 42 กิโลเมตรของ Ultra-Trail World Tour การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเคยใฝ่ฝันไว้ว่าอยากจะมาประเทศแถบนี้ อยากมาชิมบรรยากาศของทะเลเอเดรียติกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

Adriatic Sea Croatia

เมืองที่มีงาน 100 Miles of Istria นี้ไม่ได้เป็นเมืองหลวง เลยทำให้การวางแผนในการเดินทางนี้ค่อนข้างจะยากลำบาก เพราะต้องต่อบินหลายต่อจาก Bangkok-London-Venice แล้วยังต้องนั่งรถจากเวนิซข้ามมา Slovenia (สโลวีเนีย) แล้วจึงถึงจุดหมายปลายทางที่อิสเตรีย ประเทศโครเอเชีย รวมแล้วทั้งหมดใช้เวลาการเดินทางเกือบ 40 ชั่วโมงเลยทีเดียว

อิสเตรียเป็นแคว้นเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยเมืองเล็กๆ อย่าง Umag, Rovinj, Motovun, Lovran ซึ่งแต่ละเมืองมีประชากรอยู่เพียงหมื่นกว่าคน และแน่นอน ชาวเอเชียเป็นความแปลกตาสำหรับคนพื้นเมือง เราพักอยู่ที่เมืองอูมัก ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการแข่งขันครั้งนี้ อูมักเป็นเมืองที่ติดทะเล ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเป็นแบบโฮมเมด มีทั้งพาสต้า สเต๊ก และอาหารทะเล อาหารที่นี่รสชาติต่างจากอาหารอิตาเลียน โดยจะปรุงอาหารแบบธรรมชาติ เน้นวัตถุดิบดี และอาหารรสไม่จัด นอกจากอูมักแล้ว เราขับรถไปเที่ยวเมืองโรวินจ์ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งมีท่าเรือตกปลาของโครเอเชีย สถาปัตยกรรมแบบ Venetian และย่านเมืองเก่าใจกลางเมือง นับเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ และถูกจัดให้เป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในเอเดรียติกอีกด้วย

Croatia Croatia Croatia

ชื่องาน 100 Miles 0f Istria จริงๆ แล้วมาจากระยะ 100 ไมล์ซึ่งเป็นระยะสูงสุด และเป็นเส้นทางวิ่งรอบแคว้นอิสเตรียเลย อีเวนต์นี้เป็นงานวิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้น การจัดการแข่งขันต้องบริหารจัดการหลายส่วน ซึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและมืออาชีพ ทุกคำถามมีคำตอบ มีข้อมูลให้อ่านครบถ้วน ทั้งการอธิบายเส้นทางวิ่ง คำแนะนำในการเดินทาง หรือการจองที่พัก แบบนี้สิที่เขาเรียกว่าระดับโลก

มาถึงเราบ้าง การเตรียมตัวก่อนวิ่งของเราเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะระยะของเราไม่เยอะมาก แต่ก็แอบหวั่นใจว่าจะจบหรือไม่ เพราะไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศและภูมิอากาศ ระยะของเราคือ 42 km ปล่อยตัวที่เมืองโมโตวุน ซึ่งต้องนั่งรถออกไปจากอูมักอีก 45 นาที และต้องวิ่งจากจุดปล่อยตัว ผ่านอีก 3 เมือง 3 เขา และกลับมาจบที่อูมัก หลายคนอาจจะคิดว่าวิ่งต่างประเทศอากาศจะต้องเย็นสบาย แต่เรื่องจริงนั้นตรงกันข้าม ถึงอากาศจะเย็น แต่แดดแผดเผาไม่แพ้ประเทศไทยเลย

เวลาปล่อยตัวเริ่มใกล้เข้ามา ใจก็ตุบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมแข่ง Ultra-Trail World Tour เราตื่นเต้นมากๆ ยืดเส้นรอเวลา พอเสียงแตรดังขึ้นก็ออก start! เพื่อไม่ให้ขายหน้าคนเอเชีย (เราเป็นเอเชียคนเดียวใน race นี้) เลยใส่ไปเต็มที่ พยายามวิ่งให้อยู่ในอันดับกลางๆ (ที่จริงอยากอยู่แนวหน้า แต่ไม่สามารถจริงๆ) ท่องในใจว่า pride of Asia อย่าทำให้ขายหน้าชาวโลก แค่ได้วิ่งแซงฝรั่ง เราก็ดีใจแล้ว

Ultra Trail World Tour

Ultra Trail World Tour Ultra Trail World Tour

ด้วยความที่ต้องขึ้นวิ่งเขา บวกกับใส่ไปเต็มในช่วงแรก ทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่กลัวหนาว กลับกลายเป็นว่าต้องถอดแขนยาวออก เก็บผ้า buff แล้วเหลือแต่แขนสั้น ก็ค่อยวิ่งได้สบายขึ้น และไหม้ไปตามระเบียบ เป็นการแข่งขันวิ่งที่ท้าทายและสนุกมาก ทางสวย ได้ผ่านทั้งเมืองยุโรปเก่าและทางวิ่ง มีชาวบ้านเชียร์ตลอดมุมเมือง และมีบรรยากาศที่เป็นมิตร อาหารที่มีให้นักวิ่งในงานเป็นพาร์มาแฮม ชีส และช็อกโกแลต อุดมสมบูรณ์ไปตลอดระยะทาง

วิ่งไปได้จนเหลือเพียง 10 กิโลเมตรสุดท้าย เวลา 2 ทุ่ม พระอาทิตย์ก็เริ่มตก อากาศพลิกอย่างมหันต์ จากที่ร้อนมากๆ กลายเป็นเย็นจัด เสื้อแขนยาวที่แบกมาตลอดสามสิบกว่าโลเลยได้มาเป็นประโยชน์อีกครั้ง จาก 10 โล เป็น 5 โล จาก 5 โล เป็น 500 เมตร ซึ่งเป็น 500 เมตรที่รู้สึกว่ามันไกลกว่า 42 โลทั้งหมดที่วิ่งมา ร่างกายเริ่มอ่อนล้า ท้องเริ่มร้อง ขาเริ่มก้าวไม่ออก จะเดินก็ไม่ได้เพราะตะคริวจะกิน และจะยิ่งทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าเดิม สิ่งที่ทำได้ ณ เวลานั้นคือท่อง (อีกแล้ว) ว่า ให้มันจบๆ ไป อย่าหยุด ไปต่อ จนเห็นเส้นชัยแรงก็มาจากไหนไม่รู้ ขาหายล้า วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยแรงพาร์มาแฮมทั้งหมดที่เหลือ จบเสียที 42 โลของเรา น้ำตาแทบไหลตอนที่ได้รับเหรียญ ดีใจ ได้กินข้าวแล้ว 

42 กิโลเมตรนี้เราใช้เวลาไปทั้งหมด 8 ชั่วโมงกว่าๆ ต้องขอบคุณผู้จัดที่ใจดีให้เวลากับนักวิ่งเหลือเฟือ ทำให้วิ่งจบได้อย่างสวยงาม นับว่าเป็นการแข่งวิ่งที่ต้องทุ่มเทเตรียมตัวพอสมควร การเดินทางค่อนข้างยากและใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและหาที่ไหนไม่ได้อีก การวิ่งระยะยาวสำหรับเราไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับคนอื่น แต่คือการแข่งกับตัวเอง เอาชนะใจตัวเอง อย่างที่มีคนเคยเขียนไว้ว่า “The real purpose of running is not to win the race but to test the limit of the human’s heart.”

Ultra Trail World Tour

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ญดา เลิศวิเศษปัญญา

amateur runner และ brand manager แบรนด์เสื้อผ้า activewear

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load