20 พฤศจิกายน 2564
2 K

ประตูเครื่องบินปิดลงที่สนามบินเดลี ประเทศอินเดีย ผู้โดยสารชุดสุดท้ายเดินขึ้นมาบนเครื่องบิน เสียงสื่อสารระหว่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังขึ้นว่า “Boarding Completed” นั่นหมายถึงจะไม่มีผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องบินมาเพิ่มอีกแล้ว 

ผมหน้าซีด หันไปหาเพื่อนอีก 3 คน และพบว่าทุกคนหน้าซีดพอกัน เพราะเราทุกคนต่างรู้ดีว่า การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้เดินทางมาแค่ 4 คน แต่กลุ่มของเราต้องมีให้ครบ 7 คนจึงจะสมบูรณ์

“เฮ้ย! มีคนตกเครื่อง” ผมอุทาน 

ผมเคยเป็นวิทยากรนำทัวร์ในประเทศอินเดียมาแล้วหลายครั้ง และรู้ว่าเหตุการณ์นี้วิกฤตมาก เพราะจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้อยู่ที่เมืองเลห์ (Leh) บนเทือกเขาหิมาลัย สูงจากระดับน้ำทะเลไปถึง 3,500 เมตร หมอกลงปกคลุมหนาแน่น เที่ยวบินมีเฉพาะช่วงเช้าและมีจำนวนเที่ยวบินจำกัด ตั๋วใบใหม่อาจหาไม่ได้ภายในวันนี้

และที่สำคัญ เพื่อนอีก 3 คนที่มาขึ้นเครื่องบินไม่ทันนั้น เพิ่งเคยมาอินเดียเป็นครั้งแรก ใจผมรู้สึกว่าถ้ามีใครสักคนควรจะตกเครื่อง คนคนนั้นควรเป็นผมมากกว่า เพราะอย่างน้อยจากประสบการณ์ของการเดินทางในอินเดียหลายครั้ง ผมคงพอจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ใครที่เคยเดินทางในประเทศอินเดีย คงจะทราบดีว่าสิ่งที่คาดหมายว่าแน่ก็อาจจะไม่แน่ เพราะสิ่งที่ไม่แน่นั้นมักจะเกิดขึ้นแน่นอน 

ผมขอให้เพื่อนของผมอีกคนหนึ่งช่วยติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องนั้นให้ซื้อตั๋วใหม่โดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความคิดที่ปั่นป่วนอยู่ในสมองของผม ว่าจะต้องเตรียมแผนสำรองไว้อย่างไรบ้าง ในเมื่อคณะเดินทางมีคนตกเครื่องครึ่งคณะอย่างนี้

เครื่องบินกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่รันเวย์ ทันใดนั้นก็มีข้อความส่งเข้ามาว่าตั๋วเครื่องบินใบใหม่ทั้งสามใบได้อยู่ในมือของเพื่อนแล้ว ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางรู้สึกว่าการเป็นหัวหน้าทริปให้กลุ่มเพื่อนครั้งนี้ ดูท่าจะต้องเจอโจทย์หินเข้าให้แล้วจริง ๆ

เตรียมตัวไปเลห์

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

คณะเดินทางของเราทั้ง 7 คนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 10 ปีที่รู้จักกัน ทำให้เรารู้เช่นเห็นชาติกันดียิ่งกว่าอย่างอื่น วันแรกที่ผมได้รับโจทย์จากเพื่อนๆ ว่าเราจะไปเลห์-ลาดักห์กันนั้น ผมก็รับปากว่าจะจัดทริปให้ด้วยความตื่นเต้น แต่อีกใจหนึ่ง (ในฐานะที่เป็นหัวโจกจัดทริปมาหลายครั้ง) ผมก็รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เพราะการเดินทางในเขตเทือกเขาสูงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่เงื่อนไขที่เพื่อน ๆ ของผมตั้งไว้นั้นก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาขอแค่อาหารอร่อย รสชาติไม่ประหลาด ที่พักสะดวกสบาย ควรจะมีน้ำอุ่น รถยนต์สะอาด คนขับรถยนต์ต้องสุภาพ โปรแกรมจะต้องไม่เหนื่อย และที่สำคัญก็คือราคาไม่แพง

เงื่อนไขง่าย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ แหะ แหะ…

ผมเคยเดินทางบนเทือกเขาหิมาลัยมาแล้ว 4 ครั้ง ประสบการณ์ทั้ง 4 ครั้งสอนให้ผมรู้ว่า โจทย์ที่เพื่อนตั้งนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าสมการ 5 ตัวแปรเสียอีก ผมรีบติดต่อกับพี่ไกด์ที่คุ้นเคย บอกเงื่อนไขทั้งหมด และขีดเส้นงบประมาณเอาไว้ว่าต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ หลังจากผ่านการเลือกแล้วเลือกอีกหลายครั้ง เราก็ได้โรงแรมที่มีน้ำอุ่น ห้องนอนมาตรฐาน สะอาด และปลอดภัยในราคาที่ยอมรับได้ (ผมต่อรองเพิ่มด้วยว่า ในฐานะไกด์โดยสมมติ ต้องเข้าไปทำอาหารในครัวได้) รวมถึงได้ไกด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองเลห์มาประกบร่วมทีม 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางเราเจรจาอย่างไรไม่ทราบได้ ทางอินเดียจึงดูเป็นห่วงพวกเรามาก ด้วยเหตุนี้ทางบริษัททัวร์ฝั่งอินเดียส่งทีมงานอีกหนึ่งคนมาดูแลเราเป็นพิเศษ ตั้งแต่สนามบินเดลีและอยู่กับพวกเราตลอดทริป เท่ากับว่าคณะนี้มีลูกทัวร์ทั้งหมด 6 คน แต่ใช้ทีมงานดูแลถึง 3 คน (รวมผมเป็นทีมงานด้วย) เรียกได้ว่าประกบบริการกัน 2 ต่อ 1 ทะนุถนอมชนิดที่ว่าจะไม่ยอมให้มีอะไรมาแผ้วพานได้เลยทีเดียว

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
นอร์บู มัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวลาดักห์

การเดินทางครั้งนี้ผมมาอยู่ที่เดลีล่วงหน้าเพื่อน ๆ 2 วัน และเดินทางไปเจอทุกคนที่สนามบินเดลี ในชีวิตของผมมีอยู่ไม่กี่ครั้งที่จะหาตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจให้กับตัวเอง แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมตัดสินใจเอาไมล์การบินไทยที่มีไปแลกที่นั่งชั้นธุรกิจมาจนได้ เพราะต้องการน้ำหนักสัมภาระมากถึง 50 กิโลกรัม (และผมใช้เต็มโควต้าด้วย)

ในน้ำหนัก 50 กิโลกรัมประกอบด้วยเสื้อผ้าของผมเอง 10 กิโลกรัม ส่วนอีก 40 กิโลกรัมเป็นของกิน ที่ผมวางแผนมาแล้วอย่างรอบคอบว่า ถ้าเพื่อนรับประทานอะไรไม่ได้เลย ทุกคนจะต้องมีอาหารกินครบ 3 มื้อตลอดทุกวัน โดยไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ

เครื่องบินลดระดับลงที่เมืองเลห์ ภาพเทือกเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนปรากฏขึ้นตรงหน้า เดือนเมษายนยังคงเป็นเดือนที่อากาศเย็นจัดสำหรับที่นี่ เราคลุมเสื้อกันหนาวให้กระชับตัว ก่อนจะออกไปปะทะกับสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัยที่ภายนอก ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงเลห์แล้ว

ก้าวแรกในเลห์

เรื่องกลุ่มของผมตกเครื่องกัน 3 จาก 7 คน เป็นที่โจษจันและขบขันในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนต่างก็อัศจรรย์ใจว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็ยืนยันแล้วยืนยันอีก ว่าผมได้ไปตามหาเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องก่อนจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้วแต่ก็ไม่พบ จึงได้วางใจว่าทุกคนน่าจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้ว แต่ทำไมจึงกลายเป็นอย่างนี้ไปผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงต้องให้เจ้าตัวมาอธิบายเอง

เลห์เป็นเมืองเอกของเขตการปกครองพิเศษลาดักห์ (Union territory of Ladakh) ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ เลห์เป็นอำเภอเมืองของจังหวัดลาดักห์นั่นเอง ตั้งอยู่บนที่สูง 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฉะนั้น นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่เดินทางมาที่นี่จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้ความสูง (Altitude Sickness) กันทุกคน นอกเหนือจากการรับประทานยาลดความดันป้องกันมาก่อนหน้าแล้ว สิ่งที่คนต่างถิ่นควรจะทำก็คือการนอนราบโดยสมบูรณ์ (Absolute Bed Rest) ก่อนระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้าสู่ภาวะออกซิเจนน้อย จึงทำให้โปรแกรมวันแรกของเราไม่มีอะไรนอกจากการนอนเฉย ๆ (และรอให้คนที่ตกเครื่องเดินทางตามมาถึง) ก่อนจะออกไปสำรวจเมืองเลห์แห่งเขตการปกครองลาดักห์กันในช่วงเย็น

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

ลาดักห์เคยเป็นนครรัฐบนเทือกเขาหิมาลัยที่มีเจ้านครรัฐปกครองมาก่อน ชาวลาดักห์ส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต และภาษาลาดักห์ก็เป็นภาษาตระกูลทิเบตเช่นกัน เราจึงรู้สึกได้ทันทีว่าลาดักห์มีความคล้ายคลึงกับทิเบตมากกว่าอินเดีย ถึงขนาดที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า ลาดักห์คือผืนแผ่นดินที่เก็บรักษาจิตวิญญาณของความเป็นทิเบตได้ดีที่สุด หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ผนวกทิเบตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโดยสมบูรณ์

ลาดักห์เคยเป็นเมืองบนเส้นทางการค้าข้ามเทือกเขาหิมาลัยในสมัยโบราณ และมีเจ้าผู้ปกครองเป็นของตนเอง พระราชวังเลห์ (Leh Palace) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว ค.ศ.1600 ตั้งอยู่เคียงคู่กับวัดเซโม (Namgyal Tsemo Monastery) ที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นประมาณ 150 ปี สถานที่ทั้งสองแห่งนั้นสร้างขึ้นบนภูเขาอันสูงชัน จึงเปรียบได้กับศูนย์กลางของเมืองเลห์ในอดีต ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจึงนิยมขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงจากสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ หรือไม่ก็อาจจะไปชมทิวทัศน์จากสถูปสันติภาพ (Shanti Stupa) ก็ได้ แน่นอนว่าเราได้ชมทิวทัศน์จากทุกสถานที่ข้างต้น ทิวทัศน์นั้นสวยงามจับใจทุกคน

ยับ – ยุม 

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่เราเริ่มปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศและสภาพอากาศได้แล้ว เราจึงออกเดินทางไกลกันสักหน่อย โปรแกรมของเราในวันนี้คือการเดินทางออกนอกเมืองเลห์ไปยังวัด 3 วัด คือ Matho Gompa, Hemis Gompa และ Thiksey Gompa และพระราชวัง 2 แห่ง คือ Shey Palace และ Stok Palace

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
Thiksey Gompa

พระพุทธศาสนาในเขตลาดักห์นั้นได้รับอิทธิพลจากทิเบตแทบทั้งหมด พระพุทธศาสนาในแถบนี้จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน มีการบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ เพราะตามทฤษฎีแล้ว พระพุทธศาสนานิกายวัชรยานก็คือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ผสมผสานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่นที่นับถือวิญญาณและความเร้นลับมาแต่เดิม จึงทำให้พระพุทธศาสนาในแถบนี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

ผมเองพอมีความรู้พื้นฐานเรื่องศิลปะทิเบตอยู่บ้าง แต่คิดว่าเพื่อนคงไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรนัก ผมจึงไม่ได้อธิบายอะไรมาก นอกจากบอกเพื่อนคร่าวๆ ว่าให้ไหว้พระตามแบบที่เคยทำอยู่เป็นปกติในเมืองไทยก็ใช้ได้แล้ว เพราะเป็นศาสนาเดียวกัน แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนาที่นี่แตกต่างจากพระพุทธศาสนาที่เราคุ้นเคยมาก จึงมีคนเกิดข้อสงสัยตั้งแต่วัดแรกที่เราไปถึงในตอนเช้า

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
พระพุทธรูปประธาน Matho Gompa

เพื่อนผมคนหนึ่งเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากวิหารหลักของวัด พร้อมสะกิดให้เพื่อนที่เหลือเดินตามเข้าไปดู เห็นกิริยาอย่างนั้น ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนไปพบเจอเข้ากับอะไร ผมจึงตามเพื่อนไปทันที เพราะเข้าใจว่าเพื่อนต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างแน่นอน และผมก็ไม่ผิดหวังในตัวเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

เพราะที่หน้าจิตรกรรมขนาดใหญ่เบื้องหน้าพระประธาน ปรากฏรูปพระโพธิสัตว์หน้าตาดุดัน กำลังใช้แขนกอดเกี่ยวอยู่กับสตรีนางหนึ่ง ร่างกายเบื้องล่างของคนทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดสนิทกันเป็นหนึ่งเดียว คนทั้งสองจุมพิตกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ร่างของพระโพธิสัตว์นิ่งสง่าอยู่กับที่ ในขณะที่ร่างของฝ่ายหญิงนั้นดูคล้ายกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอ้อมกอดของฝ่ายตรงข้าม

“นี่มันอะไรกัน นี่มันในวัดไม่ใช่เหรอ” เพื่อนผมทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ (และชอบใจพอ ๆ กัน)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
ตัวอย่างจิตรกรรมยับ – ยุม
ภาพ : www.dollsofindia.com

เมื่อหลายปีก่อน ในประเทศไทยของเราเคยมีประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้โพสต์ภาพพระพุทธรูป (หรือพระโพธิสัตว์) ประทับนั่ง และมีสตรีนั่งทับอยู่ด้านบน แน่นอนว่าผู้เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมร้อนใจ เพราะเข้าใจว่ามีคนกำลังล้อเลียนพระพุทธศาสนา จนกระทั่งในเวลาต่อมาก็ต้องมีผู้รู้รีบมาเฉลยให้ฟังว่า รูปเคารพที่มีลักษณะดังว่านั้นเป็นประติมากรรมที่ทำขึ้นทั่วไปในพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน โดยฝ่ายชายที่นั้นอาจเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ได้ และฝ่ายหญิงเป็นศักติหรือชายาของฝ่ายชาย

กิริยาเช่นนั้นอาจเปรียบง่าย ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนปริศนาธรรม คือฝ่ายชายเปรียบเสมือนความกรุณาที่ต้องมีความมั่นคง ในขณะที่ฝ่ายหญิงเปรียบเสมือนปัญญาที่ต้องรู้จักพลิกแพลง ปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ฉะนั้น ฝ่ายชายในรูปเคารพหรือภาพวาดประเภทนี้จึงมักจะไม่เคลื่อนไหว ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เคลื่อนไหวแทน สะท้อนว่าเมื่อใดก็ตามที่ปัญญาและความกรุณาในแต่ละบุคคลผสานกันเป็นหนึ่งเดียว บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงธรรมะได้ และแน่นอนว่าการเข้าถึงธรรมะนั้นย่อมนำมาซึ่ง ‘ความสุขอย่างยิ่ง’ ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน

สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาทิเบตว่า ‘ยับ – ยุม’ โดย ยับ หมายถึงเพศชาย และ ยุม หมายถึงเพศหญิง

การใช้สัญลักษณ์โดยธรรมชาติของมนุษย์แทนนี้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน แม้ว่าเราจะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้ แต่การทำความรู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ไม่ต้องตกใจ เวลาเดินเข้าไปในศาสนสถานบนเทือกเขาหิมาลัยแล้วพบเจอ ยับ – ยุม ไปหมดทุกแห่ง

ผมเห็นว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคยนั้นน่ารู้จักเสมอ เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาที่ต่างบริบทกัน ก็ย่อมมีการตีความและการสร้างศิลปวัตถุที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น การทำความรู้จักกับความหลากหลายนั้นไว้ ก็คงจะสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่ได้เรียนรู้บ้างไม่มากก็น้อย เหมือนกับเพื่อน ๆ ของผมทุกคน ที่แม้ว่าพวกเราจะกลับจากลาดักห์มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจดจำและเข้าใจปรัชญา ยับ – ยุม ได้อย่างแม่นยำ และเล่ารายละเอียดได้เป็นฉาก ๆ เลยทีเดียว

ผมภูมิใจในตัวเพื่อนทุกคนครับ ทุกคนเก่งมาก

หุบเขา สายลม และธงห้าสี

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 3 ของพวกเราบนเทือกเขาแห่งนี้ เรามีกำหนดการเดินทางไกลไปยังหุบเขานูบรา (Nubra Valley) ซึ่งเป็นหุบเขาท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนดินแดนลาดักห์ เราจะไปค้างคืนในหุบเขานั้นคืนหนึ่ง การเดินทางวันนี้เป็นการเดินทางไกลพิเศษ เพราะต้องใช้เวลานั่งรถนานถึง 6 ชั่วโมง และต้องเดินทางผ่านหนึ่งในทางหลวงแผ่นดินที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก คือ 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชื่อว่าช่องเขาคาร์ดุง หรือออกเสียงเป็นภาษาลาดักห์ว่าคาร์ดุง ลา (Khardung La)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
หุบเขานูบรา (Nubra Valley)

เมื่อเราเดินทางอยู่บนเส้นทางหิมาลัยมุมใดก็ตาม สิ่งที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปคือธงห้าสีที่แขวนพาดจากภูเขาด้านหนึ่งยังภูเขาอีกด้านหนึ่ง ธงห้าสีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธงมนตรา มีความหมายสำคัญสำหรับชาวทิเบตและดินแดนใกล้เคียงมาก เนื่องจากบนธงห้าสีนี้จะมีบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเขียนหรือพิมพ์อยู่

ในอดีตนั้นผู้คนในแถบนี้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะฉะนั้น การจะสาธยายมนต์จากตัวอักษรจึงเป็นเรื่องที่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในหมู่ผู้รู้หนังสือเท่านั้น คนแถบนี้จึงเขียนบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ลงบนธงราว และนำไปแขวนอยู่บนที่สูง เป็นความเชื่อที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่สายลมพัดผ่านธงมนตราเหล่านี้ สายลมก็จะพัดพาเอาบทสวดมนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้แผ่ลงไปสร้างความสันติสุขทั่วทั้งหุบเขา ด้วยคติอันเป็นมงคลนี้เองทำให้ชาวลาดักห์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมทิเบตมาเต็มที่ นิยมผูกธงมนตราไว้บนที่สูงกับเขาด้วย

ธงห้าสีนั้นประกอบด้วยสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง และสีเขียว แทนสีพระวรกายของพระธยานิพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าผู้มีพระวรกายอันเป็นทิพย์ในสรวงสวรรค์ (นิกายวัชรยานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าที่ประสูติบนโลกมนุษย์นั้นเป็นการแบ่งภาคลงมาเกิดของพระพุทธเจ้าเหล่านี้) พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นประกอบด้วยพระพุทธเจ้าไวโรจนะ พระพุทธเจ้าอักโษภยะ พระพุทธเจ้ารัตนสัมภวะ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ และพระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ ซึ่งมีสีพระวรกายเป็นสีตามลำดับข้างต้น

และพระพุทธเจ้าที่แบ่งภาคลงมาเกิดในโลกมนุษย์จากพระพุทธเจ้าเหล่านี้ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโคตมะ และพระพุทธเจ้าเมตไตรยะ (พระศรีอาริยเมตไตรย) ในปัจจุบันพวกเราทุกคนอยู่ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งทรงแบ่งภาคมาจากพระอมิตาภพุทธบนสรวงสวรรค์ เราจึงได้ยินพระนามของพระอมิตาภพุทธอยู่บ่อย ๆ ในพระพุทธศาสนาที่ไม่ใช่นิกายเถรวาทนั่นเอง

ผมชอบธงมนตราเหล่านี้เป็นการส่วนตัว เพราะรู้สึกว่าเป็นกุศโลบายที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ผมจึงซื้อธงมนตราจากตลาดมา 5 ม้วน เพื่อที่จะแบ่งธงมนตราบางส่วนไปผูกบนคาร์ดุง ลา และเมื่อพวกเราได้ขึ้นไปถึงทางหลวงแผ่นดินที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสผูกธงมนตราสมใจ

เรามีกำหนดการจะต้องเดินทางไปให้ถึงนูบราวัลเลย์ตอนมื้อเที่ยง เมื่อพูดถึงเรื่องอาหารขึ้นมาแล้วผมก็อดโล่งใจไม่ได้ ทีแรกผมกลัวมากว่าเพื่อน ๆ จะไม่มีใครรับประทานอาหารบนเส้นทางนี้ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อาหารมื้อแรกที่เราเดินทางมาถึง เพื่อนผมก็ตักอาหารเติมลงบนจานของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รอช้า เป็นอันว่าอาหารเสริมที่ผมหอบมาจากกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพราะพวกเรารับประทานอาหารท้องที่ผสมผสานไปกับอาหารที่เราคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี 

สำหรับการเดินทางมานูบราวัลเลย์ ผมเตรียมหมูหย็องมาสองถุงใหญ่ บวกกับส้มตำสำเร็จรูปและน้ำพริกกากหมูอีกจำนวนหนึ่ง เดือนเมษายนเรามีเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวพิเศษ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยในลาดักห์มีมาก เราแบ่งปันเสบียงที่เตรียมมาให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ ด้วย บรรยากาศจึงอบอุ่นมาก แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด คือการไปขี่อูฐที่เนินทรายฮุนเดอร์ (Hunder Sand Dunes) ที่นี่มีอูฐพันธุ์บักเตรียน (Bactrian Camel) ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากมองโกเลียให้นักท่องเที่ยวทดลองขี่ อูฐชนิดนี้มีเอกลักษณ์คือเป็นอูฐ 2 หนอก ในอดีตเมื่อครั้งการค้าเส้นทางสายไหมยังรุ่งเรือง คาราวานสินค้าใช้อูฐชนิดนี้เป็นเครื่องมือขนส่งสินค้าข้ามภูมิภาค ทำให้มีสายพันธุ์อูฐเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตเทือกเขาหิมาลัยและเอเชียกลาง

การขี่อูฐที่นี่จะขี่เป็นกลุ่ม ๆ ใครมาด้วยกันก็ให้ขี่ไปด้วยกัน สนุกสนานมากเพราะพวกเราเฮฮาไปพร้อมกับเพื่อนได้ตลอดทาง ยิ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนมาก ก็จินตนาการได้เลยว่าที่เนินทรายฮุนเดอร์มีเสียงภาษาไทยกึกก้องสักเท่าไหน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คืนวันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว เราพบว่าโรงแรมที่เราพักมีมาตรฐานของห้องที่ไม่เสมอกัน บางห้องเล็กแต่บางห้องใหญ่ บางห้องมีผ้าห่มให้ 2 ผืน ในขณะที่บางห้องให้ผ้าห่มถึง 4 ผืน บางห้องมีหน้าต่าง 3 ด้าน ในขณะที่บางห้องมีหน้าต่างเพียงด้านเดียว (ซึ่งห้องที่หน้าต่างน้อยก็จะไม่หนาวทรมาน เหมือนกับห้องที่มีหน้าต่างมาก) พวกเราสนุกสนานกับการสำรวจว่าแต่ละห้องนั้นต่างกันอย่างไร หลังจากนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั้งนูบราวัลเลย์ เป็นเหตุให้เครื่องทำน้ำอุ่นไม่ทำงาน และเราทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้ความมืดสนิทอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เพราะเราต่างหัวเราะให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ว่าเราต้องทุกข์ร้อนอะไร เพราะเราตั้งใจมาสัมผัสกับธรรมชาติมิใช่หรือ

โจทย์การเดินทางที่ผมคิดว่ายากกลับคลี่คลายไปทีละน้อย ผมคิดว่าการเดินทางร่วมกันก็ควรเป็นเช่นนี้ คือควรถ้อยทีถ้อยอาศัย เจอปัญหาก็แก้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ป้องกันไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับและปรับตัว ไม่เช่นนั้นบรรยากาศของการเดินทางก็จะเสียไปทั้งหมด ผมยังนึกขอบคุณเพื่อนอยู่เสมอที่เข้าใจข้อจำกัดของพื้นที่ และทำให้การยกแก๊งคุณชายไปเที่ยวหิมาลัยของเราไม่ได้ยากเย็นถึงขนาดนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเราขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงของนูบราวัลเลย์กันที่วัดดิสกิต (Diskit Monastery) วัดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเขตนี้ พระอารามแห่งนี้สถาปนาขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 และจนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยร้างผู้คน ปัจจุบันยังมีการก่อสร้างรูปเคารพพระศรีอาริยเมตไตรยองค์ใหญ่ขึ้นที่บริเวณวัด เพื่อเป็นมงคลสัญลักษณ์ที่จะทำให้มั่นใจว่า หุบเขาแห่งนี้ที่จะได้รับการอำนวยพรจากมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ไปนานเท่านาน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
พระศรีอาริยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า วัดดิสกิต (Diskit Monastery)

ทะเลสาบพันกอง

เช้าวันถัดมาเราออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อใช้เวลา 5 ชั่วโมงข้ามช่องเขา Chang La ไปยังทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์สดนามว่า ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีอาณาเขตบางส่วนเชื่อมต่อกับแผ่นดินทิเบตตะวันตก พื้นที่แห่งนี้จัดเป็นแอ่งที่ราบที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Endorheic Basin) และได้รับความคุ้มครองในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาแรมซาร์

เดือนเมษายนจัดเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ ผิวทะเลสาบพันกองจึงมีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมพอให้นักท่องเที่ยวลงไปเดินได้ ผมจึงได้โอกาสลงไปเดินเล่นบนทะเลสาบน้ำแข็งกับเขาด้วย บนผิวทะเลสาบแห่งนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก บวกกับนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นอีกเล็กน้อย สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านผืนน้ำสีคราม ผสานเข้ากับสีน้ำตาลทะมึนของขุนเขาโดยรอบ สร้างบรรยากาศอันขรึมขลังอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วในระหว่างที่ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เป็นใจนั้น ก็ปรากฏเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากอีกด้าน และเสียงนั้นก็คือเสียงของกลุ่มเพื่อนที่เหลือของผมซึ่งรออยู่ที่ริมฝั่งนั้นเอง

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

ต้นเหตุของเสียงเอะอะโวยวาย ก็คือลมเหนือทะเลสาบพันกองกำลังพัดกระโชกแรงเต็มที่ จนกระทั่งผลักให้ผิวทะเลสาบซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง ถ้ารอช้าอาจจะต้องติดอยู่บนแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลสาบภายใต้อุณหภูมิติดลบก็เป็นได้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังเพลิดเพลินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งจึงต้องกระโดดขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในเวลานั้นคล้ายกับการกู้ภัย เราให้ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุกระโดดขึ้นฝั่งไปก่อน 

จากนั้นจึงตามด้วยผู้ชาย โดยมีผมและเพื่อนอีกคนซึ่งเดินไปไกลกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นตามมาเป็นคนสุดท้าย ตอนนั้นแผ่นน้ำแข็งเคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งมากแล้ว เราไม่มีทางอื่นนอกจากต้องถอดรองเท้าและเดินลุยน้ำ เพื่อนของผมลุยน้ำข้ามไปก่อนอย่างทุลักทุเลพอตัว ส่วนผมกำลังจะโยนรองเท้าให้เพื่อนบนฝั่งช่วยรับ แต่ดูเหมือนริมขอบแผ่นน้ำแข็งจะรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวมายาวนานเกินไป จนกระทั่งทานน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเท้าลงลุยน้ำ แผ่นน้ำแข็งใต้เท้าผมก็แตกออก พร้อมกับการที่ตัวของผมดิ่งลงสู่น้ำอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งทันที

ภาวะตกใจสุดขีดเป็นเช่นนี้เอง !

เคราะห์ดีที่ผมพยุงตัวขึ้นมาได้ทัน น้ำจึงท่วมขึ้นมาไม่ถึงอก ทว่าตั้งแต่ท้องลงไปถึงเท้าของผมเปียกโชกเต็มที่ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในบริเวณนั้น ยกเว้นกลุ่มเพื่อนของผมที่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังได้แต่หัวเราะขบขัน ผมเองก็พลอยหัวเราะขบขันไปกับเขาด้วย และถือได้ว่าเป็นการตกทะเลสาบที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต เพราะผมต้องสละโทรศัพท์มือถือไปหนึ่งเครื่อง ยังโชคดีที่อกผมไม่โดนน้ำ เพราะเราจะต้องเดินทางข้ามภูเขาหิมะอีก 5 ชั่วโมงกว่าจะกลับไปถึงเลห์ ถ้าอกผมโดนน้ำ เพื่อนที่เป็นหมอบอกว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นปอดบวมได้ การเป็นปอดบวมบนภูเขาหิมะนั้นฟังดูไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างแน่นอน

ทักษะในการหัวเราะไปกับทุกสถานการณ์นั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ช่วยประคับประคองความรู้สึกได้จริง เพราะถ้ามัวแต่จ่อมจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว (และป้องกันไม่ได้ด้วย เนื่องจากเป็นอุบัติเหตุ) ก็จะพลอยทำให้จิตใจของเราขุ่นมัววุ่นวาย อีกทั้งยังจะส่งผลให้คนอื่น ๆ พลอยไม่สนุกไปกับเราด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไร ผมจะย้ำเตือนกับตัวเองเวลาเจอเรื่องไม่คาดฝันว่า ให้คิดเสมอว่าทุกอุปสรรคที่เกิดขึ้นมีทางออก เราลงมือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าเสียก่อน อะไรทำได้ก็ทำ อะไรยังทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับ และค่อย ๆ ใช้สติพิจารณา เพราะดีกว่าการหงุดหงิดว้าวุ่นเป็นไหน ๆ จริงไหมครับ

แต่การตกทะเลสาบอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์นั้น ผมขอครั้งเดียวในชีวิตก็นับว่าเพียงพอ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่เล่าลือขบขันไปในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียบนเส้นทางหิมาลัยอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ

วันรุ่งขึ้นเรามีโปรแกรมสบาย ๆ เดินทางไปยังวัดอัลชิ (Alchi Monastery) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาทุกวัดที่เราไปมา และเลยไปยังหมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru) ที่มีภูมิทัศน์แปลกตา เส้นทางวันนี้เป็นที่ลุ่มต่ำลงกว่าเมืองเลห์ สองข้างทางจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดที่ผลิบานประชันสีกันงดงามกว่าทุกวัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
หมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru)

เย็นวันนั้นเป็นเย็นวันสุดท้ายหลังจากใช้ชีวิตอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยมาได้ครบสัปดาห์ พวกเรานั่งกองกันอยู่ที่โรงแรมเหมือนเช่นทุกวัน ผมมองกลุ่มเพื่อนรอบตัวแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสุข พวกเราเดินทางร่วมกันบนเส้นทางที่ท้าทายแห่งนี้ด้วยกันได้สำเร็จ ย้อนกลับไปตั้งแต่ผมเริ่มเตรียมทริป สิ่งที่นึกกลัวอยู่ในใจก็คือการที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า มีเพื่อนบางกลุ่มที่คบหาสนิทสนมกันมานาน แต่กลับต้องมาแตกคอกันเมื่อตัดสินใจออกเดินทางร่วมกัน ทั้ง ๆ ที่ฟังดูแล้วเส้นทางเหล่านั้น ก็ดูไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเลยแม้แต่น้อย แล้วการเดินทางในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างลาดักห์นั้นเล่า จะทำให้เรายังคงเป็นเพื่อนกันได้อยู่หรือไม่เมื่อจบทริป

ผมพบว่าเพื่อนของผมอยู่ง่าย กินง่ายกว่าที่คิด ทุกคนเข้าใจข้อจำกัดที่เกิดขึ้นอย่างยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดว่านี่คือเครื่องจรรโลงมิตรภาพ เพราะการเป็นเพื่อนกันนั้นต้องร่วมทุกข์และร่วมสุข จะให้มีแต่เฉพาะสุขและไม่มีทุกข์เลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมนั่งอยู่ท่ามกลางความอิ่มเอมใจและเป็นสุข พลางนึกในใจว่า ถ้ามีพรสักข้อหนึ่งให้ผมอธิษฐานได้ ผมจะขอให้พวกเราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ตลอดไป 

ชั่ววินาทีนั้นเองมีสายลมเบา ๆ พัดผ่านริ้วธงมนตราบนภูเขามากระทบตัวผมวูบหนึ่ง คล้ายกับจะสื่อสารให้ผมมั่นใจได้ว่า พระโพธิสัตว์และสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งปวงในขุนเขาหิมาลัย ทรงได้ตอบรับคำอธิษฐานของผมแล้ว

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คนต้นเรื่อง

เขมพัฒน์ หวังทวีทรัพย์, ชนัญญู จงสุตกวีวงศ์, ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์, โตยธร อิการาชิ, บารมี มหคุณวรรณ, ปฐวี รักษ์สุธี และอธิยุต เลิศประพัฒน์

ที่ปรึกษาการเดินทาง

พิริยา ภูพงศ์พิรัตน์

แหล่งอ้างอิงข้อมูลประวัติศาสตร์และศิลปะ

เชษฐ์ ติงสัญชลี. (2562). ประติมานวิทยาในศิลปะทิเบตโดยสังเขป. ประกอบการบรรยายเรื่องศิลปะทิเบต.  

____________. (2562). พระพุทธเจ้าในลัทธิมหายาน. ประกอบการบรรยายวิชาประติมานวิทยาในศิลปะตะวันออก. ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธนู แก้วโอภาส. (2549). ประวัติศาสตร์เอเชียยุคใหม่. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. (2559). ศิลปะทิเบต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Photographer

Avatar

โตยธร อิการาชิ

เพื่อนต้นคูนผู้ซึ่งโหยหาการเดินทางเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนโควิดจะไม่เข้าใจ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“คุณว่าคุณจะไปที่ไหนนะ…” เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเปลี่ยนท่าทีจากเฉยชาเป็นสนอกสนใจขึ้นมานิดหน่อย หลังจากได้ยินจุดหมายปลายทางของนักเดินทางเอเชียตรงหน้า

“ฟรีสแลนด์ค่ะ ฉันจะไปฟรีสแลนด์”

“ฟรีสแลนด์?? คุณหมายถึงฟรีสแลนด์ในเนเธอร์แลนด์น่ะเหรอ”

“ใช่ค่ะ ฟรีสแลนด์นั้นแหละ”

หนุ่ม ตม. มองตาเราแล้วก็ก้มหน้าประทับตราในหนังสือเดินทางพร้อมพยักหน้าให้เราผ่านไปได้

ไม่รู้เหมือนกันว่าในใจเขายังมีคำถามอยู่อีกหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือเขาจุดประกายความสงสัยขึ้นในใจเราแล้วเรียบร้อย นึกขำในใจตอนลากกระเป๋าออกจากสนามบินสคิปโฮล (Amsterdam Schiphol Airport) ลงบันไดมายังชานชาลารถไฟชั้นล่าง ‘มันแปลกประหลาดมากนักเหรอ ถ้าฉันจะหันหลังให้อัมสเตอร์ดัม ออกห่างอูเทร็กต์ (Utrecht) ไม่สนใจกรุงเฮก (Hague) แต่ดันลากกระเป๋านั่งรถไฟไปอีกร้อยกว่ากิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อไปจังหวัดทางเหนือของประเทศ ดินแดนที่แม้แต่คนดัตช์เองยังเอียงคอตั้งคำถามว่า “ไปทำไมเหรอตัวเธอ”

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

Friesland ที่(ไม่)รู้จัก

ชื่อจังหวัดฟรีสแลนด์ (Friesland) อาจฟังดูห่างไกลไม่คุ้นหูสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่อันที่จริงดินแดนนี้มีความชิดใกล้เรามากกว่าที่คิด เพราะฟรีสแลนด์เป็นดินแดนแหล่งกำเนิดแบรนด์นมโฟร์โมสต์ ซึ่งเป็นตราสินค้าภายใต้ฟรีสแลนด์คัมพิน่า หนึ่งในสหกรณ์โคนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี มีผลิตภัณฑ์หลากหลายจากโคนมจำหน่ายทั่วโลก ภายใต้ชื่อแบรนด์แตกต่างกันไป เช่น โฟร์โมสต์ในเมืองไทย ฟรีเชียนแฟลก (Frisian Flag) ที่อินโดนีเซีย เป็นต้น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้มาฟรีสแลนด์เพราะนมโฟร์โมสต์ แต่บากบั่นมาถึงจังหวัดตอนเหนือนี้ได้ก็เพราะมีเจ้าบ้านใจดีที่เปิดบ้านให้พัก และพร้อมอาสาทำหน้าที่ไกด์ท้องถิ่นให้อย่างไม่อิดออด โอกาสที่จะได้กินอาหารจากครัวในบ้าน และแสร้งทำตัวเป็นคนโลคอล มันน่าสนใจน้อยอยู่เมื่อไหร่ นั่นแหละ รู้ตัวอีกทีก็ได้มายืนหนาวสั่นอยู่ที่นี่ในช่วงปลายปี 2022 ที่ฤดูใบไม้ร่วงแต่ต้นไม้ยังไม่โกร๋นใบดี หลายวันอุณหภูมิติดลบ และถ้าเดินออกนอกบ้านแล้วลืมหมวกหรือถุงมือ ก็ถือเป็นการบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างหนึ่ง เพราะลมประเทศนี้บาดผิวบาดใจที่สุด

ถามว่าแล้วจังหวัดนี้มีอะไรโดดเด่นให้ต้องเดินทางมา ถ้าให้ตอบแบบจริตเจ้าบ้านเชิญแขกมาเที่ยวก็ต้องบอกว่าฟรีสแลนด์เป็นดินแดนที่โดดเด่น คาแรกเตอร์จัด ถึงขั้นเป็นจังหวัดเดียวของประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นคือภาษาฟรีเชียน (Frisian) เป็นภาษาราชการควบคู่กับภาษาดัตช์ และคนท้องถิ่นส่วนใหญ่พูดฟรีเชียนมากกว่าดัตช์ แต่นักท่องเที่ยวไม่ต้องกังวล เพราะเมื่อคุณทำหน้าเหลอหลาใส่เขา ลิ้นฟรีเชียนของเขาจะพลิกเป็นภาษาอังกฤษทันที รับรองการสื่อสารไม่มีขาดตอน

เราเล่าให้เจ้าบ้านฟังถึงหน้าตาขี้สงสัยของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อรู้ว่าปลายทางเราคือฟรีสแลนด์ เจ้าบ้านหัวเราะงอหาย แล้วพูดประมาณว่า “ธรรมดาแหละ สำหรับคนดัตช์นะ มาฟรีสแลนด์เนี่ยเหมือนเดินทางไปต่างประเทศเลย เขารู้สึกว่ามันไกลมาก โดยเฉพาะถ้าขับรถมาจากอัมสเตอร์ดัม แล้วต้องผ่านถนนอัฟสเลาต์ไดค์ (Afsluitdijk) ที่เชื่อมระหว่างฮอลแลนด์เหนือกับจังหวัดฟรีสแลนด์น่ะ” 

ฟังเขาพูดทีแรกยังไม่เข้าใจว่าแค่ระยะทางขับรถชั่วโมงครึ่งจากอัมสเตอร์ดัมถึงฟรีสแลนด์ จะทำให้คนรู้สึกว่าไกลจนเหมือนเดินทางไปต่างประเทศได้ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่งได้นั่งรถไปถึงถนนเส้นที่ว่าด้วยตัวเอง

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

อย่างที่รู้กันว่าพื้นที่เกือบ 1 ใน 3 ของเนเธอร์แลนด์อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล โดยเฉพาะดินแดนแถบเหนือที่เป็นที่ราบต่ำแบบไม่มีอะไรกั้น ความราบเรียบของภูมิประเทศเปิดทางให้ลมและคลื่นใหญ่จากทะเลเหนือ (North Sea) สาดซัดเมืองโดยสะดวก ชาวดัตช์ต้องคิดหาวิธีต่อกรกับน้ำมาหลายชั่วอายุคน ถนนอัฟสเลาต์ไดค์ที่สร้างเมื่อ ค.ศ. 1927 มีความยาว 32 กิโลเมตรแต่สูงถึง 7 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้นั้น เพราะไม่ได้เป็นแค่ถนน แต่ทำหน้าที่เป็น ‘เขื่อน’ กั้นทะเลเหนือไม่ให้ซัดท่วมเมืองได้โดยตรง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนจะเห็นเมื่ออยู่บนถนนเส้นนี้ คือทัศนียภาพแปลกตา (ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่ากำลังเดินทางไกลไปต่างบ้านต่างเมืองก็เป็นได้) ที่ฟากหนึ่งเป็นทะเลเหนือ กับอีกฟากคือทะเลสาบไอเซิลเมียร์ (IJsseImeer) ที่ติดกับแผ่นดิน อันเกิดจากการสร้างถนนอัฟสเลาต์ไดค์มาล้อมปิดไว้ เมื่อควบคุมน้ำส่วนที่ติดกับแผ่นดินให้สงบได้ ปัญหาน้ำท่วมก็หมดไป ทุกวันนี้ถนนอัฟสเลาต์ไดค์ได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เขาต้องคอยตรวจสอบ ตรงไหนรั่ว ตรงไหนพัง ตรงไหนมีรู เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้น ความเสียหายจะส่งผลกระทบต่อระบบจัดการน้ำที่เพียรพยายามสู้มานับศตวรรษ

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

เลียววาเดน (Leeuwarden) เมืองเด่นคนดัง

เรื่องแรก ๆ ที่ซักเจ้าบ้านอยู่นาน คือเรื่องเมืองทั้ง 11 ของจังหวัดฟรีสแลนด์ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมบางเมืองเล็กมาก เล็กแบบควรเรียกว่าหมู่บ้านมากกว่าเมือง ข้อสรุปคร่าว ๆ ก็คือ การจัดสถานะเมืองที่นี่แบ่งตามความสำคัญของเมืองที่มีมาตั้งแต่โบราณมากกว่าแบ่งกันที่ขนาดพื้นที่ 

ความสำคัญที่ว่าก็คือการเป็นเมืองท่า เมืองค้าขาย มีระบบการปกครองชัดเจน ขุนนางเป็นเจ้าของที่และมีชาวนาผู้เช่าที่ทำกสิกรรมเลี้ยงสัตว์ โดยแลนด์ลอร์ดศักดินาก็ทำหน้าที่คุ้มครองป้องภัยให้ชาวบ้านอีกที หลักฐานความเป็นเมืองในแถบนี้ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโรมันเลยทีเดียว เช่น เมืองเลียววาเดน (Leeuwarden) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของฟรีสแลนด์ในปัจจุบันก็พบร่องรอยสิ่งปลูกสร้างมาตั้งแต่หลังยุคพระคริสต์ไม่เกิน 200 ปี

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

เลียววาเดนมีสถานะเป็นเมืองหลวงของฟรีสแลนด์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1504 ร่องรอยความเป็นเมืองประวัติศาสตร์พบเห็นอยู่ทั่วไปในบริเวณย่านเมืองเก่า อาทิ Oldehove หรือในภาษาอังกฤษคือ The Leaning Tower แปลเป็นไทยเองง่าย ๆ ว่าหอเอนแห่งเลียววาเดน ชาวบ้านอวดว่าหอเอนที่นี่เอนยิ่งกว่าหอเอนปิซ่าที่อิตาลีเสียอีก เมื่อแรกสร้างใน ค.ศ. 1529 คนสร้างก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเอน แต่พอสร้างไปสร้างมาตัวหอกลับทรุดตัวและเอนไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะเพียรพยายามแก้ไขเพียงไหนก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดต้องยุติการก่อสร้างลงเมื่อ ค.ศ. 1533 ความฝันที่ว่ากลางเมืองจะมีหอสูง 120 เมตรพลันต้องจบลง เหลือเพียงความสูงที่นับรวมโครงสร้างด้วยได้ราว 48 เมตร

แม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ชาวบ้านก็ภาคภูมิใจกับหอเอนในฐานะเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง ปัจจุบันยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดให้เข้าชมระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม อีกทั้งลานด้านหน้ายังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมประจำเมืองในช่วงหน้าร้อนอีกด้วย

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ความเข้มข้นทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานของฟรีสแลนด์และเลียววาเดน ส่งผลให้เมื่อปี 2018 สหภาพยุโรปประกาศให้เลียววาเดนเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป กิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมายถูกจัดขึ้นในระยะเวลา 1 ปี ตัวตนที่น่าสนใจของทั้งฟรีสแลนด์และเลียววาเดนก็ได้โอกาสเฉิดฉายต่อสายตานักเดินทางในมิติต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งในฐานะเป็นบ้านและบ้านเกิดของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น เป็นบ้านของ พระนางมารี หลุยส์ ฟาน เฮสเซน-กัสเซล (Marie Louise van Hessen-Kassel) เจ้าหญิงแห่งออเรนจ์-นาเซา Orange-Nassau สตรีผู้ทรงอิทธิพลของราชสำนักในศตวรรษที่ 18 และทรงเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของราชวงศ์ออเรนจ์ (House of Orange) พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของเนเธอร์แลนด์ คือ สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ก็ทรงสืบเชื้อสายจากพระนางมารีหลุยส์เช่นกัน

แล้วใครอีก… เอ็ม. ซี. เอชเชอร์ (M.C. Escher) ศิลปินภาพพิมพ์ชื่อดังระดับโลกคนนี้ก็ด้วย แม้จะไปเติบโตที่อื่นแต่ก็ลืมตาดูโลกที่เลียววาเดน อีกหนึ่งศิลปินคือ เซอร์ ลอว์เรนซ์ อัลมา ทาเดมา (Sir Lawrence Alma-Tadema) จิตรกรยุควิกตอเรียน ก็เกิดที่หมู่บ้านโดรนไรป์ (Dronryp) ในฟรีสแลนด์ แต่ไปลงหลักปักฐานสร้างชื่อเสียงอยู่ที่สหราชอาณาจักร

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

นอกจากสายจิตรกรแล้ว ฟรีสแลนด์ยังเป็นบ้านเกิดของอีกหนึ่งสตรีที่มีชีวิตสุดโลดโผน นั่นก็คือ มาตา ฮารี (Mata Hari) ชื่อภาษาอินโดนีเซียที่มีความหมายว่า Eye of The Day ซึ่งหมายถึงพระอาทิตย์นั่นเอง

มาตา ฮารี มีชื่อจริงว่า มากาเรตา เกียร์ทรูดา เซลล์ (Margaretha Geertruida Zelle) เด็กสาวจากเลียววาเดนที่เดินทางสู่โลกกว้าง กลายเป็นเมีย เป็นแม่ เป็นนักเต้นระบำโชว์เนื้อหนังแฝงกลิ่นอายชวนพิศวงของโลกตะวันออก ประดับเรือนร่างด้วยอัญมณีแพรวพราว เป็นโสเภณีชั้นสูง มีชีวิตเจิดจ้าโด่งดังตั้งแต่อินโดนีเซียจนถึงวงสังคมชั้นสูงที่ปารีส แต่แล้วกลับพบจุดจบด้วยข้อหาเป็นสายลับสองหน้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเธอยืนยันว่าเธอบริสุทธิ์จนวันตาย

ทุกวันนี้บ้านเกิดของมาตา ฮารี ที่ Kelders 33 กลางเมืองเลียววาเดนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ พื้นที่ส่วนหนึ่งจำลองบรรยากาศอดีตไว้เสมือนยังเป็นร้านขายหมวกสมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นกิจการของพ่อมาตา ฮารี และยังมีเรื่องราวของเธอจัดแสดงที่นี่ด้วย

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
บ้านเกิด มาตา ฮารี

ชีวิตจิตใจของบุคคลสำคัญเหล่านี้ก็ถูกนำมาร้อยเรียงสอดประสานอยู่ในเรื่องเล่าของเมือง ไม่ว่าคุณจะเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ไหน หรือหยุดยืนอ่านโบรชัวร์เกี่ยวกับฟรีสแลนด์ที่ใด ย่อมต้องได้รู้ ได้เห็นเรื่องราวของพวกเขาไม่มุมใดก็มุมหนึ่ง เช่น ถ้าคุณแวะไปที่พิพิธภัณฑ์เซรามิกแห่งชาติ (Princessehof National Museum of Ceramics) ใจกลางย่านเมืองเก่า นอกจากจะได้ชมคอลเลกชันเครื่องกระเบื้องจีนที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดในเนเธอร์แลนด์ ชมคอลเลกชันเซรามิกยุคอาร์ตนูโวและอาร์ตเดโคของดัตช์ระหว่างปี 1880 – 1930 ชมงานเซรามิกฝีมือ ปาโบล ปิกัสโซ และแน่นอนว่าชมงานขึ้นชื่ออย่างเครื่องเคลือบเขียนสีน้ำเงินจากเมืองเดล์ฟ (Delft Blue) และงานเอกลักษณ์ท้องถิ่นแบบ Frisian Blue แล้ว คุณก็ต้องได้รับรู้เรื่องราวของพระนางมารี หลุยส์ ที่น่าตื่นตาตื่นใจไปด้วย เพราะในอดีตตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เคยเป็นวังที่พำนักสุดท้ายของพระนางนั่นเอง

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
งานเซรามิกฝีมือ ปาโบล ปิกัสโซ

ตัวพระนางมารี หลุยส์ ไม่ได้เกิดที่ฟรีสแลนด์ แต่มาจากตระกูลขุนนางฟากเยอรมนี พระนางแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้เจ้าของ โยฮัน วิลเลม ฟริโซ (Johan Willem Friso) ผู้รั้งตำแหน่ง ‘สตัดเฮาเดอร์ (Stadholder)’ ผู้ปกครองระดับสูงที่เทียบได้กับประมุขแห่งรัฐ ทั้งยังมีสถานะเป็นเจ้าชายแห่งออเรนจ์ โชคร้ายที่สวามีของพระนางอายุสั้น ตายจากไปตอนอายุเพียง 23 ปี พระนางจึงต้องรับหน้าที่เป็นเหมือนผู้สำเร็จราชการแทนบุตรชายที่ยังเด็ก จวบจนบุตรชายโตขึ้นเป็นสตัดเฮาเดอร์ได้สำเร็จ พระนางจึงวางมือ แต่ก็อำลาวงการได้เพียงสั้น ๆ เท่านั้น เพราะบุตรชายก็มาป่วยตายไปอีกคน หลานน้อยก็ยังเล็กเกินกว่าจะทำหน้าที่ได้ พระนางจึงต้องเล่นบทบาทคือหัตถาครองพิภพต่อมาอีกหลายปี โดยประทับอยู่ที่ Princessehof ระหว่าง ค.ศ. 1731 จนกระทั่งสิ้นลมใน ค.ศ. 1765

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ความหรูหรารุ่งเรืองภายใต้สองมือของพระนางยังคงเหลือร่องรอยให้เห็นในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งตกแต่งแบบบาโรก (Baroque) เน้นความเยอะเพริศแพร้วพรรณราย มองปราดเดียวต้องเห็นความรวยแบบตะโกน วอลเปเปอร์หนังแท้แทรกลายทอง เตาผิงหินอ่อน เพดานลวดลายปูนปั้น ผ้าม่านทอเนื้อดี เครื่องกระเบื้องยุโรปตกมาใหม่ ๆ ในสมัยนั้น เมื่อนึกว่าของพวกนี้ผ่านกาลเวลามาเกือบ 300 ปี ก็อดทึ่งในการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของเขาไม่ได้

ความบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ออเรนจ์ไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อเดินออกมานอกตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ ปรากฏว่ากำแพงด้านหนึ่งที่หันสู่หอเอนแห่งเลียววาเดนเป็นกำแพงที่มีกระเบื้องจำนวนกว่า 2,160 ชิ้น เรียงเป็นรูปพระพักตร์ของพระนางมารี หลุยส์ โดยมีหน้าเล็ก ๆ ของสวามีผู้อายุสั้นอยู่เคียงข้าง จำลองจากภาพเขียนจริงที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์ (Rijksmuseum) ที่อัมสเตอร์ดัม และกระเบื้องเหล่านั้นยังเรียงเป็นพงศาวลีของเจ้านายในยุโรปที่มีความเกี่ยวพันหรือสืบเชื้อสายมาจากพระนางมารี หลุยส์ ให้อารมณ์ประหนึ่งแม่ของแผ่นดินยังไงยังงั้น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

และเชื่อหรือไม่ว่า Princessehof ไม่ได้เป็นบ้านของพระนางมารี หลุยส์ เท่านั้น เพราะในเวลาต่อมายังเป็น ‘บ้านเกิด’ ของ เอ็ม. ซี. เอชเชอร์ อีกด้วย ครอบครัวของเอชเชอร์เป็นผู้มีอันจะกินอย่างไม่ต้องสงสัย หาไม่แล้วคงไม่สามารถอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรูกลางเมืองได้ ตัวเอชเชอร์เองลืมตามาเห็นแสงแรกของชีวิตเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1898 ที่บ้านนี้จริง ๆ แต่ใช้เวลาที่นี่เพียงขวบปีแรก ๆ เท่านั้น ก่อนจะย้ายไปโตที่อื่น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
ผลงานของเอชเชอร์

นิทรรศการถาวร At Home with M.C. Escher จัดแสดงที่ชั้นใต้ถุนของอาคาร Princessehof นอกจากมีภาพวัยเด็กและประวัติของเอชเชอร์แล้ว ยังมีผลงานของ Leon Keer ศิลปินสตรีทอาร์ตคนดังมาจัดแสดงด้วย ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากงาน Convex and Concave ของเอชเชอร์ โดย Keer สร้างภาพลวงตาบนฝาผนังและเพดานห้องใต้ดิน ตามแบบฉบับลายเซ็นในงานของเอชเชอร์ที่อุดมด้วยมุมมองแปลกประหลาด สถาปัตยกรรมลวงตาหากดูเสมือนจริง การจัดเรียงรูปทรงเรขาคณิตหรือรูปทรงต่าง ๆ ในภาพอย่างมีจังหวะสอดประสานกลมกลืนแบบที่ต้องผ่านการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์มาแล้ว ถือเป็นนิทรรศการขนาดเล็กที่ปลุกใจให้อยากดูงานเอชเชอร์อย่างลงลึกกว่าเดิม

ใครสนใจก็ไปดูงานเอชเชอร์แบบเต็ม ๆ ได้ที่พิพิธภัณฑ์ Escher in the Palace ที่กรุงเฮก แต่ตอนนี้เที่ยวที่ Princessehof ไปก่อน นี่แค่พิพิธภัณฑ์เดียวเท่านั้น แต่มีเรื่องหลากหลายเหลือเกิน เดิน 1 วันไม่จบ สมแล้วที่เขาโฆษณาตัวเองว่าเปรียบดั่งพิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์แห่งภาคเหนือ

เดินไปสู่ใจเมือง

ข้อมูลจากเว็บไซต์การท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ระบุว่า เนเธอร์แลนด์เป็นชาติที่มีพิพิธภัณฑ์หนาแน่นมากสุดในโลก จริง ๆ ถึงเขาไม่บอกเราก็คงต้องสังเกตเห็นเองอยู่ดี เพราะเฉพาะในเลียววาเดนเอง มีพิพิธภัณฑ์อยู่ตามมุมต่าง ๆ จนทำตัวไม่ถูก คือความรู้ก็อยากได้ ความไร้สาระก็ต้องการ เลยใช้วิธีวางแผนชีวิตจากการดูพยากรณ์อากาศ ถ้าวันไหนเขาบอกแดดแจ๋ก็ออกเดินเรื่อยเปื่อยไปเลย (แม้จะเป็นแดดแจ๋ที่มาพร้อมอุณหภูมิติดลบก็เถอะ) ซึ่งก็ได้ผล เพราะเดินไปเจอตรอกเล็กที่จริง ๆ คือถนนไคลเนอ แคร์กสตราต (Kleine Kerkstraat) อยู่ใกล้วังพระนางมารี หลุยส์ นี่แหละ

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ชาวบ้านบอกว่านี่คือถนนที่เคยได้รับการโหวตให้เป็นถนนสายช้อปปิ้งที่น่ารักที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันก็ยังน่ารักอยู่ ยิ่งช่วงใกล้เทศกาลปลายปี ทุกร้านตกแต่งกันเต็มที่ ร้านรวงบนถนนสายนี้มีหลากหลาย มีทั้งร้านไอศกรีม ร้านขายของตกแต่งบ้าน ร้านขายของมือสอง ร้านตัดผมสุดคลาสสิก และที่ดูดเงินออกจากกระเป๋าเราได้รัว ๆ คือร้านเก่าแก่ ซาว์โวลฮูเฟอ (Zuivelhoeve) ขายสารพัดชีส ถั่ว ไส้กรอก แฮม และไวน์ อยากลองชีสตัวไหนบอก เขาให้ชิมไม่กั๊ก ซื้อกลับไทยก็ได้ เขาบรรจุในถุงสุญญากาศให้เสร็จ

ใจกลางย่านช้อปปิ้งของเลียววาเดนก็ยังคงอยู่ในย่านเมืองเก่า คูคลองแคบบ้างกว้างบ้างถักทอประสานเหมือนใยแมงมุมไปทั่วเมือง ความเก่าและความใหม่สอดผสานไปด้วยกันอย่างไม่ขัดเขิน เป็นธรรมดาของบ้านเมืองในยุโรปที่คุณอาจเพิ่งถอยโค้ทตัวใหม่ออกจาก H&M เสร็จแล้วก็เดินข้ามถนนมาสั่งอะไรดื่มแก้กระหายที่อาคารโบราณหลายร้อยปีฝั่งตรงข้าม เลียววาเดนก็เป็นเช่นนั้น เพราะที่กลางเมืองตรงข้ามร้านรวงทันสมัย มีอาคารจากศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่ ปัจจุบันคือคาเฟ่แต่อดีตคือ เดอ วากก์ (De Waag) หรือโรงชั่งน้ำหนักสินค้า สมัยก่อนพ่อค้าจะนำผลิตภัณฑ์จากนมมาซื้อขายที่นี่ ก่อนซื้อขายก็ต้องชั่งน้ำหนักตรวจสอบคุณภาพ กำหนดราคา กำหนดภาษีต่าง ๆ เดอ วากก์ จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานจากอดีตที่บ่งชี้ว่า เลียววาเดนเคยเป็นเมืองการค้าสำคัญมาหลายร้อยปีแล้ว

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

สีสันของเมืองคึกคักขึ้นมาอีกขั้นในวันศุกร์เพราะเป็นวันที่มีตลาดนัด ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลเลิศคือจัตุรัสไซลองด์ (Zaailand) หน้าพิพิธภัณฑ์ Fries Museum ตลาดนัดที่นี่ก็เหมือนบ้านเรา มีตั้งแต่ร้านขายของสด ขายอาหาร ขายชีส ขายขนมหวาน ขายเสื้อผ้ามือสอง เครื่องประดับ ฯลฯ ไปจนถึงเปาะเปี๊ยะร้อน ๆ ที่ตอนอยู่เมืองไทยไม่ได้นึกอยากกินนัก แต่ตอนอยู่ที่หนาว ๆ การเห็นของทอดร้อนฉ่าขึ้นมาจากกระทะถือเป็นสวรรค์

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

และที่อยากจะลองมากคือ ปลาแฮริ่งดิบหมักเกลือตามวิธีถนอมอาหารให้กินได้นาน ๆ เป็นเมนูที่คนที่นี่กินกันเป็นว่าเล่น ในตลาดนัดนี่เห็นผู้ชายตัวโต ๆ ถือจานกระดาษใส่ปลาแฮริ่งดิบตัวจ้อย แนมด้วยหอมใหญ่หั่นซอย กินกันเบิกบานน่าอร่อย กลิ่นคงจรุงทุกมิติ อย่างนี้มันต้องลองบ้าง เจ้าบ้านอาสาไปซื้อให้พร้อมสั่งสอนว่า คนที่นี่เวลาไปซื้อแฮริ่งเขาไม่บอกคนขายว่าซื้อปลาแฮริ่งนะ แต่เขาจะพูดว่า (แปลจากดัตช์เป็นอังกฤษได้ประมาณนี้) “พี่ ๆ ขอ Salted One ตัวสิ” และหลังจากเรากินเข้าไปคำสองคำก็ อืม ไม่คาวและมีความนัวลิ้น แปลกดี แต่คงไม่ใช่จานโปรดของเรา เลยหันไปสั่งปลาคอดทอดแทน อันนี้ฉ่ำร้อนสะใจ กินกันควันออกปาก

ฟรีสแลนด์ 360 องศา ที่ Fries Museum

ฟรีส มิวเซียม หรือ ฟรีเชียน มิวเซียม (Frisian Museum) คือพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเลียววาเดน และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะที่นี่มัดรวมเรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นทุกมิติของฟรีสแลนด์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ไว้ด้วยกันในพื้นที่จัดแสดง 3 ชั้น เรื่องเด่น ๆ ที่เราชอบคือความสัมพันธ์แบบ Love-hate Relationship ของชาวฟรีเชียนที่มีต่อสายน้ำ

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ว่ากันว่าชาวฟรีเชียนรบรากับทะเลเหนือมานานกว่า 2,500 ปี เพราะแผ่นดินทางเหนือนั้นเปราะบางมาก มองไปสุดลูกหูลูกตาเห็นแต่ภูมิประเทศราบเรียบไปจนจรดทะเล เปิดทางให้ลมและคลื่นใหญ่สาดซัดเมืองโดยสะดวก ชาวฟรีเชียนหลายชั่วอายุต่างต้องค้นหาว่า จะทำยังให้บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรไม่โดนน้ำท่วม คำตอบมาในรูปของแลนด์สเคปที่ยังเหลือให้เห็นในปัจจุบัน นั่นก็คือเนินเขาเล็ก ๆ (Mound) ผลงานมนุษย์สร้าง บนยอดเป็นที่ตั้งของโบสถ์ ลดหลั่นลงมาคือบ้านเรือน ถ้าเป็นสมัยโบราณ บ้านคนรวยก็จะอยู่ใกล้ ๆ โบสถ์ พูดง่าย ๆ คือได้ทำเลทองรอดพ้นจากน้ำท่วมแน่ ๆ และอีกสิ่งสำคัญขาดไม่ได้เด็ดขาด คือ เขื่อนดินสูง (Dike) ถ้ามองจากมุมสูงจะเห็นเลยว่าตลอดแนวชายฝั่งของฟรีสแลนด์มีเขื่อนสูงเป็นปราการยาวป้องกันเมืองไว้ทั้งหมด

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

นอกจากนั้นยังมีส่วนจัดแสดงที่เล่าแยกย่อยถึงบางเมืองเด่น ๆ ในฟรีสแลนด์ เช่น เมืองฮินเดอโลเปน (Hindeloopen) อดีตเมืองท่าสุดคึกคักในศตวรรษที่ 17 – 18 ศูนย์รวมของพ่อค้าวาณิชที่ล่องเรือไปมาจากที่หลากหลาย กลับบ้านทีก็นำของแปลก ๆ จากประเทศแสนไกลมาฝากภรรยาผู้ทำหน้าที่ตกแต่งบ้านด้วยเครื่องเรือนไม้หรูหราแกะสลักลายละเอียด บ้างก็วาดลวดลายและทาสีสดใส ทั้งยังมีผ้าพื้นเมืองจากอินเดียและเครื่องกระเบื้องเนื้อบางจากจีน ก่อกำเนิดศิลปะแบบฮินเดอโลเปน ที่ผสมผสานกลิ่นอายชวนพิศวงของโลกตะวันออกเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างเอกลักษณ์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ไทม์ไลน์การเล่าเรื่องในพิพิธภัณฑ์ลากยาวตั้งแต่มิติด้านธรณีวิทยาในอดีตไกลโพ้น ยุคกลางที่เต็มไปด้วยโรคระบาด เรื่อยมาจนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามด้วยความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวของและถ้อยคำที่นำจัดแสดงบอกเลยว่ามีน้ำตาซึม

และเส้นเวลาก็เชื่อมสู่ปัจจุบันด้วยการตั้งคำถามถึงอิสรภาพที่คนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกว่า 75 ปีก่อนโหยหา แล้วอิสรภาพสำหรับคนรุ่นเราหมายถึงอะไร คำตอบหลากหลายในมุมมองปัจเจกที่อาศัยในฟรีสแลนด์ คละเคล้าจากคนท้องถิ่นไปจนถึงผู้อพยพลี้ภัย แต่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ว่ายุคสมัยใด อิสรภาพที่ปรารถนา คือหัวใจเสรีที่จะเลือกใช้ชีวิตอย่างใจต้องการโดยไม่เบียดเบียนใครและไม่อยากให้ใครมาเบียดเบียน

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

เดินออกจากพิพิธภัณฑ์มาอีกทีฟ้ามืดแล้ว ฤดูนี้นะ 4 โมงครึ่งก็มืดเหมือนหัวค่ำ สมองยังมึนกับสารพันเรื่องราวที่คาดว่าต้องใช้เวลาตกผลึกสักพักกว่าจะรู้ว่าซึมซับอะไรเข้าไปบ้าง เจ้าบ้านคงเข้าใจเลยชวนคุยเรื่องเบาๆ ว่าด้วยอาหารเย็นนี้ที่เป็นเมนูคนดัตช์ทำกินเองในบ้านจริง ๆ และมักจะกินช่วงหน้าหนาวด้วยเพราะว่า

“คือมันเป็นเมนูที่ Heavy พอสมควรอะ นึกออกมั้ย” เจ้าบ้านอรรถาธิบาย 

เมนูที่ว่านั้นคือ Preischotel ฟังเขาออกเสียงได้ประมาณว่า ‘ไปรสโคเทิล’ วัตถุดิบสำคัญคือมันฝรั่ง ต้นหอม (Leek) ชีส ไส้กรอก เนื้อบดหรือเบคอนตามชอบ แต่ละบ้านก็อาจจะมีวิธีปรุงต่างกันออกไป อย่างของบ้านนี้พอต้มมันฝรั่งแล้วก็บดหยาบ ๆ ซอยต้นหอม ใส่ไส้กรอก และชีส แล้วเอาเข้าเตาอบ ปล่อยให้ส่วนผสมแต่ละอย่างสอดประสานความอร่อยเป็นเนื้อเดียวกันเอง อบจนกระทั่งเห็นหน้าด้านบนดูเหลืองกรอบก็พร้อมกิน อากาศหนาว ๆ แสงเทียนเรืองบนโต๊ะและวับวามตามมุมต่าง ๆ ในบ้าน ตักแบ่งไปรสโคเทิลใส่จานให้กัน เป็นมื้อง่าย ๆ ไม่แฟนซีแต่คอนเฟิร์มว่าอุ่น อร่อย และอิ่ม

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ระหว่างกินก็ค่อยๆ ตกผลึกให้เจ้าบ้านฟังว่าหลายวันมานี้เดินโต๋เต๋ไปไหนมาบ้าง ได้รู้จักบ้านเมืองนี้ตื้นลึกอย่างไร ไปมาแล้วกี่พิพิธภัณฑ์ กินชีสมาแล้วกี่ตัน ชอปปิงของไร้สาระมาแล้วเท่าไหร่ แล้วใจก็ประหวัดกลับไปถึงพ่อหนุ่ม ตม. ที่แปลกใจต่อจุดหมายของเราอีกครั้ง พ่วงด้วยความเห็นส่วนตัวที่หลุดปากบอกเจ้าบ้านไปว่า “ฉันว่าคนที่มาเที่ยวฟรีสแลนด์นี่ไม่แปลกนะ คนที่แปลกคือคนที่คิดว่าฟรีสแลนด์ไกลมากและไม่รู้จะมาทำไมมากกว่ามั้ยอะ” 

เจ้าบ้านฟังแล้วหัวเราะก่อนจะบอกว่า “ก็ตอนนี้เรื่องที่เธอรู้เกี่ยวกับฟรีสแลนด์น่ะมันมากกว่าคนดัตช์หลาย ๆ คนแล้วมั้ง อยู่อีกสักพักสิ คนซอกแซกอย่างเธอน่าจะเขียนหนังสือได้หลายเล่ม” 

ฟังแล้วเหมือนถูกหลอกเหน็บยังไงไม่รู้ แต่ก็นั่นแหละค่ะ ก็จริงอย่างเขาว่า เพราะที่เขียนมานี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของการเดินทางเท่านั้นเอง เรื่องที่ยังไม่ได้เล่าก็มีอีกเยอะเป็นกระบุงจริง ๆ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load