20 พฤศจิกายน 2564
860

ประตูเครื่องบินปิดลงที่สนามบินเดลี ประเทศอินเดีย ผู้โดยสารชุดสุดท้ายเดินขึ้นมาบนเครื่องบิน เสียงสื่อสารระหว่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังขึ้นว่า “Boarding Completed” นั่นหมายถึงจะไม่มีผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องบินมาเพิ่มอีกแล้ว 

ผมหน้าซีด หันไปหาเพื่อนอีก 3 คน และพบว่าทุกคนหน้าซีดพอกัน เพราะเราทุกคนต่างรู้ดีว่า การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้เดินทางมาแค่ 4 คน แต่กลุ่มของเราต้องมีให้ครบ 7 คนจึงจะสมบูรณ์

“เฮ้ย! มีคนตกเครื่อง” ผมอุทาน 

ผมเคยเป็นวิทยากรนำทัวร์ในประเทศอินเดียมาแล้วหลายครั้ง และรู้ว่าเหตุการณ์นี้วิกฤตมาก เพราะจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้อยู่ที่เมืองเลห์ (Leh) บนเทือกเขาหิมาลัย สูงจากระดับน้ำทะเลไปถึง 3,500 เมตร หมอกลงปกคลุมหนาแน่น เที่ยวบินมีเฉพาะช่วงเช้าและมีจำนวนเที่ยวบินจำกัด ตั๋วใบใหม่อาจหาไม่ได้ภายในวันนี้

และที่สำคัญ เพื่อนอีก 3 คนที่มาขึ้นเครื่องบินไม่ทันนั้น เพิ่งเคยมาอินเดียเป็นครั้งแรก ใจผมรู้สึกว่าถ้ามีใครสักคนควรจะตกเครื่อง คนคนนั้นควรเป็นผมมากกว่า เพราะอย่างน้อยจากประสบการณ์ของการเดินทางในอินเดียหลายครั้ง ผมคงพอจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ใครที่เคยเดินทางในประเทศอินเดีย คงจะทราบดีว่าสิ่งที่คาดหมายว่าแน่ก็อาจจะไม่แน่ เพราะสิ่งที่ไม่แน่นั้นมักจะเกิดขึ้นแน่นอน 

ผมขอให้เพื่อนของผมอีกคนหนึ่งช่วยติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องนั้นให้ซื้อตั๋วใหม่โดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความคิดที่ปั่นป่วนอยู่ในสมองของผม ว่าจะต้องเตรียมแผนสำรองไว้อย่างไรบ้าง ในเมื่อคณะเดินทางมีคนตกเครื่องครึ่งคณะอย่างนี้

เครื่องบินกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่รันเวย์ ทันใดนั้นก็มีข้อความส่งเข้ามาว่าตั๋วเครื่องบินใบใหม่ทั้งสามใบได้อยู่ในมือของเพื่อนแล้ว ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางรู้สึกว่าการเป็นหัวหน้าทริปให้กลุ่มเพื่อนครั้งนี้ ดูท่าจะต้องเจอโจทย์หินเข้าให้แล้วจริง ๆ

เตรียมตัวไปเลห์

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

คณะเดินทางของเราทั้ง 7 คนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 10 ปีที่รู้จักกัน ทำให้เรารู้เช่นเห็นชาติกันดียิ่งกว่าอย่างอื่น วันแรกที่ผมได้รับโจทย์จากเพื่อนๆ ว่าเราจะไปเลห์-ลาดักห์กันนั้น ผมก็รับปากว่าจะจัดทริปให้ด้วยความตื่นเต้น แต่อีกใจหนึ่ง (ในฐานะที่เป็นหัวโจกจัดทริปมาหลายครั้ง) ผมก็รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เพราะการเดินทางในเขตเทือกเขาสูงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่เงื่อนไขที่เพื่อน ๆ ของผมตั้งไว้นั้นก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาขอแค่อาหารอร่อย รสชาติไม่ประหลาด ที่พักสะดวกสบาย ควรจะมีน้ำอุ่น รถยนต์สะอาด คนขับรถยนต์ต้องสุภาพ โปรแกรมจะต้องไม่เหนื่อย และที่สำคัญก็คือราคาไม่แพง

เงื่อนไขง่าย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ แหะ แหะ…

ผมเคยเดินทางบนเทือกเขาหิมาลัยมาแล้ว 4 ครั้ง ประสบการณ์ทั้ง 4 ครั้งสอนให้ผมรู้ว่า โจทย์ที่เพื่อนตั้งนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าสมการ 5 ตัวแปรเสียอีก ผมรีบติดต่อกับพี่ไกด์ที่คุ้นเคย บอกเงื่อนไขทั้งหมด และขีดเส้นงบประมาณเอาไว้ว่าต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ หลังจากผ่านการเลือกแล้วเลือกอีกหลายครั้ง เราก็ได้โรงแรมที่มีน้ำอุ่น ห้องนอนมาตรฐาน สะอาด และปลอดภัยในราคาที่ยอมรับได้ (ผมต่อรองเพิ่มด้วยว่า ในฐานะไกด์โดยสมมติ ต้องเข้าไปทำอาหารในครัวได้) รวมถึงได้ไกด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองเลห์มาประกบร่วมทีม 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางเราเจรจาอย่างไรไม่ทราบได้ ทางอินเดียจึงดูเป็นห่วงพวกเรามาก ด้วยเหตุนี้ทางบริษัททัวร์ฝั่งอินเดียส่งทีมงานอีกหนึ่งคนมาดูแลเราเป็นพิเศษ ตั้งแต่สนามบินเดลีและอยู่กับพวกเราตลอดทริป เท่ากับว่าคณะนี้มีลูกทัวร์ทั้งหมด 6 คน แต่ใช้ทีมงานดูแลถึง 3 คน (รวมผมเป็นทีมงานด้วย) เรียกได้ว่าประกบบริการกัน 2 ต่อ 1 ทะนุถนอมชนิดที่ว่าจะไม่ยอมให้มีอะไรมาแผ้วพานได้เลยทีเดียว

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
นอร์บู มัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวลาดักห์

การเดินทางครั้งนี้ผมมาอยู่ที่เดลีล่วงหน้าเพื่อน ๆ 2 วัน และเดินทางไปเจอทุกคนที่สนามบินเดลี ในชีวิตของผมมีอยู่ไม่กี่ครั้งที่จะหาตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจให้กับตัวเอง แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมตัดสินใจเอาไมล์การบินไทยที่มีไปแลกที่นั่งชั้นธุรกิจมาจนได้ เพราะต้องการน้ำหนักสัมภาระมากถึง 50 กิโลกรัม (และผมใช้เต็มโควต้าด้วย)

ในน้ำหนัก 50 กิโลกรัมประกอบด้วยเสื้อผ้าของผมเอง 10 กิโลกรัม ส่วนอีก 40 กิโลกรัมเป็นของกิน ที่ผมวางแผนมาแล้วอย่างรอบคอบว่า ถ้าเพื่อนรับประทานอะไรไม่ได้เลย ทุกคนจะต้องมีอาหารกินครบ 3 มื้อตลอดทุกวัน โดยไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ

เครื่องบินลดระดับลงที่เมืองเลห์ ภาพเทือกเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนปรากฏขึ้นตรงหน้า เดือนเมษายนยังคงเป็นเดือนที่อากาศเย็นจัดสำหรับที่นี่ เราคลุมเสื้อกันหนาวให้กระชับตัว ก่อนจะออกไปปะทะกับสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัยที่ภายนอก ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงเลห์แล้ว

ก้าวแรกในเลห์

เรื่องกลุ่มของผมตกเครื่องกัน 3 จาก 7 คน เป็นที่โจษจันและขบขันในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนต่างก็อัศจรรย์ใจว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็ยืนยันแล้วยืนยันอีก ว่าผมได้ไปตามหาเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องก่อนจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้วแต่ก็ไม่พบ จึงได้วางใจว่าทุกคนน่าจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้ว แต่ทำไมจึงกลายเป็นอย่างนี้ไปผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงต้องให้เจ้าตัวมาอธิบายเอง

เลห์เป็นเมืองเอกของเขตการปกครองพิเศษลาดักห์ (Union territory of Ladakh) ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ เลห์เป็นอำเภอเมืองของจังหวัดลาดักห์นั่นเอง ตั้งอยู่บนที่สูง 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฉะนั้น นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่เดินทางมาที่นี่จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้ความสูง (Altitude Sickness) กันทุกคน นอกเหนือจากการรับประทานยาลดความดันป้องกันมาก่อนหน้าแล้ว สิ่งที่คนต่างถิ่นควรจะทำก็คือการนอนราบโดยสมบูรณ์ (Absolute Bed Rest) ก่อนระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้าสู่ภาวะออกซิเจนน้อย จึงทำให้โปรแกรมวันแรกของเราไม่มีอะไรนอกจากการนอนเฉย ๆ (และรอให้คนที่ตกเครื่องเดินทางตามมาถึง) ก่อนจะออกไปสำรวจเมืองเลห์แห่งเขตการปกครองลาดักห์กันในช่วงเย็น

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

ลาดักห์เคยเป็นนครรัฐบนเทือกเขาหิมาลัยที่มีเจ้านครรัฐปกครองมาก่อน ชาวลาดักห์ส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต และภาษาลาดักห์ก็เป็นภาษาตระกูลทิเบตเช่นกัน เราจึงรู้สึกได้ทันทีว่าลาดักห์มีความคล้ายคลึงกับทิเบตมากกว่าอินเดีย ถึงขนาดที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า ลาดักห์คือผืนแผ่นดินที่เก็บรักษาจิตวิญญาณของความเป็นทิเบตได้ดีที่สุด หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ผนวกทิเบตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโดยสมบูรณ์

ลาดักห์เคยเป็นเมืองบนเส้นทางการค้าข้ามเทือกเขาหิมาลัยในสมัยโบราณ และมีเจ้าผู้ปกครองเป็นของตนเอง พระราชวังเลห์ (Leh Palace) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว ค.ศ.1600 ตั้งอยู่เคียงคู่กับวัดเซโม (Namgyal Tsemo Monastery) ที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นประมาณ 150 ปี สถานที่ทั้งสองแห่งนั้นสร้างขึ้นบนภูเขาอันสูงชัน จึงเปรียบได้กับศูนย์กลางของเมืองเลห์ในอดีต ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจึงนิยมขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงจากสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ หรือไม่ก็อาจจะไปชมทิวทัศน์จากสถูปสันติภาพ (Shanti Stupa) ก็ได้ แน่นอนว่าเราได้ชมทิวทัศน์จากทุกสถานที่ข้างต้น ทิวทัศน์นั้นสวยงามจับใจทุกคน

ยับ – ยุม 

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่เราเริ่มปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศและสภาพอากาศได้แล้ว เราจึงออกเดินทางไกลกันสักหน่อย โปรแกรมของเราในวันนี้คือการเดินทางออกนอกเมืองเลห์ไปยังวัด 3 วัด คือ Matho Gompa, Hemis Gompa และ Thiksey Gompa และพระราชวัง 2 แห่ง คือ Shey Palace และ Stok Palace

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
Thiksey Gompa

พระพุทธศาสนาในเขตลาดักห์นั้นได้รับอิทธิพลจากทิเบตแทบทั้งหมด พระพุทธศาสนาในแถบนี้จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน มีการบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ เพราะตามทฤษฎีแล้ว พระพุทธศาสนานิกายวัชรยานก็คือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ผสมผสานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่นที่นับถือวิญญาณและความเร้นลับมาแต่เดิม จึงทำให้พระพุทธศาสนาในแถบนี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

ผมเองพอมีความรู้พื้นฐานเรื่องศิลปะทิเบตอยู่บ้าง แต่คิดว่าเพื่อนคงไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรนัก ผมจึงไม่ได้อธิบายอะไรมาก นอกจากบอกเพื่อนคร่าวๆ ว่าให้ไหว้พระตามแบบที่เคยทำอยู่เป็นปกติในเมืองไทยก็ใช้ได้แล้ว เพราะเป็นศาสนาเดียวกัน แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนาที่นี่แตกต่างจากพระพุทธศาสนาที่เราคุ้นเคยมาก จึงมีคนเกิดข้อสงสัยตั้งแต่วัดแรกที่เราไปถึงในตอนเช้า

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
พระพุทธรูปประธาน Matho Gompa

เพื่อนผมคนหนึ่งเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากวิหารหลักของวัด พร้อมสะกิดให้เพื่อนที่เหลือเดินตามเข้าไปดู เห็นกิริยาอย่างนั้น ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนไปพบเจอเข้ากับอะไร ผมจึงตามเพื่อนไปทันที เพราะเข้าใจว่าเพื่อนต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างแน่นอน และผมก็ไม่ผิดหวังในตัวเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

เพราะที่หน้าจิตรกรรมขนาดใหญ่เบื้องหน้าพระประธาน ปรากฏรูปพระโพธิสัตว์หน้าตาดุดัน กำลังใช้แขนกอดเกี่ยวอยู่กับสตรีนางหนึ่ง ร่างกายเบื้องล่างของคนทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดสนิทกันเป็นหนึ่งเดียว คนทั้งสองจุมพิตกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ร่างของพระโพธิสัตว์นิ่งสง่าอยู่กับที่ ในขณะที่ร่างของฝ่ายหญิงนั้นดูคล้ายกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอ้อมกอดของฝ่ายตรงข้าม

“นี่มันอะไรกัน นี่มันในวัดไม่ใช่เหรอ” เพื่อนผมทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ (และชอบใจพอ ๆ กัน)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
ตัวอย่างจิตรกรรมยับ – ยุม
ภาพ : www.dollsofindia.com

เมื่อหลายปีก่อน ในประเทศไทยของเราเคยมีประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้โพสต์ภาพพระพุทธรูป (หรือพระโพธิสัตว์) ประทับนั่ง และมีสตรีนั่งทับอยู่ด้านบน แน่นอนว่าผู้เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมร้อนใจ เพราะเข้าใจว่ามีคนกำลังล้อเลียนพระพุทธศาสนา จนกระทั่งในเวลาต่อมาก็ต้องมีผู้รู้รีบมาเฉลยให้ฟังว่า รูปเคารพที่มีลักษณะดังว่านั้นเป็นประติมากรรมที่ทำขึ้นทั่วไปในพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน โดยฝ่ายชายที่นั้นอาจเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ได้ และฝ่ายหญิงเป็นศักติหรือชายาของฝ่ายชาย

กิริยาเช่นนั้นอาจเปรียบง่าย ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนปริศนาธรรม คือฝ่ายชายเปรียบเสมือนความกรุณาที่ต้องมีความมั่นคง ในขณะที่ฝ่ายหญิงเปรียบเสมือนปัญญาที่ต้องรู้จักพลิกแพลง ปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ฉะนั้น ฝ่ายชายในรูปเคารพหรือภาพวาดประเภทนี้จึงมักจะไม่เคลื่อนไหว ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เคลื่อนไหวแทน สะท้อนว่าเมื่อใดก็ตามที่ปัญญาและความกรุณาในแต่ละบุคคลผสานกันเป็นหนึ่งเดียว บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงธรรมะได้ และแน่นอนว่าการเข้าถึงธรรมะนั้นย่อมนำมาซึ่ง ‘ความสุขอย่างยิ่ง’ ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน

สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาทิเบตว่า ‘ยับ – ยุม’ โดย ยับ หมายถึงเพศชาย และ ยุม หมายถึงเพศหญิง

การใช้สัญลักษณ์โดยธรรมชาติของมนุษย์แทนนี้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน แม้ว่าเราจะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้ แต่การทำความรู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ไม่ต้องตกใจ เวลาเดินเข้าไปในศาสนสถานบนเทือกเขาหิมาลัยแล้วพบเจอ ยับ – ยุม ไปหมดทุกแห่ง

ผมเห็นว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคยนั้นน่ารู้จักเสมอ เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาที่ต่างบริบทกัน ก็ย่อมมีการตีความและการสร้างศิลปวัตถุที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น การทำความรู้จักกับความหลากหลายนั้นไว้ ก็คงจะสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่ได้เรียนรู้บ้างไม่มากก็น้อย เหมือนกับเพื่อน ๆ ของผมทุกคน ที่แม้ว่าพวกเราจะกลับจากลาดักห์มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจดจำและเข้าใจปรัชญา ยับ – ยุม ได้อย่างแม่นยำ และเล่ารายละเอียดได้เป็นฉาก ๆ เลยทีเดียว

ผมภูมิใจในตัวเพื่อนทุกคนครับ ทุกคนเก่งมาก

หุบเขา สายลม และธงห้าสี

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 3 ของพวกเราบนเทือกเขาแห่งนี้ เรามีกำหนดการเดินทางไกลไปยังหุบเขานูบรา (Nubra Valley) ซึ่งเป็นหุบเขาท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนดินแดนลาดักห์ เราจะไปค้างคืนในหุบเขานั้นคืนหนึ่ง การเดินทางวันนี้เป็นการเดินทางไกลพิเศษ เพราะต้องใช้เวลานั่งรถนานถึง 6 ชั่วโมง และต้องเดินทางผ่านหนึ่งในทางหลวงแผ่นดินที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก คือ 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชื่อว่าช่องเขาคาร์ดุง หรือออกเสียงเป็นภาษาลาดักห์ว่าคาร์ดุง ลา (Khardung La)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
หุบเขานูบรา (Nubra Valley)

เมื่อเราเดินทางอยู่บนเส้นทางหิมาลัยมุมใดก็ตาม สิ่งที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปคือธงห้าสีที่แขวนพาดจากภูเขาด้านหนึ่งยังภูเขาอีกด้านหนึ่ง ธงห้าสีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธงมนตรา มีความหมายสำคัญสำหรับชาวทิเบตและดินแดนใกล้เคียงมาก เนื่องจากบนธงห้าสีนี้จะมีบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเขียนหรือพิมพ์อยู่

ในอดีตนั้นผู้คนในแถบนี้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะฉะนั้น การจะสาธยายมนต์จากตัวอักษรจึงเป็นเรื่องที่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในหมู่ผู้รู้หนังสือเท่านั้น คนแถบนี้จึงเขียนบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ลงบนธงราว และนำไปแขวนอยู่บนที่สูง เป็นความเชื่อที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่สายลมพัดผ่านธงมนตราเหล่านี้ สายลมก็จะพัดพาเอาบทสวดมนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้แผ่ลงไปสร้างความสันติสุขทั่วทั้งหุบเขา ด้วยคติอันเป็นมงคลนี้เองทำให้ชาวลาดักห์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมทิเบตมาเต็มที่ นิยมผูกธงมนตราไว้บนที่สูงกับเขาด้วย

ธงห้าสีนั้นประกอบด้วยสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง และสีเขียว แทนสีพระวรกายของพระธยานิพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าผู้มีพระวรกายอันเป็นทิพย์ในสรวงสวรรค์ (นิกายวัชรยานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าที่ประสูติบนโลกมนุษย์นั้นเป็นการแบ่งภาคลงมาเกิดของพระพุทธเจ้าเหล่านี้) พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นประกอบด้วยพระพุทธเจ้าไวโรจนะ พระพุทธเจ้าอักโษภยะ พระพุทธเจ้ารัตนสัมภวะ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ และพระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ ซึ่งมีสีพระวรกายเป็นสีตามลำดับข้างต้น

และพระพุทธเจ้าที่แบ่งภาคลงมาเกิดในโลกมนุษย์จากพระพุทธเจ้าเหล่านี้ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโคตมะ และพระพุทธเจ้าเมตไตรยะ (พระศรีอาริยเมตไตรย) ในปัจจุบันพวกเราทุกคนอยู่ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งทรงแบ่งภาคมาจากพระอมิตาภพุทธบนสรวงสวรรค์ เราจึงได้ยินพระนามของพระอมิตาภพุทธอยู่บ่อย ๆ ในพระพุทธศาสนาที่ไม่ใช่นิกายเถรวาทนั่นเอง

ผมชอบธงมนตราเหล่านี้เป็นการส่วนตัว เพราะรู้สึกว่าเป็นกุศโลบายที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ผมจึงซื้อธงมนตราจากตลาดมา 5 ม้วน เพื่อที่จะแบ่งธงมนตราบางส่วนไปผูกบนคาร์ดุง ลา และเมื่อพวกเราได้ขึ้นไปถึงทางหลวงแผ่นดินที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสผูกธงมนตราสมใจ

เรามีกำหนดการจะต้องเดินทางไปให้ถึงนูบราวัลเลย์ตอนมื้อเที่ยง เมื่อพูดถึงเรื่องอาหารขึ้นมาแล้วผมก็อดโล่งใจไม่ได้ ทีแรกผมกลัวมากว่าเพื่อน ๆ จะไม่มีใครรับประทานอาหารบนเส้นทางนี้ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อาหารมื้อแรกที่เราเดินทางมาถึง เพื่อนผมก็ตักอาหารเติมลงบนจานของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รอช้า เป็นอันว่าอาหารเสริมที่ผมหอบมาจากกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพราะพวกเรารับประทานอาหารท้องที่ผสมผสานไปกับอาหารที่เราคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี 

สำหรับการเดินทางมานูบราวัลเลย์ ผมเตรียมหมูหย็องมาสองถุงใหญ่ บวกกับส้มตำสำเร็จรูปและน้ำพริกกากหมูอีกจำนวนหนึ่ง เดือนเมษายนเรามีเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวพิเศษ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยในลาดักห์มีมาก เราแบ่งปันเสบียงที่เตรียมมาให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ ด้วย บรรยากาศจึงอบอุ่นมาก แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด คือการไปขี่อูฐที่เนินทรายฮุนเดอร์ (Hunder Sand Dunes) ที่นี่มีอูฐพันธุ์บักเตรียน (Bactrian Camel) ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากมองโกเลียให้นักท่องเที่ยวทดลองขี่ อูฐชนิดนี้มีเอกลักษณ์คือเป็นอูฐ 2 หนอก ในอดีตเมื่อครั้งการค้าเส้นทางสายไหมยังรุ่งเรือง คาราวานสินค้าใช้อูฐชนิดนี้เป็นเครื่องมือขนส่งสินค้าข้ามภูมิภาค ทำให้มีสายพันธุ์อูฐเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตเทือกเขาหิมาลัยและเอเชียกลาง

การขี่อูฐที่นี่จะขี่เป็นกลุ่ม ๆ ใครมาด้วยกันก็ให้ขี่ไปด้วยกัน สนุกสนานมากเพราะพวกเราเฮฮาไปพร้อมกับเพื่อนได้ตลอดทาง ยิ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนมาก ก็จินตนาการได้เลยว่าที่เนินทรายฮุนเดอร์มีเสียงภาษาไทยกึกก้องสักเท่าไหน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คืนวันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว เราพบว่าโรงแรมที่เราพักมีมาตรฐานของห้องที่ไม่เสมอกัน บางห้องเล็กแต่บางห้องใหญ่ บางห้องมีผ้าห่มให้ 2 ผืน ในขณะที่บางห้องให้ผ้าห่มถึง 4 ผืน บางห้องมีหน้าต่าง 3 ด้าน ในขณะที่บางห้องมีหน้าต่างเพียงด้านเดียว (ซึ่งห้องที่หน้าต่างน้อยก็จะไม่หนาวทรมาน เหมือนกับห้องที่มีหน้าต่างมาก) พวกเราสนุกสนานกับการสำรวจว่าแต่ละห้องนั้นต่างกันอย่างไร หลังจากนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั้งนูบราวัลเลย์ เป็นเหตุให้เครื่องทำน้ำอุ่นไม่ทำงาน และเราทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้ความมืดสนิทอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เพราะเราต่างหัวเราะให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ว่าเราต้องทุกข์ร้อนอะไร เพราะเราตั้งใจมาสัมผัสกับธรรมชาติมิใช่หรือ

โจทย์การเดินทางที่ผมคิดว่ายากกลับคลี่คลายไปทีละน้อย ผมคิดว่าการเดินทางร่วมกันก็ควรเป็นเช่นนี้ คือควรถ้อยทีถ้อยอาศัย เจอปัญหาก็แก้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ป้องกันไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับและปรับตัว ไม่เช่นนั้นบรรยากาศของการเดินทางก็จะเสียไปทั้งหมด ผมยังนึกขอบคุณเพื่อนอยู่เสมอที่เข้าใจข้อจำกัดของพื้นที่ และทำให้การยกแก๊งคุณชายไปเที่ยวหิมาลัยของเราไม่ได้ยากเย็นถึงขนาดนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเราขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงของนูบราวัลเลย์กันที่วัดดิสกิต (Diskit Monastery) วัดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเขตนี้ พระอารามแห่งนี้สถาปนาขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 และจนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยร้างผู้คน ปัจจุบันยังมีการก่อสร้างรูปเคารพพระศรีอาริยเมตไตรยองค์ใหญ่ขึ้นที่บริเวณวัด เพื่อเป็นมงคลสัญลักษณ์ที่จะทำให้มั่นใจว่า หุบเขาแห่งนี้ที่จะได้รับการอำนวยพรจากมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ไปนานเท่านาน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
พระศรีอาริยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า วัดดิสกิต (Diskit Monastery)

ทะเลสาบพันกอง

เช้าวันถัดมาเราออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อใช้เวลา 5 ชั่วโมงข้ามช่องเขา Chang La ไปยังทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์สดนามว่า ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีอาณาเขตบางส่วนเชื่อมต่อกับแผ่นดินทิเบตตะวันตก พื้นที่แห่งนี้จัดเป็นแอ่งที่ราบที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Endorheic Basin) และได้รับความคุ้มครองในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาแรมซาร์

เดือนเมษายนจัดเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ ผิวทะเลสาบพันกองจึงมีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมพอให้นักท่องเที่ยวลงไปเดินได้ ผมจึงได้โอกาสลงไปเดินเล่นบนทะเลสาบน้ำแข็งกับเขาด้วย บนผิวทะเลสาบแห่งนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก บวกกับนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นอีกเล็กน้อย สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านผืนน้ำสีคราม ผสานเข้ากับสีน้ำตาลทะมึนของขุนเขาโดยรอบ สร้างบรรยากาศอันขรึมขลังอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วในระหว่างที่ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เป็นใจนั้น ก็ปรากฏเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากอีกด้าน และเสียงนั้นก็คือเสียงของกลุ่มเพื่อนที่เหลือของผมซึ่งรออยู่ที่ริมฝั่งนั้นเอง

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

ต้นเหตุของเสียงเอะอะโวยวาย ก็คือลมเหนือทะเลสาบพันกองกำลังพัดกระโชกแรงเต็มที่ จนกระทั่งผลักให้ผิวทะเลสาบซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง ถ้ารอช้าอาจจะต้องติดอยู่บนแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลสาบภายใต้อุณหภูมิติดลบก็เป็นได้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังเพลิดเพลินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งจึงต้องกระโดดขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในเวลานั้นคล้ายกับการกู้ภัย เราให้ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุกระโดดขึ้นฝั่งไปก่อน 

จากนั้นจึงตามด้วยผู้ชาย โดยมีผมและเพื่อนอีกคนซึ่งเดินไปไกลกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นตามมาเป็นคนสุดท้าย ตอนนั้นแผ่นน้ำแข็งเคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งมากแล้ว เราไม่มีทางอื่นนอกจากต้องถอดรองเท้าและเดินลุยน้ำ เพื่อนของผมลุยน้ำข้ามไปก่อนอย่างทุลักทุเลพอตัว ส่วนผมกำลังจะโยนรองเท้าให้เพื่อนบนฝั่งช่วยรับ แต่ดูเหมือนริมขอบแผ่นน้ำแข็งจะรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวมายาวนานเกินไป จนกระทั่งทานน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเท้าลงลุยน้ำ แผ่นน้ำแข็งใต้เท้าผมก็แตกออก พร้อมกับการที่ตัวของผมดิ่งลงสู่น้ำอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งทันที

ภาวะตกใจสุดขีดเป็นเช่นนี้เอง !

เคราะห์ดีที่ผมพยุงตัวขึ้นมาได้ทัน น้ำจึงท่วมขึ้นมาไม่ถึงอก ทว่าตั้งแต่ท้องลงไปถึงเท้าของผมเปียกโชกเต็มที่ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในบริเวณนั้น ยกเว้นกลุ่มเพื่อนของผมที่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังได้แต่หัวเราะขบขัน ผมเองก็พลอยหัวเราะขบขันไปกับเขาด้วย และถือได้ว่าเป็นการตกทะเลสาบที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต เพราะผมต้องสละโทรศัพท์มือถือไปหนึ่งเครื่อง ยังโชคดีที่อกผมไม่โดนน้ำ เพราะเราจะต้องเดินทางข้ามภูเขาหิมะอีก 5 ชั่วโมงกว่าจะกลับไปถึงเลห์ ถ้าอกผมโดนน้ำ เพื่อนที่เป็นหมอบอกว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นปอดบวมได้ การเป็นปอดบวมบนภูเขาหิมะนั้นฟังดูไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างแน่นอน

ทักษะในการหัวเราะไปกับทุกสถานการณ์นั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ช่วยประคับประคองความรู้สึกได้จริง เพราะถ้ามัวแต่จ่อมจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว (และป้องกันไม่ได้ด้วย เนื่องจากเป็นอุบัติเหตุ) ก็จะพลอยทำให้จิตใจของเราขุ่นมัววุ่นวาย อีกทั้งยังจะส่งผลให้คนอื่น ๆ พลอยไม่สนุกไปกับเราด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไร ผมจะย้ำเตือนกับตัวเองเวลาเจอเรื่องไม่คาดฝันว่า ให้คิดเสมอว่าทุกอุปสรรคที่เกิดขึ้นมีทางออก เราลงมือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าเสียก่อน อะไรทำได้ก็ทำ อะไรยังทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับ และค่อย ๆ ใช้สติพิจารณา เพราะดีกว่าการหงุดหงิดว้าวุ่นเป็นไหน ๆ จริงไหมครับ

แต่การตกทะเลสาบอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์นั้น ผมขอครั้งเดียวในชีวิตก็นับว่าเพียงพอ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่เล่าลือขบขันไปในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียบนเส้นทางหิมาลัยอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ

วันรุ่งขึ้นเรามีโปรแกรมสบาย ๆ เดินทางไปยังวัดอัลชิ (Alchi Monastery) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาทุกวัดที่เราไปมา และเลยไปยังหมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru) ที่มีภูมิทัศน์แปลกตา เส้นทางวันนี้เป็นที่ลุ่มต่ำลงกว่าเมืองเลห์ สองข้างทางจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดที่ผลิบานประชันสีกันงดงามกว่าทุกวัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
หมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru)

เย็นวันนั้นเป็นเย็นวันสุดท้ายหลังจากใช้ชีวิตอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยมาได้ครบสัปดาห์ พวกเรานั่งกองกันอยู่ที่โรงแรมเหมือนเช่นทุกวัน ผมมองกลุ่มเพื่อนรอบตัวแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสุข พวกเราเดินทางร่วมกันบนเส้นทางที่ท้าทายแห่งนี้ด้วยกันได้สำเร็จ ย้อนกลับไปตั้งแต่ผมเริ่มเตรียมทริป สิ่งที่นึกกลัวอยู่ในใจก็คือการที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า มีเพื่อนบางกลุ่มที่คบหาสนิทสนมกันมานาน แต่กลับต้องมาแตกคอกันเมื่อตัดสินใจออกเดินทางร่วมกัน ทั้ง ๆ ที่ฟังดูแล้วเส้นทางเหล่านั้น ก็ดูไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเลยแม้แต่น้อย แล้วการเดินทางในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างลาดักห์นั้นเล่า จะทำให้เรายังคงเป็นเพื่อนกันได้อยู่หรือไม่เมื่อจบทริป

ผมพบว่าเพื่อนของผมอยู่ง่าย กินง่ายกว่าที่คิด ทุกคนเข้าใจข้อจำกัดที่เกิดขึ้นอย่างยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดว่านี่คือเครื่องจรรโลงมิตรภาพ เพราะการเป็นเพื่อนกันนั้นต้องร่วมทุกข์และร่วมสุข จะให้มีแต่เฉพาะสุขและไม่มีทุกข์เลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมนั่งอยู่ท่ามกลางความอิ่มเอมใจและเป็นสุข พลางนึกในใจว่า ถ้ามีพรสักข้อหนึ่งให้ผมอธิษฐานได้ ผมจะขอให้พวกเราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ตลอดไป 

ชั่ววินาทีนั้นเองมีสายลมเบา ๆ พัดผ่านริ้วธงมนตราบนภูเขามากระทบตัวผมวูบหนึ่ง คล้ายกับจะสื่อสารให้ผมมั่นใจได้ว่า พระโพธิสัตว์และสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งปวงในขุนเขาหิมาลัย ทรงได้ตอบรับคำอธิษฐานของผมแล้ว

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คนต้นเรื่อง

เขมพัฒน์ หวังทวีทรัพย์, ชนัญญู จงสุตกวีวงศ์, ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์, โตยธร อิการาชิ, บารมี มหคุณวรรณ, ปฐวี รักษ์สุธี และอธิยุต เลิศประพัฒน์

ที่ปรึกษาการเดินทาง

พิริยา ภูพงศ์พิรัตน์

แหล่งอ้างอิงข้อมูลประวัติศาสตร์และศิลปะ

เชษฐ์ ติงสัญชลี. (2562). ประติมานวิทยาในศิลปะทิเบตโดยสังเขป. ประกอบการบรรยายเรื่องศิลปะทิเบต.  

____________. (2562). พระพุทธเจ้าในลัทธิมหายาน. ประกอบการบรรยายวิชาประติมานวิทยาในศิลปะตะวันออก. ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธนู แก้วโอภาส. (2549). ประวัติศาสตร์เอเชียยุคใหม่. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. (2559). ศิลปะทิเบต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Photographer

โตยธร อิการาชิ

เพื่อนต้นคูนผู้ซึ่งโหยหาการเดินทางเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนโควิดจะไม่เข้าใจ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

13 พฤศจิกายน 2564
596

แม้จะเป็นเพียงเวลาไม่มากนัก แต่ชีวิตปิดเทอมดูน่าจะเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาอย่างเรารอคอยมากที่สุด การเดินทางครั้งนี้ของเราจึงเป็นการเดินทางครั้งแรกของปี หลังจากที่วันสุดท้ายในภาคเรียนฤดูหนาวจบลง 

เรามีตัวเลือกในใจกันอยู่พอสมควร ก่อนที่ผลลัพธ์จะมาลงเอยที่จังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชูที่คั่นกลางระหว่างเมืองหลวงของภาคใต้อย่างฟุกุโอกะกับเมืองท่าชื่อดังอย่างนางาซากิ ซึ่งคนไทยน่าจะรู้จักชื่อเมืองนี้จากซีรีส์ไทยเรื่อง STAY ซากะ… ฉันจะคิดถึงเธอ หรือละคร กลกิโมโน เมื่อหลายปีก่อน

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

เราเลือกจังหวัดซากะ เพราะห่างจากเมืองเบบปุที่เราอยู่ไม่มากเกินไปนัก และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์อันเรียบง่ายของธรรมชาติ ป่าเขา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม หรือไม่บางทีก็อาจมีอีกหลายๆ อย่างให้นักเดินทางได้มาค้นหาด้วยตัวเอง แต่เป้าหมายสำหรับเรานั้น ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเป็นพิเศษ เพียงแค่มองบรรยากาศตามข้างทาง พร้อมกับสะพายกล้องเก็บบันทึกช่วงเวลาของเราเพียงเท่านั้น ส่วนจุดหมาย คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสายลมให้พัดพาไป

คารัตซึ 

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อสายลมแรงและหนาวเหน็บได้พาวันแรกของเราไปไกลถึงเมืองชายทะเลทางตอนเหนือสุดของจังหวัดอย่างคารัตซึ ที่เคยเป็นท่าเรือสำคัญในการส่งออกสินค้าไปยังเกาหลีและจีนมาก่อน รวมถึงเป็นท่าเรือขนส่งถ่านหินตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ ซึ่งจุดหมายแรกของเราหยุดอยู่ที่ปราสาทคารัตซึ คนท้องถิ่นเรียกอีกชื่อว่าปราสาทมัยซึรุ (Maizuru) 

ปราสาทคารัตซึเป็นปราสาทที่มีรูปทรงคล้ายนกกระเรียนกำลังกางปีกโบยบิน หนึ่งในแลนด์มาร์กหลักที่อยู่คู่เมืองนี้มานานนับหลายศตวรรษ และยังคงตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลกับอ่าวคารัตซึ ตามประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแล้ว ปราสาทแห่งนี้เริ่มก่อสร้างช่วง ค.ศ. 1602 ระหว่างการสร้างนั้นก็ได้นำบางชิ้นส่วนมาจากซากประสาทนาโกยะที่อยู่ในเมืองเดียวกันมาช่วยสร้าง ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 ปีจนเสร็จสมบูรณ์ โดยการควบคุมของ ฮิโรตากะ เทเรซาวะ (Hirataka Teresawa) แต่ทว่าในช่วงปฏิรูปเมจิ ปราสาทถูกทำลายลงจนเหลือเพียงแค่เศษหิน ซึ่งที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นการก่อสร้างใหม่ทั้งหมด เมื่อ ค.ศ. 1966 โดยยึดตัวแบบโครงสร้างเดิมทั้งหมด

เราจ่ายค่าเข้าชมด้วยราคา 500 เยน เพื่อเข้าไปชมบรรยากาศข้างในที่ยังเก็บเรื่องราวและข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนไว้เป็นอย่างดี เมื่อขึ้นมาชั้นบนสุดของปราสาท ยังเป็นจุดชมวิวให้เราได้เห็นทิวทัศน์อันกว้างขวางของเมืองคารัตซึ คางเกยระเบียงแล้วมองรถยนต์ รถไฟ ที่ผ่านไปผ่านมา ชวนให้นึกคิดว่าพวกเขาจะไปที่ไหนกัน ท้องฟ้าและน้ำทะเลอันสดใส มีลมทะเลพัดผ่านมาบ้างบางจังหวะ ราวกับอยากดึงดูดให้เราได้อยู่ตรงนี้ไปนานๆ

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น
ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

ก่อนจะออกจากเมืองนี้ ก็ตั้งใจจะหาของอร่อยฝากท้องเบาๆ ให้ไม่หิวระหว่างทาง 

เราพบกับ Karatsu Burger (からつ バーガー) ร้านแฮมเบอร์เกอร์โฮมเมดในร่างรถฟู้ดทรักเล็กๆ ขายมานานกว่า 50 ปี แฝงตัวท่ามกลางป่าสนนิจิโนะมัตสึบาระอย่างกลมกลืน โดยมีสเปเชียลเบอร์เกอร์ที่มีทั้งเนื้อ แฮม ไข่ ชีส ตามด้วยซอสเดมิกลาสสูตรพิเศษ ประกบด้วยขนมปังกรอบนอกนุ่มใน เป็นตัวชูโรงของทางร้าน เมื่อพนักงานนำเบอร์เกอร์ที่เราสั่งเรียบร้อยแล้วมาให้ เราก็ค่อยๆ กินอย่างละเมียดละไม พร้อมหาที่นั่งพักท่ามกลางบรรยากาศป่าสน ซึ่งถือเป็นการร่ำลาเมืองนี้ได้อย่างประทับใจก่อนเดินทางไปเมืองอื่นต่อ 

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

อาริตะ

อาริตะ เมืองทางภาคตะวันออกที่ถูกขนานนามว่าเมืองแห่งเครื่องปั้นดินเผา เพราะเรื่องราวความเป็นมาของงานหัตถกรรมพื้นบ้านของประเทศญี่ปุ่นอย่างเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบหรืองานเซรามิกต่างๆ จากเมืองนี้ได้สืบทอดเล่าขานมาหลายชั่วคน จนเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าบรรดาชาวต่างชาติ รวมไปถึงบางราชวงศ์ในยุโรป เช่น พระเจ้าออกัสตัสที่ 2 แห่งโปแลนด์ที่ทรงหลงใหลเสน่ห์ความงามของเครื่องชามเซรามิกจากอาริตะเป็นอย่างมาก

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นส่วนมากจะรู้จักกันในชื่อ อาริตะยากิ (Arita-Yaki) แต่ชาวตะวันตกสมัยก่อนจะรู้จักในชื่อ อิมาริยากิ (Imari-Yaki) มากกว่า เนื่องจากสมัยก่อนนั้น การส่งออกพวกเครื่องดินเผาไปยังต่างแดน จะขนส่งกันที่ท่าเรือของเมืองอิมาริที่เป็นเมืองข้างกัน เราเริ่มเดินเล่นสำรวจย่านเมืองเก่าอาริตะที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านมากนักแม้จะเป็นวันหยุด บ้านเรือนทั้งสองข้างถนนยังคงเป็นอาคารไม้เก่าแก่ หลายหลังยังเป็นร้านขายเครื่องเซรามิกให้เข้าไปเดินชม จะซื้อกลับบ้านติดไม้ติดมือหรือเป็นของฝากก็ดูเป็นไอเดียที่น่าสนใจ 

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น
ศาลเจ้าโทซาน

เราเป็นคนบ้านเมืองหรือสถาปัตยกรรมเก่าๆ มาก ถ้ามีโอกาสมาเดินเล่นในอาริตะ​อีกครั้ง เราคงอยู่ได้ตลอดทั้งวันเต็มๆ ที่นี่ยังมีอะไรหลายอย่างให้เราเข้าไปเปิดหูเปิดตาอีกเยอะ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ กำแพงทมบัยที่ทำมาจากเศษเครื่องปั้นดินเผา หรือศาลเจ้าโทซานที่มีเสาโทริอิทำมาจากเครื่องเคลือบสีฟ้าอ่อน แปลกจากศาลเจ้าอื่นๆ ในญี่ปุ่นที่ส่วนมากทำจากไม้หรือหินและทาด้วยสีแดง 

เราไปได้ยินมาว่าในช่วงวันหยุดยาว Golden Week ถนนเมืองเก่าของเมืองนี้จะมีเทศกาลอาริตะเซรามิกแฟร์ บรรดาร้านค้านำสินค้าเครื่องปั้นดินเผามาวางแผงจำหน่ายตลอดเส้นทางถนนกว่า 4 กิโลเมตร บรรยากาศที่ปกติแล้วเงียบเชียบคงจะคึกคัก เต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้คนแน่นอน 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

เวลาที่เราอยู่ก็บ่ายกว่าแล้ว คงจะพลาดไม่ได้กับการหาอะไรทานที่ร้าน Gallery Arita ด้านในเต็มไปด้วยถ้วยชามเซรามิกจัดแสดงกว่า 2,000 ลวดลายไม่ซ้ำกันแทบทุกซอกทุกมุมของร้าน เวลาเดินเล่นชมความงดงามของถ้วยเซรามิกในร้านอาจต้องระวังหน่อย เพราะกลัวจะซุ่มซ่ามชนแก้วแตกมาก คอนเซ็ปต์หลักของที่นี่อีกอย่างหนึ่งก็คือ การได้ชูวัตถุดิบพื้นบ้านจากอาริตะหรือเมืองในจังหวัดซากะ นำมารังสรรค์ออกมาเป็นเมนูสุดแสนอร่อย ไม่ว่าจะเป็นอาหารชุด ของหวาน สำหรับใครที่สั่งเครื่องดื่มทานในร้าน ก็เลือกถ้วยที่จัดแสดงมาใส่เครื่องดื่มของตัวเองได้ด้วย

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

หลังจากอยู่ในร้านสักพักใหญ่แล้ว ก็ได้เวลาเคลื่อนตัวออกไปสัมผัสบรรยากาศยุโรปสักประเดี๋ยวที่ Arita Porcelain Park หรือเยอรมนีน้อยแห่งแดนอาทิตย์อุทัย สวนธีมพาร์กที่ถอดแบบความคลาสสิกยุโรปมาแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสวน ร้านอาหาร อาคารขายของที่ระลึก แม้แต่ห้องน้ำ ยังมีพระราชวังจำลองที่มีต้นแบบมาจากบริเวณส่วนประตูมงกุฎ หรือ Crown Gate ของพระราชวังสวิงเกอร์ (Zwinger Palace) ในเมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมนี เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ 

ส่วนด้านในเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องเคลือบดินเผาในแบบต่างๆ ทั้งมาจากยุโรปและเมืองอาริตะ รวมไปถึงมีแจกันใบยักษ์สูง 182 ซม. เคยนำไปจัดแสดงที่งานเวียนนาเวิลด์แฟร์ใน ค.ศ. 1873 แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้ยังไม่เปิดเข้าชมเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำได้เพียงแค่ชมบรรยากาศด้านนอกเท่านั้น

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

แม้แทบทุกอย่างในเวลานั้นเกือบจะปิดหมดแล้ว แต่เราก็ยังใช้เวลาที่เหลือก่อนแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปกับการเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ มีแสงเงายามเย็นและสีของท้องฟ้าที่ช่วยเติมเต็มความทรงจำในวันนี้ให้ดีขึ้นไปอีก ยังมีกลุ่มครอบครัวชาวต่างชาติพาเด็กตัวเล็กๆ มาเล่นกันแถวโซนเด็กเล่น ยิ่งรู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้เหมือนได้พาเราเติมเต็มความเป็นยุโรปมากขึ้นอีกเท่าตัว จนแทบลืมไปว่าที่ที่เราอยู่นี่คือญี่ปุ่น

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ซากะ

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
รูปปั้นบุคคลสำคัญในเมืองซากะที่ตั้งอยู่ในตามตัวเมือง

เช้าของอีกวัน เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงสว่างผ่านทางหน้าต่างห้องพักใกล้ๆ สถานีรถไฟซากะ พอเก็บสัมภาระเสร็จเรียบร้อย ก็รีบออกไปหาข้าวเช้าทันทีพร้อมกับเดินเล่นชิลล์ๆ เรื่อยเปื่อย แม้ที่นี่จะดูรายล้อมไปด้วยตึกอาคาร แต่ก็ไม่ได้วุ่นวายเหมือนเมืองใหญ่มากนัก ผู้คนที่มารอรถบัสหน้าสถานีรถไฟไม่ได้เบียดกันเป็นปลากระป๋องแบบที่เราคิด บางคนก็ขี่จักรยานสบายๆ แบบไม่รีบเร่ง พร้อมกับทักทายเพื่อนร่วมทางที่อยู่ใกล้เคียง

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ปราสาทซากะ

สำหรับที่นี่ ถ้ามีเวลาจำกัดก็ขึ้นรถบัสไปตามที่ต่างๆ ได้ แต่ไม่ว่าจะมาอย่างไร สถานที่ที่ต้องมาให้ได้เลยก็คือ ปราสาทซากะ ที่มีมาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยเอโดะ และเป็นปราสาทไม้ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แม้จะไม่ได้โดดเด่นอลังการในเรื่องความสูงสง่าเหมือนปราสาทอื่นๆ ในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นปราสาทชั้นเดียวและสร้างบนพื้นดิน แต่เรื่องราวหรือความงดงามด้านสถาปัตยกรรมทั้งในและนอกตัวปราสาทนั้น ถือว่าไม่แพ้ที่ไหนๆ เลยทีเดียว

เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ต้อนรับเราอย่างเป็นมิตร โดยเริ่มพาเราไปที่จุดวางรองเท้าและเก็บสัมภาระให้สะดวกสบายต่อการเดิน พร้อมกับแนะนำแต่ละโซนของพิพิธภัณฑ์คร่าวๆ ก่อนจะมอบที่คั่นหนังสือเล็กๆ ให้เป็นของที่ระลึก แล้วค่อยปล่อยให้เราเข้าไปเดินชมด้านใน 

พื้นที่ในปราสาทนั้นกว้างขวางมาก ด้วยห้องโถงขนาดใหญ่ที่ปูด้วยเสื่อทาทามิ ซึ่งช่วงนั้นเป็นเทศกาลฮินะหรือเป็นวันของเด็กผู้หญิงพอดี ในห้องโถงมีการจัดแสดงรูปปั้นตุ๊กตาตัวจิ๋วเรียงทั่วห้องให้ก้มไปมองดูเล่น อีกทั้งยังมีห้องจัดแสดงเล่าเรื่องราวของปราสาทแห่งนี้อย่างละเอียด ทั้งเอกสาร แบบแปลนปราสาทตั้งแต่สมัยเริ่มก่อสร้าง ซากปรักหักพังเมื่อครั้งที่ปราสาทเกิดไฟไหม้ และห้องประชุมของเหล่าไดเมียวที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ด้วยความที่จังหวัดซากะเป็นทางผ่านจากเมืองนางาซากิสู่เมืองเอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน ทำให้ที่นี่พลอยได้รับวิวัฒนาการจากชาติตะวันตกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เครื่องจักรไอน้ำ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ล้วนแบ่งจัดแสดงไว้เป็นโซนๆ หากใครอยากฟังเนื้อหาเกี่ยวกับปราสาทที่นี่อย่างละเอียดระหว่างเดินชม ทางพิพิธภัณฑ์ก็มีเครื่อง Audio Guide ให้เรายืมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่เยนเดียว

โยชิโนะการิ

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

แสงตะวันเริ่มอ่อนลง สายลมยามบ่ายก็พัดเข้ามาเบาๆ ราวกับจะบอกว่าให้เราออกเดินทางได้แล้ว เราโบกมือร่ำลาคุณป้าร้านข้าวหน้าปลาไหลเล็กๆ แต่บรรยากาศสุดอบอุ่นในตัวเมืองซากะ เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองโยชิโนะการิที่ห่างกันไม่ไกลมากนัก 

อุทยานประวัติศาสตร์โยชิโนะการิ (Yoshinogari Historical Park) เป็นสถานที่ที่เราตั้งใจมาเยี่ยมเยือนโดยเฉพาะ เนื่องด้วยที่นี่เป็นทั้งโบราณสถานที่สำคัญตั้งแต่ยุคยาโยอิ (Yayoi) ซึ่งเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ 300 ปีก่อนคริสตกาล แถมบรรยากาศธรรมชาตินั้นยังร่มรื่นเหมือนได้มาอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ต้องบอกก่อนว่าอุทยานแห่งนี้พื้นที่กว้างขวางมาก จนรู้สึกว่าเดินทั้งวันบางทีก็อาจจะเดินไม่หมด นอกจากโซนจำลองที่พักและวิถีชีวิตที่เป็นจุดสำคัญแล้ว ยังมีโซนกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย ทั้งสนามกอล์ฟ ลานกิจกรรมสำหรับเด็กๆ สวนสัตว์ขนาดย่อม หรือจะนำอาหารมาปิคนิกกัน ทางอุทยานก็มีพื้นที่รับรองให้

เราเริ่มเดินไปที่โซนประวัติศาสตร์เป็นที่แรก เพราะสนใจมากที่สุด ประกอบกับเวลาที่มีจำกัดของเรา พื้นที่เดิมของอุทยานแห่งนี้เคยถูกค้นพบซากโบราณสถานมากที่สุดในญี่ปุ่น พร้อมกับร่องรอยหลักฐานหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับยุคยาโยอิ ส่วนมากจะขุดค้นพบในภูมิภาคคิวชูเสียส่วนใหญ่ ทางอุทยานเลยจำลองบ้านเรือนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้น เช่น โซนมินามิ ไนคาคุ (Minami-Naikaku) เป็นโซนที่พักของเหล่าผู้นำเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพง ซึ่งด้านในที่พักก็เข้าไปดูวิถีชีวิต ข้าวของเครื่องใช้หรือโรงครัวได้ พร้อมกับหอสังเกตุการณ์ให้เราชมวิวจากมุมสูง 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

อีกโซนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากกันเลยก็คือ โซนคิตะไนคาคุ (Kita-Naikaku) เป็นโซนที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความขลังอย่างมาก สะดุดตาที่สุดคงจะเป็นอาคารไม้หลังใหญ่สองชั้น เป็นหอประชุมในการออกว่าราชการ หรือประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาในยุคนั้น 

ทั้ง 2 โซนที่เราพูดมานั้นเป็นแค่โซนเล็กๆ เพราะในละแวกเดียวกันยังมีโซนที่น่าสนใจอยู่ตลอดทางเดิน อย่างบ้านเรือนของคนธรรมดา โกดังเก็บของ หลุมฝังศพ ถ้าใครอยากจะเดินให้ครบในโซนประวัติศาสตร์นี้โดยไม่ต้องเร่งรีบก็ควรจะมีเวลาสักหลายชั่วโมง และเราตั้งใจจะนั่งรถบัสภายในอุทยานกลับไปที่จุดทางออก แต่รถบัสเหมือนจะมาไม่ตรงเวลาสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเดินกลับและส่งท้ายที่นี่ด้วยการไขกาชาปองเป็นที่ระลึก

คาชิมะ – ทาระ 

ใกล้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องบอกลาเมืองนี้ เราได้ใช้เวลาที่เหลืออันน้อยนิดย้อนกลับไปร่ำลาแสงอาทิตย์ที่ใกล้ริบหรี่เต็มที ขณะสายลมยามเย็นก็พัดเข้ามา ทุกการเคลื่อนไหวของเราเหมือนกับเป็นผู้ช่วยให้เราไปสู่จุดหมายโดยเร็ว แม้เราจะไม่ได้แวะเวียนสถานที่ใดระหว่างทาง แต่อย่างน้อยเราก็มีโอกาสชมวิวบรรยากาศข้างทางที่หลากหลาย 

ทุ่งหญ้าใหม่เริ่มโผล่ขึ้นหลังจากฤดูที่ผลัดเปลี่ยน เหลือบมองเหล่าคุณลุงคุณป้ามานั่งตกปลาเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันในช่วงเย็น หรือจะแหงนหูไปฟังเสียงรถไฟที่วิ่งอยู่ด้านข้างๆ ก่อนจะแยกไปตามทางของมัน 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ด้านนอกศาลเจ้ายูโทคุ

เราไม่รู้เลยว่าขณะนั้นเราอยู่ที่ไหน จนกระทั่งรู้ตัวว่าเราได้อยู่ในเมืองคาชิมะแล้ว เมื่อผ่านไปเห็นศาลเจ้าสีแดงที่ใหญ่โตอลังการอย่างศาลเจ้ายูโทคุอินาริ (Yutoku Inari) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่บูชาเทพแห่งการเก็บเกี่ยว หรือ อินาริ แถมเป็นศาลเจ้าที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 3 รองจากศาลเจ้าฟูชิมะ อินาริ จังหวัดเกียวโต และ ศาลเจ้าคาซามิ อินาริ จังหวัดอิบาระกิ น่าเสียดายที่เรามีเวลาไม่มากพอในการเข้าไปด้านใน เลยทำได้เพียงหยุดชั่วขณะเพื่อชมความงดงามจากด้านนอกเพียงเท่านั้น 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

เพียงหลับตาไปไม่กี่ชั่วครู่ เราได้ตัดสินใจมาจบการเดินทางที่เมืองทาระ แสงอาทิตย์กำลังคอยเราอยู่ตรงหน้าศาลเจ้าโออุโอะพอดี เราเดินลอดผ่านเสาโทริอิสีแดงกลางทะเลอาริอาเกะที่เหือดแห้ง และยังคงเดินไปเรื่อยๆ จนสุดทะเลเท่าที่จะเดินไปได้ แม้มันอาจจะเดินลำบาก เพราะก้อนกรวดที่เฉอะแฉะตลอดทางเดินก็ตาม 

เราใช้เวลาทบทวนเรื่องราวการเดินทางของเราที่ได้เดินทางไปหลายๆ เมืองในจังหวัดซากะ มันอาจจะเป็นการเดินทางในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็เป็นเหมือนการชาร์จพลังของตัวเองให้รู้สึกอยากออกเดินทางอีกครั้ง 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ก่อนจะหันหลังให้แสงอาทิตย์เป็นการร่ำลา แล้วค่อยตื่นมาพบกันใหม่ในวันต่อไปในสถานที่ใหม่ 

ขอบคุณสายลมที่พัดเรามาไกลถึงเพียงนี้ หลังจากนี้ก็เป็นคราวที่มันจะพาคนอื่นๆ ไปพบเจออะไรใหม่ๆ บ้าง

หวังว่าเราจะได้ร่วมทางด้วยกันอีก และพัดพาเราไปเจออะไรที่ดีในไม่ช้า

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

Take Care 

Saga, Japan

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รหัท กิจจริยภูมิ

เด็กไทยผู้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่น มีความฝันที่จะออกตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเก็บภาพและกินซูชิ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load