ของเล่นอะไรที่มีผู้ใหญ่เล่นมากพอๆ กับเด็ก

ของเล่นอะไรที่มีความเป็นไปได้ในการเล่นมากที่สุดในโลก

ของเล่นอะไรที่มีคนนำไปต่อยอดทีไรก็ประสบความสำเร็จไปหมด ทั้งเกม หนัง สวนสนุก งานศิลปะ หนังสือ รายการโทรทัศน์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ งานมหกรรม หรือแม้แต่ร้านแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนมือสองของของเล่นอมตะยี่ห้อนี้

ค่ะ… อุ้มกำลังพูดถึงตัวต่อพลาสติกชิ้นเหลี่ยมๆ เล็กๆ สีสันสดใสที่เรียกว่า ‘เลโก้’ (LEGO)

อุ้มไม่ได้โตขึ้นมาด้วยการเล่นเลโก้หรอกค่ะ บ้านอยู่ปากน้ำ ห้างอะไรก็ไม่มี ว่างก็เล่นหม้อข้าวหม้อแกง ตั้งเต หมากเก็บ ปีนต้นมะม่วงอะไรไปตามเรื่อง จนโตมามีลูก แล้วก็มาอยู่ที่อเมริกานี่แหละ ถึงได้มาเล่นเลโก้จริงจังและได้รู้ว่าคนที่นี่เขาโตมากับเลโก้ บ้านหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องมีเลโก้เป็นลัง ทั้งที่ซื้อใหม่ให้ลูกหรือตกทอดมาจากพ่อแม่ ญาติโยม เพื่อนบ้าน รวมทั้งที่ได้มาเป็นของขวัญ คือถ้าจะไปงานวันเกิดแล้วนึกอะไรไม่ออก ซื้อเลโก้ไว้ยังไงก็รอดค่ะ

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.lego.com
ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.catawiki.com

แต่เชื่อไหมคะว่ากว่าจะกลายมาเป็นของเล่นยอดฮิตอายุเกือบศตวรรษ มียอดขายปีละหลายหมื่นล้านชิ้น (ทุกหนึ่งนาทีจะมีเลโก้ผลิตออกมามากกว่าหนึ่งแสนชิ้น!) เลโก้เริ่มต้นจากช่างไม้หนึ่งคน และโดนไฟเผาโรงงานวอดวายไป 3 หน คุณ-ภาพ-ชี-วิต ตอนนี้ มีเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับเลโก้มาเล่าให้ฟังค่ะ

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.hotfootdesign.co.uk

เมื่อ ค.ศ.1891 โอเล เคิร์ก คริสเตียนเซน (Ole Kirk Christiansen) เกิดมาในครอบครัวยากจนในประเทศเดนมาร์ก เขาเรียนจนจบมัธยมปลาย แล้วไปฝึกงานเป็นช่างไม้อยู่ที่เยอรมันนาน 5 ปี ก่อนจะกลับเมืองบิลลุนด์ (Billund) บ้านเกิด แล้วซื้อโรงไม้เล็กๆ พร้อมกับแต่งงานจนมีลูกชาย 4 คน เคราะห์ร้ายภรรยามาเสียชีวิตตอนคลอดลูกคนสุดท้อง ทิ้งให้โอเลเป็นพ่อม่ายเลี้ยงลูกสี่เพียงลำพัง แต่ไม่เท่านั้น ค.ศ. 1924 ลูกชายคนที่ 2 กับ 3 จุดไฟเผาเศษไม้เล่นในโรงไม้ของพ่อ แต่ไฟกลับลุกลามเผาทั้งโรงงานและบ้านไปจนหมดสิ้น

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.history.com

แทนที่โอเลจะสิ้นหวัง เขากลับวางแผนสร้างทั้งบ้านและโรงงานใหม่ แล้วเริ่มต้นทำของใช้ในบ้านชิ้นเล็กๆ อย่างกระดานรีดผ้า บันได ม้าไม้นั่งรีดนมวัว และของเล่น โชคไม่เข้าข้าง เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงตกต่ำใน ค.ศ. 1930 โอเลถึงขั้นล้มละลาย แต่เขาไม่ถอดใจ กลับฮึดสู้เพราะมองเห็นว่าในบรรดาสิ่งที่ทำขายทั้งหมด ของเล่นไม้นั้นขายดีที่สุด เขาจึงตัดสินใจเลิกทำอย่างอื่น เน้นแต่ทำของเล่นไม้เบิร์ชทาสีใส่กล่องสวยงาม

แม้เริ่มแรกจะยังขายไม่ดี แต่ด้วยความสู้ไม่ถอยและกำลังเสริมของก็อดเฟร็ด (Godtfred) ลูกชายคนที่ 3 (คนเดียวกับที่จุดไฟเผาบ้านเมื่อตอนเด็ก) สุดท้ายคนก็เริ่มยอมรับในคุณภาพสินค้า ยอดขายและชื่อเสียงของโอเลเริ่มดีขึ้น ทำให้เขาตั้งปณิธาณตั้งแต่วันนั้นว่า ‘Only the best is worthy’ มีแต่ของดีที่สุดเท่านั้นที่คู่ควรกับการผลิตออกมาขาย

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.history.com

เมื่อธุรกิจเริ่มไปได้ดี โอเลก็มีไอเดียจะตั้งชื่อโรงงาน เขาให้ลูกน้องเสนอชื่อประกวด ใครชนะจะได้ไวน์บ่มเองขวดหนึ่งเป็นรางวัล รู้ไหมคะว่าใครได้ไวน์ขวดนั้นไป… คนจัดประกวดคือคุณโอเลนั่นเอง (โถ ลูกน้องเซ็งแย่) ชื่อที่เขาเลือกคือ ‘LEGO’ ซึ่งมาจากคำเดนิช legt godt ซึ่งแปลว่า ‘เล่นสนุก’ ของเล่นที่ขายดีสุดในตอนนั้นคือเป็ดติดล้อเอาไว้ลาก อ้าปากส่งเสียงก้าบๆ มีตราเลโก้ ซึ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นของสะสมหายากชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.brothers-brick.com

ชีวิตเหมือนจะดีอยู่แล้วเชียว แต่จักรวาลไม่ยอมให้คุณโอเลสุขสบายไปได้ง่ายๆ เลยส่งไฟมาเผาโรงงานเรียบวุธไปเป็นรอบที่ 2 แต่คราวนี้คุณโอเลแกมีวิชาอยู่กับตัว เลยลุกขึ้นได้เร็วกว่าเก่า สร้างโรงงานใหม่ใหญ่กว่าเดิมเสียอีก แล้วไปซื้อเครื่องฉีดพลาสติกเข้าแม่พิมพ์มาเป็นเครื่องแรกของเดนมาร์ก ทีแรกแกลองปั๊มตัวต่อแบบที่ไปเห็นจากของเล่นอังกฤษยี่ห้อ Kiddicraft ออกมาขาย 

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : gigazine.net
ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.flickr.com/photos/ltdemartinet

แต่สิ่งที่มาทำให้เลโก้เริ่มขายดีระเบิดระเบ้อ ก็คือการที่คุณก็อดเฟร็ดไปงานแสดงของเล่นที่อังกฤษ แล้วได้ยินพ่อค้ารายหนึ่งบ่นว่าของเล่นที่มีอยู่ในตลาดตอนนั้น ไม่มีอะไรที่เป็น ‘System’ คือซื้อชุดใหม่แล้วเอามาเล่นต่อกับชุดเก่าได้เลย ทุกอย่างคนทำคิดวิธีการเล่นมาให้เบ็ดเสร็จ เล่นจบในตัวเองหมด

คุณก็อดเฟร็ดเลยได้ไอเดีย กลับมาเดนมาร์กแล้วออกชุดตัวต่อพลาสติกที่เป็นบ้าน ให้เด็กได้จินตนาการเล่นเอง นับเป็นเลโก้เซ็ตแรกที่ยังส่งผลมาถึงเลโก้จนถึงปัจจุบัน

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.inverso.pt
ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.inverso.pt
ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : brickfetish.com

ไม่แค่นั้นค่ะ คุณก็อดเฟร็ดสังเกตว่าลูกชายเล่นตัวต่อเลโก้แล้วบ่นว่าหลุดง่าย แกเลยไปนั่งคิดๆๆๆ จนได้แบบตัวต่อใหม่ที่มีรูกลวงด้านล่างเพื่อยึดปุ่มด้านบน แบบนี้ทำให้ตัวต่อยึดติดกันแน่น แต่ก็แกะง่ายด้วย ค.ศ. 1958 คุณก็อดเฟร็ดเลยจดสิทธิบัตรระบบ Stud-and-tube Coupling นี้ แล้วตั้งชื่อว่า Automatic Binding Lego Bricks เป็นที่มาว่าทำไมคนถึงเรียกตัวต่อเลโก้ว่า Bricks ไงล่ะคะ

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.smithsonianmag.com

ได้ลิขสิทธิ์แล้วควรจะฉลอง แต่ปีเดียวกันนั้น คุณโอเลกลับมาจากไปด้วยอาการหัวใจวาย แถมปีต่อมา โรงงานฝั่งที่ยังผลิตของเล่นไม้ก็ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้จนหมดสิ้น (ครอบครัวนี้มีอะไรกับไฟกันนะ) เป็นอันปิดฉากเลโก้ยุคแรกเริ่ม กลายมาเป็นเลโก้ยุคของคุณก็อดเฟร็ดที่ผลิตแต่ตัวต่อพลาสติกนับแต่นั้นมา

อุ้มเชื่อว่าคนที่เล่นเลโก้คงรู้สึกเหมือนกันว่า การเอา Bricks มาประกบกันแล้วมันติดหนึบเนี้ยบกริ๊บ ช่างเป็นความรู้สึกที่ฟินอย่างบอกไม่ถูก แล้วถ้าใครได้ดู Lego Movies คงนึกออกว่าคนต่อเลโก้นี่มี 2 จำพวก คือพวก Master Builder เนรมิตอะไรก็ได้ขึ้นมาจากกอง Bricks กับพวกต่อตามคู่มือ อุ้มนี่รักคู่มือหมดใจเลยค่ะ เพราะชีวิตมันยุ่งเหยิงมากพออยู่แล้ว การได้ต่อตามรูปไปเรื่อยๆ มันมีความสุขได้อย่างประหลาดจริงๆ (เคยฟังสัมภาษณ์ผู้กำกับ Southpark ก็พูดเหมือนกันเลย)

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.mentalfloss.com

อุ้มไปรู้มาว่า มีศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ชาวเดนมาร์กคนหนึ่ง ชื่อ โซเรน ไอเลอร์ (Soren Eilers) เขาพยายามคำนวณว่า เลโก้ 2 x 4 จำนวน 6 ชิ้น จะต่อกันได้กี่แบบ ได้ยินคำตอบแล้วอาจจะหงายท้องไปเลย… 915,104,765 แบบค่ะ! นี่ยังไม่นับว่าเลโก้มีทั้งหมด 2,350 แบบ 52 สี คือพูดง่ายๆ ว่า ความเป็นไปได้ในการต่อนั้นไม่จบไม่สิ้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่เลโก้กลายเป็นของเล่นที่ทุกคนยอมรับว่าส่งเสริมจินตนาการมากที่สุดในโลก

สิ่งที่คุณโอเลเองเพิ่งมารู้ภายหลังจากตั้งชื่อบริษัทแล้วก็คือ คำว่า legt godt นั้น ในภาษาละติน แปลว่า ‘ฉันประกอบ’ (I put together.) ด้วย ราวกับจะรู้ล่วงหน้าว่าต่อไป คนครึ่งโลกจะเอาตัวต่อที่เขาทำขึ้นมาประกอบต่อยอดเป็นอะไรได้อีกมหาศาลเกินกว่าที่เลโก้เองจะคาดคิดเสียอีก

มาดูกันไหมคะว่ามีอะไรที่เลโก้ไม่ได้คิด แต่มีคนทำ ทั้งน่าทึ่ง น่านิยม น่าชื่นชม และน่าปรบมือให้ในโลกนี้บ้าง

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.youtube.com

นาธาน ซาวายะ (Nathan Sawaya

อดีตทนายความที่กลายมาเป็นศิลปินเลโก้ที่อุ้มว่าดังและน่าสนใจที่สุด อุ้มเคยไปดูนิทรรศการเขาครั้งหนึ่ง โอ้โห ไม่รู้ทำได้ยังไงค่ะ แต่ละชิ้นใหญ่ยักษ์ ไม่มีแบบด้วย ต่อไปเรื่อยๆ จากภาพในหัว คือโลกนี้มีคนแบบนี้ไม่กี่คนค่ะบอกได้เลย

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ

อดัม รีด ทักเกอร์ (Adam Reed Tucker) 

สถาปนิกที่สร้างตึกจำลองจากเลโก้เล่นเอง (คือเล่นของเขานี่ก็ไม่ใช่เล่นๆ นะคะ) จนได้มาเป็นคนดีไซน์ Lego Architecture ทั้งหมด เข้าไปฟังสัมภาษณ์อดัมได้ที่นี่ค่ะ

เดวิด พาคาโน (David Pagano) 

คนนี้ทำ Lego Stopmotion เป็นเรื่องเป็นราวมายี่สิบกว่าปีแล้วค่ะ ช่องเขาชื่อ Paganomation สนุกมั่งไม่สนุกมั่ง แต่ดูแล้วขอก้มหัวให้ในความทำจริงทำจังต่อเนื่องมาตลอดสองทศวรรษ

Lego for the blind 

โครงการแปลวิธีต่อเลโก้เป็นคู่มือเสียงที่ชายหนุ่มตาบอด แมทธิว ชิฟริน (Matthew Shifrin) ทำขึ้นมาเองกับพี่เลี้ยงของเขา โดยหวังว่าจะช่วยให้คนตาบอดได้มีโอกาสต่อเลโก้โดยไม่ต้องพึ่งคนตาดี สิ่งที่น่ารักก็คือโครงการนี้ทำให้เลโก้เอาไปคิดต่อและหวังว่าจะออกคู่มือสำหรับคนตาบอดอย่างเป็นทางการได้ในไม่ช้านี้ เข้าไปฟังแมทธิวเล่าเรื่องของเขาได้ที่ Ted Talk เลยค่ะ

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : thebrickblogger.com

Lego Build-In-The-Bag 

ต่อเลโก้แบบไม่แกะถุง! เออ เอากะเขาสิ มันฮิตมากด้วยนะคะ โดยเฉพาะตามงาน LEGO Convention ต้องมีแข่งต่อเลโก้แบบยังอยู่ในถุงพลาสติก ใครอยากลองดูเขาบอกว่าให้เลือกเซ็ตที่เป็นชิ้นเล็กๆ และชิ้นส่วนทั้งหมดอยู่ในถุงเดียว อุ้มยังไม่เคยลองแต่คิดว่าคงสนุกและอยากฉีกถุงให้รู้แล้วรู้รอดไปตั้งแต่ 5 นาทีแรก ฮ่าๆ

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.geekwire.com
ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : www.geekwire.com

Lego Masters 

รายการแข่งต่อเลโก้ที่สนุกมากๆๆๆ ทางช่อง FOX คนคิดรายการเก่งสุดๆ เลยค่ะ ธีมแต่ละครั้งก็อย่างเช่น ให้ต่อสวนสนุก ต่อซีนจากหนัง ต่อสะพานที่รับน้ำหนักได้มากที่สุด ต่อเรื่องจากนิทาน หรือต่ออะไรก็ได้แล้วให้พิธีกรเอาไม้เบสบอลฟาดให้แหลกละเอียด! ทีมรองแชมป์มาจากพอร์ตแลนด์ด้วย บ้านอุ้มเลยยิ่งอินเข้าไปใหญ่ ตอนนี้เข้าไปดูได้ฟรีแล้วด้วยค่ะ อย่าพลาดเลยเชียว

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : bricksandminifigs.com

Bricks & Minifigs 

ร้านขายเลโก้มือสองที่มี Bricks กองเป็นกระบะๆ ให้คนมาคุ้ยหาชิ้นที่ตัวเองขาดไป หรือจะมาซื้อ Bricks เอาไปเติมใส่กระบะที่บ้านก็จ่ายเงินตามขนาดกระปุกพลาสติก นอกจากนี้ยังมีเลโก้รุ่นสะสมเพียบเลย อุ้มแวะไปทีไรเห็นคนเต็มร้านทุกที มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ร้านเป็นแฟรนไชส์ด้วยนะคะ เผื่อใครสนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์เอาไปเปิดที่เมืองไทยบ้าง

ชวนรู้จัก LEGO ของเล่นอมตะอายุเกือบร้อยปีที่เอาไปต่อยอดเป็นอะไรก็ประสบความสำเร็จ
ภาพ : time.com

สุดท้ายคือฝันที่เป็นจริงของทายาทรุ่นสาม เคลด์ คริสเตียนเซน (Kjeld Kristiansen) หลานของคุณโอเลเอง มันคือ Lego House หรือ ‘บ้าน’ ของเลโก้ที่ตั้งอยู่ตรงตำแหน่งของบ้านและโรงไม้หลังแรกของคุณโอเลที่เมืองบิลลุนด์ค่ะ ที่นี่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และทุกสิ่งทุกอย่างที่เลโก้พึงจะเป็น ออกแบบโดยสถาปนิกดาวรุ่ง บียาร์ก อิงเกลส์ (Bjarke Ingels) ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของเลโก้ด้วย 

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าจากวันแรกที่คุณโอเลเริ่มทำของเล่นเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว วันนี้มันกลับกลายเป็นมากกว่าแค่ของเล่น แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้นจากสมองและสองมือของมนุษย์เรานี่เอง

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load