เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

โต้ง เด็กหนุ่มที่หวนมาเจอเพื่อนสนิทอีกครั้งกลางสยาม

พี่โชน รุ่นพี่ผู้เป็นดั่งรักแรกในวัยเรียนของใครหลายคน

พี่มาก ทหารเพิ่งผ่านศึกกับรักที่ทำให้ทั้งพระโขนงขนลุก

ไอ้แก้ว หนุ่มพเนจรความจำเสื่อมผู้ต่อสู้กับจอมเวทย์

ทองเอก หมอยาสุดปราดเปรื่องแห่งบ้านท่าโฉลง

ก้าวกล้า ทายาทธุรกิจที่ต้องจำใจเกลียดคนเคยรัก

ฯลฯ

รายนามตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนจอทั้งหมด รับบทโดย มาริโอ้ เมาเร่อ

นักแสดงผู้ตีบทแตกจนหลายเรื่องกลายเป็นมรดกของวงการหนังไทย

แต่วันนี้ เราอยากรู้เรื่องของเขาในฐานะชายหนุ่มหัวเราะง่าย ลูกชายคนเล็กของบ้าน ผู้สะสมของเก่าเป็นชีวิต ไม่ใช่นักแสดงเจ้าบทบาท

ยอมรับว่าประหม่าเล็กน้อย เพราะผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าก็รูปหล่อสมคำร่ำลือ แต่สิ่งที่มากกว่าความหล่อ คืออัธยศัยและความจริงใจ เขาตอบทุกคำถามอย่างสัตย์ซื่อ เป็นตัวเอง เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน จนหวังใจว่าผู้อ่านจะได้ยินเสียงเล่ากวน ๆ ของเขาจากตัวอักษร 

เวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว แต่ก็มากพอให้เราบอกได้ว่า หากคิดจะชื่นชอบดาราสักคน มาริโอ้คงเป็นคนนั้นที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง 

ก่อนจะไปชมหนังเรื่องใหม่ Six Characters มายาพิศวง ในโรงภาพยนตร์ The Cloud ชวนมาริโอ้มานั่งคุยถึง Six Characters ของตัวเขา เราอธิบายทิศทางการสัมภาษณ์ครั้งนี้ให้เขาฟังอย่างย่อ ว่าจะเริ่มต้นง่าย ๆ จากเรื่องเล่าในวัยเยาว์

“ชีวิตลูกผู้ชายมาริโอ้เหรอ…”

เขาทวนคำถาม ปล่อยเวลาผ่านไปครู่หนึ่งให้ตัวเองได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไป ก่อนจะโพล่งออกมาเหมือนเห็นภาพไม่น่าจดจำบางอย่าง

“เอาเรื่องจริงแบบจริง ๆ หรือว่าเรื่องที่แต่งขึ้นครับ เพราะถ้าจะเอาเรียล ๆ มันจะออกไม่ได้นะ”

เรายืนยันกับเขาว่าขอให้เล่าเรื่องจริง (แบบที่ยังออกอากาศได้อยู่น่ะนะ)

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท ลูกชายแม่

เด็กชายมาริโอ้ที่เติบโตมากับกิจการปั๊มน้ำมันเป็นยังไง

ผมเป็นเด็กฝรั่งผอม ๆ เหมือนที่บ้านไม่ค่อยให้อะไรกิน ตัวแห้งมาก ผอมสุดในบ้าน ส่วนพี่ชายอ้วน ผมช่วยแม่เติมน้ำมันตลอด แล้วก็ดูแลที่จอดรถทั้งหมด มาริโอ้จะวิ่งเข้าไปบอกว่า พี่ครับ ค่าจอดรถ 20 บาท เพราะว่าคนที่มาจอดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยจ่ายเงิน แต่ผมไม่ได้ ผมต้องวิ่งเข้าไปขอเลย เขาก็ เฮ้ย น้อง ต้องเสียด้วยหรอ ผมก็บอกว่า ต้องเสียครับพี่ พื้นที่ตรงนี้ของผมครับ 

ผมขอทุกคนนะ ตอนนั้นเขาทราย แกแล็คซี่ ดังมาก ขับรถมาในปั๊มแม่ผม ผมยังขอเลย ถ้าจอดรถยังไงก็ต้องเสียเงินให้มาริโอ้ 20 บาท 

แล้วเงินนั้นไปถึงมือแม่ไหม

ไม่ถึงครับ มันอยู่ในกระเป๋า มาริโอ้เอาไปซื้อปืนอัดลม

คุณดูเป็นผู้ชายที่สนุกสนาน ร่าเริง อารมณ์ดีมาก ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่เลี้ยงคุณมาแบบไหน

แม่เป็นคนดุ ๆ หน่อย เป็น Working Woman พ่อเป็นคนใจดี คุยกันได้ทุกเรื่อง

ทุกวันพ่อจะออกไปทำงานบริษัท แม่ทำปั๊มน้ำมัน สมัยก่อนบ้านผมมีปั๊ม 3 ปั๊ม แม่ผมก็ต้องวิ่ง 3 ปั๊ม พอเรียนเสร็จผมก็ต้องวิ่งหาว่าวันนี้แม่ผมอยู่ปั๊มไหน ชีวิตก็วนเวียนอยู่ในปั๊ม เก็บค่าจอดรถ เย็น ๆ บางทีแม่ก็ไปตลาด ไปซื้อลูกชิ้นมาขาย แม่ผมขายทุกอย่าง ปืนฉีดน้ำ ใบปัดน้ำฝน น้ำมันเครื่อง กระถางต้นไม้ คอมฟอร์ทร้อย 

ส่วนผมเติมน้ำมัน เติมลม ล้างรถ ดูดฝุ่น เป่าพรม ส่วนตัวผมชอบเป่าพรมเป็นพิเศษ สนุกมาก เพราะลมมันแรงดี แต่ผมก็ทำช้ามาก จนคนงานต้องเข้ามาบอกให้ออกไปก่อน เพราะว่าค่าจ้าง 20 บาท แต่เราเป่าละเมียดมากเหมือนเขาให้ 200 

แล้วความสัมพันธ์กับพี่ชายเป็นยังไง เห็นเคยบอกว่า พี่ชายเป็นคนปกป้องคุณเวลามีเรื่องตลอด 

พี่มาร์โค (มาร์โค เมาเร่อ) คอยปกป้องผมตั้งแต่มัธยม เช่น ผมทะเลาะกับเพื่อน เพื่อนก็มีพี่ ผมก็มีพี่ พอเราสู้กันไม่ได้ก็เรียกพี่มาสู้กัน มันเรียกพี่มัน ผมเรียกพี่ผม มาเจอกันหน่อย แต่ไม่มีใครเอาพี่ผมลงนะ เพราะพี่ผมตัวใหญ่มาก แล้วเขาก็เป็นคนไม่ค่อยติ๋มเท่าไหร่ 

คนจะชอบบอกว่าผมหน้าตากวนตีนเลยโดนหาเรื่องเยอะ ผมเดินในตลาดยังโดนหาเรื่อง ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมก็หน้าตากวนตีนจริง ๆ ผมจะมองคนตั้งแต่หัวจรดเท้า คือไม่ดีเลย

แล้วในใจคิดไม่ดีด้วยไหม

ไม่ ๆ ผมไม่ได้ดูถูกใคร ผมแค่มองเฉย ๆ ว่า เออ คนนี้แต่งตัวดีเว้ย แต่มันกลายเป็นมีเรื่องทุกที สุดท้ายจบด้วยพี่ชายมาเคลียร์ เขาต้องมากระทืบใครสักคนหรือต่อยกับใครสักคน ต้องเห็นเลือดเรื่องถึงจะจบไป ไม่จบที่หน้าบ้านคนนั้น ก็ต้องจบที่โรงพัก จะมีอยู่แค่นี้

มีไหมที่จะจบด้วยการใช้เหตุผล

ไม่มีเลย ตอนนั้นวัยรุ่นเขานิยมใช้กำลังกันครับ (หัวเราะ) 

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

ปัจจุบันคุณกับพี่ชายมีความชอบที่แตกต่างกันมาก มีอะไรที่พวกคุณเหมือนกันบ้างไหม

จริง ๆ ความชอบส่วนใหญ่ของผมมาจากเขาเลยนะ ผมเริ่มแต่งตัว เริ่มเล่นสเก็ตบอร์ด ฟังเพลงฮิปฮอป ก็เพราะเขา พี่มาร์โคเป็นคนเอาวัฒนธรรมนี้มาใส่ในตัวผม เพื่อน ๆ เขาชอบแต่งตัวฮิปฮอป แล้วพี่ผมโตกว่าผม 5 ปี เทรนด์ของผมก็เลยโตเหมือนพี่ เขาแต่งอะไรเขาก็จะเอามาให้ผมด้วย แล้วสมัยนั้นเป็นยุคของฮิปฮอปเลย ไทเทเนียม โจอี้บอย ไปสยามก็ต้องแต่งแบบนั้น เดินไปไหนต้องโดนคนหาเรื่องแน่นอน 

มีช่วงที่คุณสองคนไม่ถูกกันบ้างรึเปล่า

มีเด็ก ๆ ตอนแย่งรีโมตทีวีกันเนี่ย ไม่ถูกกันเลย พี่มาร์โคจะดูบอล ส่วนผมจะดูการ์ตูน 

แต่เขารักคุณมาก ถึงขนาดสักรูปคุณไว้บนตัวเลยนะ คุณอยากสักรูปพี่ชายลงไปบนตัวไหม

เขาสักเหมือนมากอยู่ที่หน้าอก ผมก็มีคิดนะ แต่ว่าเราเบื่อลบเวลาทำงาน ถ้าอายุแก่ ๆ หน่อยก็ไม่แน่ 

แล้วความชอบเรื่องรถได้มาจากไหน

มาจากคุณพ่อครับ แต่ก่อนพ่อผมทำอาชีพขนรถส่งที่เยอรมนี พวกรถสิบล้อที่ขนรถได้ 10 คัน พ่อเริ่มจากคันเดียว ตอนหลังก็เป็น 10 กว่าคัน แล้วเขาเกิดปี 1938 ผ่านรถมาทุกยุคตั้งแต่ปี 30 คุยกับเขาเรื่องรถจะสนุกมากเลย ตอนเด็ก ๆ ที่ผมนั่งรถกับพ่อ เขาพูดเรื่องรถอย่างเดียว กลายเป็นว่าผมซึมซับมาจากเขา แล้วบ้านผมก็ไม่ได้มีฐานะดี ผมคิดว่าวันหนึ่งถ้ามีเงินเยอะจะซื้อรถดี ๆ ให้แม่นั่ง คราวนี้แม่บอกว่าโอ้ต้องหยุดซื้อรถได้แล้ว ต้องซื้อบ้าน โอ้ก็บอกว่า แต่บ้านขับไม่ได้ไงแม่ (หัวเราะ)

คนมักจะพูดกันว่า แม่ทุกคนจะมองว่าลูกเป็นเด็กเสมอ มาริโอ้คิดว่าแม่มองคุณอายุเท่าไหร่

น่าจะมองว่าผมยังอายุ 15 16

เด็กคนนั้นเป็นยังไง

ขี้เกียจ ไม่เก็บเสื้อผ้า ถอดกางเกงในไว้เป็นเลข 8 ไม่ทิ้งขยะ ทิ้งคอนแทคเลนส์ที่พื้น แล้วมันก็เหนียว แข็งติดพื้น แม่บ่นว่ามึงเป็นคนใส่แว่นแต่ต้องเดือดร้อนชีวิตกู แม่ต้องซักเสื้อ ซักรองเท้าให้ พับผ้าปูเตียงให้ พับผ้าห่มให้ เก็บเงินให้ ทำกับข้าวให้มันกิน เตรียมน้ำให้มันดื่ม เขาก็คงยังมองว่าผมเป็นเด็กน้อยอยู่

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว

ผมก็ยังเด็กอยู่ครับ (หัวเราะ) ไม่หรอก มันก็มีนิสัยบางอย่างที่แก้ไม่หาย เช่น การซักผ้าห่ม ผมซักไม่ได้เลยครับ

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท นักแสดง

ถ้าคุณไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง คิดว่าทุกวันนี้จะทำอะไรอยู่

มันคงอยู่ลานสเก็ต หน้าดำคร่ำเครียด

จะเล่นสเก็ตถึงอายุ 30 เลยหรอ

ใช่ครับ 

เพราะอะไรถึงชอบขนาดนั้น

ผมมีความสุข เพราะมันไม่ใช่อะไรที่ได้มาง่าย ๆ ต้องใช้เวลา ตอนนั้นคิดว่าอยากเป็นนักสเก็ตบอร์ดมืออาชีพด้วยซ้ำ

แล้วพอได้มาเป็นนักแสดง คุณยังอยากเป็นนักสเก็ตบอร์ดมืออาชีพอยู่ไหม

ยังอยากเป็นอยู่ครับ แต่ความอยากก็จางลงไปเยอะ ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้เล่นแล้ว แต่ยังเก็บสะสมสเก็ตบอร์ด

มีนักแสดงหลายคนที่ไม่อยากดูตัวเองในทีวี มาริโอ้ดูละครที่ตัวเองเล่นรึเปล่า

ผมเป็นแบบนั้นแหละครับ (หัวเราะ) แต่มันแล้วแต่เรื่องนะ อย่างเรื่อง คือเธอ ผมไม่ค่อยดู เพราะผมเขินตัวเองมาก รู้สึกว่าคุณคาร์ลทำไมต้องดุขนาดนี้ แล้วพอเป็นนักแสดงเราจะชอบติตัวเอง ทำไมเล่นแบบนี้วะ ทำไมพูดแบบนี้วะ เยอะแยะไปหมด

จริง ๆ ผมก็ดูทุกเรื่อง แค่ไม่กล้าดูสด ๆ กับคนอื่น ผมจะรอทิ้งช่วงให้คนเขาลืมไปแล้วค่อยกลับมาดู มันจะเขินน้อยลง

คุณตั้งใจดูอะไร

อยากดูผลงานตัวเองว่าที่เราเหนื่อยมามันเป็นยังไง เวลาเล่นผมเป็นคนไม่ค่อยดูมอนิเตอร์เท่าไหร่ ส่วนมากจะคุยกับผู้กำกับเลยว่าพี่อยากได้แบบไหน ไม่อยากเสียสมาธิ สลับเป็นตัวเองเพื่อไปดูมอนิเตอร์ แล้วก็กลับมาเล่น ผมเลยไม่ดูเลยดีกว่า ขอโฟกัสกับการเล่น ถ้าเล่นไม่ได้จริง ๆ ค่อยดูมอนิเตอร์ก็ได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ขอไม่ดูครับ

ชอบเล่นบทไหนมากกว่ากัน ระหว่างบทที่คล้าย ๆ ตัวเองกับบทที่ตรงข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง

ผมชอบตรงข้ามกับตัวเอง

ตอนเด็ก ๆ จะอยากเล่นอะไรที่ใกล้กับตัวเอง รู้สึกว่ามันง่าย แต่พอโตมาแล้วได้เล่นอะไรที่มันตรงข้ามกับตัวเอง กลายเป็นสนุกมากกว่า เพราะเราไม่ต้องคิดอะไรเลย เล่นอะไรก็ไม่ผิด จะคิดคาแรกเตอร์เขายังไงก็ได้ ให้เขาเป็นแบบไหนก็ได้ มันคือการทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรา

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

แล้วบทบาท ‘คำรณ’ ในภาพยนตร์เรื่องใหม่ มีความเหมือนหรือต่างกับตัวตนของคุณตรงไหน

ต้องบอกว่ามันต่างจากมาริโอ้ตั้งแต่แบ็กกราวนด์แล้ว เขาเป็นคนบ้านรวย ไม่เหมือนโอ้ เขาไปเรียนเมืองนอก ก็ไม่เหมือนโอ้ เขาเป็นคนซีเรียสกับงานมาก ก็ไม่ใช่โอ้อีก 

ส่วนที่เหมือนอาจจะเป็นความใจร้อน จริง ๆ ผมดูเหมือนใจเย็นนะ แต่ผมเป็นคนใจร้อน แล้วในหนังจะมีจุดที่นายคำรณอารมณ์ปรี๊ดแตก เป็นซีนที่ผมเอาอินเนอร์มาจากตัวผมเอง แล้วก็จากการที่ผมสังเกตผู้กำกับคนอื่น

รู้สึกยังไงบ้างที่ต้องประชันฝีมือกับนักแสดงมากฝีมือหลายท่าน

ตื่นเต้นมาก เพราะว่าเจอแต่รุ่นใหญ่ แพนเค้ก เขมนิจ, แอฟ ทักษอร, แต้ว ณฐพร, นิว ชัยพล แต่ละคนคือมาเต็มทั้งนั้น ผมเห็นศักยภาพของพวกเขาตั้งแต่ซ้อมแล้ว 

หลายคนเราก็เคยร่วมงานด้วย แต่เรื่องนี้ หม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ค่อนข้างซีเรียสมาก กลายเป็นทุกคนต้องมาเข้าคลาสกันใหม่ จริง ๆ ลูกทีมของหม่อมทุกคน เวลาจะเริ่มหนังใหม่ก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่ ต่อให้คุณมีประสบการณ์ ยังไงก็ต้องซ้อมใหม่ตั้งแต่แรก

คุณเป็นลูกศิษย์ของหม่อมน้อยมานานมาก ทุกวันนี้ยังมีอะไรที่หม่อมต้องสอนคุณอีก

มีอีกเยอะครับ หม่อมเคยบอกผมว่า วิชาอื่นมันมีจบ แต่วิชาการแสดงไม่มีวันจบ

ถ้าอย่างนั้น คิดว่าตอนนี้คุณเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว

(คิดนาน) เอาสัก 20 เปอร์เซ็นต์แล้วกัน หม่อมบอกผมเสมอว่า เวลาเริ่มใหม่ เราต้องลืมทุกอย่างที่เคยทำมา ผมก็เลยไม่ค่อยคิดถึงความสำเร็จในอดีต มันจะทำให้เรากังวล แล้วก็เอาจิตไปผูกกับมัน แต่ถ้าเราทิ้งไปหมดแล้วเริ่มใหม่ โฟกัสใหม่ เราก็จะทุ่มไปกับเรื่องใหม่อย่างเต็มที่ 

เคยคิดกับตัวเองเล่น ๆ ไหมว่า ถ้าไม่ได้รับบทเป็นพระเอก อยากเป็นอะไรในกองถ่าย

ถ้าให้ผมเป็นได้เหรอ ผมอาจจะเล่นเป็นตัวร้าย แล้วก็น่าจะเป็นพร็อพมาสเตอร์ เอาของเข้าฉากครับ 

ไม่กลัวของตัวเองพัง

อุ้ย ถ้าพังผมคิดตังค์ดับเบิลเลย ผมวางบิลไว้อยู่แล้ว เพราะค่าซ่อมมันแพง

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท นักสะสม

มาริโอ้สะสมอะไรบ้าง

ทุกอย่างเลยครับ ตอนเด็ก ๆ เริ่มจากเหรียญก่อน เหรียญพดด้วง เหรียญช้าง เหรียญบาท เหรียญสตางค์รู ธนบัตร โตมาก็เริ่มสะสมมีด มีดขวาน มีดกริช มีดผีเสื้อ มีดสปาร์ต้า เก็บไว้หมดเลย สักพักก็มาเก็บของเล่น รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ป้าย พวงกุญแจ แก้ว ที่รองแก้ว บ้าบอเหมือนเด็ก 

คิดว่ามีของประมาณกี่ชิ้นอยู่ในบ้าน

โห เป็นหมื่น

หมื่นชิ้น!

เกินด้วยซ้ำ หลายหมื่นชิ้น ถามพี่โช (ผู้จัดการส่วนตัว) ได้เลย

เคยไปสะพานเหล็กแล้วเสียเงินมากสุดกี่บาทใน 1 วัน

ผมซื้อจนคนในสะพานเหล็กบอกว่า พี่โอ้ พี่จะเหมาสะพานเหล็กหรือไง พี่กลัวสะพานเหล็กปิดหรือไง (หัวเราะ) ผมบอกว่า เปล่า วันนี้ของมันถูกใจเว้ย ก็เลยซื้อเยอะ เคยซื้อวันหนึ่ง 30,000 – 40,000 บาท แต่ไม่เท่ากันทุกที่นะ ถ้าไปซื้อตึกแดงอาจได้ของมาหลายถุง แต่ถ้าไปตึกของเล่นอาจจะได้มาแค่ 3 – 4 ชิ้นเอง 

ผมชอบร้านที่เป็นของเก่ามากกว่า เพราะว่าถ้าเดินไปซื้อของใหม่มันง่าย มันซื้อได้เลย แต่เวลาได้หาของเก่าพวกที่เขาขนมาขายแบบแบกะดิน มันสนุกที่เราได้หาของ อย่างล่าสุดผมไปตึกแดงก็ไม่คิดว่าจะได้อะไร จนค้นเจอหนังสือรถแข่ง F1 ของพระองค์เจ้าพีระฯ ที่มีแค่ 500 เล่มในโลก อายุประมาณ 50 ปี ผมซื้อมาในราคา 800 บาท มันไม่มีปกแล้วนะ แต่ภูมิใจมาก นอนดูทั้งคืน

บางคนเขาเลือกสะสมแค่ของอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย ทำไมคุณถึงเก็บทุกอย่าง

ถ้าไปเห็นบ้านโอ้ จะรู้ว่าต่อให้เราเก็บหลายอย่าง แต่ทุกอย่างเราเก็บเป็นคอลเลกชัน 

คุณเคยสัมภาษณ์ไว้ที่หนึ่งว่า อยากสะสมของจนเปิดพิพิธภัณฑ์เป็นของตัวเองได้ ตอนนี้ยังคิดอยู่ไหม

คิดอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ครับ

เราทุกคนจะเข้าไปดูได้ไหม

ได้ แต่อาจจะเก็บตังค์ ตอนนี้ผมเริ่มคิดเรื่องเงินแล้ว แหม มันก็ต้องมีค่าฟงค่าไฟกันบ้าง (หัวเราะ)

ของอะไรที่ตอนแรกไม่ชอบเลย พอรู้ตัวอีกทีกลับมีเต็มบ้าน

หมี Bearbrick เป็นตุ๊กตาพลาสติกหน้าตาเหมือนหมี ผมเคยคิดว่าซื้อไปทำไมวะ หมีหน้ามันก็เหมือนกันหมด แต่ไม่เคยคิดเลยว่าของทุกอย่างที่เราเก็บมาก็หน้าเหมือนกันหมด (หัวเราะ) พอเริ่มซื้อมาหนึ่งตัว ทีนี้ล่ะก็ซื้อไม่หยุดเลย กลายเป็นมี 20 – 30 ตัว จากที่บอกว่า หมีอะไรเนี่ย เก็บทำไมหมี ตอนนี้มีหมีเต็มบ้าน

ถ้าสมมติ Guinness World Records ระบุว่านายมาริโอ้ เมาเร่อ เป็นผู้สะสม… เยอะที่สุดในโลก ของสิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ที่สุดในโลกเลยเหรอครับ (เขาทิ้งช่วงใช้ความคิด)

ถ้าอยากมีเยอะที่สุด คือกล่องเก็บอะไหล่ที่อยู่ในรถโฟล์ค เป็นกล่องเหล็กกลม ๆ ดูไม่มีอะไร ข้างในจะมีประแจ ไขควง แม่แรงเต็มไปหมด ปกติกล่องละหมื่น ทุกวันนี้ขายกล่องละ 100,000 บางคนเก็บไว้ 200 กว่าอัน

แล้วตอนนี้มีเท่าไหร่

2 อันครับ (หัวเราะ) แล้วก็ของไม่ค่อยครบด้วย

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

ที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่คุณเก็บของ เอาของเข้าบ้าน มีของอะไรที่ทิ้งบ้างไหม

กล่องที่ใส่พวกมันนี่แหละ เยอะชิบเป๋ง เกะกะบ้านมาก ไอ้หมีที่ผมบอกนะ ใครไม่รู้เป็นคนต้นคิดว่าต้องเก็บกล่องมัน แค่ 10 อันก็เต็มห้องแล้ว ผมคิดว่าจะตัดมันก็วันนี้แหละ (หัวเราะ)

(จากนั้นทุกคนก็เริ่มถกเถียงกันว่าจะเก็บกล่องด้วยวิธีไหนดี พี่โชเสนอว่าพับกล่องได้ไหม ส่วนช่างภาพของเราถามว่า แล้วคุณจะทิ้งได้ยังไงถ้ามันมีผลต่อราคา เกิดเป็นความโกลาหลขนาดย่อมกลางห้อง)

แต่ก็จริงนะ ผมเป็นคนไม่เคยทิ้งอะไรเลย ผมนั่งเก็บของเล่น เฮ้ย ของเล่นกูก็ไม่เยอะนะแต่ถุงเยอะมาก นั่งพับอยู่ 2 – 3 ชั่วโมง แค่ถุงอย่างเดียว แล้วผมก็พับอย่างดีด้วย เป็นกรรมเหมือนกันนะที่เราหาเงินได้ ซื้อของได้ แต่เราเก็บไม่ได้

มีช่วงที่เคลียร์ของออกจากบ้านบ้างไหม

ตอนนี้ทำอยู่ครับ ของเล่นแต่ละอย่างจะอยู่ในตู้ หลายตู้มาก เพราะว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์ก็เลยทำเป็นห้องเพื่อแยกชนิดของเล่น เพิ่งทำสำเร็จไป 1 ห้องครับ เพราะของมันเยอะมาก อยู่หลายบ้าน โอ้ขนเองคนเดียวทีละร้อย ๆ ตัว แต่กว่าจะจัดของ กว่าจะแกะ ใช้เวลาเกือบ 2 ปี 

คิดว่าคนเราควรจะสะสมอะไรสักอย่างรึเปล่า

ควร ผมว่าบางทีการสะสมของอาจจะดูไร้สาระ เปลืองเงิน แต่มันทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาเก่า ๆ ใครซื้อของให้ผม ผมก็เก็บไว้หมด ผมจำได้แทบทุกชิ้นเลยว่าได้มันมาช่วงไหน งานอะไร มีความรู้สึกยังไงกับของชิ้นนี้ ของผมผมรู้ แล้วพอมันมารวม ๆ กัน ผมรู้สึกว่า เออ ชีวิตเราก็แก่ลงไปเยอะ

ตั้งแต่พวกของแถมจาก McDonald’s, Burger King ทุกวันนี้หลานผมโตแล้ว มันยังบอกเลยว่า ตอนเด็ก ๆ อยากไปกินก๋วยเตี๋ยว เฮียไม่พาไปกินเลย เพราะว่าเฮียจะกินแต่เบอร์เกอร์ ผมไม่พามันไปกินอย่างอื่นเลยจริง ๆ ทุกวันนี้มันก็อ้วนเพราะผมนี่แหละ ภูมิใจมาก (หัวเราะ)

ถ้าไม่ใช่สิ่งของ มาริโอ้อยากสะสมอะไรมากที่สุด

อยากสะสมเพื่อนดี ๆ เพื่อนที่โตมาด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเติบโตยังไงมันก็ยังเป็นคนเดิมในความรู้สึกของผม เพราะว่ามันเป็นของหายากที่หาไม่ได้แล้ว 

การที่คุณเป็นนักสะสม ทำให้คุณเห็นคุณค่าของความรักมากขึ้นไหม

มันทำให้เราเห็นคุณค่าของของ แล้วก็ทำให้เราเห็นคุณค่าของคน เพราะกว่าจะได้มา เราต้องทุ่มเท ทำงาน หาเงินไปซื้อ แล้วก็ต้องดูแลมันอย่างดี คล้าย ๆ กับคนรักที่เรามีแล้วก็ต้องดูแลเขาครับ

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’
บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท คนรัก

มาริโอ้เป็นคนรักแบบไหน

เอาแต่ใจ

ผมเป็นคนไม่ค่อยดูแลนะ คือดูแล แต่ว่าไม่ได้โอเวอร์ ผมไม่ได้เป็นคนที่ต้องทำให้ตลอด ๆ เราทำให้ด้วยความจริงใจมากกว่า แล้วก็เป็นคนไม่ได้หวานอะไรมาก

ในมุมของผู้ชายที่บอกว่าตัวเองไม่หวาน การแสดงความรักของมาริโอ้เป็นยังไง 

ผมให้เวลาเขา พาไปกินข้าว เขาอยากทำอะไรก็ไปด้วย อาจจะน้อยหน่อยเพราะว่าโอ้งานเยอะมาก แล้วก็ต้องจัดของด้วยครับ ของเยอะมาก (หัวเราะ) แต่ว่าข้อดีอย่างหนึ่งของผมคือ ถ้าผมรักใคร ผมจะมีเวลาให้เขา

เกี่ยวไหมที่คุณได้รับบทเป็นพระเอกหนังรักโรแมนติกคอเมดี้มากมาย…

ติดนิสัยมาใช้ในชีวิตจริงบ้างไหม 

ใช่

ผมว่าไม่เกี่ยว บทก็คือบท ส่วนใหญ่บทที่ได้จะเป็นพระเอกเข้ม ๆ หยิ่ง ๆ ถ้าไม่เข้มหยิ่งก็เป็นคนกวนตีน แต่การเป็นพระเอกมันได้หลายอย่าง ทำให้รู้ว่าเราต้องเทกแคร์คนยังไง ตัวละครบางตัวเป็นตัวหวาน ๆ ทำให้รู้ว่าเวลาทำตัวหวานมันก็ได้อีกแบบหนึ่ง 

ถ้ามองตัวเองในวัยเลข 4 ภาพที่เห็นจะเป็นคุณนั่งทำงานอยู่หรือมีครอบครัวแล้ว

ผมอยากมีครอบครัวแล้ว ผมอยากมีเร็ว ๆ เพราะพ่อผมอายุเยอะตอนที่ผมเกิด แล้วเขาก็จากผมไปเร็วมาก เลยคิดว่าถ้าวันหนึ่งมีลูกก็อยากมีเร็ว ๆ เราจะได้อยู่กับเขานาน ๆ

น่าสนใจว่าคุณจะเป็นพ่อแบบไหน

โห ลูกผมต้องเฟี้ยวกว่าใครเขานะ ต้องซิ่ง ต้องซ่า ต้องเป็นตัวท็อป ถ้าเป็นนักเลงก็ต้องเป็นตัวบวก ถ้าเป็นเพื่อนก็ต้องเป็นหัวโจก ผมจะสอนให้เขาเป็นแบบนั้นเลย

ในอาณาจักรของเล่นของคุณจะให้ลูกเล่นอะไรบ้าง

ผมให้ลูกเล่นทุกอย่างเลย แต่ไอ้พวกที่ละเอียดมาก ๆ จะไม่ให้เล่น พ่อเคยให้ผมเล่นโมเดลสวย ๆ ผมก็ทำของเขาพัง พอแก่มาผมรู้สึกเสียใจว่าผมทำอะไรลงไป ผมก็จะเลือกของให้มันตรงกับอายุของเด็ก เขาอาจจะยังไม่รู้ค่าของมัน

ว่าแพงแค่ไหนใช่ไหม

ใช่ ง่าย ๆ คือเราหวงของนั่นแหละ (หัวเราะ)

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท ยูทูบเบอร์

รายการ Oh Lunla เริ่มมาจากพี่โชอยากให้มี แฟนคลับจะได้ไม่ลืมโอ้ หายคิดถึง บางทีเราไปถ่ายละคร ถ่ายหนัง ก็หายไปเกือบครึ่งปีที่เขาไม่เจอหน้าเราเลย

กลายเป็นข้อดี เพราะในยุคที่พี่โชเขาคิดรายการนี้ขึ้นมา มันเป็นยุคที่ดาราเริ่มทำยูทูบ เป็นช่องทางที่ทำให้แฟนคลับ คนที่รู้จักโอ้ หรือคนที่ไม่รู้จัก ก็กลายเป็นชื่นชอบผมไปเลย จากไลฟ์สไตล์ จากสิ่งที่เราชอบ จากวิดีโอที่เราถ่าย ซึ่งสั้นมากนะแค่ 10 นาที 

ตอนแรกคิดว่าคนที่ดูเราคงจะเป็นเด็ก กลายเป็นผู้ใหญ่เป็นวัยกลางคนเยอะมาก ของที่เราสนใจก็กลายเป็นเขาสนใจตามไปด้วย โอ้ชอบไปเที่ยว ชอบไปทำนู่นทำนี่ 

เวลาว่างผมก็จะขับรถโบราณไปตึกแดง ไปดูของ แล้วก็จะอยู่ที่อู่รถของเพื่อน นั่งรถ ขับรถ ตระเวนอู่ประมาณ 3 – 4 อู่ ไปซื้ออะไหล่ ไปซื้อของมาแต่งรถ ผมก็จะวนเวียนอยู่กับรถยนต์ของผมนี่แหละ อยู่กับเรื่องล้อ ๆ ยาง ๆ แต่ผมยังอยากไปแคมป์ปิ้ง ในเมืองไทยมีที่ให้แคมป์เยอะมาก อยากไปเที่ยวตามอ่างเก็บน้ำ เที่ยวต่างประเทศก็ยังไม่ได้ไปเลย เพราะว่าติดเรื่องโควิด

เพราะแฟนคลับอยากให้เราทำอีก เขาอยากจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ จากเรา เหมือนเขาได้เปิดโลก โอ้ไม่เคยคิดว่ารายการที่ทำเล่น ๆ กับผู้จัดการคนดูจะชอบมากขนาดนี้

บทบาทสุดท้าย เราอยากให้ มาริโอ้ เมาเร่อ นิยามตัวเอง

ผมมองตัวเองเป็นอะไรเหรอ

ผมยังเป็นลูกแม่ แล้วก็เป็นบ้าด้วยครับ

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load