ขึ้นชื่อว่า ‘เกลือ’ คุณศัพท์ที่มาต่อท้ายควรเป็น ‘เค็ม’ มิใช่ ‘หวาน’

แต่ ‘เกลือหวาน’ นั้นมีอยู่จริงที่จังหวัดปัตตานี

แม้นรสเกลือชนิดนี้จะไม่หวานเป็นน้ำตาลเหมือนอย่างชื่อ ถึงกระนั้นก็ไม่เค็มจนขมปากดังเช่นเกลือปกติ รสชาติเค็มพอเหมาะพอควรนี้เป็นเหตุให้เกลือปากอ่าวปัตตานีถูกคนในพื้นที่เรียกเป็นภาษามลายูว่า การัม มานิส (Garam Manis) ใส่คำบรรยายไทยได้ว่า ‘เกลือหวาน’

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

ชาวปัตตานีเคยทำการัม มานิส เพื่ออุปโภค บริโภค และส่งออกไปขายยังดินแดนข้างเคียงมานานหลายศตวรรษ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรปาตานีที่รุ่งโรจน์ แต่แล้วในรอบหลายสิบปีหลัง ที่นาและชาวนาเกลือหวานกลับลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจ ด้วยปัจจัยทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคม ผสมเข้าด้วยกัน

เพื่อรักษาภูมิปัญญาชาวบ้านและสืบสานจิตวิญญาณแห่งเกลือหวานปัตตานี ใน พ.ศ. 2565 นี้ กลุ่มผู้จัดงานเทศกาลสร้างสรรค์ประจำปี Pattani Decoded 2022 เมื่อวันที่ 2 – 4 กันยายนที่ผ่านมา
ได้ยกเอาเกลือหวานเป็นธีมหลักประจำงาน พร้อมทั้งเชิญชวนเหล่าศิลปินมาร่วมสร้างผลงานให้เกิดความตระหนักรู้ต่อเกลือหวานไปด้วยกัน

คนหนึ่งซึ่งไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ผู้ก่อตั้งโรงงานเซรามิกเบญจเมธา

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

“จุดเริ่มต้นคือเราถูกทาบทามให้มาแจมกับงาน Pattani Decoded ในปี 2019 แค่แจมเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ปีนี้เราได้ดูแลในส่วนของงานคราฟต์ เราก็ว่าน่าจะสนุก แล้วเป็นธีมเกลือที่รู้สึกว่ามันดูสำคัญ”

ดีไซเนอร์มือทองจากอำเภอปะนาเระส่งยิ้มกว้าง พลางเริ่มนำชมอาคาร ม.อ.ปัตตานีภิรมย์ ซึ่งได้รับการดัดแปลงสถานที่ชั่วคราวไว้เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะชุดใหม่แกะกล่องของเขา

“พอเราเริ่มจับ เริ่มหาสตอรี่เกี่ยวกับเกลือหวาน มันกลับเชื่อมโยงทางตระกูลตัวเอง เชื่อมโยงถึงคุณตา คุณทวด ที่เคยขายของ เคยมีสำเภา เคยโล้สำเภา” เอ็มโซเฟียนผายมือไปที่ป้ายชื่อนิทรรศการซึ่งตั้งชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศส บ่งบอกอดีตของตัวเขาที่เคยโลดแล่นอยู่ในสถาบันศิลปะที่แวร์ซายส์และปารีส

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

‘Le Sel de la Vie’ มีความหมายว่า เกลือแห่งชีวิต

“ผลงานที่ผมทำทั้งหมดจะบอกว่ามันเกิดจากแรงบันดาลใจจากเกลือเพียงอย่างเดียว แล้วเรารู้สึกว่าเกลือมันเชื่อมโยงงานคราฟต์ทั้งหมดได้” เขาพูดก่อนหล่นคติสำคัญที่กลายเป็นหัวใจของนิทรรศการนี้

“หากไม่มีเกลือก็จะไม่มีชีวิต หากไม่มีชีวิตก็จะไม่มีวิถี หากไม่มีวิถีก็จะไม่มีศิลปหัตถกรรม และหากไม่มีศิลปหัตถกรรมก็จะไม่มีอารยธรรม”

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

เอ็มโซเฟียนชี้ให้เราเห็นว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีเกลืออันเป็นวัตถุดิบและเครื่องถนอมอาหารที่สำคัญแล้ว อาหารการกินที่สำคัญในวัฒนธรรมมลายูปัตตานีคงพลิกโฉมไปชั่วกาล น้ำบูดู ข้าวยำ ปลาเค็ม ทุกอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้นหรือคงความโอชะไม่ได้หากไร้เกลือหวาน ดังนั้นเขาจึงตั้งใจออกแบบงานทุกชิ้นเพื่อเน้นย้ำว่าเกลือนั้นสำคัญต่อชีวิตเพียงไร ซึ่งเราจะขอยกมาเล่าเฉพาะบางชิ้น ดังนี้

ชิ้นที่ 1 จากดิน สู่เกลือ

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

เริ่มด้วยหมู่หม้อทำมือทรงสวยที่วางประดับลดหลั่นกันอยู่ข้างประตูทางเข้า

“เครื่องปั้นดินเผากูบังบาเดาะเป็นหม้อสำหรับต้มสมุนไพร หม้อดิน หม้อยา ดินเผาในอดีตใส่เกลือไม่ได้ เพราะมันจะชื้นและซึม ผมก็เลยต้องเคลือบมัน พอเคลือบมันก็เกิดฟังก์ชันใหม่ เลยได้ตอกย้ำว่าเราต้องทำภาชนะใส่เกลือกับดินเผาในของเราแล้วล่ะ เพราะว่าเขาก็ทำเครื่องปั้นดินเผากันมา

“กลุ่มชุมชนนี้ทำเครื่องปั้นดินเผายาวนานอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้เริ่มหาย ๆ ไป เราคิดว่าเราจะเอาวิธีคิดของเกลือไปออกแบบ ก็เลยออกแบบลวดลายใหม่ ๆ กับเขา เพราะว่าลายเขาเป็นลายพื้น ๆ”

ลวดลายใหม่ ๆ ที่ว่านี้ เอ็มโซเฟียนวาดเขียนเป็นลายกองเกลือ ลายดอกเกลือ รวมถึงลายนกตีนเทียนที่พบได้ตามนาเกลือ เพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพที่เกิดขึ้นในนาเกลือ

ชิ้นที่ 2 ระเหย

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

ปลาเค็มที่ชาวบ้านตากไว้ จะตากได้อย่างไรถ้าไม่ใช้เกลือหมัก

นักออกแบบคนเก่งคำนึงถึงขั้นตอนการระเหยน้ำทะเล ดิน และเกลือ ก่อนได้แง่คิดว่าถาดตากปลาเค็มของชาวบ้านมีส่วนเชื่อมโยงกับเกลือ จึงแนะนำให้ชาวชุมชนบ้านทุ่งที่มีฝีมือด้านหัตถกรรมทำงานชิ้นนี้

ลวดลายบนถาดตากปลาเค็มเป็นลายดอกพิกุลเล็ก ๆ เอ็มโซเฟียนลองจับมาขยาย บอกสี บอกลายในการสานกระจูดให้เป็นแนวทางของกลุ่มแม่บ้าน เกิดเป็นงานหัตถศิลป์ที่งามตากว่าจะเป็นเพียงถาดกระด้งตากปลาอย่างสามัญ

ชิ้นที่ 3 เสียงเรียกจากนาเกลือ

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

นาเกลือหวานโดยส่วนมากตั้งอยู่ ณ บริเวณตันหยงลุโละ ใกล้อ่าวปัตตานี

เมื่ออดีตกาลนานโพ้น ได้มีชาวจีนล่องเรือสำเภามาค้าขายที่นี่ และเศษซากอารยธรรมที่พวกเขาได้ทิ้งเอาไว้ในพื้นที่ดังกล่าวคือกระเบื้องเคลือบซึ่งล้วนมีสภาพแตกหัก

“ตันหยงลุโละเป็นท้องนาเกลือแห้ง พอแห้งเมื่อไหร่กระเบื้องนี้โผล่ขึ้นมาเต็มเลย” เจ้าของผลงานเน้นเสียง “สันนิษฐานว่าในอดีตก็เป็นแหล่งที่สำหรับซื้อขาย ปัตตานีเคยเป็นท่าเรือสำหรับคนซื้อขายของในอดีต มันอาจเป็นได้ว่าเขาคัดคุณภาพ อันไหนแตกก็โยนทิ้งทะเลกันมากมาย”

แม้ถูกทิ้งขว้างในวันวาน หากในวันนี้ สายตาคนยุคใหม่อย่างเอ็มโซเฟียนกลับมองว่าคุณค่าของเศษกระเบื้องเหล่านี้อยู่ที่ความเสียหายนี้ต่างหาก หาไม่แล้วเขาคงไม่เห็นความสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใน

“สิ่งที่มันเรียบ ๆ เรามองไม่เห็นว่าด้านในมันมีอะไร แต่ว่าเมื่อวันใดมันสูญเสียไปหรือว่ามันหักพังแล้ว มันจะเห็นความสำคัญ แล้วความเสียหายนั้นก็ทำให้เราเห็นอารยธรรม จับคาแรกเตอร์นี้มาสร้างความสำคัญให้กับมันใหม่” เขาเล่าถึงสาเหตุที่นำเศษกระเบื้องมาสร้างงานชิ้นนี้

ชิ้นที่ 4 รอนแรม

La Sel de la Vie รวมผลงานศิลปะจากนาเกลือหวานปัตตานี โดยเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

เล่าเรื่องเรือสำเภาจีนไปแล้ว เอ็มโซเฟียนเปลี่ยนมาเล่าเรื่องเรือสินค้าของปัตตานีโบราณบ้าง

ชุดจานแขวนผนังเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติการขายเครื่องลายครามและเกลือหวานของปัตตานีที่ออกเดินทางไปทั่วคาบสมุทรมลายูไปจนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซีย

“แม่บอกผมว่า สมัยก่อนคุณปู่ของแม่หรือคุณทวดของผม มีเรือสำเภาลำสุดท้ายในปัตตานี และเป็นหุ้นส่วนในอดีต ผมรู้สึกประทับใจมากจนอยากจะต่อยอดด้านนี้ เลยลองทำคาแรกเตอร์เป็นคอลเลกชันของสำเภา แล้วก็สร้างงานเป็นแผนที่ปัตตานีในอดีต”

จากการศึกษาข้อมูลเพื่อผลิตงานชิ้นนี้ แผนที่โบราณได้ตกทอดถึงมือผู้ก่อตั้งเบญจเมธาเซรามิก เขาพบว่าเรือจากปัตตานี หรือปาตานีในอดีตล่องไปขายเกลือถึงตรังกานู จึงลองสเก็ตช์แผนที่เหมือนจริง

“เราอยากถ่ายทอดความเป็นปัตตานีด้วยงานชิ้นนี้ ด้วยการรอนแรมของคนสมัยก่อน เดินทางไปแต่ละที่ ไปกัวลาลัมเปอร์ ไปสิงคโปร์ ไปมะละกา ไปสลังงอร์ เป็นต้น”

ชิ้นที่ 5 เชื่อมโยง

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

รายรอบนาเกลือหวาน เป็นผืนป่าชายเลนอันเขียวชอุ่ม ต้นโกงกางแผ่รากไพศาล สะกิดต่อมความคิดสร้างสรรค์ของเอ็มโซเฟียนจนเกิดเป็นงานคราฟต์เก๋ไก๋อีกหนึ่งชิ้น

“ช่วงส่วนของโกงกางที่เราเห็นว่ามันแตก ๆ อยู่ในนาเกลือ เราก็เก็บมาเป็นของที่ระลึก แล้วก็เอามาสร้างตัวตนใหม่ สร้างเรื่องราวใหม่ให้เกี่ยวกับการเชื่อมโยง” 

ส่วนรูปวาดบนเครื่องถ้วยที่ประดับอยู่บนเศษโกงกาง ผู้สร้างงานจงใจให้สื่อถึงธรรมชาติของนาเกลือยุคก่อน จึงถ่ายทอดรูปสิ่งเหล่านั้นลงบนชิ้นงาน

“ทุกอย่างมีการเชื่อมโยง ไม่ว่าความสัมพันธ์ทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อมด้วย เชื่อมโยงเรื่องของคนทำเกลือ เรือสำเภาในอดีต นกตีนเทียน ปลาตีน ปลากระบอก หรือว่าปลากะตักที่เราทำบูดูกัน แล้วก็ปูดำ”

ชิ้นที่ 6 Wau Kapalayar

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

ว่าวพื้นเมืองมลายูที่เรียกว่า เบอร์อามัส (Beramas) ตัวใหญ่ แขวนอยู่บนผนังฝั่งที่มองเห็นเด่นมาแต่ไกล ออกแบบด้วยน้ำมือดีไซเนอร์ที่หลงใหลในเครื่องไม้เครื่องมือที่พึ่งลมทุกชนิด

“เรารู้สึกว่าเรามีความผูกพัน ชอบเรื่องของสำเภา กังหันลม ว่าว หรือว่าธนูที่ผมยิงทุกวันนี้ ผมรู้สึกว่ามันมีคาแรกเตอร์อะไรบางอย่าง แม้กระทั่งแมลง

“เราก็เลยออกแบบชิ้นงานชิ้นหนึ่งให้เป็นประติมากรรม โดยที่เอาทักษะเชิงช่างของคนทำว่าวมาลองออกแบบดู เขาก็สร้างสรรค์มาให้เรา เราสเก็ตช์ส่งคอนเซ็ปต์ไปให้คุยกัน จนให้ความสำคัญว่าเราอยากพัฒนาทักษะเชิงช่างของคนในพื้นที่อยู่แล้ว แล้วก็สร้างออกแบบให้เขาได้ทำงานกันต่อ” 

ชิ้นที่ 7 Derndin tools

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

แผงเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานหัตถกรรมของบ้านเดินดินชุดนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าเพียงแต่ผู้ออกแบบไม่ได้ลงพื้นที่นาเกลือ และพบของดีในธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของบ้านเกิด

“พอเราทำเรื่องเกลือ มันก็ทำให้เราไปสัมผัสกับทุ่งนาเกลือ ในบริเวณนั้นป่าชายเลนดันมีต้นคราม แล้วเราก็สนใจว่าทำไมปัตตานีมีครามด้วย” เอ็มโซเฟียนสารภาพถึงความไม่รู้ของตัวเขาในอดีต 

“ผมก็เพิ่งรู้นะว่ามีต้นครามด้วย ในประวัติศาสตร์หนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ปัตตานีส่งออกคือคราม ซึ่งหายไปแล้ว ประมาณ 70 กว่าปีได้ จากหลักฐานที่ได้เป็นข้อตั้งคำถามว่ามันหายไปยังไง แล้วก็ผลิตภัณฑ์ไม่มีเหลือให้เห็นเลย ผมก็ว่ามันน่าสนใจ เลยจะลองจับครามสักที ไปเกี่ยวเอง ย้อมเองเลย”

ครั้นได้ลองเกี่ยวครามด้วยตัวเองแล้ว เอ็มโซเฟียนนึกสนุก อยากออกแบบเคียวเกี่ยวครามดูบ้าง ผลที่ตามมาก็คือชุดอุปกรณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือมลายูโบราณอันปรากฏแก่สายตาเราอยู่นี้

ชิ้นที่ 8 เกลอเกลือ

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

ประติมากรรมชิ้นใหญ่เท่าความสูงมนุษย์ชิ้นนี้ได้รับการออกแบบร่วมกันโดยมิตรรักดีไซเนอร์ 4 ราย ซึ่งเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ได้เชื้อเชิญผองเพื่อน ประกอบไปด้วย ดร.กรกต อารมย์ดี, ศุภชัย แกล้วทนงค์ และ วลงค์กร เทียนเพิ่มพูล มาเล่นสนุกไปด้วยกัน

“เรารู้สึกว่ามันมีการเชื่อมโยงความเป็นเพื่อนของเรามาอยู่แล้ว พอมีงานเกลือ เรารู้สึกว่าเกลือจะต้องดึงมาเชื่อมโยงกัน แล้วก็วางคอนเซ็ปต์เป็น ‘เกลอเกลือ’ ก็ดึงความเป็นเพื่อน ๆ แต่ละคนเข้ามา อย่างกรกตก็เป็นคนบ้านแหลม มีความเชี่ยวชาญด้านเกลืออยู่แล้ว เกลือบ้านแหลมกับเกลือปัตตานีก็ต้องมาคุยกันแล้วแหละ แล้วเราก็ดึงทีมสกลเฮ็ดมาด้วยเพราะว่าเป็นเกลือสินเธาว์อีก งานชิ้นนี้เลยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านเกลือ”

จึงเป็นที่มาของผลึกเกลือซึ่งเกิดขึ้นจากการหลอมรวมศาสตร์และศิลป์ของหัตถกรรมแต่ละประเภทที่แต่ละคนมีความรู้ความเชี่ยวชาญมาผสานเข้าไว้ด้วยกัน ให้ตกผลึกทางความคิดจากการทำงานร่วมกันผ่านเจ้าผลึกเกลือชิ้นยักษ์ในงาน Pattani Decoded ประจำปีนี้

“พอทำงานมันก็ตกผลึกด้วยกันว่า กระบวนการทำงานหลาย ๆ อย่างทำให้เราเห็น เราถอดอัตตาของเรา แต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์อยู่แล้ว แต่พอเราทำงานร่วมกัน หาจุดร่วมกัน ทำงานต่างที่กันด้วยนะ ส่งแบบ ส่งอะไรกัน ผลปรากฏเป็นงานชิ้นหนึ่ง เรารู้สึกว่ามันคือการตกผลึกอะไรบางอย่าง ก็เลยอยากจะนำเสนอผ่านประติมากรรมชิ้นนี้

“ผลึกหนึ่งผลึกมันต้องมีปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่างถึงจะเกิดขึ้น เกลือจะไม่เกิดขึ้นถ้าเกิดฝนตกชุ่ม กว่าจะเป็นผลึกได้ต้องใช้ช่วงจังหวะที่มันงดงามจริง ๆ ถึงจะเกิดเป็นผลึกได้ แล้วเราก็สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่จะก่อเกิดเป็นมัน บางทีมันก็ไม่เรียบร้อยนะ แต่รู้สึกว่าก็เป็นองค์ประกอบทั้งหมดที่ทำให้ผลึกนี้เกิดขึ้นได้”

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

ท่ามกลางงานออกแบบมากมายหลายสิบชิ้น เราอดสงสัยไม่ได้ว่าคนต้นคิดงานสร้างสรรค์เหล่านี้มีความประทับใจงานชิ้นใดมากเป็นพิเศษหรือเปล่า จึงไม่รอช้าที่จะถามความคาใจข้อนี้กับเขา

“ประทับใจในการทำงานของช่างทุกคน เพราะว่าเราไม่โฟกัสตรงผลผลิต เราโฟกัสตรงกระบวนการ เพราะฉะนั้นกระบวนการเราผ่านแล้ว แล้วก็อย่างอื่นเรามอบหมายหมดแล้ว มันออกมาเป็นยังไงก็แล้วแต่ บางทีมันเป็นจังหวะ” เอ็มโซเฟียนตอบหน้าชื่นตาบาน

“ตอนนี้มันอาจจะเป็นกระบวนการที่ทำแบบจำลอง แต่ถ้าเกิดขยับไปอีก อีกคนหนึ่งอาจจะดีกว่านี้ สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองว่ามันคือการออกแบบที่ดีควรจะมีจุดความสัมพันธ์ในเรื่องของจิตสำนึก แล้วก็การสร้างอะไรใหม่ ๆ ไม่ใช่การที่ทำผลงานแล้วแช่แข็ง แล้วก็ Copy-paste อยู่ตลอดเวลา ฟังก์ชันเปลี่ยนยุคสมัยยังเปลี่ยน ก็ควรจะหาฟังก์ชันอะไรใหม่ ๆ เรารู้สึกว่าเราต้องสร้างนวัตกรรมตลอดเวลา แล้วก็ยอมรับที่จะเจอปัญหา

“พอเวลาเจอปัญหาก็สร้างฟังก์ชันใหม่ ๆ กับยุคสมัย ในอดีตมันมีแบบนี้ เราไม่ลืมรากเหง้านะ แต่เราก็ต้องมุ่งหน้าไปเพื่อจะสร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ ถ้าเกิดเรามีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ความเป็นมลายู เรารักษาได้ แต่ว่าเราต้องเดินหน้าที่จะสร้างฟังก์ชันอะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ผมจะให้ความสำคัญกับกระบวนการมาก แล้วก็จะมีความสุขกับการทำงานครับ” เจ้าของนิทรรศการ ‘เกลือแห่งชีวิต’ จบบทสนทนา

ย้อนชมงานคราฟต์ในธีมเกลือหวานที่ ‘เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา’ ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Pattani Decoded 2022

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load